[จบ] ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด

    บทที่ 40 ปูพื้นฐานแรกศึกษา?

    บทที่ 40 ปูพื้นฐานแรกศึกษา?



    ก่อนหน้านี้ตอนที่เย่อวี๋หรานเพิ่งมาถึง จูชียังเลี่ยงนางอยู่เลย ผ่านมาแค่สองวันเท่านั้น เขาก็เริ่มยิ้มให้นาง เริ่มพูดกับนางมากขึ้น


    น้ำเสียงออดอ้อนนั้นเหมือนต้าเป่าเอ้อร์เป่าไม่ผิดเพี้ยน


    ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังไม่สนิทสนมกับเย่อวี๋หรานมากนัก น้ำเสียงแบบนี้แน่นอนว่าไม่ได้นำมาใช้กับนาง ต้องเป็นเพราะจูชีไปได้ยินพวกเขาออดอ้อนหลิ่วซื่อเข้าพอดี ตอนนี้จึงนำมาใช้งานจริงกับตนเอง


    แต่ละครั้งที่ขานเรียก ‘ท่านแม่’ หวานราวกับทาน้ำผึ้งไว้ก็ปาน ความหวานมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


    เย่อวี๋หรานนึกทอดถอนใจพลางสอนเขาท่องท่อนหลังของสูตรการบวก


    สิ่งอื่นยังไม่คิดที่จะสอน อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ยังเป็นคนป่วย ต่อให้นางอยากจะพิสูจน์ว่าเขามีความสามารถ ‘ผ่านหูไม่ลืมเลือน’ หรือไม่ แต่ก็ไม่อาจรังแกคนป่วยไม่ใช่หรือ? 


    เย่อวี๋หรานสอนไปรอบหนึ่ง ถามว่า “จำได้หรือไม่?”


    จูชียิ้มพูดอย่างร่าเริง “ข้าจำได้แล้ว ท่านแม่ ข้าท่องให้ท่านฟังนะขอรับ”


    ทันใดนั้นก็เขาเริ่มท่องขึ้นมา


    “สามบวกสามเท่ากับหก สามบวกสี่เท่ากับเจ็ด”


    เกินกว่าที่นางคาดไว้เสียอีก ท่องได้หมดโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว


    เขาใช้ใบหน้าที่แสนจริงใจมองมาทางตน ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ราวกับจะพูดว่าข้าเก่งขนาดนี้ ท่านแม่ไม่ควรจะชมเชยข้าสักหน่อยหรือ?


    ถึงชาติที่แล้วเย่อวี๋หรานจะไม่เคยมีลูก แต่เห็นท่าทางแบบนั้นของจูชีก็อดใจอ่อนไม่ได้


    เขาเป็นเด็กดีถึงเพียงไหน บอกว่าเป็น ‘เด็กสมองทึ่ม’ แต่นางกลับมองไม่ออกเลยว่าเขา ‘ทึ่ม’ ที่ใด


    จูชีกลายเป็นแบบนี้ เป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมทำให้เขาเสียเวลาแท้ ๆ !


    “อื้ม! ถูกแล้ว เสี่ยวชีเยี่ยมมาก ไม่ผิดแม้แต่คำเดียว!”


    คำชมคำเดียวทำให้จูชียิ้มจนดวงตาแทบกลายเป็นเส้นตรงอยู่แล้ว ในใจอุ่นวาบ ราวกับได้รับผลแดงน้อยที่อร่อยที่สุดเลยอย่างไรอย่างนั้น 


    สำหรับจูชีแล้ว ชีวิตในช่วงหลายวันมานี้ราวกับเคลือบ ‘น้ำผึ้ง’ เอาไว้ก็ปาน เต็มไปด้วยรสชาติหวานล้ำ


    แม้ยาจะมีรสชาติขม แต่มารดาพูดกับเขามากขึ้น ทั้งยังชมเชยเขา เสี่ยวเม่ยที่ปกติหาได้ใยดีเขา บางครั้งก็ยังพูดจาเป็นเชิงรังเกียจเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังต้มยาขม ๆ มาให้เขา


    จูชีไม่ได้โง่ เขาแยกแยะออกว่าอะไรคือดีจริง ๆ อะไรไม่ดี


    เมื่อก่อนที่เสี่ยวเม่ยรังเกียจเขา นั่นก็คือ ‘รังเกียจ’ จริง ๆ ทั้งไม่มีทางทำดีกับตน เมื่อก่อนท่านแม่ไม่สนใจ นั่นก็คือ ‘รังเกียจ’ เหมือนกัน มีเพียงต้าเป่า เอ้อร์เป่ากับพี่สะใภ้ใหญ่ที่ไม่รังเกียจเขา ทั้งยังดีต่อเขา ดังนั้นตนเองจึงชอบขลุกอยู่กับต้าเป่าเอ้อร์เป่า


    แต่ตอนนี้ ท่านแม่ก็ทำดีกับเขาด้วย!


    จูชีไม่ทราบสาเหตุของเรื่องนี้ เขารู้แค่ว่าขอเพียงท่านแม่ดีต่อเขา ต่อไปตนเองก็จะต้องดีต่อพ่อแม่เช่นกัน


    ห้องจะใหญ่สักเท่าไหร่กัน?


    เย่อวี๋หรานมองหาบริเวณข้างเตียงก็เจอจุดที่จูปาเม่ยซ่อนสิ่งของเอาไว้


    ที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือ นั่นเหมือนจะเป็นกำไลเงินวงหนึ่ง?!


    สกุลจูมีกำลังซื้อของแบบนี้ด้วยหรือ?


    คิดโยงไปถึงการกระทำของจูปาเม่ยเมื่อสักครู่นี้ เย่อวี๋หรานมีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่


    เมื่อมองอย่างละเอียด เย่อวี๋หรานก็พบจุดที่ไม่ปกติ นี่ดูไม่เหมือนกับเครื่องประดับเงินที่นางเคยได้มาเมื่อชาติที่แล้วเท่าไหร่นัก


    ถ้านางจำไม่ผิด ตอนนั้นนางไปซื้อเครื่องประดับเงิน ระหว่างที่คนขายอธิบายวิธีดูแลรักษา เคยบอกนางไว้ว่าเครื่องประดับเงินแท้โดยทั่วไปจะค่อนข้างอ่อน ถ้าตอนสวมใส่เกิดเปลี่ยนรูปขึ้นมา แค่ออกแรงเล็กน้อยก็สามารถดัดคืนมาได้แล้ว...


    ถ้าความมันวาวต่างกันก็เป็นเพราะฝีมือช่างแต่ละยุคไม่เหมือนกัน งั้นถ้าความแข็งต่างกันก็ไม่ถูกต้องแล้วสิ?


    ต่อให้ผ่านไปหลายสิบปี เงินก็ยังคงเป็นเงินอยู่ไม่ใช่หรือ?


    เย่อวี๋หรานเฟ้นหาในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ก็ไม่พบว่าเจ้าของร่างเดิมเคยมอบของลักษณะนี้ให้จูปาเม่ยมาก่อน จิตใจพลันว้าวุ่นขึ้นมา


    ถ้าจูปาเม่ยโตกว่านี้ก็ว่าไปอย่าง นางเป็นเพียงเด็กอายุราวสิบขวบเท่านั้นเอง ใครกันที่มาหมายตาจูปาเม่ย?


    แต่พอมาคิดอีกที ยุคโบราณคนค่อนข้างแต่งงานกันเร็ว แม่นางน้อยอายุสิบสามสิบสี่แต่งงานก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แม้ว่าจูปาเม่ยจะอายุยังไม่ถึงวัยนั้น แต่ว่าหมั้นหมายกันตั้งแต่เกิดก็มีอยู่ไม่น้อย


    คราวนี้ เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าจูปาเม่ย ‘อันตราย’ เสียแล้ว


    ครั้นกลับมาถึงโต๊ะกินข้าว เย่อวี๋หรานสังเกตว่าจูปาเม่ยไม่กล้าสบตานาง เลี่ยงไปคุยกับพี่สะใภ้ที่อยู่ข้าง ๆ แทน ทำเหมือนกับไม่ได้เจตนามองไม่เห็นนางอย่างนั้น


    น่าเสียดายที่จูปาเม่ยคงลืมไปแล้วว่าแม้ครอบครัวสกุลจูไม่ได้เคร่งครัดเรื่อง ‘ห้ามพูดจาระหว่างรับประทานอาหาร’ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับบรรดาพี่สะใภ้ก็ไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้น การพูดคุยสัพเพเหระยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย


    เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไร หันมาแจกจ่ายอาหารให้ทุกคน แล้วก็ทำเหมือนช่วงเช้า เรียกต้าเป่าเอ้อร์เป่าเข้ามาหา ให้พวกเขาท่องท่อนที่สาม


    “สามบวกสามเท่ากับหก สามบวกสี่เท่ากับเจ็ด สามบวกห้าเท่ากับแปด...”


    “สามบวกเจ็ดเท่ากับสิบ...”


    เย่อวี๋หรานยังสุ่มถามคำถามหลายข้อ ล้วนเป็นสิ่งที่ท่องไปก่อนหน้านี้ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าล้วนตอบได้ทั้งหมด 


    “อื้ม ทำได้ดีมาก ครั้งหน้าก็พยายามต่อไปนะ”


    “ขอรับ ท่านย่า” ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าขานรับพร้อมกัน


    “เอาล่ะ นั่งลงกินข้าวเถอะ”


    จูเหล่าโถวไม่ได้พูดอะไร แต่ก็รู้สึกไม่พอใจคนบางคนที่ไม่มีธุระก็มาสร้างเรื่องวุ่นวายแบบนี้


    เขาไม่เข้าใจเลยว่า อยู่ดีไม่ว่าดีนางมาทำเรื่องพวกนี้ไปทำไม? รังเกียจว่างานในเรือนยังไม่มากพอหรือ?


    มีเวลาว่างมาทำเรื่องพวกนี้ ยังไม่สู้ขึ้นเขาไปเก็บผักป่าผลไม้ป่ามาสักหน่อย


    หลังกินข้าว จูเหล่าโถวส่งสัญญาณให้เย่อวี๋หรานไปคุยกับเขาในสถานที่ปลอดคน


    เย่อวี๋หรานสั่งความต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเรื่องหอยขมเสร็จก็ตามเขาไปท้ายเรือน


    “เช้าวันนี้เจ้าคิดจะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรอีก?”


    “อะไรนะ?” เย่อวี๋หรานฟังไม่เข้าใจ


    “เจ้าสอนอะไรให้ต้าเป่าเอ้อร์เป่า?” จูเหล่าโถวสูบปล้องยาเอ่ยถาม “สถานะของเรือนเราเจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้สักหน่อย ตอนที่เจ้าใหญ่เจ้ารองเกิด เจ้าก็ไม่ยอมส่งพวกเขาไปเรียนหนังสือ ตอนนี้ในเรือนมีคนมากขนาดนี้ จะกินข้าวก็ยังเป็นปัญหา ทำไมถึงคิดจะสอนตำราให้เจ้าหลานชายสองคนนั้น? หรานเหนียงเอ๊ย เจ้าบอกกับข้าเองนะว่าที่เรือนเราไม่มีเงินแล้ว”


    “ข้าเป็นคนจัดการทุกอย่างในเรือน แล้วจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าในเรือนเรามีหรือไม่มีเงิน?”


    “ในเมื่อเจ้ารู้ดี ยังจะมาทำเรื่องยุ่งยากพวกนี้ทำไม?”


    “ข้ารู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร เจ้าไม่ต้องมายุ่ง” เย่อวี๋หรานพูด “เจ้าวางใจ ข้าไม่ทำให้เจ้าอดอยากหรอก อาหารของสองสามวันมานี้ยังไม่ดีเท่าเมื่อก่อนอย่างนั้นรึ?”


    จูเหล่าโถวสะอึก “ทำไมเจ้าชอบใส่อารมณ์กับคนอื่นอยู่เรื่อย? ข้าไม่ได้หาเรื่องเจ้าเสียหน่อย...”


    “เจ้าไม่ได้หาเรื่องข้า เมื่อเย็นวานเจ้าเจ็ดนอนอยู่ในเรือนของท่านหมอ เจ้าพูดอะไรไว้?” เย่อวี๋หรานเลียนแบบเจ้าของร่างเดิม รื้อบัญชีเก่าขึ้นมา “จูฮ่าวชี่ ตอนที่ข้าแต่งงานกับเจ้า เจ้าพูดอะไรไว้ลืมไปแล้วเรอะ?”


    จูเหล่าโถวพึมพำ “ไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ในครอบครัวนี้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ”


    “ในเมื่อเจ้ารับปากแล้ว อย่างนั้นเจ้าว่ามาเมื่อวานนี้มันเรื่องอะไรกัน? มาขึ้นเสียงกับข้าต่อหน้าคนเยอะขนาดนั้น เจ้าคิดจะทำอะไร? หรืออยากจะบอกพวกเขาว่าต่อไปในครอบครัวนี้เจ้าเป็นคนตัดสินใจใช่ไหม?” 


    “แต่ข้าก็ไม่ได้เถียงชนะนี่...”


    “เจ้าไม่ได้ชนะ ถ้าเจ้าชนะขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร? อยากตั้งตนเป็นใหญ่ในบ้าน? จูฮ่าวชี่ ข้าบอกเจ้าไว้เลย ในครอบครัวนี้ข้าเป็นคนตัดสินใจ ข้าบอกจะช่วยก็ต้องช่วย ห้ามเจ้าพูดจาไร้สาระ ต่อให้เจ้าเจ็ดเป็นคนสมองทึ่มก็ยังเป็นลูกชายของข้าอยู่ดี ข้าพูดว่าจะไม่ทอดทิ้งก็คือไม่ทอดทิ้ง เจ้าได้ยินแล้วหรือยัง?”


    “ทำไมเจ้าทำเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้ ข้าไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย” จูเหล่าโถวคับข้องใจ “ข้าก็กำลังเจรจากับเจ้าดี ๆ อยู่ไม่ใช่เรอะ? อีกอย่าง เรื่องเจ้าเจ็ดเจ้าก็จัดการไปแล้ว ข้ายังจะทำอะไรได้? ข้าไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย...ที่ข้าพูดไม่ใช่เรื่องนี้ ข้าพูดเรื่องสอนหนังสือให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าต่างหาก เจ้าคงไม่ได้คิดจะส่งพวกเขาไปที่สำนักศึกษาจริง ๆ หรอกใช่ไหม?”

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด ที่คุณอ่าน