นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 99 เทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์

            ตอนที่ 99 เทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์

             

             

            นิทานแข็งค้างไป เขาพยายามนึกถึงเทพอสูรชื่อนี้ว่าตนเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่ เขาพยายามไล่นึกหาตามสารานุกรมที่อ่านมา บทเรียนเรื่องตำนานเทพต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องในสมัยเรียน หรือกระทั่งตำรารวบรวมที่ซื้อมา แต่นึกอย่างไรเขาก็ไม่เคยได้ยินเทพอสูรที่ชื่อแปลก ๆ เช่นนี้เลย

             

            ยิ่งเขานึกว่าชื่อมันแปลกเพียงไรเขายิ่งมึนงง แต่เมื่อเขาหันไปเห็นผู้พันลาลันตาที่หันหน้าหนี ตาสั่นเครือ มือหนึ่งปิดปากอีกมือหนึ่งกุมท้อง เขาก็กระจ่างอย่างว่องไว พลันโวยสุดเสียง

             

            “ผู้พัน!” นิทานโวย สีหน้าแดงก่ำไม่ทราบว่าด้วยความโกรธหรือความอาย

             

            เสียงหัวเราะดังลั่นระเบิดออกมาจากผู้พันอย่างไม่ออมชอมแม้แต่น้อย เธอหัวเราะกุมท้อง นั่งลงไปกับพื้น มือเช็ดน้ำตาอย่างเบิกบาน

             

            “เทพอสูรหมาโคมไฟอะไรกันครับ!” นิทานไม่ยอม เขาขมวดคิ้วสีหน้าแดงก่ำพลางชี้ไปทางคีตาที่ยังคงปิด ๆ เปิด ๆ จมูกของตนเล่น

             

            “นายก็ดูสิ ส่องไฟได้ด้วย แถมส่องไกลอีกต่างหาก” ผู้พันระเบิดหัวเราะต่อเนื่องชี้ไปทางคีตาอย่างสุดกลั้น

             

            นิทานสีหน้าแดงก่ำ เขาหันไปมองคีตา เขาปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าคีตาที่จมูกส่องไฟเช่นนี้เหมือนโคมไฟจริง ๆ

             

            “ดีจะตาย คราวหลังเข้าป่ามืด ๆ ก็ไม่ต้องกลัวมองไม่เห็นแล้ว” ผู้พันหัวเราะลั่น แม้ดูเหมือนเธอพยายามพูดปลอบใจแต่หน้าตาและสีหน้าของเธอทำให้นิทานไม่รู้สึกเช่นนั้นสักนิด

             

            “ผู้พัน!” นิทานโวยเสียงดัง เขาเดินไปอุ้มคีตาที่ยังคงเล่นกับจมูกของตนไม่เลิกด้วยท่าทีโมโห ทำท่าจะเดินออกจากห้องซ้อมนี้ไปทันที

             

            “โอ๋ ๆ ขอโทษนะ ขอโทษ” แม้เธอจะขอโทษ แต่สีหน้าท่าทางกลั้นขำของเธอก็ยังคงกวนใจนิทานเช่นเคย ยิ่งน้ำเสียงของเธอที่สั่นเครือขณะขอโทษยิ่งแล้วใหญ่!

             

            “ผมอุตส่าห์ดีใจนะ!” นิทานวงคีตาลงพลางเอื้อมมือหนึ่งลูบที่รูปสลักรูปจันทร์เสี้ยวสีม่วงบนจมูกของมัน หน้าตาเศร้าสร้อย

             

            เขาอุตส่าห์หลงคิดว่าคีตาจะปลุกพลังวิเศษอะไรขึ้นมาได้หรือสืบสายเลือดของเทพอสูรผู้ยิ่งใหญ่สักตนที่เขาไม่รู้จัก ยิ่งมันแข็งแกร่ง มันก็ยิ่งปลอดภัยยิ่งขึ้น สามารถอยู่กับเขาได้นานยิ่งขึ้น ยิ่งการปลุกพลังทางสายเลือดสามารถยืดอายุขัยของสัตว์ป่าได้เป็นอันมากด้วยแล้ว

             

            “ฉันขอโทษจริง ๆ ก็มันอดไม่ได้นี่นา” ผู้พันลาลันตากล่าวยิ้ม ๆ เธอเดินเข้าไปนำมือหนึ่งตบปุ ๆ ลงบนหัวของนิทานแล้วลูบเบา ๆ

             

            แม้นิทานจะยังคงไม่พอใจแต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธฝ่ามือและการลูบหัวของเธอแต่อย่างใด ผู้พันลาลันตาเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยแล้วจึงพูดต่อ

             

            “ถึงจะปลุกพลังไม่สำเร็จแต่พลังกายก็สูงขึ้นมากเลยนะ ฉันพนันได้เลยว่าอายุขัยก็จะยืดยาวขึ้นด้วย ไม่ต้องเศร้าขนาดนั้นหรอกน่า” ผู้พันลาลันตากล่าวปลอบ

             

            นิทานยังคงสงสัยในตัวผู้พันลาลันตาเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงใจไร้แววขบขันของเธอเขาจึงยอมเชื่อแต่โดยดี

             

            “ปลุกพลังไม่สำเร็จแต่มีรูปสลักปรากฏขึ้นมาอย่างงั้นคืออะไรกันครับ ผู้พันเคยเจอมาก่อนมั้ย” นิทานถามขึ้น เขายังคาใจเรื่องรูปสลักจันทร์เสี้ยวสีม่วงที่ส่องแสงได้ตรงจมูกของคีตา

             

            “ก็อย่างที่บอกไปไง บางทีคงจะสายเลือดไม่เข้มข้นพอเลยปลุกพลังไม่สำเร็จแต่ก็ได้รับตราประทับจากบรรพบุรุษมาแทน” ผู้พันลาลันตาคิดเล็กน้อยแล้วจึงตอบ

             

            “ปกติแล้วถ้าปลุกสำเร็จน่ะนะ รัศมีพลังจะสังเกตได้ชัดเจนเลยล่ะ รูปร่างจะเปลี่ยนไปต่างจากสายพันธุ์เดิม คล้ายสายพันธุ์ต้นกำเนิดมากขึ้น จะสัมผัสได้เองเลยว่ามีพลังใหม่ปรากฏขึ้น” ผู้พันลาลันตาอธิบาย

             

            “แต่คีตาไม่เป็นอย่างนั้นเลย แค่มีโคมไฟจันทร์เสี้ยวโผล่ขึ้นมาบนจมูกเอง รูปร่างไม่ได้เปลี่ยนไป รัศมีพลังก็ยังเหมือนเดิม ฉันคิดว่าคงปลุกไม่สำเร็จนั่นแหละ” เธอกล่าวสรุป

             

            นิทานได้ยินเช่นนั้นก็หูตก เขาถอนหายใจด้วยความเสียดาย แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าโอกาสมันน้อยแค่ไหนแต่เขาก็ยังอดลุ้นไม่ได้

             

            “แต่การปลุกพลังน่ะ หายากและเกิดขึ้นน้อยจนเกินไป ตัวอย่างให้ศึกษาก็มีไม่เยอะ เพราะงั้นจริง ๆ แล้วอาจจะปลุกสำเร็จแต่เพราะเป็นสายพันธุ์หายากเลยมีเงื่อนไขพิเศษหรือดูไม่ออกก็ได้นา มองโลกในแง่ดีหน่อย” ผู้พันลาลันตาพยายามกล่าวปลอบ แต่แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่เชื่อคำพูดของตนเช่นกัน

             

            นิทานฝืนยิ้มน้อย ๆ รับคำปลอบใจนั้น ยิ่งเขาฟังเขาก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าผู้พันลาลันตาเพียงพูดให้กำลังใจเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่สมควรคาดหวังใด ๆ

             

            “ผู้พันบอกว่าคีตาสืบเชื้อสายมาจากเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์เหรอครับ” นิทานถามขึ้น เมื่อตอนที่ผู้พันลาลันตาเห็นจมูกของคีตาส่องไฟออกมาเธอพูดขึ้นเช่นนั้น

             

            “ฉันคิดว่างั้นนะ ก็ที่โคมไฟนั่นมันเป็นรูปจันทร์เสี้ยว และในหมู่เทพอสูรที่เกี่ยวข้องดวงจันทร์กับสายพันธุ์สุนัขก็มีแค่เทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์” ผู้พันลาลันตายักไหล่

             

            “เป็นไปได้มั้ยครับว่าจะเป็นเทพอสูรที่เกี่ยวข้องกับดวงจันทร์องค์อื่น” นิทานขมวดคิ้วน้อย ๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของผู้พันลาลันตา หากเขาต้องการข้อมูลหลายอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์ตาม นี่คือเรื่องของคีตา อนาคตของคีตา เขาไม่ต้องการทำอะไรผิดพลาดไป

             

            “ยาก เทพอสูรที่เกี่ยวข้องกับดวงจันทร์ที่ฉันรู้จักมีแค่สามองค์ อีกสององค์เป็นสายพันธุ์สัตว์น้ำและปีก ดังนั้นไม่น่าใช่หรอก” ผู้พันลาลันตาคิดเล็กน้อยแล้วจึงตอบออกมาอย่างมั่นใจ

             

            เธอไม่ได้แตกฉานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มากขนาดนั้น แต่เมื่อเทียบกับนิทานแล้วความรู้ของเธอยังมากกว่าเขาหลายขุม เธอนึกไม่ออกถึงเทพอสูรองค์อื่นอีก

             

            “งั้นพอเล่าเรื่องของเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์ให้ผมฟังหน่อยได้มั้ยครับ” นิทานหยิบสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมาเตรียมจด

             

            ผู้พันลาลันตาเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะน้อย ๆ เธอนึกถึงสมัยก่อนที่เวลาเธอไปเยี่ยมนิทาน เขามักจะเป็นเด็กพูดน้อย หากเวลาเธอเล่าอะไรให้ฟังเขาก็มักจะหยิบสมุดขึ้นมาจดเช่นนี้เสมอ

             

            สมัยนั้นตอนที่นิทานยังเล็ก ๆ เธอไปหาเขาแทบทุกสัปดาห์ แต่เมื่อนิทานโตขึ้นระดับหนึ่ง เธอก็สัมผัสได้ถึงกำแพงน้อย ๆ ที่นิทานกั้นเธอไว้เธอจึงไม่อยากกดดันอะไรเขานัก กลายเป็นนาน ๆ ไปหาทีและฝากให้หัวหน้าสิงค์ช่วยดูแลอีกทางหนึ่ง ยิ่งวัยสิบปลาย ๆ เธอแทบไม่ได้พบหน้าเขาเลยแม้แต่น้อยจากความยุ่งของงานเธอเอง เธอเพียงไปหาครั้งล่าสุดก็ตอนเขาเรียนจบเรียบร้อยแล้ว เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอไม่เคยเห็นคีตาเลย

             

            จริง ๆ เธอก็แอบน้อยใจน้อย ๆ เพราะเธอคิดว่านิทานคงเลือกซ่อนคีตาไว้ที่บ้านตอนเธอไปเยี่ยมนาน ๆ ทีมากกว่า อาจเป็นเพราะไม่เชื่อใจเธอหรือกลัวว่าเธอจะทำร้ายครอบครัวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเขาอีกเธอก็ไม่แน่ใจนัก แต่เพราะความรู้สึกผิดเธอจึงไม่เคยบังคับอะไรเขา ปัจจุบันนี้นิทานดูจะเปิดใจมากขึ้น เธอก็อดยิ้มออกมาน้อย ๆ ไม่ได้

             

            “เทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์ ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ของเทพอสูรองค์นี้มีน้อยมาก น้อยจนนักประวัติศาสตร์หลายต่อหลายคนลงความเห็นกันว่าเทพอสูรตนนี้เป็นเพียงตำนานเล่าขานเท่านั้น” ผู้พันลาลันตาเริ่มเล่า

             

            “ประวัติศาสตร์เดียวที่มีการบันทึกไว้คือ อารยธรรมโบราณที่ล่มสลายไปแล้วอารยธรรมหนึ่งได้นับถือเทพอสูรองค์นี้เป็นเทพจึงพอมีบันทึกอยู่บ้าง แต่เพราะไม่มีที่ไหนกล่าวถึงอีกหรือมีหลักฐานการคงอยู่ชัดเจน นักประวัติศาสตร์เลยลงความเห็นกันว่าเป็นเพียงเทพที่ถูกจินตนาการขึ้นจากอารยธรรมนี้เท่านั้น”

             

            นิทานบรรจงจด เขาพยักหน้าน้อย ๆ สิ่งที่ผู้พันเล่ามาค่อนข้างตรงกันกับข้อมูลที่เขาหามา

             

            “ที่สำคัญคือไม่เคยมีบันทึกว่ามีสิ่งมีชีวิตใดปลุกพลังทางสายเลือดของเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์ที่พิสูจน์ได้ พลังแบบไหนก็ไม่มีบันทึกไว้ เลยแทบไม่มีข้อมูลหรือข้อยืนยันอะไรเลย” ผู้พันลาลันตาอธิบายต่อ

             

            นิทานได้ยินเช่นนั้นก็นิ่วหน้าน้อย ๆ การที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลยเช่นนี้ทำให้เขาค่อนข้างกังวลใจ หากไม่มีแนวทาง เขาก็กลัวว่าเขาอาจจะเตรียมการให้คีตาในอนาคตได้ไม่รัดกุมพอ

             

            “แต่การที่ยังมีบันทึกอยู่หรือมีคนกล่าวถึงกันได้ถึงปัจจุบันเพราะมันพอมีมูลอยู่ระดับหนึ่งนี่ล่ะ” ผู้พันลาลันตายิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นคิ้วขมวดของนิทาน

             

            นิทานพลันสีหน้าสดใสขึ้นเล็กน้อย เงยหน้ามองผู้พันอย่างคาดหวัง

             

            “มันไม่ใช่บันทึกเกี่ยวกับเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์โดยตรงหรอก แต่เป็นบันทึกของเทพอสูรองค์อื่น” ผู้พันลาลันตาหลับตานึกถึงเรื่องที่เธอเคยได้ยินมา เมื่อเธอเรียบเรียงได้แล้วจึงเริ่มเล่าออกมาช้า ๆ

             

            “ในอดีต เทพอสูรพยัคฆ์ขวางฟ้า เทพอสูรที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีตัวตนอยู่จริง ในยุคสมัยนั้นถือเป็นเทพอสูรตนหนึ่งที่แทบจะปกครองครึ่งหนึ่งของมหาทวีป ส่วนหนึ่งก็เพราะในยุคนั้นไม่มีผู้ที่สามารถสลักนามไว้ในกาลเวลาปรากฏขึ้น” ผู้พันลาลันตาเล่าอย่างช้า ๆ

             

            “เทพอสูรพยัคฆ์ขวางฟ้าเป็นเอกด้านการป้องกันและการขัดขวาง พลังของเทพอสูรองค์นี้ทำให้เขาเป็นผู้ปกครองของเทพอสูรอีกหลายองค์”

             

            นิทานตั้งใจฟังพลางจดบันทึกอย่างละเอียดยิบ เขาพลันนึกอิจฉาไพลินไม่น้อยที่มีสมบัติที่บันทึกได้เองอย่างปากกาวิเศษนั้น

             

            “แต่เทพอสูรพยัคฆ์ขวางฟ้าก็มีศัตรูฉกาจอยู่องค์หนึ่ง เป็นเทพอสูรไม่ระบุนามที่แก่งแย่งเป็นศัตรูกับเขาทำให้เขาไม่อาจควบรวมทั้งทวีปได้”

             

            “หรือเทพอสูรองค์นั้นคือเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์หรือครับ” นิทานถามขึ้นอย่างตื่นเต้น

             

            “ไม่รู้ ไม่ได้ระบุไว้ เพราะเป็นบันทึกจากฝั่งตระกูลของเทพอสูรพยัคฆ์ขวางฟ้านั่นแหละถึงไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับศัตรูชั่วชีวิตไว้ เพียงระบุไว้สั้น ๆ ว่าเป็นสายพันธุ์ที่เป็นศัตรูกับสายพันธุ์พยัคฆ์และใช้ความสามารถเกี่ยวกับจันทราและความมืด” ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า

             

            นิทานได้ยินเช่นนั้นก็ครุ่นคิดเล็กน้อย หากจะให้เขาคิดเพียงแวบแรก สายพันธุ์ที่เป็นศัตรูกับพยัคฆ์หรือสายพันธุ์วิฬาร์ เขาก็นึกถึงสุนัขและหมาป่าเป็นอย่างแรก ๆ เช่นกัน

             

            "เพราะความตรงกันเรื่องเวลาด้วยล่ะนะ ยุคสมัยของเทพอสูรพยัคฆ์ขวางฟ้ากับอารยธรรมที่นับถือเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์ก็ห่างกันไม่กี่ร้อยปีเอง" ผู้พันลาลันตาเสริม

             

            “จริง ๆ แล้วมีบันทึกแบบนี้อีกหลายที่จากบันทึกของเทพอสูรองค์อื่นเสมอ ๆ เลยล่ะ เทพอสูรไม่ระบุชื่อที่มีพลังเกี่ยวกับจันทรา นักประวัติศาสตร์เลยโยงไปว่าอาจจะเป็นเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์” ผู้พันลาลันตากางมือออก

             

            จากที่เธอเล่ามา ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว หากก็ไม่ได้มีหลักฐานแน่ชัด เพียงเป็นการเชื่อมโยงกึ่งมีเหตุผลกึ่งส่งเดช ไม่แปลกที่นักประวัติศาสตร์หลายคนจะลงความเห็นว่าไม่เป็นจริง

             

            “พลังเกี่ยวกับจันทราและความมืดเหรอครับ” นิทานเลิกคิ้วน้อย ๆ เขาหันไปมองรูปสลักจันทร์เสี้ยวสีม่วงที่จมูกของคีตา

             

            “ใช่ แต่ถึงจะใช่ขึ้นมาจริง ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะมีพลังสืบทอดมาแบบไหน” ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า

             

            นิทานพยักหน้ารับ ถึงเขาจะไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็พอได้แนวทางแล้วในระดับหนึ่ง

             

            งั้นเดียวคงต้องไปหาประวัติศาสตร์ของเทพอสูรองค์อื่นมาอ่านสินะ เผื่อจะเจอความเชื่อมโยงบ้าง นิทานคิด

             

            “จริง ๆ มีอีกนะ แต่ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ไม่มีหลักฐานยืนยัน สนใจฟังไว้ก่อนมั้ย” ผู้พันลาลันตายิ้มน้อย ๆ เธอทุบมือเปาะราวกับนึกอะไรเพิ่มได้

             

            นิทานพยักหน้ารัวเร็ว ๆ ผู้พันลาลันตาจึงเริ่มบทเรียนประวัติศาสตร์อีกครั้ง

             

            “ในยุคสมัยหนึ่ง ปรากฏผู้แสวงวิถีเผ่าสัตว์อสูรผู้หนึ่ง เขาเป็นหมาป่าขนาดยักษ์ที่ไม่รู้ที่มา เพียงรู้ว่าวันหนึ่งเขาก็โผล่มาราวกับพายุ” ผู้พันลาลันตาเริ่มเล่า

             

            “ว่ากันว่ามันสังหารฆ่าเผ่ารูเบียสไปมากมายเลยล่ะ เพราะเขตแดนของเขาทับซ้อนกับเขตแดนของราชารูเบียสและเผ่าในสมัยนั้น เลยเกิดสงครามย่อม ๆ”

             

            นิทานตั้งใจฟังอย่างตื่นเต้น ไม่ว่าข้อมูลอะไรก็มีค่าสำหรับเขา

             

            “ตามที่พงศาวดารประวัติศาสตร์ของเผ่ารูเบียสบันทึกไว้ หมาป่ายักษ์ตนนี้แข็งแกร่งมากเลยล่ะ ถึงขั้นที่ราชาเผ่ารูเบียสรุ่นนั้นซึ่งในตอนนั้นเป็นผู้แสวงวิถีเหมือนกันต้องออกมาโจมตีด้วยตนเอง ทั้งสองสู้กันสามวันสามคืนถึงจะรู้ผล”

             

            “แล้วผลเป็นไงครับ” นิทานถาม เขาจ้องมองไปที่ผู้พันลาลันตาอย่างรอคอย เห็นดังนั้นผู้พันลาลันตาจึงหัวเราะน้อย ๆ ก่อนเล่าต่อด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ

             

            “ก็จบที่ผู้แสวงวิถีหมาป่ายักษ์ตัวนั้นแพ้น่ะสิ เสียชีวิต จบ ไม่ปรากฏร่องรอยอะไรอีก กลายเป็นพงศาวดารที่บรรยายความเก่งกาจของราชาเผ่ารูเบียสแทน เอาไว้โฆษณาเรื่องความเจ๋งของราชวงศ์ให้ชนรุ่นหลังได้สรรเสริญตามประสานั่นแหละ” ผู้พันลาลันตายิ้ม ๆ

             

            “เอ้า! ผู้พันครับ!” ขณะที่นิทานกำลังจะโวยกับท่าทีกวนโอ๊ยของผู้พัน เธอก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

             

            “ฟังก่อนน่า ถึงจะไม่มีรายละเอียดอะไรนักแต่ก็บันทึกไว้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจและมีสายเลือดที่แปลกประหลาด ยากจะรับมือและไม่เคยเห็นมาก่อน ราชาเผ่ารูเบียสพูดไว้แบบนั้น” ผู้พันลาลันตาขัด

             

            “แล้วเอาไปโยงกับเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์ได้ยังไงล่ะครับ” นิทานเอียงหัวอย่างสงสัย

             

            “ก็เพราะราชาเผ่ารูเบียสในสมัยนั้นคืออัจฉริยะระดับทวีปไง ตอนที่เขาเป็นอริยะขั้นปลายเขาก็สามารถเอาชัยจากผู้แสวงวิถีได้แล้ว และตอนที่เขาสู้กับผู้แสวงวิถีหมาป่ายักษ์ตนนั้นเขาเป็นถึงผู้แสวงวิถีเชียวนะ แต่กลับต้องต่อสู้ถึงสามวันสามคืน หมายความว่าผู้แสวงวิถีหมาป่ายักษ์คนนั้นแข็งแกร่งมากไงล่ะ” ผู้พันลาลันตาตอบ

             

            นิทานพยักหน้า แม้เขาจะเข้าใจเรื่องความเก่ง แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันโยงไปได้ยังไง แต่เขาพลันฉุกคิดอะไรได้ จึงถามกลับไป

             

            “ที่เขาพูดว่า สายเลือดแปลกประหลาดเหรอครับ” นิทานนัยน์ตาส่องประกาย

             

            ผู้พันลาลันตาอมยิ้มให้ความหัวไวของนิทาน เธอจึงอธิบายต่อให้ครบ

             

            “ใช่ มันแปลกตรงที่ในสมัยนั้นน่ะ มีตำนานของเทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยวกับเทพอสูรจิ้งจอกหอนสุริยันรวมถึงรูปแบบพลังระบุไว้ชัดเจนแบบเดียวกันกับที่เรามีในสมัยนี้เลยล่ะ ดังนั้นสายเลือดของหมาป่ายักษ์ตนนั้นหากเป็นเทพอสูรทั้งสององค์นี้ราชารูเบียสต้องรู้จักอยู่แล้ว แต่เขากลับเอ่ยว่าไม่เคยเห็นมาก่อน” ผู้พันลาลันตาเว้นช่องว่างระยะหนึ่ง

             

            “นักประวัติศาสตร์บางคนก็เลยลงความเห็นกันว่าผู้แสวงวิถีคนนั้นอาจเป็นเผ่าสัตว์อสูรหมาป่ายักษ์ที่ปลุกพลังทางสายเลือดของเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์!” นิทานจึงเติมประโยคนั้นให้สมบูรณ์



    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน