ฝ่ายที่ถูกไล่ต้อนจนเหลือเพียงเจ็ดก้าวก่อนตกขอบเวทีคือเว่ยฮ่าว คมมีดของกู้หมิงฟาดฟันไม่หยุดยั้ง รับได้หนึ่งคม อีกสามคมก็ซ้อนลงมาเร็วกว่าที่จะตั้งรับทัน ร่างนางเล็กกว่าเกือบหนึ่งหัว ทุกครั้งที่มีดปะทะกระบี่ เสียงกระแทกกลับดังหนักทึบราวกับเหล็กชนเหล็ก ไม่ใช่เสียงของไม้กระทบไม้ เว่ยฮ่าวรับทีไรกระบี่ในมือสั่นสะท้านทุกที ข้อมือของเขาแดงช้ำจนเห็นได้จากขอบสนาม
ลมที่ถูกฉีกขาดจากความเร็วของมีดหวีดผ่านหูผู้ชมแถวหน้า เลือดซึมออกตามรอยที่ถูกฟันด้วยไม้ซึ่งดูเบาหวิว ละอองเลือดสาดกระเซ็นลงบนพื้นหินเวทีเป็นจุดเล็กๆ เสียงหัวเราะสะใจของกู้หมิงสะเทือนไปทั่วสนาม ทุกมุมอัฒจันทร์หันมาสนใจ
กู้หมิงปกปิดลำดับขั้นเช่นเดียวกับเขา ฝีมือมีดของนางไม่ใช่ของคนที่เพิ่งหัดจับ มันช่ำชองแบบคนที่ใช้มันเป็นกิจวัตร
หลินเย่เคยเห็นคนจับอาวุธแล้วใช้ได้ช่ำชองเช่นนี้มาครั้งหนึ่ง ภาพจำยังชัด หลินตงที่ตวัดปลายดาบใส่คอพวกเจียงซือในวันออกเดินทาง
อายุเท่ากันจริงหรือ คำพูดคำจาและวิชายุทธ์ดูเหมือนคนที่ผ่านเรื่องราวมาโชกโชน กลับอยู่ในร่างเล็กจิ๋วเช่นนั้น
บนเวที เว่ยฮ่าวใช้กระบี่บังคมมีด เค้นปราณจากทั่วร่าง เหวี่ยงกระบี่ฟาดออกไป กู้หมิงกระโดดตีลังกาหลบออกอย่างพริ้วไหว เสียงหอบแฮกๆ ของเว่ยฮ่าวลอยออกมา บาดแผลจากมีดแซมอยู่ตามเรือนร่าง
เสียงซุบซิบรอบข้างเริ่มดังขึ้น หลินเย่กวาดตามอง ข้างสนาม เว่ยอวี่ถิงผู้เป็นน้องสาวยืนกอดอก แววตาสะท้อนความเป็นห่วง
เว่ยฮ่าวชักกระบี่ขึ้นเบื้องหน้า เมินเฉยต่อเสียงซุบซิบ แววตาโชติช่วง
เสียงแหลมเล็กดังขึ้นจากอีกฝั่ง ท่าทางขี้เล่น คำพูดเหมือนจริงเหมือนเล่น
"อ้อ ข้าพอนึกออกแล้ว ฮูหยินตระกูลเว่ยเสียชีวิตขณะเดินทางมาเมืองฟางหรง ใช่หรือไม่"
ไฟในตาเว่ยฮ่าวดับวูบ ไม่ใช่ดับแบบค่อยๆ จาง มันดับเหมือนถูกน้ำสาด ร่างทั้งร่างที่เคยตั้งมั่นพลันแข็งทื่อ มือที่ถือกระบี่สั่นระริก ไม่ใช่เพราะหมดแรง หากเพราะนิ้วเกร็งจนปล้องข้อขาวซีด
เสียงซุบซิบดังขึ้นอีก ครานี้ไม่ใช่เสียงกระจัดกระจาย มันลามจากขอบสนามขึ้นไปถึงอัฒจันทร์เหมือนคลื่นที่กระเพื่อมออกจากจุดเดียว ผู้ชมที่เคยเชียร์เว่ยฮ่าวพลันเงียบลง บ้างหันไปมองตระกูลเว่ยที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ผู้อาวุโสตระกูลเว่ยที่เคยนั่งหลังตรงก้มหน้าลงเล็กน้อย มือกำพนักเก้าอี้แน่น
"ฮูหยินตระกูลเว่ยตายหรือ"
"พวกนั้นปกปิดไว้หรือไร ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลย"
หลินเย่มองไปอีกฝั่งสนาม เว่ยอวี่ถิงหน้าถอดสี ขาทั้งสองข้างอ่อนลง มือข้างหนึ่งเอื้อมมากุมอกตัวเอง ร่างเล็กของนางทรุดลงนั่งกับพื้นข้างสนาม เด็กที่ยืนอยู่ข้างๆ ถอยออกไปครึ่งก้าว ไม่มีผู้ใดเอื้อมมือมาพยุง
ภาพขบวนตระกูลเว่ยตอนเข้าเมืองที่เห็นวันไปซื้อสมุนไพรแวบเข้ามาในหัว เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นคงเป็นเรื่องนี้เอง
กู้หมิงเดินไปมาในสนาม น้ำเสียงยังติดเล่น ร่างของเว่ยฮ่าวยืนนิ่ง กระบี่อยู่ในมือ
"เจ้าอย่ามาโยนความผิดให้สำนักดาราของข้าสิเจ้าหนู"
เว่ยฮ่าวพุ่งตรงเข้ามาแรงกว่าเดิม เร็วกว่าเก่า วิชากระบี่ตระกูลเว่ยฟาดฟันออกมาหนึ่งกระบวนท่า ปลายกระบี่หลอมปราณเป็นประกายสีฟ้าฟาดลงเต็มแรง
กู้หมิงใช้ปลายมีดรับ ไม่ทันตั้งตัว มีดถูกฟาดแตกคามือในทีเดียว
กระบี่ตวัดกลับมาเป็นครั้งที่สอง พุ่งตรงเข้าที่ลำคอ
ทั้งสนามแทบกลั้นหายใจ คมกระบี่ไม้ฟาดเข้าที่คอนั้นจริง ร่างของนางถูกเหวี่ยงปลิวออกไป แล้วก็หายวับไปกับอากาศ เหลือไว้เพียงเงาดำจางๆ กู้หมิงปรากฏตัวขึ้นทางมุมขวาของเว่ยฮ่าว
แม้ดวงตาจะตามทัน ร่างกายของเขากลับขยับตามไม่ทัน เท้าซ้ายเต็มข้ออัดเข้าที่หน้าท้องจังๆ ร่างปลิวกระเด็นไปเกือบชิดขอบสนาม
เว่ยฮ่าวใช้กระบี่ปักลงในหินรั้งตัวเองไว้ไม่ให้ตกขอบ เลือดจากปากไหลซึมลงคาง
"นั่นมันความผิดของพวกเจ้า" น้ำเสียงไม่ติดเล่นอีกต่อไป
"หากตระกูลเว่ยของเจ้าไม่เลือกเดินขบวนไปทางช่องเขาเป่ยเสีย ฮูหยินของพวกเจ้าคงไม่ต้องเสี่ยงชีวิตปกป้องพวกเจ้าทั้งสอง" นางกวาดตาไปมองเว่ยอวี่ถิง
"เหตุใดเจ้าถึงรู้!"
น้ำเสียงของเว่ยฮ่าวสั่นพร่า กระบี่ที่ปักอยู่ในหินสั่นตามมือที่กำด้ามแน่น
"ไม่มีเหตุจำเป็นอันใดที่ข้าจะต้องบอกเจ้า"
กระบี่ตวัดขึ้น ปราณสีฟ้าหลอมเข้าใบกระบี่จนประกายไฟแลบออกมาตามคม เสียง 'แปะ' ดังขึ้นเก้าครั้งติดต่อกัน อากาศรอบเวทีมีกลิ่นไหม้แปลกประหลาดคล้ายอากาศถูกแผดเผา
"เก้ากระบี่อัสนี!"
เสียงตะโกนสุดขีดจากเว่ยฮ่าวดังกึกก้อง ปราณสายฟ้าทั้งเก้าสายพุ่งตรงเข้าหากู้หมิงจนพื้นหินเวทีร้าวแตกเป็นรัศมี ผู้ชมรอบสนามถึงกับร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น หลายคนเชื่อว่าท่านี้จะเป็นตัวตัดสิน
นางทำสีหน้าตกใจ แล้วมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
เสียงสายฟ้าที่เคยกึกก้องทั้งสนามดับวูบลงในพริบตา
ร่างเว่ยฮ่าวหยุดชะงัก เสียงตะโกนที่เคยดังสุดขีดขาดหายไปในลำคอ ปราณสีฟ้าที่เคยแลบออกจากกระบี่สลายเป็นสะเก็ดเล็กๆ ปลิวหายในอากาศ ทั้งสนามเงียบกริบราวกับมีผู้ใดปิดเสียงโลกลงทั้งใบ เขาค่อยๆ ก้มมองลงไปที่หน้าอก เลือดไหลซึม
มีดไม้ปักเข้ากลางอก ด้ามจิ๋วโผล่ออกมาเพียงนิ้วเดียว ปักตรงจุดที่ปราณสายฟ้าเริ่มก่อตัว จุดเดียวกับที่เปลวไฟแรกของกระบวนท่าจะจุดขึ้น
มีดของนางไม่ได้มีเพียงเล่มเดียว และนางปามันออกไปก่อนที่เว่ยฮ่าวจะตะโกน
เว่ยฮ่าวค่อยๆ ล้มลง เข่ากระทบพื้นหินก่อน แล้วร่างจึงทรุดตาม
พื้นเวทีรอบจุดที่เขาล้มเต็มไปด้วยรอยร้าวจากปราณสายฟ้าที่แตกกระจาย รอยไหม้ดำเป็นรัศมีวงกลมบนหิน กลิ่นไม้ไหม้ลอยคละคลุ้ง เศษหินที่แตกยังกลิ้งอยู่บนพื้นเวที ผู้ชมแถวหน้าบางคนยกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นออกจากผม
กรรมการรีบพุ่งเข้าไปดูอาการ ตรวจแล้วยังไม่ร้ายแรง จึงประกาศให้กู้หมิงเป็นฝ่ายชนะ
หลินเย่ยืนมองอยู่เช่นนั้น ฝีมือห่างชั้นกันมาก ประสบการณ์การต่อสู้ของนางเหนือกว่า แม้เว่ยฮ่าวจะรำกระบวนกระบี่สุดท้ายออกมาได้ดี ทว่าการเข่นฆ่าบนสนามรบจริงไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม
เว่ยอวี่ถิงวิ่งมาดูอาการพี่ชาย หน้าถอดสี เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็นระยะ บุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ยพ่ายแพ้ตกรอบแรก
กู้หมิงยืนบนสนามไล่ลูบรอยบาดเจ็บของตัวเอง แล้วกวาดตามาทางเขา แม้ร่างจะบอบช้ำจากการประลอง นัยน์ตาสีแดงที่จับจ้องมานั้นกลับไม่มีความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย มันเฉียบคมและนิ่ง
ขนที่ท้ายทอยของหลินเย่ลุกชันขึ้นอีกครั้ง กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ซึมออกจากรูขุมขนของนางยังไม่จางหาย
"เจ้าหนูเย่ สนใจสู้กับข้าหรือ หากเจ้าชนะ ข้าจะบอกว่าเพลิงสวรรค์บรรพกาลคือสิ่งใด"
คำถามหยอกเย้า คนรอบสนามจับจ้องด้วยความคาดหวังว่าจะได้ชมการประลองซ้ำจากบททดสอบโอสถเมื่อครู่
"ท่านถามกรรมการหรือยังว่าได้หรือไม่"
กู้หมิงหันไปมองกรรมการ กรรมการส่ายหัวชัดเจน ตามกฎไม่มีการเลือกคู่ต่อสู้เอง ต้องสุ่มจากรายชื่อเพื่อความเท่าเทียม สีหน้านางบึ้งตึงขึ้นมาทันที ก่อนจะเดินลงจากสนามด้วยท่าทีฉุนเฉียว
หลินเย่ประเมินในหัว หากสู้นางตรงๆ ในตอนนี้ ด้านวรยุทธ์ของนางเหนือกว่าอยู่หนึ่งขั้น ปะทะซึ่งหน้าฝ่ายที่พ่ายคงเป็นตัวเขาเอง หากใช้อุปกรณ์ช่วยเสริม อาจพอชนะได้สักเจ็ดในสิบส่วน มือซ้ายแตะที่ถุงผ้าตรงเอวเบาๆ
การประลองรอบที่สองผ่านไปครึ่งชั่วยาม เข้าสู่ยามเว่ย แสงแดดแผดเผาลานหินจนไอร้อนลอยระยิบเหนือพื้น เสียงปะทะค่อยๆ เงียบลง เด็กในสนามหายไปครึ่งหนึ่ง กรรมการสั่งพักหนึ่งก้านธูปก่อนคัดรอบสุดท้าย
หลินเย่กวาดตาหากู้หมิง ไม่พบ เขาจึงเดินไปชิดกำแพงขอบสนาม นั่งหลบแดดในเงาผนัง หลังพิงหิน ความเย็นของหินที่ไม่ถูกแสงซึมเข้ามาทางเสื้อ
เขาหลับตาลง เสียงเด็กรอบข้างที่เคยโหวกเหวกค่อยๆ จางเป็นเสียงพึมพำอื้ออึงที่ไม่มีคำ ภายในหัวหนักกว่าร่างกายเสียอีก เรื่องราวใหม่ที่ได้รับรู้มาวันนี้ทับถมกันเป็นชั้น
บุตรและธิดาศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นยอดฝีมือของรุ่น ยังมีคนจากภายนอกสิบตระกูลอย่างสำนักดาราที่ดูมีเบื้องลึกเบื้องหลัง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะคว้าชัยในหมู่สัตว์ประหลาดเหล่านี้
แล้วก็ยังมีเพลิงสวรรค์บรรพกาล จะเป็นโชคหรือเป็นภัยก็ยังไม่มั่นใจ สายตาที่จับจ้องมาจากอัฒจันทร์นั้นทั้งเป็นมิตรและไม่เป็นมิตรในเวลาเดียวกัน เขาถอนหายใจขณะที่ดวงตากำลังปิดลง
"น้องเย่ เจ้าเหนื่อยหน่ายอะไรถึงขนาดนั้น"
แก้วน้ำเย็นกระทบที่หน้าจนเขาสะดุ้งตื่น เบื้องหน้าคือหลินป๋อ
"พี่ป๋อ ท่านก็ผ่านมาด้วยหรือ" หลินป๋อนั่งลงข้างๆ กอดคอหยอกเย้า
"นี่เจ้าดูถูกข้าหรือไร" สีหน้าที่บึ้งตึงค่อยๆ สลายไป
"การทดสอบของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง"
"ข้าแค่โชคดีขอรับ"
"โชคดีหรือ เจ้าสร้างเสียงฮือฮาไปทั่วสนามเชียวนะ" หลินป๋อชี้ไปที่ฝั่งตระกูลหลิน
"จบบททดสอบนี้ เจ้าคงได้ตำแหน่งภายในตระกูลเป็นแน่ น้องเย่" แล้วก็หัวเราะแห้งๆ
"แล้วทางฝั่งของท่านเป็นเช่นไรบ้าง" หลินป๋อเกาหัวตัวเอง
"จะว่าข้าโชคดีเหมือนเจ้ากระมัง คู่ต่อสู้ข้ารอบที่แล้วเป็นเด็กสายรองตระกูลกู่ พวกนั้นมีแค่ฝีมือหลอมโอสถ หาใช่คู่ต่อสู้ของข้าไม่"
"แล้วท่านผ่านด่านโอสถมาได้เช่นไร"
"จะเรียกว่าข้าผ่านก็ไม่เชิง คะแนนด่านนั้นข้าได้เพียงสี่คะแนนเอง น้องเย่ การหลอมโอสถนั้นมันยากเสียจริง"
หลินป๋อทำหน้าฉุนเฉียว ไม่พอใจที่มีบททดสอบนี้อยู่ในสนาม หลินเย่กลับพึงพอใจอยู่ไม่น้อยที่อีกฝ่ายผ่านเข้ามาได้
"ไว้วันหลังข้าจะสอนท่านเอง"
"จริงหรือ" เขาพยักหน้าตอบกลับ หลินป๋อยิ้มกว้าง
แสงแดดยามบ่ายเริ่มเปลี่ยนมุม เงาของกำแพงขอบสนามค่อยๆ ทอดยาวลงมากลืนกินพื้นที่ลานประลอง หินเวทีทั้งสี่ที่เคยสะท้อนแสงจนแสบตาบัดนี้มีเงาดำคลุมไปครึ่งหนึ่ง อากาศที่เคยร้อนอบอ้าวเริ่มเย็นลงทีละนิด ราวกับสนามเองก็กำลังหดตัวเข้าหาจุดตัดสินสุดท้ายอย่างไรอย่างนั้น
ก่อนเวลาพักหมด ป้ายกระดานเริ่มหมุนรายชื่อทั้งสี่สนามอีกครั้ง หลินป๋อที่นั่งอยู่ข้างๆ ตื่นเต้นจนเห็นได้ชัดจากสีหน้า รายชื่อค่อยๆ หยุด ชื่อแรกในสนามที่สอง หลินเย่ ชื่อต่อไปที่หยุดลง จ้างเหอ
เขากวาดตาไปมอง ชายร่างใหญ่เดินออกมาจากประตูทางออกได้ตรงเวลาพอดี กู้หมิงนั่งอยู่บนไหล่ หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจที่โชคชะตาสุ่มให้มาพบกัน
แม้จะไม่ใช่นาง จ้างเหอก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เคี้ยวง่ายเช่นกัน หลินเย่ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากเสื้อ หลินป๋อตบหลังให้หนึ่งที
"หนักแน่นหน่อย น้องเย่"
เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วก้าวเข้าสู่สนามที่สอง