ภาพที่ซูเฟยอวี่ลูบศีรษะของเสิ่นจื่อโยวด้วยสายตารักใคร่นั้นทั้งห้าคนที่อยู่บนหอน้ำชาต่างได้ประจักษ์ในสายตา
ไป๋รั่วเจียและสองพี่น้องตระกูลเสิ่นต่างไม่รู้สึกว่านี่เป็นปัญหาอันใดพวกนางเพียงลอบหัวเราะเย้ยหยันบุรุษผู้นั้นในใจที่ตามืดมัวมองหญิงอัปลักษณ์คนหนึ่งดุจสมบัติล้ำค่า
ในทางตรงกันข้าม ไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉที่เก็บซ่อนความคิดดำมืดไว้ในใจก็จวนเจียนใกล้คลุ้มคลั่งแล้ว!
พวกเขาด้านนี้กำลังครุ่นคิดหาวิธีการที่จะเข้าใกล้เสิ่นจื่อโยวทว่าทางด้านนั้นเสิ่นจื่อโยวกับบุรุษผู้หนึ่งกลับแสดงท่าทีใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงปานนั้น!
ความรู้สึกไม่พอใจและโมโหพุ่งทะลุถึงขีดสุดในขณะที่พวกเขาได้เห็นโฉมหน้าของบุรุษผู้นั้น
ซูเฟยอวี่?! คนผู้นั้นก็คือเศษสวะแห่งตระกูลซูซูเฟยอวี่?!
ในขณะนี้เองปากพล่อยๆของไป๋รั่วเจียก็สำทับขึ้นอีกประโยค“ฮ่า ๆๆข้าก็นึกไว้แล้วว่าเป็นผู้ใดกันที่ตาบอดให้ค่ากับเสิ่นจื่อโยวหญิงอัปลักษณ์คนนี้ที่แท้ก็เป็นเศษสวะแห่งตระกูลซู หญิงอัปลักษณ์กับชายทุพพลภาพช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก ฮ่า ๆๆ ฮ่า ๆๆ...”
“ผู้ใดกล่าวกัน!เศษสวะแห่งตระกูลซูนั่นหรือจะคู่ควรกับเสิ่นจื่อโยว!”
เดิมทีในใจของอู๋จวินไฉก็อัดแน่นไปด้วยความไม่สบอารมณ์ยามนี้เมื่อคำพูดเสียดแทงอย่าง ‘เหมาะสมกันยิ่งนัก”หลุดออกมาจากปากไป๋รั่วเจีย คำพูดที่ไร้การกลั่นกรองจึงโพล่งออกมาทันที
ไป๋รั่วเจียคาดไม่ถึงว่าพี่จวินฉายจะตะคอกตนเพียงเพราะหญิงอัปลักษณ์ผู้นั้นริมฝีปากทั้งคู่ของนางสั่นระริก น้ำตาเอ่อคลอเต็มกระบอกตาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“ข้าพูดสิ่งใดผิดหรือ ท่านจะทำท่าดุร้ายเช่นนั้นไปไย...”
“พอแล้ว เหตุใดจึงต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องพรรค์นี้จวินฉาย รั่วเจียน่ะเป็นคู่หมั้นของเจ้า”
ไป๋จื่อหางถลึงตามองอู๋จวินไฉอย่างดุร้ายประโยคสุดท้ายแฝงนัยกึ่งข่มขู่
ที่เขาไม่อยากยอมรับก็คือเมื่อครู่เขาเองก็เกือบตะโกนออกมาแล้วเพียงเพราะคำว่า ‘เหมาะสมกันยิ่งนัก’ของไป๋รั่วเจียช่างเสียดหูเหลือทน
เศษสวะเช่นซูเฟยอวี่จะคู่ควรกับเสิ่นจื่อโยวได้อย่างไร...
ครั้นคิดถึงความฝันอันหวานล้ำสีหน้าของไป๋จื่อหางก็ยิ่งมืดคล้ำ
เสิ่นเชียนซีที่วันนี้สังเกตปฏิกิริยาของไป๋จื่อหางกับอู๋จวินไฉมาโดยตลอดสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในใจบังเกิดความรู้สึกไม่สงบเข้มข้นอันน่าประหลาด
นางสัมผัสได้ถึงสถานการณ์วิกฤตของสถานะตน
• • •
เสิ่นจื่อโยวและซูเฟยอวี่เพิ่งออกมาจากร้านขายยันต์ก็พบคนหลายคนขวางทางอยู่
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยปรายตามองกลุ่มคนที่ตั้งใจเดินเข้ามาสร้างความเดือดร้อนด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มนางไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
สิบกว่าวันมานี้ไป๋จื่อหางกับอู๋จวินไฉนอนซมอยู่บนเตียงก็เป็นเวลาเกือบครึ่งเดือนแล้วที่พวกเขาไม่ได้พบกับเสิ่นจื่อโยววันนี้ทันทีที่ได้พบดวงตาเย้ายวนมีเสน่ห์คู่นั้นก็ประหนึ่งวังน้ำวนที่ดูดกลืนจิตวิญญาณทั้งหมดของพวกเขาให้หายวับไปในพริบตา
วันนี้เสิ่นจื่อโยวยังคงสวมผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าที่แท้จริงไว้ด้านใน
ถึงแม้วันนั้นจะเป็นเพียงวูบเดียวทว่ารูปลักษณ์ที่แท้จริงภายใต้ผ้าคลุมหน้าของเสิ่นจื่อโยวก็สลักลงไปในหัวสมองของไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นตลอดสิบกว่าวันมานี้พวกเขาได้ฝันถึงเรื่องต่ำตมโสมมที่กระทำต่อเสิ่นจื่อโยวนับครั้งไม่ถ้วนยามนี้เมื่อพวกเขาได้ออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ความคิดดำมืดที่ซ่อนอยู่ในใจนั้นก็แทบจะสะกดกลั้นไว้ไม่อยู่
สายตาอันโจ่งแจ้งของไป๋จื่อหางกับอู๋จวินไฉวิธีการที่พวกเขาจ้องมองเสิ่นจื่อโยวโดยไม่กะพริบตานั้นทำให้โทสะในทรวงอกของซูเฟยอวี่พลุ่งพล่าน
“พวกเจ้ามองพอหรือยัง?!” ซูเฟยอวี่ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวบังร่างของเสิ่นจื่อโยวไว้ด้านหลัง
เมื่อร่างของเสิ่นจื่อโยวถูกบดบังสีหน้าไม่สบอารมณ์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไป๋จื่อหางทันที เขากล่าวค่อนแคะ“ซูเฟยอวี่ อาศัยร่างเศษสวะนี้ของเจ้าจะสามารถทำอะไรได้ ข้าขอเตือนว่าหากเจ้ายังมีสำนึกก็จงอย่าได้รนหาที่ตาย”
“ถูกต้อง ซูเฟยอวี่ข้าจะบอกกับเจ้าตามตรง วันนี้พวกเรามาเพื่อสั่งสอนเสิ่นจื่อโยวเท่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเจ้า หากเจ้าไม่อยากตายก็รีบถอยไปซะมิเช่นนั้นพวกเราก็จะจัดการเจ้าไปพร้อมกัน เจ้าเชื่อหรือไม่” ไป๋รั่วเจียเชิดปลายคางขึ้นอย่างหยิ่งผยองปรายตามองซูเฟยอวี่อย่างดูแคลน
นางยังไม่รู้เรื่องที่เสิ่นจื่อโยวเป็นผู้ใช้ยันต์คิดเพียงว่าในเมื่อที่แห่งนี้มีทั้งพี่ชายและพี่จวินฉายอยู่เสิ่นจื่อโยวย่อมพบจุดจบที่ไม่ดีเป็นแน่
นางกำลังรอให้พี่ชายแก้แค้นให้นาง
ไป๋รั่วเจียจะล่วงรู้ได้อย่างไรว่า ‘หลักเขาพึ่งพิง’ ในสายตานางนี้ได้เคยถูกเสิ่นจื่อโยวสั่งสอนมาแล้วคราหนึ่งทั้งราคาค่างวดที่ต้องจ่ายยังสาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก
เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆนางก้าวออกมาจากด้านหลังของซูเฟยอวี่
“ไป๋จื่อหาง อู๋จวินไฉพวกเจ้ายังได้รับการสั่งสอนไม่พอหรือ หืม?”
เห็นได้ชัดว่าประโยคนี้ของเสิ่นจื่อโยวก็คือการข่มขู่ทว่านี่กลับทำให้ไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉที่ได้ยินเกิดความรู้สึกรุ่มร้อนบริเวณช่วงท้องน้อย
พวกเขาต่างรู้สึกว่าตนเองต้องได้รับการทรมานในความฝันจนแปรเปลี่ยนเป็นคนวิปริตพิสดารไปแล้วเหตุใดยิ่งเสิ่นจื่อโยวแสดงรอยยิ้มเย็นชาสีหน้าชั่วร้ายพวกเขาจึงยิ่งรู้สึกรุ่มร้อน
ครั้นเห็นไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉเอาแต่จ้องมองเสิ่นจื่อโยวไม่กะพริบตาโดยไร้การโต้ตอบอันใดไป๋รั่วเจียก็โมโหจนกระทืบเท้า
“ท่านพี่! พวกท่านกำลังทำอะไรอยู่ผู้หญิงคนนี้วางท่าโอหังถึงเพียงนี้แล้วพวกท่านยังไม่คิดจะสั่งสอนนางอีกหรือ”
ซูเฟยอวี่ก้าวขึ้นไปบังร่างเสิ่นจื่อโยวไว้ด้านหลังอีกครั้ง
เสียงตะโกนของไป๋รั่วเจียทำให้ไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉฟื้นจากภวังค์ทว่าประเด็นข้อพิพาทของพวกเขามิได้อยู่ที่เสิ่นจื่อโยวแต่กลับเป็นซูเฟยอวี่
“ซูเฟยอวี่ยามนี้ข้าจะให้ทางเลือกเจ้า หนึ่งคือเจ้าหลีกทางไปเสียจากนั้นไม่ว่าพวกเราจะทำอะไรเสิ่นจื่อโยวเจ้าก็อย่าได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงสองคือพวกเราจะกระทืบเจ้าให้จมดินก่อนแล้วค่อยทำเรื่องต่อไป เจ้าเลือกเอาเองเถอะ” ไป๋จื่อหางแค่นเสียงหัวเราะหยันพลางกล่าว
เดิมทีวันนี้เขาไม่ได้มีแผนการอะไรกับเสิ่นจื่อโยวเพียงแต่เมื่อเห็นซูเฟยอวี่ออกหน้าปกป้องเสิ่นจื่อโยวเช่นนี้ก็ให้รู้สึกขัดหูขัดตา
เศษสวะคนหนึ่งมีสิทธิ์อะไรมาแสดงท่าทางปกป้องนาง
“หากข้าไม่เลือกทั้งสองทางเล่า?” ซูเฟยอวี่ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากเจ้าไม่เลือกสักทางเช่นนั้นพวกเราก็จะช่วยเจ้าเลือกเอง!”
แววตาของไป๋จื่อหางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเขากับอู๋จวินไฉพุ่งตัวตามกันเข้าไปโจมตีซูเฟยอวี่!”
พวกเขาต้องการช่วยเสิ่นจื่อโยวเปิดตาให้นางได้เห็นว่าเศษสวะตัวนี้ไร้ประโยชน์เพียงใด!
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักนางไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วเดินถอยออกไป ไม่คิดเข้าแทรกแซง
เมื่อไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉเห็นภาพนั้นจากปลายหางตาถึงได้รู้สึกวางใจเพียงเสิ่นจื่อโยวไม่ควักยันต์ออกมาใช้พวกเขาก็มีโอกาสที่จะชนะร้อยส่วน
ซูเฟยอวี่ไม่หลบเลี่ยงเขาเตรียมรับการโจมตีจากไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉโดยตรง
เสียงแตกหักของกระดูกดังก้องกังวานร่องรอยดีใจปรากฏบนใบหน้าของไป๋รั่วเจียและสองพี่น้องตระกูลเสิ่นที่อยู่ด้านข้างโดยพลันในใจลอบคิดว่าสมแล้วที่เป็นเศษสวะ จงถูกอัดจนนอนกองกับพื้นไปเสีย
พวกนางรอที่จะได้เห็นภาพซูเฟยอวี่นอนกระอักเลือดอยู่บนพื้น
ทว่าความจริงกลับเป็นที่ประจักษ์ว่าพวกนางย่ามใจเกินไปในชั่วเวลาถัดมาผู้ที่กระเด็นออกมากลับไม่ใช่ซูเฟยอวี่ แต่เป็นไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉที่ใช้กำลังภายในจนทำให้กระดูกของพวกเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ!
“อั้ก...” ไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉนอนกองอยู่บนพื้นและกระอักออกมาเป็นเลือดตามๆ กัน ไม่ง่ายเลยกว่าที่พวกเขาจะฟื้นฟูร่างกายจนหายเป็นปกติ ยามนี้กลับต้องมาเจ็บหนักอีกแล้ว
“พี่ชาย! พี่จวินฉาย!”ไป๋รั่วเจียวิ่งเข้าไปอย่างตื่นตระหนก
ทั้งเสิ่นเชียนซีและเสิ่นเฉี่ยวเหลียนต่างเบิกตากว้างมองเสิ่นจื่อโยวและซูเฟยอวี่อย่างไม่เชื่อสายตา
“ชายสองคนที่ระดับการบำเพ็ญเพียรยังไม่ถึงขั้นสร้างรากฐานแต่กลับริอาจท้าทายนักบำเพ็ญเพียรที่อยู่ในระดับแก่นปราณทองคำขั้นต้นเป็นผู้ใดกันแน่ที่ไม่อยากมีชีวิตต่อไป”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เร่งไม่ร้อนรอยยิ้มตรงมุมปากกดลึกยิ่งขึ้น
“ข้าลืมบอกพวกเจ้าไปว่าญาติผู้พี่เฟยอวี่...ฟื้น-ฟู-พลัง-บำ-เพ็ญ-เพียร-แล้ว”
กล่าวจบนางก็ออกแรงเหยียบกริชผลึกวารีที่เมื่อครู่อู๋จวินไฉนำออกมาใช้โจมตีซูเฟยอวี่ช้าๆ ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกนางเหยียบจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่บนพื้น