ตอนที่ 43 นี่คือเซิ่งอันหนิงภรรยาของผม
โจวสือซวินมองดูเซิ่งอันหนิงอย่างอ่อนอกอ่อนใจ จากนั้นจึงเข้าไปกล่าวทักทายชาวบ้าน
เซิ่งอันหนิงที่อยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่มยิ้มให้อย่างสงบเสงี่ยม แต่ภายในใจกลับรู้สึกขบขันเป็นอย่างมาก หลังพบว่าผู้อาวุโสในหมู่บ้านเรียกโจวสือซวินว่าฉางสั่วอย่างสนิทสนม
คนที่รุ่นราวคราวเดียวกับโจวสือซวินมักจะเรียกเขาว่าสือซวินหรือเจ้ารอง
หากอายุน้อยลงมาหน่อยก็จะเรียกว่าพี่รอง
หลังจากที่เซิ่งอันหนิงได้ยินคำเรียกเหล่านี้มา เธอก็คาดไม่ถึงว่าชื่อฉางสั่วจะฟังดูสนิทสนมที่สุด
จนกระทั่งโจวสือซวินพาเซิ่งอันหนิงเดินมาถึงด้านหน้าของเรือนเล็กหลังหนึ่ง เธอจึงเอ่ยขึ้นมา “เวลาพวกเราไปบ้านใคร ไม่จำเป็นต้องเตรียมของขวัญไปให้เหรอคะ?”
โจวสือซวินบอกว่าจะไม่กินข้าวที่บ้าน ก็คาดเดาได้ว่าชายหนุ่มจะไปกินข้าวที่บ้านของคนอื่น หลังจากที่ไม่ได้กลับมาหลายปี ก็ไม่ควรไปบ้านของผู้อื่นมือเปล่าไม่ใช่หรือ?
โจวสือซวินมองดูเซิ่งอันหนิง “ไม่ต้องหรอก พวกเราแค่มาดูเฉย ๆ เดี๋ยวอีกสักครู่ก็จะไปกินข้าวที่บ้านของปู่สาม และซื้อของที่ร้านค้าตรงทางเข้าหมู่บ้าน”
“อ๋อ”เซิ่งอันหนิงตอบกลับ และตามโจวสือซวินเข้าไปในลานบ้าน
บ้านนั้นเล็กกว่าบ้านของตระกูลโจวเป็นอย่างมาก แต่กลับถูกเก็บกวาดอย่างสะอาดสะอ้าน หญิงชราสวมใส่เสื้อผ้าที่มีแต่รอยปะคนหนึ่งกำลังนั่งตากรองเท้าภายใต้แสงอาทิตย์ เมื่อเห็นโจวสือซวิน นางจึงรีบหยิบของในมือใส่ลงไปในตะกร้าไม้ไผ่ที่อยู่ข้าง ๆ และรีบลุกยืนขึ้น “เจ้ารอง มาตอนไหนจ๊ะเนี่ย? เมื่อวานได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าเธอกลับมาแล้ว”
เมื่อเซิ่งอันหนิงเห็นใบหน้าของหญิงชราอย่างชัดเจน เธอก็ไม่ได้นึกแปลกใจอะไรที่นางน่าจะเป็นแม่ของหลัวไฉ่เสีย เพราะหลัวไฉ่เสียมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับแม่ ในตอนที่นางยังสาวก็น่าจะเป็นหญิงสาวที่งดงามและอ่อนหวานไม่น้อย
ระหว่างทางที่มาโจวสือซวินไม่ได้แนะนำตัวเซิ่งอันหนิงให้กับเพื่อนบ้านเลย แต่เมื่อพบกับหวังอิงแม่ของหลัวไฉ่เสีย ชายหนุ่มกลับเอ่ยแนะนำตัวขึ้น “คุณป้าครับ นี่เซิ่งอันหนิงภรรยาของผม อันหนิง นี่ป้าหวังแม่ของไฉ่เสีย”
เซิ่งอันหนิงไม่เข้าใจว่าที่โจวสือซวินแนะนำตัวเธอนั้น ชายหนุ่มต้องการอะไร เธอจึงยิ้มอย่างน่าเอ็นดูและเอ่ยทักทายต่อหวังอิง “สวัสดีค่ะคุณป้า”
หวังอิงตกใจเล็กน้อย นางพิจารณามองดูเซิ่งอันหนิงอยู่สักครู่ก่อนจะยิ้มและพยักหน้า “สวัสดี สวัสดี รีบมานั่งสิ ฉันจะไปเอาชามาให้พวกเธอ”
โจวสือซวินเอ่ยห้าม “ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวพวกเราจะไปบ้านของปู่สามแล้ว”
ว่าพลางชายหนุ่มก็หยิบซองจดหมายออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้กับหวังอิง “ในนี้มีเงินอยู่เล็กน้อย ป้าเอาไปซ่อมบ้านนะครับ จะได้ไม่ต้องอยู่แบบน้ำฝนรั่วเข้าบ้านแล้ว”
หวังอิงตกใจเล็กน้อยและรีบโบกมือ “ไม่เอา ๆ เจ้ารองเธอทำอะไรเนี่ย กลับมากี่ครั้ง ๆ ก็เอาเงินมาให้ ตอนนั้นป้าช่วยเธอไปแค่ครั้งเดียวเอง เธอไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้ก็ได้”
โจวสือซวินยืนยันที่จะให้เงิน และวางซองจดหมายไว้ที่ขอบหน้าต่าง “นี่คือสิ่งที่ผมควรทำ”
เซิ่งอันหนิงที่มองดูอยู่จู่ ๆ ก็มีความรู้สึกดีขึ้นมา เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มผู้เงียบขรึมคนนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับหลัวไฉ่เสีย
หากทั้งสองคนเคยรักกันจริง ๆ ชายหนุ่มคงจะไม่ใจกว้างที่จะให้เงินเช่นนี้หรอก ส่วนหวังอิงคงจะไม่ปฏิเสธอย่างเกรงใจเช่นนี้
แต่ถึงอย่างนั้นโจวสือซวินก็คือคนที่ทำให้ลูกสาวของนางต้องเสียวันเวลาในวัยสาวไปนานหลายปี พอพบกันทำไมถึงเกรงใจมากขนาดนี้?
ถ้าทั้งสองคนไม่มีความสัมพันธ์กันจริง เช่นนั้นแล้วทำไมคนอื่น ๆ ถึงได้ลือกันเพียงนี้ โจวสือซวินเองก็ควรจะแต่งงานกับโจวไฉ่เสียซะสิ?
เซิ่งอันหนิงครุ่นคิดอยู่สักพัก ไม่นานเธอก็เข้าใจ ทั้งหมดเป็นเพราะคำพูดที่หลัวไฉ่เสียเอ่ยออกไปนี่เอง
ก็เห็น ๆ อยู่ว่าโจวสือซวินมอบของให้กับหวังอิงเพื่อเป็นการตอบแทน แต่ตอนที่หลัวไฉ่เสียเอาสิ่งของไปใช้ หล่อนกลับไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนในเวลาที่ผู้อื่นมาถาม
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ทุก ๆ คนจึงเข้าใจผิด
เซิ่งอันหนิงถอนหายใจ เห็นหลัวไฉ่เสียดูอ่อนโยนน่ารักใคร่แบบนั้น จริง ๆ แล้วหล่อนก็เป็นแม่ดอกบัวขาวเหมือนกันหรอกเหรอ? แถมยังมาเจอกับโจวสือซวินที่ไม่ค่อยพูดจาอีก
เวลาที่หล่อนพูดอะไรเขาก็ว่าตามนั้นไปหมดหรืออย่างไร?
หวังอิงรู้สึกร้อนรนเล็กน้อย “เจ้าเด็กคนนี้นี่ ขี้เกรงใจแบบนี้ตลอดเลย”
ภายในใจหวังอิงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย นางเองก็ชอบโจวสือซวินมาก ๆ จากการคอยมองดูเด็กน้อยตั้งแต่เด็กจนโต โจวสือซวินที่ไม่ชอบพูดจานั้นมีความคิดละเอียดรอบคอบ จะทำอะไรก็มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ
นางเองก็เคยคิดอยากได้โจวสือซวินมาเป็นลูกเขย ในตอนที่ทุก ๆ คนต่างพูดกันว่าโจวสือซวินและลูกสาวของตนคบหากัน หวังอิงเองก็เคยถามลูกสาวซึ่ง ๆ หน้า แต่ไฉ่เสียเพียงตอบว่ามันเป็นแค่เรื่องหยอกล้อกัน
ดังนั้นนางจึงคิดมาเสมอว่าโจวสือซวินกับหลัวไฉ่เสียจะเข้ากันได้ในสักวัน แต่เมื่อมีคนในหมู่บ้านมาถามชายหนุ่มว่าจะแต่งงานใช่หรือไม่ นางจึงรู้ว่าทั้งสองคนไม่ได้คบหากัน แต่ถึงกระนั้นก็รู้สึกไม่พอใจโจวสือซวินอยู่พักหนึ่ง
โจวสือซวินไม่ได้พูดอะไรมากมายและพาเซิ่งอันหนิงออกมา
หวังอิงยังคงตามมาส่งถึงหน้าประตู “พวกเธอรีบไปหรือเปล่า วันพรุ่งนี้ตอนเย็นมากินข้าวที่นี่สิ ไฉ่เสียบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับมา”
โจวสือซวินไม่ได้ให้คำตอบที่แน่นอน “ไว้ค่อยบอกนะครับ พรุ่งนี้พวกเรายังต้องออกไปทำธุระอยู่”
หวังอิงรู้สึกเสียใจเล็กน้อย “ได้สิ พวกเธอก็ค่อย ๆ ไปนะ ถ้าว่าง ๆ ก็พาภรรยามานั่งเล่นได้”
เซิ่งอันหนิงตามโจวสือซวินไปที่ร้านค้าบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน ที่นี่ไม่ได้เรียกว่าร้านค้า แต่เรียกว่าจุดฝากจำหน่ายสินค้า เมื่อเข้าไปก็ได้กลิ่นของซีอิ๊ว น้ำส้มสายชูและของชำต่าง ๆ อวลไปทั่วทั้งร้าน
ในร้านนั้นมีสินค้าครบครัน แม้แต่ขนม ลูกอม และเนื้อก็มีขาย
โจวสือซวินชั่งหมูสามชั้นสามชั่งและเหล้าขาวสองชั่ง พนักงานขายที่อยู่ในร้านรู้จักกับโจวสือซวินเหมือนกัน เขาจึงหยอกล้อกับชายหนุ่ม “ฉางสั่วกำลังจะพาสะใภ้ไปเยี่ยมญาติหรือ? อย่าลืมเอาลูกอมมงคลไปด้วยล่ะ?”
เซิ่งอันหนิงจึงคิดขึ้นมาได้ว่า จริง ๆ แล้วโจวสือซวินให้เธอซื้อลูกอมเตรียมเอาไว้ แต่ปรากฏว่าเธอลืมไปแล้ว
โจวสือซวินซื้อลูกอมรสผลไม้ห่อกระดาษสีจาง ๆ อีกสองชั่งและยื่นให้กับพนักงานขาย อีกฝ่ายยิ้มและก็รับสินค้ามา “ลูกอมมงคลกินแล้วจะไม่ปวดฟันนะ ขอให้คู่สามีภรรยามีความสุขไปร้อย ๆ ปี และมีลูกมีหลานเร็ว ๆ นะ”
เซิ่งอันหนิงไม่รู้ว่าในฐานะสะใภ้คนใหม่แล้วควรจะแสดงออกด้วยท่าทางแบบไหนในช่วงเวลาเช่นนี้ เธอจึงกล่าวขอบคุณไปด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ และออกไปพร้อมกับโจวสือซวิน
บริเวณทางเข้าของร้านยังมีกลุ่มเด็ก ๆ กำลังเล่นโคลนอยู่ โจวสือซวินจึงแบ่งลูกอมให้กับพวกเด็ก ๆ จากนั้นก็พาเซิ่งอันหนิงออกไป
ในตอนนี้เป็นเวลารับประทานอาหารกลางวันตามปกติ คนในหมู่บ้านจึงรู้ว่าโจวสือซวินได้พาภรรยากลับมาด้วยและกำลังแจกลูกอมอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งสะใภ้ใหม่คนนี้หน้าตาสะสวยราวกับนางในภาพวาด
เซิ่งอันหนิงไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมโจวสือซวินยังคงทำตามระเบียบแบบแผนนี้อยู่? พวกเขาไม่ได้จะอยู่ในหมู่บ้านนานขนาดนั้นเสียหน่อย กลับไปแล้วก็ไม่แน่ว่าจะหย่ากัน
เมื่อนึกถึงการหย่า ความตั้งใจของเซิ่งอันหนิงก็ไม่ได้หนักแน่นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
เซิ่งอันหนิงเดินตามโจวสือซวินมาถึงบ้านบริเวณกลางหมู่บ้าน ตัวบ้านเป็นบ้านทรงต่ำที่ทำมาจากดิน ลานบ้านล้อมรอบไปด้วยฟืน และตรงกลางมีที่สูบน้ำอยู่หนึ่งอัน ด้านข้างมีโต๊ะตัวเล็ก ๆ ตั้งอยู่
ขนาดของลานบ้านไม่ต่างกับบ้านของตระกูลโจว และยังเก็บกวาดเป็นระเบียบเรียบร้อย
โจวสือซวินพาเซิ่งอันหนิงเข้าไปในลานบ้าน แล้วก็พบกับสุนัขสีฟางข้าวกระดิกหางพลางส่งเสียงเห่า
ไม่นานนักก็มีเด็กและคนชราออกมาจากบ้าน เมื่อพบกับโจวสือซวิน อีกฝ่ายก็ตกตะลึงไปพักหนึ่งก่อนที่จะร้องขึ้น “ฉางสั่วกลับมาแล้วหรือ?”
โจวสือซวินพยักหน้า ซึ่งเซิ่งอันหนิงไม่เคยเห็นสีหน้าอ่อนโยนเช่นนี้ของชายหนุ่มมาก่อน “ย่าสาม ผมกลับมาแล้วครับ แล้วปู่ล่ะ?”
คุณย่าสามรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย นางจูงเด็กน้อยเข้ามาด้วยท่าทางลนลาน “มานั่งก่อนสิ มานั่งก่อน เมื่อวานตอนกลางคืนได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าเธอจะพาสะใภ้กลับมา และปู่สามก็บอกว่าอีกไม่กี่วันเธอคงจะเข้ามาเยี่ยม เขาเลยออกไปจับกระต่ายในเขาตั้งแต่เช้าแล้ว”
ว่าพลางนางก็อุ้มเด็กนั่งลงข้าง ๆ จากนั้นเช็ดเก้าอี้ด้วยแขนเสื้อก่อนที่จะส่งให้กับเซิ่งอันหนิง “ภรรยาฉางสั่วนั่งก่อนสิ สวยจริง ๆ นะเนี่ย มีผู้หญิงเพิ่มมาอีกคนแล้วสินะ”
เซิ่งอันหนิงรับเก้าอี้มาด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณค่ะย่าสาม ให้ฉันทำเองก็ได้”
คุณย่าสามให้เซิ่งอันหนิงและโจวสือซวินนั่งลง จากนั้นจึงรินชาให้กับทั้งคู่ “หมู่บ้านแห่งนี้ของพวกเราทั้งจนทั้งสกปรก หวังว่าเธอคงจะไม่รังเกียจนะ”
ในสายตาของพวกเขา คนที่มาจากในเมืองล้วนเป็นผู้วิเศษกว่าคนอื่น ๆ ก็เหมือนกับเหล่าปัญญาชนพวกนั้นเมื่อสองปีที่แล้ว ที่ไม่ชอบพวกเขาเอามาก ๆ
เซิ่งอันหนิงยิ้มและเอ่ยขึ้น “ก็ไม่เลวนะคะ คุณย่าสามขยันทำความสะอาดมาก ๆ เลยค่ะ เก็บกวาดลานบ้านได้สะอาดมาก ๆ เลย”
คุณย่าสามถูกชมจนรู้สึกเขินอาย “ขยันอะไรกันล่ะจ๊ะ ก็เพราะว่าว่างมาก ๆ จนไม่มีอะไรจะทำต่างหาก”
นางลุกขึ้นไปเอาน้ำต้มสุกมาสองชามและยังไปหยิบโถน้ำตาลออกมา จากนั้นตักน้ำตาลทรายขาวใส่ชามละหนึ่งช้อน เด็กน้อยวัยสองขวบที่อยู่ข้าง ๆ เห็นน้ำตาลแล้วก็อยากกินจนถึงขนาดกอดขาคุณย่าไม่ยอมปล่อย
แม้เซิ่งอันหนิงจะเป็นผู้ที่มาใหม่ แต่เธอก็รู้ว่าน้ำตาลทรายขาวในยุคสมัยนี้เป็นสินค้าขายดี แต่มีปริมาณจำกัด บางทีต่อให้มีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้
ดังนั้นเมื่อหญิงชราตักน้ำตาลทรายขาวในปริมาณที่มากขนาดนี้ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานในการต้อนรับแขกที่ดีมาก ๆ
ไม่ต้องรอให้โจวสือซวินพูดอะไร เซิ่งอันหนิงก็หยิบกระเป๋าผ้าบนโต๊ะ และหยิบลูกอมออกมาจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะยัดเข้าไปในมือของเด็กน้อย “สหายน้อย กินลูกอมอันนี้ดีไหมจ๊ะ?”
เดิมทีแล้วเธอต้องการบอกว่าคุณน้าสะใภ้ให้ลูกอมหนูนะ แต่ก็ดูเหมือนสรรพนามนั้นจะไม่เหมาะสม
คุณย่าสามก้มตัวลงและดึงมือของหลานชายตัวน้อย “เสี่ยวจู้ไปเร็วเข้า น้าสะใภ้รองอุตส่าห์ให้ลูกอมเชียวนะ รีบรับไว้สิ”
เสี่ยวจู้มองดูเซิ่งอันหนิง ก่อนหยิบลูกอมจากมือของหญิงสาวแล้วไปหลบข้างหลังคุณย่าสาม และค่อย ๆ ยื่นหน้าออกมามองเซิ่งอันหนิงอย่างเขินอาย
หลังคุณย่าสามจัดแจงอะไรเสร็จ นางก็ได้นั่งลงเช่นกันและลากเสี่ยวจู้มานั่งลงบนตัก จากนั้นบอกให้เซิ่งอันหนิงดื่มน้ำหวาน ไม่นานนักก็ได้หันไปเอ่ยกับโจวสือซวิน “นี่ลูกของฉางตง ใกล้จะสามขวบแล้ว ในตอนที่แม่เสี่ยวจู้ตั้งท้อง ฉางตงก็ไปทำงานที่เหมืองทางเหนือเพื่อหาเงิน แต่เตาเผาถ่านหินเกิดถล่มลงมา แล้วเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย หลังจากนั้นแม่เสี่ยวจู้ก็คลอดเด็กคนนี้ออกมาก่อนจะจากไป”
โจวสือซวินถึงกับตกใจ “ฉางตงเสียแล้วหรือครับ?”
คุณย่าสามถอนหายใจ “ใช่แล้ว เจ้านี่มันดวงอ่อน จากไปได้สามปีแล้วล่ะ เหลือแค่เด็กน่าสงสารคนนี้เอาไว้”
โจวสือซวินขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อาจรับข่าวร้ายนี้ได้
คุณย่าสามลูบศีรษะของเสี่ยวจู้ “มีแต่เจ้าเด็กที่น่าสงสารคนนี้นี่แหละ ใกล้จะสามขวบแล้วแต่ยังพูดไม่ได้เลย”
เสี่ยวจู้ก้มหน้าก้มตาแกะห่อลูกอมออก ไม่สนใจว่าผู้ใหญ่จะสนทนาอะไรกัน เด็กน้อยยัดลูกอมเข้าปาก และยิ้มอย่างมีความสุขให้กับคุณย่าสาม
เซิ่งอันหนิงฟังแล้วรู้สึกเห็นอกเห็นใจเป็นอย่างมาก เด็กน้อยผู้นี้ช่างน่าสงสารนัก เธอพิจารณามองเขาอย่างถี่ถ้วน แล้วพบว่าทันทีที่ได้ยินเสียงสุนัขตัวน้อยเห่า เด็กน้อยก็หันกลับไปมองอย่างชาญฉลาด
หญิงสาวหันไปมองคุณย่าสาม “ฉันขอดูเสี่ยวจู้หน่อยได้หรือเปล่าคะ?”
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
อันหนิงต้องเด็ดขาดขึ้นมาได้แล้วแหละ นังไฉ่นี่ท่าทางจะเป็นดอกบัวขาวไปอีกคนแล้ว ทำเป็นไม่ชัดเจนทั้งที่จริง ๆ ก็อยากได้เขาเป็นสามีจนตัวซีดตัวสั่น รำลึกความหลังกับพี่โจวต่อหน้าภรรยาเขาบ่อยเกินเบอร์ไปแล้ว แล้วก็อย่าหวังให้พี่โจวคิดได้เลย ทื่อเป็นท่อนไม้ขนาดมีคนแอบชอบยังไม่รู้ตัวปานนั้น
ดูท่าทางบ้านย่าสามน่าจะพอคบได้อยู่นะ น่าจะเป็นญาติที่พี่โจวรู้สึกว่าสนิทใจที่จะสมาคมด้วย
ไหหม่า(海馬)