เมื่อกลับมาจากร้านขายผ้า เวลานี้ก็เกือบจะถึงยามซื่อแล้ว เมื่อถึงจวนเพียงแค่เฟิ่งเซียนก้าวผ่านประตู จูเชวี่ยก็ได้ลากผู้เป็นายกลับเข้าไปภายในมิติ
เพื่อที่จะขัดสีฉวีวรรณให้กับเฟิ่งเซียนในทันที เวลากว่าครึ่งชั่วยาวที่เฟิ่งเซียนต้องแช่อยู่ที่อ่างน้ำโดยมีจูเชวี่ยคอยปรนนิบัติดูแล เฟิ่งเซียนนั้นไม่รู้จะห้ามสัตว์เทพของตนเช่นไร
คงทำได้แค่ปล่อยให้จูเชวี่ยทำตามใจเพียงเท่านั้น ถึงอย่างไรสิ่งที่ทำทั้งหมดก็เพื่อนางใช่หรือ
"นายหญิงพอกสมุนไพรเช่นนี้อีกหนึ่งชั่วยามนะเ้าคะ แล้วเราค่อยล้างออกก่อนจะทำสิ่งอื่นต่อไป"
จูเชวี่ยกล่าวอย่างร่าเริงโดยที่ไม่แม้แต่มองสีหน้าของผู้เป็นายเสียด้วยซ้ำ
เฟิ่งเซียนเมื่อได้ยินดังนั้นก็ได้แต่อ้าปากค้า ในชีวิตก่อนของนางนั้นเมื่อต้องไปงานเลี้ยงสำคัญใดๆ ก็เพียงแค่อาบน้ำและใช้เครื่องประทินโฉมนิดหน่อยเพียงเท่านั้น
แต่นี่มันไม่เกินไปหรือสตรียุคนี้เหตุใดจึงทนเื่เช่นนี้กันได้ เฟิ่งเซียนที่รู้ว่าทำอันใดไม่ได้ก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตนต่อไป
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบแต่สำหรับเฟิ่งเซียนั้นมันเป็เวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิตนาน เฟิ่งเซียนที่ในตอนนี้อยู่ในชุดคลุมสีขาวเพื่อเตรียมที่จะใส่อาภรณ์ที่ตนเพิ่งทำการซื้อมา
"นายหญิงเปลี่ยนเป็อาภรณ์ชุดสีดำนี้ดีหรือไม่เ้าคะ อาภรณ์ชุดนี้งามยิ่งนักเมื่อเทียบกับสามชุดนั้นงดงามกว่าหลายขุมนัก
แม้เป็เพียงสีดำสนิทเพียงสีเดียว แต่เส้นไหมนี้มีความพิเศษยิ่งนัก เมื่อกระทำแสงไฟมันจะมีประกายสีทองออกมา และด้วยตัวชุดที่ถูกออกแบบมาให้ใส่ได้ถึงยามปกติและงานสำคัญนั้นข้าว่าเลือกอาภรณ์ชุดนี้ก็คงไม่ถือว่ามีอันใดเสียหายนะเ้าคะ"
เสียงของจูเชวี่ยเอ่ยร่ายยาวออกมา แต่เดิมนั้นเฟิ่งเซียนตั้งใจว่าจะใส่อาภรณ์ชุดสีขาวที่สร้างจากไหมเหมันต์ แต่เมื่อเห็นอาภรณ์ชุดสีดำนี้นางก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาเช่นกัน
อาภรณ์ชุดนี้แตกต่างจากทุกชุดที่นางมี อาภรณ์ของนางทุกชุดจะถูกออกแบบให้เหมาะแก่ผู้ฝึกปราณกล่าวก็คือค่อนข้างมีความทะมัดทะแมงเป็อย่างมาก แต่อาภรณ์ที่สร้างจากไหมรัตติกาลทมิฬนี้ต่างออกไป ชุดที่มีความก้ำกึ่งระหว่างชุดของผู้ฝึกวรยุทธ์และยังเป็ชุดที่มีความงดงามสูงส่ง หากเป็ชุดนี้คงไม่มีปัญหาใดเป็แน่
"เอาตามที่เ้าว่าเถิด เช่นไรข้าก็เป็ผู้ฝึกปราณคงไม่มีผู้ใดกล้านำข้าไปนินทาว่าร้ายเื่สีชุดกระมัง"
จูเชวี่ยเมื่อเห็นผู้เป็นายตกลงก็ยิ้มดีใจจนแทบจะหุบไม่ได้ ดีใจจนลืมนึกอายอายุตัวเองที่มีอายุมานับแสนปีเช่นนี้
จูเชวี่ยนำอาภรณ์ที่ตัดไหมรัตติกาลทมิฬมาให้เฟิ่งเซียนสวมใส่ จูเชวี่ยบรรจงใส่ชุดตัวในให้เฟิ่งเซียนก็จะเริ่มบรรจงใส่ชิ้นอื่นๆ ตามไป เมื่อสวมใส่เสร็จทุกชิ้นแล้วจูเชวี่ยก็ทำการนำเครื่องประทินโฉมต่างๆ มาตกแต่งบนใบหน้าของผู้เป็นาย
ใบหน้างามที่งามล้ำยิ่งกว่าเทพเซียนภายใน์นี้เมื่อกอรปกับเครื่องประทินโฉมที่จูเชวี่ยบรรจงแต่งแต้มบนใบหน้า ยิ่งทำให้งามล้ำขึ้นไปอีกบนหน้าที่คล้ายจะไม่เหมือนมีอยู่จริงนี้ไม่ว่าผู้ใดก็คงเกินทานทนเป็แน่
เฟิ่งเซียนที่อยู่ในอาภรณ์ชุดสีดำนี้ยิ่งทำให้กลิ่นอายความน่าเกรงขามแลดูสูงส่งของนางยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น งามเสียจนผู้คนต้องคิดว่าเป็จักรพรรดินีของเผ่ามารหรือเผ่าเทพเป็แน่
ความงามที่แลดูน่าเกรงกลัวแต่กลับแฝงไปด้วยความสูงส่งเป็ความงามที่ดูขัดแย้ง แต่เมื่อมารวมกันอยู่กับเฟิ่งเซียนนั้นกลับเป็ความงามที่สมบูรณ์พร้อมยิ่ง
"นายหญิงเสร็จแล้วเ้าค่ะ"
เฟิ่งเซียนที่ค่อยลืมตาขึ้นมามองกระจกตรงหน้าตนนั้นได้แต่ใ นางคิดมาเสมอว่าใบหน้างามนี้งามมากแล้ว แต่เมื่อเทียบกับเวลานี้คงเพิ่มไปอีกหลายส่วนเลยทีเดียว เฟิ่งเซียนที่กำลังสำรวจตนเองอยู่นั้นได้เห็นจูเชวี่ยที่เดินออกมาพร้อมกลับกล่องเครื่องประดับกล่องใหญ่ที่มีเครื่องประดับล้ำค้าอยู่มากมาย
"นายหญิงเลือกชิ้นใดดีเ้าคะ ต่างหูนี้ก็งาม สร้อยคอนี้ก็งาม งามไปหมดเลยเ้าค่ะ"
เฟิ่งเซียนมองไปยังเครื่องประดับตรงหน้าตนที่มีอยู่มากมายหลากสี คงไม่ใช่ว่านางจะให้ข้าใส่หมดนี่ใช่หรือไม่
"เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วกระมัง ข้าไม่ได้แต่งตัวเพื่ออวดโฉมให้ใครดูเสียหน่อย เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว"
จูเชวี่ยมากมาที่ผู้เป็นายก่อนจะก้มหน้าถอนหายใจอย่างเสียดาย นายหญิงของเขานั้นไม่ชอบแต่งกายด้วยเครื่องประดับมากมายเช่นสตรีคนอื่น
ตนที่เป็สตรีเพียงคนเดียวก็รู้สึกเงียบเหงายิ่งนัก จะพูดเื่ของสวยๆ งามๆ กับผู้เป็นายก็ไม่ได้ คล้ายว่านางมีเ้านายเป็บุรุษผู้หนึ่งก็ไม่ปาน
เฟิ่งเซียนที่เห็นสีหน้าของจูเชวี่ยก็ได้แต่ถอนหายใจ เพื่อไม่เสียน้ำใจนางจะยอมใส่สักชิ้นก็ได้ เฟิ่งเซียนมองไปที่กล่องใบใหญ่ที่มีเครื่องประดับอยู่มากมาย แต่นางกลับสะดุดตากับกำไรหยกชิ้นหนึ่ง กำไรหยกที่แกะสลักลวดลายัขดตัวล้อมรอบตัวกำไร หากมองมาก็เห็นเป็เพียงหยกแกะสลักธรรมดาเพียงเท่านั้น แค่ตัวเฟิ่งเซียนกลับรู้สึกถึงบางสิ่งอย่าง
ความรู้สึกผูกพัน อบอุ่น หวงแหน ความรู้สึกมากมายคล้ายจะพรั่งพรูออกมาจากกำไรหยกนี้ทำให้ตัวเฟิ่งเซียนนั้นได้แต่ฉงนใจ ก่อนที่จะหยิบกำไรหยกนี้ขึ้นมาสวมในทันที
จูเชวี่ยที่มองเห็นสิ่งที่ผู้เป็นายกระทำก็ได้แต่ฉงนใจ ฉงนใจที่ผู้เป็นายยอมใส่เครื่องประดับชิ้นนี้ และยิ่งฉงนใจเ้าไปอีกเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในข้อมือของผู้เป็นาย
ตนที่รู้จักเครื่องประดับทุกชิ้นหรือแม้แต่ของทุกชิ้นของผู้เป็นาย แต่เหตุใดนางจึงไม่เคยพบเห็นกำไรหยกนี้แม้สักครั้ง
"นายหญิงเสร็จเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะนำขนมและน้ำชามาให้ท่านทานรองท้องก่อนเดินทางไปที่งานนะเ้าคะ" จูเชวี่ยกล่าวออกมาพรางถือกล่องเครื่องประดับออกไป
.
.
.
.
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ตอนนี้ถึงยามเหม่าแล้วเฟิ่งเซียนที่ออกมาจากมิติเพื่อที่จะเดินทางไปที่วังหลวง ในครั้งนี้นางไปเพียงผู้เดียวโดยจะมีรถม้าจากตำหนักขององค์ชายใหญ่เป็ผู้พานางไป ในตอนนี้รถม้าหลังใหญ่ที่มีความงดงามได้มาจอดที่หน้าจวนนางแล้ว เฟิ่งเซียนจึงก้าวออกไปจากจวนท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนบังคับม้าและองครักษ์คุ้มกันที่ถูกส่งมาคุ้มครองนาง
"เดินทางเถิด เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา"
เสียงของเฟิ่งเซียนดังขึ้นเพื่อปลุกคนทั้งสามให้ตื่นขึ้น องครักษ์ทั้งสามพยักหน้าก่อนที่จะเริ่มบังคับม้าไปที่วังหลวงที่เป็สถานที่จัดงานเลี้ยงในทันที
ในการเดินทางนั้นใช้เวลาไม่ได้นานมากนักเพียงแค่ครึ่งชั่วยามเพียงเท่านั้นในที่สุดเฟิ่งเซียนก็เดินมางมาถึงประตูหน้าวังหลวงเสียที
เมื่อถึงประตูทางเข้านั้นก็พบกับรถม้ามากมากจอดเรียงรายกันอยู่ ผู้คนมากมากออกจากรถม้าของตนเพื่อเดินเข้าประตูวังเพื่อไปยังลานพิธีที่จัดงานเลี้ยงในครั้งนี้ งานครั้งนี้จัดยิ่งใหญ่พอสมควรเลยก็ว่าได้
ผู้คนที่มาในครั้งนี้นั้นนอกจากผู้ที่เป็ตัวแทนแคว้นแล้วยังมีขุนนางชั้นสูงหลายคนที่เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวตน ซ้ำยังมีเหล่าองค์ชายองค์หญิงรวมถึงเชื้อพระวงค์มาร่วมงานอีกด้วย
รถม้าของเฟิ่งเซียนขยับมาถึงที่หน้าประตูทางเข้าวัง ผู้คนมากมายต่างจับจ้องไปยังรถม้าของนาง
'นั่นไม่ใช่รถม้าขององค์ชายใหญ่หรอกหรือ ไม่ใช่ว่าพระองค์มาถึงงานได้ราวหนึ่งเค่อแล้วกระมัง เช่นนั้นผู้ใดอยู่บนรถม้าขององค์ชายกัน'
เสียงดังจอแจมากมายภายนอกไม่ได้ทำให้เฟิ่งเซียนรู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย เฟิ่งเซียนค่อยๆ ย่างก้าวเดินลงจากรถม้า โดยมีทหารองครักษ์คอยช่วยจับพยุงอยู่ล่างรถม้า
เมื่อเฟิ่งเซียนเดินลงมาจากรถม้าเสียงที่ดังจอแจในตอนแรกก็พลันหายไปในทันที ผู้คนมากมายนิ่งค้างในความงามของนาง ใบหน้าของบุรุษมากมายต่างมีสีแดงขึ้นสี
สตรีหลายคนที่มองมายังเฟิ่งเซียนด้วยสายตาอิจฉา ไม่อยากยอมรับสักนิดว่ามีผู้ที่งามเช่นนี้อยู่ พวกนางอิจฉาเหลือเกินสตรีผู้นี้เป็ใครกันแน่
เสียงพูดคุยกับมาดังขึ้นอีกครั้งและผู้ที่ถูกกล่าวถึงคงไม่พ้นตัวเฟิ่งเซียนนั่นเอง
"นางเป็ผู้ใดกัน เป็บุตรีของขุนนางใหญ่คนใดหรือไม่ เหตุใดจึงได้งดงามเพียงนี้"
"จบงานนี้ข้าจะให้ท่านพ่อจ้างแม่สื่อไปสู่ขอนาง "
"เ้าสังเกตกันหรือไม่แม้นางสวมอาภรณ์สีดำแต่ความงามของนางกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อยกลับเพิ่มมากอีกเสียด้วยซ้ำ"
"อาภรณ์ชุดนั้นก็งดงามยิ่งนัก นางเป็ผู้ใดกันถึงได้มีอาภรณ์ล้ำค่าเช่นนี้"
เสียงผู้คนมากมายต่างกล่าวถึงเฟิ่งเซียนรวมถึงอาภรณ์ที่นางสวมใส่ สตรีทั้งหลายแม้ไม่ชอบใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านางงดงามซ้ำอาภรณ์ที่สวมใส่ก็งดงามมากเช่นกัน
"ข้า...ข้าจำได้แล้วว่านางคือใคร ข้าจำได้แล้ว" เสียงะโของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้เป็อย่างดี
"นางเป็ใครกัน ท่านรีบพูดออกมาได้แล้ว"
"นางคือผู้ที่ชนะการประลองวรยุทธ์ที่ได้ที่หนึ่งในครั้งนี้ "
เมื่อสิ้นเสียงกล่าวผู้คนโดยรอบต่างพากันเงียบขึ้นอีกครั้ง ถึงกับเป็ผู้ที่ได้ที่หนึ่งเชียวหรือ อัจฉริยะของแคว้นฉีงดงามเสียจริง
ผู้คนที่ไม่ได้ไปชมงานประลองได้แต่ใ บางคนนั้นก็นึกขึ้นเช่นกัน แต่วันนี้นั้นเฟิ่งเซียนงดงามยิ่งกว่าในงานประลองเสียอีก
เฟิ่งเซียนผู้ที่เป็ประเด็นในการพูดคุยนั้นตอนนี้เดินเข้ามาที่ลานพิธีที่ใช้จัดงานเลี้ยงเป็ที่เรียบร้อย เมื่อกล่าวนามของตนออกไปยังที่นั่งของตน
จุดที่เฟิ่งเซียนนั่งนั้นห่างจากจุดที่นั่งของฮ่องเต้ที่อยู่ตรงกลางไม่ไกลมากนัก จุดที่นางนั่งอยู่คือโต๊ะไม้ที่อยู่โต๊ะแรกของแถว ด้วยที่นางเป็ผู้ชนะการประลองจึงได้ถูกจัดให้นั่งหน้าสุดและถัดไปจะเป็ลำดับที่สองถึงสิบ โดยที่ผู้ชนะการประลองวรยุทธ์จะอยู่ด้านหน้าสุดและถัดไปจะเป็ผู้ชนะการปรุงโอสถจนเมื่อครบยี่สิบคน และหลังจากนั้นจึงเป็เหล่าขุนนางต่างๆ
ด้านตรงข้ามของนางนั้นเป็ของเหล่าเชื่อพระวงค์โดยจัดที่นั่งตามศักดิ์ และถัดลงจากก็จะเป็เหล่าขุนนางใหญ่พร้อมครอบครัวอีกเช่นเคย
เฟิ่งเซียนที่เดินเข้ามาก็พบกับสายตาตกตะลึงของผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็เหล่าอ๋องหรือองค์ชายต่างมองตามนางตาไม่กระพริบ เฟิ่งเซียนที่คล้านจะสนใจจึงเดินไปนั่งยังจุดของตนในทันที
เหล่าอ๋องและองค์ชายหลายคนที่ไม่ได้ชมการประลองเมื่อเห็นเฟิ่งเซียนไปยังจุดที่นั่งก็ได้แต่ใ จากที่ในใจอยากได้นางมาเป็หวางเฟยของตน บางคนถึงขั้นรีบเก็บความคิดในทันที
"วันนี้เ้างดงามมาก"
เสียงของฉีิเซียนดังขึ้น แม้จะไม่ได้เสียงดังนักแต่ด้วยที่ในตอนนี้ผู้คนต่างพากันเงียบก็สามาถทำให้คนได้ยินไม่ยากนัก
"ขอบใจเ้า วันนี้เ้าเองก็หล่อเหลามากเช่นกัน"
เฟิ่งเซียนที่กล่าวทีเล่นทีจริงกลับสหายนั้น กลับทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างมีสีหน้าแดงก่ำขึ้นมา ซ้ำรอยยิ้มของนางที่มองให้องค์ชายใหญ่ฉีิเซียนั้นยากจะทานทนยิ่ง ผู้ใดจะสามารถละสายตาจากนางได้เล่า
เฟิ่งเซียนและฉีิเซียนนั่งพูดคุยกันได้ไม่นานนักก็มีเสียงประกาศจากขันทีดังขึ้นมา
"ฮ่องเต้เสด็จจจจ"
เสียงดังที่มาพร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนท่าทางสูงศักดิ์ผู้หนึ่งเดินเ้ามาภายในลานพิธี พร้อมกับสตรีงดงามอีกห้าคน สตรีเหล่านี้คือฮองเฮาและสนมชั้นเฟยทั้งสี่คน
เมื่อฮ่องเต้เสด็จเข้ามาในลานพิธีนั้นผู้คนต่างพากันลุกเพื่อทำความเคารพ
"นั่งลงได้"
เสียงของฮ่องเต้ฉีหยางเล่อดังขึ้นเป็สัญญาณให้คนทั้งหมดนั่งลง
"งานเลี้ยงในครั้งนี้เราจัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีแด่ผู้ที่ชนะการประลองด้านวรยุทธ์และปรุงโอสถ
ในปีนี้นั้นแคว้นฉีของเราได้พบอัจฉริยะมากมากที่เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมานั้นเทียบไม่ติดเลยก็ว่าได้ พวกเขาจะเป็ตัวแทนของเราและราษฎรแคว้นฉีทุกคน"
สิ้นเสียงขององค์ฮ่องเต้ทุกคนในงานก็ยกจอกชาไปทางเหล่าตัวแทนแคว้นเพื่อคารวะทันที เหล่าตัวแทนทั้งยี่สิบคนเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ได้ยกตอบเช่นกัน
หลังจากที่คารวะกันเสร็จก็ได้มีนางรำหลวงมากมายขึ้นมาแสดงเปิดพิธีในครั้งนี้ เฟิ่งเซียนและฉีิเซียนชมการแสดงไปพรางพูดคุยกันไปพราง คนทั้งคู่นั้นรับรู้ถึงสายตามาดร้ายของคนกลุ่มหนึ่งได้อยู่ตลอดเวลา
คนเ่าั้จะเป็ใครไปไม่ได้หากไม่ใช่ฮองเฮาและองค์ชายรองรวมถึงคนคนในตระกูลฮุ่ย ตระกูลของฮองเฮาอีกด้วย
*****