โจวอี้เหวินหยุดยืนแล้วมองไปที่ฉั่วหลิวหย่ง “ฉั่วจ้านตงไม่ใช่ลูกชายของฉัน แต่นายไม่ต้องรู้ดีกว่าว่าพ่อของเด็กคนนั้นเป็นใคร ฉันกลัวว่านายจะตกใจจนเป็นบ้าไปก่อน”
ทีแรกฉั่วหลิวหย่งยังตกใจเพราะคิดว่าผลตรวจดีเอ็นเอที่ไป๋จิ้งถิงพูดถึงอาจจะมีปัญหา แต่พอเขาเห็นโจวอี้เหวินเดินเข้ามา เขาก็คิดว่าไป๋จิ้งถิงคงพูดเพื่อกระตุ้นให้เขาอยากรู้เท่านั้น “โจวอี้เหวิน แกยังกล้ามายืนต่อหน้าฉันอีกเหรอ”
“ทำไมฉันจะไม่กล้า” โจวอี้เหวินมองฉั่วหลิวหย่งโดยไม่หลบตา “เมื่อก่อนฉันยอมรับว่าตระกูลโจวของฉันอาจจะสู้ตระกูลฉั่วของแกไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตระกูลฉั่วของแกกำลังจะล่มสลายแล้ว”
“ตระกูลฉั่วของฉันกำลังจะล่มสลายอย่างนั้นเหรอ” ฉั่วหลิวหย่งหัวเราะเสียงดัง “แกลืมไปแล้วเหรอว่าพ่อของแกตายไปยังไง”
โจวอี้เหวินไม่สนใจกับคำพูดของฉั่วหลิวหย่ง เพราะตั้งแต่ที่พ่อของเขาเสียชีวิต เขาต้องพาตระกูลโจวก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ มามากมาย แค่คำพูดยั่วโมโหแค่ไม่กี่คำ ทำไมเขาจะทนไม่ได้ “ฉันไม่เคยลืมว่าพ่อของฉันตายได้ยังไง เพราะอีกไม่นานพ่อของแกก็ต้องโดนแบบเดียวกัน เป็นนายตำรวจใหญ่แล้วยังไง ท่านผู้นำเกลียดที่สุดก็คือพวกทุจริต แกกล้าพูดไหมล่ะว่าพ่อของแกหรือแม้แต่ตัวแกเองไม่เคยเอาหน้าที่การงานไปทำเรื่องเลวร้ายลับหลัง”
ฉั่วหลิวหย่งหุบยิ้มทันที เรื่องทุจริตที่เขากับพ่อทำไว้มีน้อยเสียเมื่อไหร่ เขารีบเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “ไม่ต้องพูดมากให้เสียเวลา ตอนนี้ร้านอาหารของน้องชายบุญธรรมกับน้องสะใภ้ของแกกำลังถูกตรวจสอบ ถ้าไม่อยากให้พวกเขาถูกส่งเข้าคุกข้อหานำอาหารไม่ได้คุณภาพมาขาย แกก็ไปปิดกิจการทั้งหมดตระกูลโจวเสีย แล้วแกก็ให้ฉินซูเม่ยมาเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้กับตระกูลฉั่วของฉัน”
“แล้วถ้าฉันไม่ยอมล่ะ”
“แกก็รอดูไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยถูกส่งเข้าคุกได้เลย” ฉั่วหลิวหย่งยิ้มยั่วโมโห “แกอย่าลืมว่าพวกเขายังมีลูกที่ต้องดูแลอยู่อีกสามคน ลองนึกดูสิว่าถ้าเด็กสามคนนั้นต้องขาดพ่อกับแม่ไป พวกเขาจะตกอยู่ในสภาพไหน ก็เหมือนกับแกที่เสียแม่ไปตั้งแต่เด็ก แถมพ่อก็ยังมาถูกจับเข้าคุกข้อหาขโมยสมบัติในสุสานหลวง ความรู้สึกที่ถูกคนเรียกว่าเป็นลูกของไอ้ขี้คุกมันเป็นยังไง ต้องให้ฉันพูดให้ฟังไหม”
“ฉันไม่ห่วงสักนิดว่าหลานๆ ของฉันจะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ของพวกเขา” โจวอี้เหวินยิ้ม “แต่พอแกพูดเรื่องเด็กๆ ขึ้นมา ฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เรากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่นะ อ๋อ...เรื่องพ่อแท้ๆ ของฉั่วจ้านตงใช่ไหม”
“จ้านตงเป็นลูกชายของแก เมื่อก่อนแกไม่ยอมรับเขา แต่ตอนนี้แกมีลูกเองไม่ได้ด้วยซ้ำ เสียใจหรือยังที่ไม่ยอมรับเขาตั้งแต่แรก” ฉั่วหลิวหย่งยิ้ม “ถ้าตอนนั้นแกไม่ด่าน้องสาวฉันเสียๆ หายๆ ฉันคงไม่ส่งคนไปซ้อมแกจนแกกลายเป็นผู้ชายครึ่งคนแบบนี้หรอก”
โจวอี้เหวินทนคำพูดยั่วโทสะของฉั่วหลิวหย่งได้ทุกเรื่อง แต่เรื่องที่เขาเคยถูกคนของฉั่วหลิวหย่งทำร้าย และคนเลวพวกนั้นยังตั้งใจทำลายจุดสำคัญของเขาจนเขามีลูกไม่ได้ ความโกรธและความเกลียดทั้งหมดที่เก็บเอาไว้ก็ระเบิดออกมา ในเมื่อฉั่วหลิวหย่งอยากทำให้เขาเสียใจ เขาก็จะพูดความจริงทั้งหมดโดยไม่คิดจะปิดบังอีก ต่อให้รู้ว่าคำพูดของเขาจะสร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อฉั่วจ้านตง เขาก็ไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว “แกคิดว่าฉั่วจ้านตงเป็นลูกชายของฉันอย่างนั้นเหรอ”
“ถ้าเขาไม่ใช่ลูกชายของแกแล้วเขาจะเป็นลูกใคร”
“ถ้างั้นฉันขอถามแกอย่างหนึ่ง” โจวอี้เหวินยิ้มเย็น
“แกจะถามอะไร ถ้าถามถึงเรื่องผลตรวจดีเอ็นเอ ฉันไม่มีทางเชื่อ บางทีแกอาจจะปลอมผลตรวจนั้นแล้วเอามาให้ฉันดูก็ได้”
“แกจะไม่ดูก็ไม่เป็นไร เอาไว้ให้แกฟังเรื่องที่ฉันกำลังจะเล่าให้จบก่อนแล้วค่อยดูก็ไม่มีปัญหา” โจวอี้เหวินไม่สนใจ เขาวางผลตรวจดีเอ็นเอลงตรงหน้าฉั่วหลิวหย่ง “ตอนวันเกิดอายุครบสิบแปดปีของฉั่วหลิวอิง เป็นวันที่แกถูกคนรักบอกเลิกพอดี แกโกรธเธอมากจนอยากจะไปพังบ้านพ่อแม่ของเธอ แต่ติดที่แกต้องไปร่วมงานวันเกิดของหลิวอิง ในขณะที่งานเลี้ยงวันเกิดเป็นไปอย่างสนุกสนาน แกไม่มีอะไรทำก็เลยต้องนั่งดื่มเหล้าแก้เครียด หลังจากนั้นแกก็เมามาก...”
ฉั่วหลิวหย่งนึกไปถึงเหตุการณ์วันนั้น และเมื่อเห็นสายตาของโจวอี้เหวิน เหงื่อที่หน้าผากก็ผุดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
โจวอี้เหวินยังยิ้มแล้วพูดต่อ “แกมองผู้หญิงคนไหนก็เห็นว่าเธอเป็นคนรักของแก แกทั้งดุด่าทั้งตบตีพวกเธอไปทั่ว หลิวอิงกลัวว่าแกจะทำให้งานวันเกิดของเธอพัง ในเมื่อผู้หญิงคนไหนก็เข้าใกล้แกไม่ได้ หลิวอิงก็เลยต้องเป็นคนพาแกกลับไปนอนที่ห้อง หลังจากนั้น...”
“ไม่จริง! แกกำลังแต่งเรื่องโกหกฉัน”
“หลังจากหลิวอิงพาแกไปนอน พวกฉันก็ไม่ได้เจอเธออีก”
ฉั่วหลิวหย่งนึกถึงสภาพห้องของเขาตอนที่ตื่นมา เขายังจำได้ว่าเขาเห็นยกทรงของผู้หญิงถูกทิ้งอยู่บนพื้น ตอนนั้นเขานึกว่าเขาเผลอไปทำร้ายเพื่อนของน้องสาวเข้าแล้ว แต่ฉั่วหลิวอิงกลับไม่ยอมบอกว่าเพื่อนผู้หญิงของเธอคนนั้นเป็นใคร เขาก็ไม่ได้ซักไซ้เพราะคิดว่าผู้หญิงคนนั้นคงอายและไม่อยากให้เขารับผิดชอบ
“แกลองนึกดูอีกที หลังจากวันเกิดครั้งนั้นหลิวอิงก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยใช่ไหมล่ะ จากเด็กสาวนิสัยดีกลายเป็นคนชอบเที่ยวกลางคืน แถมเธอยังเอาแต่เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้า บางทีหลิวอิงคงอยากลบร่องรอยที่ไม่ถูกไม่ควรออกจากตัวเธอไปก็ได้”
“แต่แกก็เป็นหนึ่งในนั้น แกเป็นคนที่เคยคบกับน้องสาวฉัน”
“ต้องโทษที่ตอนนั้นฉันเป็นเด็กหนุ่มใสซื่อ ฉันรักหลิวอิงด้วยความบริสุทธิ์ใจ ฉันไม่คิดรังเกียจเธอแม้ว่าเธอจะผ่านมือใครมาก่อน ขอแค่ระหว่างที่คบกับฉัน เธอต้องมีแค่ฉันคนเดียว แต่เธอกลับไปมีอะไรกับผู้ชายอีกหลายคน พอวันหนึ่งเธอก็มาบอกว่าท้องกับฉัน ต่อให้ฉันจะรักเธอมากขนาดไหน ฉันก็ทำใจยอมรับไม่ได้อยู่ดี”
“ไม่จริง แกโกหกฉัน ถ้าอิงอิงไม่ได้ท้องกับแก เธอก็อาจจะท้องกับคนรักคนอื่นของเธอก็ได้” ฉั่วหลิวหย่งปฏิเสธ คราวนี้เหงื่อออกเต็มแผ่นหลังเขาแล้ว เขาไม่อยากยอมรับว่าเขาทำร้ายน้องสาว
“ฉันทำใจอยู่หลายปีและคิดว่าบางทีเด็กคนนั้นอาจจะเป็นลูกชายของฉัน พอหลิวอิงหย่ากับสามีแล้วย้ายกลับมาอยู่ที่ปักกิ่ง ฉันก็แอบเอาตัวอย่างของเด็กคนนั้นไปตรวจ” โจวอี้เหวินชี้ไปที่ผลตรวจดีเอ็นเอที่เขาวางไว้ “ฉั่วจ้านตงเป็นลูกชายของใคร แกก็ดูเอาเอง”
ฉั่วหลิวหย่งหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาด้วยมือสั่นเทา และผลตรวจที่เห็นก็ทำให้เขาแทบเสียสติ หลานชายคือลูกชายแท้ๆของเขา และที่น้องสาวกลายเป็นคนโมโหร้าย ที่แท้ก็เป็นเพราะเขา
“แกทำร้ายฉันจนฉันมีลูกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าต้องให้ฉันมีลูกแล้วแม่ของเด็กไม่รู้จะต้องเรียกฉันว่าพี่ชายหรือสามีเหมือนอย่างแก สู้ฉันไม่มีลูกเสียเลยดีกว่า”
ฉั่วหลิวหย่งคุกเข่าให้โจวอี้เหวิน “อี้เหวิน ฉันขอร้อง นายอย่าให้จ้านตงรู้เรื่องนี้เลยได้ไหม เด็กไม่ได้ทำผิดอะไร ฉันไม่อยากให้เขาต้องมารับรู้กับเรื่องสกปรกแบบนี้”
“ตอนนั้นพ่อของฉันก็ไม่ได้ผิดอะไร แล้วตระกูลโจวของฉันก็ไม่ได้ผิดอะไร ทำไมพ่อของแกกับแกถึงต้องทำร้ายเรา” โจวอี้เหวินพูดอย่างไม่ใส่ใจ “คนตายเท่านั้นที่จะรักษาความลับไว้ได้”
“ได้ ขอแค่นายไม่เอาความลับเรื่องนี้ไปบอกกับจ้านตง”
โจวอี้เหวินไม่สนใจฉั่วหลิวหย่งอีก เขาหันไปถามไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ย “พวกนายจะจัดการกับฉั่วหลิวหย่งยังไง”
ฉั่วหลิวหย่งรีบเงยหน้าขึ้นมองไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ย “ฉันจะถอนแจ้งความแล้วจะสั่งให้คนยุติการตรวจร้านอาหารของพวกนาย หลังจากนี้ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งกับร้านอาหารของนายอีก ขอแค่นายไม่เอาความลับเรื่องนี้ไปบอกใคร”
“แต่เดิมร้านอาหารของเราก็ไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่แล้ว และที่ผมกับภรรยาตามคุณมาที่นี่ก็แค่อยากมาพูดกับคุณเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น” ไป๋จิ้งถิงพูดเสียงเรียบ “คุณใช้อำนาจหน้าที่ทำความผิดมามากมาย คราวนี้คุณต้องชดใช้กับความผิดของตัวเองแล้ว ยังมีคุณพ่อของคุณอีก ก็ให้เขารับโทษกับสิ่งที่ทำไว้กับครอบครัวของพี่ชายผมไปด้วยเลยก็แล้วกัน”
โจวอี้เหวินหันไปถามไป๋จิ้งถิง “นายไม่ได้จะให้ฉันเอาผลตรวจดีเอ็นเอของฉั่วจ้านตงมาบอกเขาแค่นั้นเหรอ”
“ผมเป็นน้องชายของพี่ ก็เท่ากับพ่อของพี่เป็นพ่อของผมด้วย ในเมื่อพ่อบุญธรรมถูกตระกูลฉั่วทำร้าย ผมก็อยากจะแก้แค้นให้เขา ถือว่าลูกชายบุญธรรมกับลูกสะใภ้มอบของขวัญให้พ่อบุญธรรมก็แล้วกันครับ” ไป๋จิ้งถิงหันไปพยักหน้าให้ไห่อู๋เซิน
ไห่อู๋เซินยื่นเอกสารให้โจวอี้เหวินอ่าน “ผมกับจิ้งถิงสืบเรื่องของตระกูลฉั่วมาสักระยะแล้วครับ หลักฐานที่ฉั่วหลิวหย่งกับพ่อของเขาร่วมกันทุจริตและใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดก็มีไม่น้อย ครั้งนี้นอกจากจะปลดพวกเขาออกจากตำแหน่งแล้ว บางทีพวกเขาอาจต้องรับโทษสูงสุดด้วยครับ”
โจวอี้เหวินอ่านเอกสารฉบับนั้นอย่างละเอียด คนตระกูลฉั่วทำความผิดมามากมาย ไม่ใช่แค่คุณพ่อของเขาที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขัง แต่ยังมีครอบครัววีรชนโชคร้ายอีกหลายครอบครัวที่โดนแบบเดียวกัน โทษสูงสุดที่สองพ่อลูกจะได้รับคงไม่พ้นการยิงเป้า
ฉั่วหลิวหย่งมีหรือจะเดาไม่ออก เขานั่งลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ ความผิดที่เขากับพ่อทำมาตลอดหลายปีนั้นมีมากมาย เรื่องที่เขาทำร้ายน้องสาว แล้วยังชาติกำเนิดที่แท้จริงของฉั่วจ้านตง เขาแทบไม่อยากเสียเวลาให้เจ้าหน้าที่ส่งตัวเขากับพ่อไปพิจารณาโทษด้วยซ้ำ เขาอยากถูกตัดสินความผิดแล้วจบเรื่องราวทุกอย่างโดยเร็ว เขาไม่กล้ามองหน้าน้องสาวกับหลานชาย ไม่สิ...ลูกชายของเขาอีกต่อไปแล้ว
หลังจากนั้นอีกสามวัน พ่อฉั่วกับฉั่วหลิวหย่งก็ถูกพาตัวไปรับโทษสูงสุด ตระกูลฉั่วถูกยึดทรัพย์ไปจนเกือบหมด ยังดีที่ก่อนหน้านั้นฉั่วหลิวอิงหลงใหลในตัวของซูซ่างจิ่นและชอบที่เขาปรนเปรอเธออย่างมีความสุขในทุกคืน ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การจดทะเบียนในชื่อของเธอจึงถูกโอนไปเป็นชื่อของซูซ่างจิ่นทั้งหมด ทรัพย์สินเหล่านั้นจึงรอดพ้นจากการถูกยึดทรัพย์ไปได้อย่างหวุดหวิด
ฉั่วหลิวอิงคิดว่าทรัพย์สินทั้งหมดตกไปอยู่ในชื่อของสามีก็ไม่เป็นไร ยังไงซูซ่างจิ่นก็รักเธอมากขนาดนั้น เขาไม่มีทางหักหลังเธออย่างแน่นอน แต่ฉั่วหลิวอิงไม่รู้เลยว่าทันทีที่ทรัพย์สินถูกเปลี่ยนไปอยู่ในชื่อของซูซ่างจิ่น วันเวลาดีๆ ของเธอก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว
การจากไปของพ่อและพี่ชายไม่ได้ทำให้ฉั่วหลิวอิงเสียใจมากนัก แต่ไหนแต่ไรเธอก็ไม่ชอบพ่อของเธออยู่แล้ว เพราะพ่อของเธอมีผู้หญิงหลายคน ทำให้แม่ของเธอต้องจากเธอไปตั้งแต่เธอยังเด็ก
ส่วนพี่ชายที่ทำร้ายเธอในคืนนั้น ทั้งๆ ที่เธออยากมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเธอให้กับผู้ชายที่เธอรัก แต่พี่ชายที่เธอเคารพรักกลับมาพรากความบริสุทธิ์ในวัยสาวของเธอไป ไม่เท่านั้น เขายังได้ฝากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ไว้ในท้องของเธออีก
ตอนนั้นฉั่วหลิวอิงอธิบายความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลยว่าเธอควรจะเกลียดหรือรักเด็กที่อยู่ในท้องของเธอดี สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะรัก และเธอคิดที่จะเก็บความลับเกี่ยวกับชาติกำเนิดของลูกชายไว้กับเธอตลอดไป