อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 119

    ภายในกุฏิของหลวงตาอ่อน แสงตะเกียงวูบไหววับแวมไปมาทุกคนตั้งใจฟังมานพเล่าเรื่องราวอันเป็นสาเหตุที่ทำให้วัดป่าวิเวกธรรมเปลี่ยนไป

                    “หลวงตาอ่อนน่ะท่านก็พอจะมีวิชาอยู่บ้าง ทำให้ต้านทานพวกมันได้เป็นบางครั้งแต่พวกมันก็ไม่กลัวบาปกลัวกรรม มันเสกอาคมสกปรกลอยลม ที่เรียกว่าลมเพลมพัดเข้าใส่หลวงตาสารพัดก็อย่างที่เธอเห็นนั่นแหละอลิน หลวงตาจากที่แข็งแรง ร่างกายกำยำก็เริ่มผ่ายผอมและมีโรครุมเร้าสารพัดไม่รู้ว่าฉันกับหลวงตาจะต้านไอ้พวกบาปกรรมนั่นได้อีกนานแค่ไหนเชียว..” เมื่อมานพพูดมาถึงตรงนี้ อลินตาหันมองสบตากับเจ้าภูแสนแว้บหนึ่งความสามัคคีเริ่มก่อตัวเงียบๆ

                    “แล้วเวลามันมาหลวงตากับนายทำยังไง?”อลินตาถามหยั่งเชิง

                    “หลวงตาก็จะสวดมนต์กันภัยสิบทิศกับคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าส่วนฉันก็ร่วมสวดด้วย มันมาแต่ล่ะครั้งไม่เป็นอันหลับอันนอน ถ้าวันปกติ มันก็มาๆหายๆ พอได้หลับกันบ้าง แต่ถ้าวันไม่ปกติ ก็คือวันเดือนดับแบบวันนี้ก็จะมาราวีทั้งคืนไม่ต้องหลับต้องนอนกันบางทีก็มาเป็นเสียงกรีดร้อง บางทีก็มาเคาะฝากุฏิบางทีก็เปิดหน้าต่างโผล่มาทำท่าจะเข้ามาทำร้ายก็มี บางทีก็เสกของเพื่อให้เข้าตัวหลวงตาก็มีทั้งหลวงตากับฉันเวลาจะทำอะไร กินอะไรก็ต้องระวังกันมากๆ เลยล่ะ” มานพพูดแบบปลงตก เป๋ากับหมิงนั่งฟังอยู่ก็อดสงสารมานพกับหลวงตาอ่อนไม่ได้เจ้าภูแสนเองก็นั่งนิ่งแต่กำมือแน่นไอ้พวกไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษอลินตายิ่งไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ ไม่มีใครรู้ความในใจของเธอทุกคนนิ่งไปจานจนกระทั่งมานพเอ่ยขึ้น

                    “ว่าแต่เธอน่ะมาหาฉันบอกว่ามีธุระ ถ้ามีธุระอะไรฉันว่าเธอรีบพูดมาดีกว่า แล้วก็รีบกลับไปเราคุยกันทางโทรศัพท์ก็ได้ ถ้าขืนอยู่ค่ำกว่านี้ มันจะอันตราย..” เป๋าได้ยินมานพพูดประโยคสุดท้ายของมานพก็รีบทำท่าคุกเข่าคืบคลานเตรียมจะลาจากทันทีแต่ทว่าเสียงหวานใสกลับพูดขึ้น ทำเอาสาวเป๋าต้องกระแทกก้นนั่งที่เดิม

                    “นี่นายพูดอยู่กับใครฉันหมอผีมือ 1 แห่งยุคและนี่ก็วัดที่คุ้นเคยกับหลวงตาที่เคารพจะให้ฉันมองผ่านเรื่องนี้ไปเฉยๆก็คงจะแลดูไร้น้ำใจเต็มที ธุระของฉันไม่รีบเท่าธุระของนายหรอกวันนี้ฉันจะอยู่ทำวัตรเย็นกับนายเอง”พูดจบก็หันไปทางเจ้าภูแสน

                    “เจ้าจะกลับไปก่อนก็ได้นะคะฉันจะอยู่ลับฝีมือตัวเองสักหน่อย ก็ดีเหมือนกันงานฟรีไม่ได้มีบ่อยๆวันนี้ฉันจะอยู่ทำโรงทานให้ไอ้พวกบาปหนานั่นเอง!” เจ้าภูแสนได้ยินแทบปรี๊ดแตกประหนึ่งว่ากำลังโดนหยามศักดิ์ศรี คิดว่าจะกลัวพวกนั้นล่ะสิ เสียงห้วนตวัดตอบทันที

    “เธออยู่ ฉันก็อยู่ แล้วไม่ต้องมายุ่งเรื่องการไปการมาของฉันอีก..” อลินตายิ้มลูกตากลิ้งไปมาเหมือนลูกฟุตบอล สักพักก็จ้องหน้าเจ้าภูแสน พลางพูดเสียงหนัก

                    “ถ้าอยู่ก็อย่าเป็นตัวถ่วงฉันละกัน..”เจ้าภูแสนเขม้นมองอลินตา สวนกลับอย่างไม่สบอารมณ์

                    “เธอก็เถอะถ้าพลาดมา ฉันจะสมน้ำหน้าให้ดู” อลินตาหมั่นไส้กับคำพูดที่ไม่ยอมลงให้เธอเสียบ้างทั้งสองมองหน้ากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เป๋าเห็นดังนั้นรีบพูดดักคอรวดเร็ว

     

                    “เอ่อ.. คุณๆ คะศึกในอย่าเพิ่งก่อเลยนะคะ กำราบศึกนอกกันก่อนดีกว่าค่ะ” เป๊ง...! เสียงของเป๋าเหมือนระฆังที่บอกเวลาหมดยก อลินตากระพริบตาถี่ๆ ดึงสติทันทีส่วนเจ้าภูแสนก็ลืมตัว ถอยกลับไปนั่งด้วยท่วงท่าสง่างามเช่นเคยอลินตาดึงสติได้แล้วก็หันกลับมาทางมานพ

                    “นี่ นพ ถ้าฉันช่วยกำจัดศัตรูของวัดให้นายได้นายต้องรับปากฉันด้วยนะ ว่าเรื่องที่ฉันขอร้องต้องทำให้ฟรี..” มานพหน้าเหวอ ก่อนจะย้ำ

                    “ฟะ ฟรี อะไรฟรี”คราวนี้อลินตายิ้มกริ่ม จากนั้นก็หันไปกราบหลวงตาอ่อน เพื่อขออนุญาตหากจะทำการด้านคุณไสยภายในวัดหลวงตาอ่อนนั้นอ่อนล้าเต็มทีในเมื่อมีตัวช่วยท่านก็คงจะได้พักบ้างจึงพยักหน้าโบกมือเป็นเชิงอนุญาตประมาณว่า เอาเลยแล้วแต่เลย หลวงตาแก่แล้ว อลินตาเห็นดังนั้นก็หันไปทางมานพแล้วพูดน้ำเสียงจริงจัง

                    “เรื่องที่ฉันจะขอให้ช่วยน่ะไม่เหนือบ่ากว่าแรงของนายหรอกน่าขอแค่นายรับปากว่าจะช่วยฉันฟรีๆ ฉันรับประกันได้ จากศัตรูจะกลายเป็นมิตรรักแฟนเพลงของวัดนี้แน่นอน”อลินตาพูดด้วยความมั่นใจ เจ้าภูแสนแอบยิ้ม เพราะถ้าเจ้าหล่อนมั่นใจนั่นหมายความว่า อะไรก็ตามที่จะมาในคืนนี้ เตรียมปลงสังขารได้เลย

                    “ว่ายังไง..” อลินตาคาดคั้นเพื่อนรัก มานพหมดหนทางการต่อรอง

                    “กะ ก็ได้แต่ต้องไม่ทำให้ฉันเจ๊งจนหมดตัวนะ..” อลินตายิ้มแบบนางงามมิตรภาพ

                    “เอาน่า ไม่ต้องกังวลฉันไม่สูบเลือดนายจนหมดตัวหรอก” พูดจบก็หันไปทางหมิงเต๋อกับเจ้าภูแสน

                    “เจ้าถ้าจะอยู่ฉันก็ต้องขอแรงหน่อยนะคะ..”เจ้าภูแสนที่นั่งอยู่ก็ถึงกับชะงัก ปกติมีแต่เขาที่ออกคำสั่งกับคนนั้นคนนี้นี่แม่เล่นออกคำสั่งกับเขาเชียวหรือ แต่ในขณะที่สมองกำลังคิดขุ่นเคือง ปากกลับถามอีกฝ่าย

                    “พูดมา...” เสียงสะบัดนิดหน่อย แต่นั่นก็ไม่ทำให้อลินตารู้สึกเป็นปัญหาหล่อนสั่งความทันที

                    “เจ้าไปกับหมิงเต๋อคนของฉันเอาดาบสองเล่มที่ซ่อนอยู่ใต้เบาะด้านหลัง แล้วมาที่โบสถ์ฉันจะรอสวดมนต์ทำวัตรเย็นที่นั่น” ทุกคนถึงกับเหวอผู้หญิงบ้าอะไรพกอาวุธ มีดดาบ ติดตัวไปทุกที่ แต่อลินตาหาได้สนใจไม่    

                    “นี่.. นพ..”อลินตาหันไปทางเพื่อนรัก

                    “ไอ้พวกนั้นน่ะมันมากันตอนไหน” มานพตอบทันที

                    “ประมาณสามทุ่มกว่าๆ..”อลินตายิ้ม พลางยกมือถือมาดูเวลา

                    “ออ.. ยังพอมีเวลาต้องขอบใจพวกมันที่ทำให้ฉันได้เตรียมตัว” เจ้าภูแสนที่นั่งอยู่ก็โพล่งขึ้นเสียงนิ่งๆ

                    “ฉันไปได้รึยัง..?”อลินตาหันไปมองเจ้าภูแสน

                    “จะรออะไรล่ะเจ้ารีบไปรีบมา ดึกกว่านี้เจ้ากับลูกน้องฉันจะตกอยู่ในอันตรายเอาได้..” เจ้าภูแสนทั้งนึกขำ และนึกเคือง เธอสั่งคนอย่างฉันงั้นรึ?  อลินตาเธอรู้จักฉันน้อยเกินไปฉันไม่ใช่เจ้าภูแสนอย่างที่เธอคิดหรอกนะ! คนอย่างฉันไม่มีคำว่าอันตรายลองพวกมันโผล่หน้ามาสิ จะฆ่าไม่เลี้ยงเลยคอยดู!!

                    ความวุ่นวายโกลาหลของโลกในยุคปัจจุบันกำลังจะเริ่มต้นเฉกเช่นเดียวกับโลกแห่งอดีต ณ เมืองเชียงภูแสน ภายในคุ้มหลวงอันโอ่อ่าสง่างามแต่เต็มเพียบไปด้วยความลึกลับและมนต์ดำตำหนักของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินภายในคุ้มแห่งนี้ อยู่แยกห่างกันราวกับคนละหมู่บ้านนี่ถ้าเป็นยุคปัจจุบันคงได้นั่งรถกอล์ฟไปมาหาสู่กันเลยทีเดียวก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าแต่ละตำหนักห่างไกลกันมากแต่ในยุคที่วิวัฒนาการของโลกยังเข้าไม่ถึง สิ่งที่ทำได้ก็คงจะเป็นแค่การหามเสลี่ยงเดินไปมาหาสู่กันระหว่างตำหนัก

                    ในความมืดมิดของค่ำคืนแต่ก็ยังไม่ดึกถึงขั้นค่อนคืนหากกระนั้นในเวลาสามทุ่มกว่าๆ เช่นนี้ ในยุคที่ไม่มีไฟฟ้าและผับเทคเฉกเช่นปัจจุบัน คนยุคโบราณจึงทำได้แค่เพียงเข้าบ้านใครบ้านมันปิดไฟนอนนั่นจึงไม่แปลกใจทำไมคนสมัยโน้น ลูกถึงได้ดกเต็มบ้าน หลานถึงได้มีเต็มเมือง ก๊อว่าง...ไม่มีอะไรจะทำไงเล๊า...

                   เรามาส่องตำหนักของเจ้านางดาราสายกันดีกว่าตำหนักของเจ้านางแสนสวยแห่งเมืองเหนือ ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่โดยเฉพาะดอกไม้นานาพรรณ ส่งกลิ่นกรุ่นกำจายในยามค่ำคืนแม้ตอนนี้ดอกไม้เหล่านั้นจะไม่เปล่งปลั่งเหมือนยามเช้าเท่าไหร่นัก แต่กลิ่นของมันก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี...