ตอนที่ 139: แตกแล้ว!!
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทสะท้านเลื่อนลั่นแผ่ซ่านไปทั่วผืนฟ้าน่านฟ้าโบราณอันกว้างใหญ่ คลื่นพลังหยินหยางสองสายที่มีสีทองเรืองรองและสีแดงเพลิงลุกโชนกระแทกเข้าหาแกนกลางของค่ายกลวายุหมื่นทิวาศักดิ์สิทธิ์อย่างจัง จนส่งผลให้มณีวายุเวหาที่เป็นเสมือนเสาหลักค้ำจุนม่านพลังพายุแตกสลายกลายเป็นละอองธุลีสีครามร่วงหล่นลงมาดั่งสายฝน ค่ายกลหมุนวนบ้าระห่ำที่เคยบดบังแสงอาทิตย์จนท้องฟ้ามืดมิดพลันสลายตัวหายไปในพริบตา ละอองเมฆหมอกทมิฬและพายุหิมะปลิวหายไปหลงเหลือเพียงความเงียบสะกดและท้องนภาที่กลับคืนสู่ความโปร่งใส ทว่าความโปร่งใสนี้กลับฉายชัดให้เห็นภาพเหตุการณ์รักร่วมอภิรมย์กลางหาวที่บ้าคลั่งและหลุดพ้นจากกรอบสามัญสำนึกของมนุษย์และปีศาจทั้งปวง!
ราชินีปักษาวายุ เจียงหวี่ ลอยตัวอยู่ท่ามกลางกระแสลมอ่อนแรงที่กำลังสลายตัว ท้องฟ้าสีครามสว่างจ้าทาบทับลงมาบนปีกสีฟ้ายามเย็นคู่งามของนาง ทว่าในเวลานี้หัวสมองของนางกลับขาวโพลน สติปัญญาและจิตวิญญาณแทบจะหลุดลอยออกจากร่าง ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเต้า ริมฝีปากอวบอิ่มสั่นระริกขณะจ้องมองภาพของชายหนุ่มท่อนล่างล่อนจ้อนที่สวมสายรัดสัญกรณ์ประหลาดกับปีศาจวิหคเพลิงเฟยเฟยที่ยังคงคลอเคลียพรั่งพรูน้ำรักสีทองอร่ามไหลรินเคลือบโคนขากลางฟ้าน่านฟ้า
"พวกมัน... พวกมันทำบ้าอะไรกัน! วิปริต! ไร้ยางอายที่สุด!"
เจียงหวี่กรีดร้องสบถโวยวายเสียงแหลมสูงจนแก้วหูแทบปริร้าว สองมือเรียวบางกุมขมับตนเองขณะที่ปีกนกสีฟ้าสั่นระริกพัดไหวไม่เป็นจังหวะ ความเย่อหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของผู้นำเผ่าปีกที่สั่งสมมานับร้อยปีพังทลายลงในพริบตา ค่ายกลวายุหมื่นทิวาศักดิ์สิทธิ์อันเป็นตำนานปกป้องเผ่าพงศ์ของนางถูกทำลายลงอย่างพิสดารและอุจาดตาที่สุดด้วยกระบวนท่าบำเพ็ญคู่สวาทกลางเวหา! หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความอับอายและเคียดแค้นจนแทบจะกระอักเลือดสีน้ำเงินออกมา
"เจ้ามนุษย์หน้าหนาผู้นั้น... มันกล้าดีอย่างไรถึงได้ใช้ร่างกายเปลือยเปล่าซอยสะโพกบดกระแทกสตรีบนหลังนกกลางท้องฟ้าเพื่อทำลายค่ายกลของข้า! แล้วนั่น... เฟยเฟย! เจ้าเป็นถึงราชินีวิหคเพลิงผู้สง่างาม เหตุใดถึงยอมให้มันเสียบกระแทกกระทั้นจนร้องครางระงมสวรรค์เช่นนั้น! เจ้าพวกสารเลว!"
น้ำเสียงของเจียงหวี่เต็มไปด้วยความสั่นเครือระคนสติแตก ปีกพายุสีฟ้ายามเย็นที่เคยกระพือพัดสร้างพายุหมุนกวาดล้างปฐพี บัดนี้กลับอ่อนแรงและเหนื่อยล้าจากการสะท้อนกลับของค่ายกลที่พังทลาย ลมปราณวายุศักดิ์สิทธิ์ในจุดตันเถียนของนางปั่นป่วนบิดเกลียว คลื่นพลังหยินหยางอันหนาแน่นจากการหลั่งรินของสองร่างบนฟ้านั้นแผ่ซ่านเข้ามาปะทะจนลมปราณในกายของนางแตกซ่าน ร่างอรชรในชุดผ้าไหมสีฟ้ารัดรูปขยับไหวโอนเอนเกือบตกร่วงหล่นลงสู่หนองน้ำเบื้องล่าง
นางกัดฟันกรอด สะบัดปีกที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง พยายามประคองร่างที่อ่อนล้าสุดขีดบินร่อนถอยร่นหนีไปทางแนวป่าทึบเบื้องหลังอย่างทุลักทุเล สายตาของนางจ้องมองกลับมายังจุดที่หลีเฮงและเฟยเฟยกำลังร่อนลงสู่พื้นดินด้วยความอาฆาตมาดร้ายและอับอายเหลือคณา
"ฝากไว้ก่อนเถอะ... เจ้ามนุษย์ไร้ยางอาย! ข้าจะต้องชำระแค้นครั้งนี้ให้จงได้!" เจียงหวี่สบถพึมพำ ร่างอรชรพุ่งทลายผ่านม่านไม้หนาทึบ ดิ่งตรงเข้าไปยังซากปรักหักพังของโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์วิหารหนองน้ำวิญญาณโบราณชั้นใน เพื่อหาซ่อนตัวตั้งหลักและเร่งฟื้นฟูลมปราณก่อนจะถูกจับกุม
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่พื้นดินด้านล่างริมหนองน้ำวิญญาณ หลีเฮงผู้มีร่างเปลือยเปล่าท่อนล่างกำลังกระโดดเหย็งๆ รีบดึงกางเกงไหมสีดำขึ้นมาสวมใส่สะโพกอย่างรีบร้อน ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักกึ่งประชดประชันของเหล่าภรรยาสาวที่คอยคุมเชิงอยู่ภาคพื้นดิน
"แหม... ท่านพี่หลีเฮงของพวกเรา ช่างสง่างามเหลือเกินเจ้าค่ะ ซอยเอวสู้ลมหนาวโชว์ก้นขาวๆ ให้ทหารปักษานับพันได้เบิกตาดูเป็นขวัญตา" สืออิงส่งเสียงแซวพลางเอามือปิดปากหัวเราะ ร่างกายของนางในชุดหนังรัดรูปสีม่วงเข้มขยับไหวเอวคอดกิ่วอย่างเย้ายวน
"ใช่แล้วล่ะพี่สืออิง ข้าล่ะกลัวแท่งเอ็นหยางสวรรค์ของท่านพี่จะโดนลมหนาวพัดจนหดหายไปเสียก่อน แต่ดูท่าพลังยาโด๊ปพยัคฆ์สวรรค์ร้อยปีที่พี่ไป๋ซือหนิงปรุงส่งมาให้จะออกฤทธิ์ดีเยี่ยม กระแทกกระทั้นจนค่ายกลยักษ์ระเบิดตูมตามเชียว" กู๋เอ๋อร์สมทบพลางหัวเราะร่า
เย่เจาจวินก้าวเข้ามาประคองเฟยเฟยที่เพิ่งร่อนลงสู่พื้นในสภาพเหนื่อยอ่อน ร่างกายระหงของวิหคเพลิงสาวยังคงสั่นระริก ผิวเนื้อขาวเนียนเปียกชุ่มไปด้วยเจลหล่อลื่นฟีโรโมนปักษาเวหาสะท้อนแสงแดดวิบวับ ช่องรักของนางขมิบตอดน้ำรักสีทองที่เอ่อล้นออกมาไหลเคลือบเรียวขาไม่หยุด เจาจวินปัดแก้มแดงปลั่งของเฟยเฟยเบาๆ ก่อนจะหันมามองหลีเฮงด้วยสายตาดุแกมเอ็นดู
"เอาล่ะๆ เลิกแซวสามีผู้หน้าหนาของพวกเราได้แล้ว เจียงหวี่ราชินีปักษาวายุได้รับบาดเจ็บสาหัสจากลมปราณสะท้อนกลับ นางบินหนีเข้าไปในซากวิหารโบราณชั้นในแล้ว พวกเราควรตามไปจัดการนางให้เด็ดขาด" เจาจวินเอ่ยเสียงเข้ม
หลีเฮงผูกเชือกคาดเอวกางเกงเสร็จสิ้นพลางสูดปากด้วยความสยิวซ่านที่ยังค้างคาจากช่องรักตึงแน่นของเฟยเฟย เขาหันไปมองซากปรักหักพังของวิหารโบราณหนองน้ำวิญญาณที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอกพิษสีเขียวเข้ม กลิ่นอายความลึกลับและอันตรายแผ่ซ่านออกมาจนขนหัวลุก
"พวกเจ้าอยู่ที่นี่ คอยดูแลเฟยเฟยและจัดกำลังป้องกันรอบนอกไว้" หลีเฮงเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความกะล่อน "วิหารโบราณนั่นมีไอพิษหนาแน่นและค่ายกลป้องกันภายใน คลื่นพลังระดับเทพอย่างพวกเจ้าเข้าไปอาจจะกระตุ้นให้ค่ายกลภายในทำงานระเบิดตัวเอง ข้าผู้เป็นสวามีสุดที่รักที่มีพลังลมปราณแสนจะเบาบางราวกระดาษหนังสือพิมพ์ จะลอบเข้าไปจับนางเองด้วยทักษะอันไร้ร่องรอย!"
"ท่านพี่จะบ้าหรือเจ้าคะ! นางเป็นถึงราชินีปักษาวายุระดับสูง แม้จะบาดเจ็บแต่ก็อันตรายยิ่งนัก!" สืออิงค้านด้วยความห่วงใย
หลีเฮงยิ้มกริ่ม ทุบอกตัวเองดังปึก "วางใจได้ เมียรักเอ๋ย ข้ามีเกราะป้องกันตัวที่หนาที่สุดในโลก... นั่นก็คือพวกเจ้าอย่างไรเล่า! หากเกิดเรื่องขึ้น ข้าแค่ตะโกนเรียก พวกเจ้าก็พุ่งเข้าไปทุบนางให้จมดินได้ทันทีจริงไหม?"
เหล่าสตรีได้ยินเช่นนั้นต่างพากันถอนหายใจยาวเหยียดกับความหน้าด้านไม่สมชายชาตรีของสามี ทว่าพวกนางก็รู้ดีว่าหลีเฮงมีทักษะการเอาตัวรอดที่พิสดารและไม่มีใครเทียบได้
ในจังหวะนั้นเอง หน้าจอระบบสีทองโปร่งแสงแสนคุ้นเคยพลันกระเด้งขึ้นมาตรงหน้าของหลีเฮงพร้อมเสียงเตือนอันแสนรื่นหู
*ติ๊ง!*
[ระบบเทพแมงดา สรุปยอดบัญชีและการปันผลประจำวัน:]
- ได้รับแต้มปันผลรายวันสะสมจากหุ่นเทพสวมรอยวังบุปผาหิมะข้ามมิติ: +3,000 แต้มแมงดา
- ยอดแต้มคงเหลือสะสมสุทธิปัจจุบันในคลังระบบ: 58,500 แต้มพอดี! (เพิ่มขึ้นจากเดิม 55,500 แต้ม)
- ตรวจพบการบุกรุกโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์วิหารหนองน้ำวิญญาณระดับลึก: แต้มวิบัติสะสมเพิ่มขึ้น 1 แต้ม (รวมสะสมเป็น 68 แต้ม)
- ค่าศักดิ์ศรีคงเดิมในระบบ: -60 แต้ม
หลีเฮงมองหน้าจอระบบแล้วยิ้มแป้นในใจ "ยอดเยี่ยม! แต้มสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ ค่อยมีทุนรอนไว้ซื้อของเล่นแปลกๆ ในร้านค้าหน่อย ส่วนแต้มวิบัติเพิ่มขึ้นเป็นหกสิบแปดแต้มงั้นรึ? ช่างมันเถอะ เรื่องความซวยเอาไว้ให้เมียๆ ช่วยเคลียร์ทีหลัง ตอนนี้ภารกิจจับกุมราชินีนกปากดีต้องมาก่อน!"
หลีเฮงสูดลมหายใจลึกรวบรวมสมาธิ จากนั้นจึงเปิดใช้งานทักษะพิเศษทันที "เปิดใช้งาน... พรางตัวกลมกลืน!"
ในฉับพลันนั้น ร่างกายของหลีเฮงพลันเลือนรางและบิดเบี้ยวกลายเป็นแสงโปร่งแสง ก่อนจะกลมกลืนหายไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างสมบูรณ์แบบ กลิ่นอาย ลมปราณ เสียงฝีเท้า หรือแม้กระทั่งความร้อนจากร่างกายล้วนถูกสะกดกลบเกลื่อนไปจนหมดสิ้นดุจดังเขาไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้ หลีเฮงก้าวเท้าเดินอย่างแผ่วเบา ร่างกายโปร่งแสงเคลื่อนตัวฝ่าสายหมอกพิษและดงเถาวัลย์หนามเข้าไปยังซากปรักหักพังวิหารโบราณชั้นในอย่างไร้ร่องรอย
ภายในวิหารหนองน้ำวิญญาณโบราณ บรรยากาศเงียบงันจนน่าขนลุก เสาหินผุกร่อนขนาดใหญ่พังทลายล้มระเนระนาด มีคราบตะไคร่น้ำและรากไม้เลื้อยพันเหนี่ยวรั้งคล้ายอสูรกายที่กำลังหลับใหล ไอหมอกหนาทึบลอยปกคลุมเหนือพื้นดินที่ชุ่มชื้นแฉะชื้น เจียงหวี่พยุงร่างอันสะบักสะบอมเดินกระโผลกกระเผลกเข้ามาในส่วนลึกของวิหาร ปีกสีฟ้ายามเย็นของนางหุบลู่ลากไปกับพื้นดิน ใบหน้างดงามซีดเผือด ไร้สีเลือด มีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามหน้าผากมนและเนินอกอวบอิ่มขนาดมหึมาล้นมือที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจหอบถี่
"ฮ่า... ฮ่า... เจ้ามนุษย์บ้าตัณหานั่น... คาดไม่ถึงว่ามันจะมีพลังสะกดพิสดารเช่นนี้" เจียงหวี่กัดฟันพูด ร่างกายซวนเซไปพิงกับซากกำแพงหินโบราณ
นางมองไปเบื้องหน้า เห็นรังยอดไม้นุ่มชุ่มชื้นขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องโถงวิหารชั้นใน รังนี้ถักทอจากกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์และใบไม้วิเศษหนองน้ำวิญญาณที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับความร้อนและฟื้นฟูลมปราณธาตุลมได้อย่างดีเยี่ยม เจียงหวี่ไม่รอช้า นางกัดฟันกระเสือกกระสนพาร่างอันอ่อนระทวยก้าวขึ้นไปบนรังยอดไม้นุ่มชุ่มชื้นนั้นทันที ร่างระหงทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้า แหมะลงบนใบไม้นุ่มชุ่มชื่นที่ส่งกลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ ของป่าดิบชื้น
"ข้าต้องรีบประสานพลัง... ค่ายกลล่มสลายทำร้ายชีพจรปีกของข้าจนแทบฉีกขาด หากปล่อยไว้ข้าอาจจะกลายเป็นปักษาปีกหักไร้ค่าตลอดกาล"
เจียงหวี่หลับตาลง พยายามโคจรลมปราณวายุที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในร่างรวมกันที่จุดตันเถียน ทว่าทุกครั้งที่นางพยายามรวมพลัง ลมปราณเหล่านั้นกลับแผ่ซ่านสะเปะสะปะระเบิดย้อนกลับมาทำร้ายอกอวบอิ่มจนนางต้องร้องครางอึกอักด้วยความเจ็บปวด ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวแดงซ่านด้วยพิษบาดเจ็บและอารมณ์ฉุนเฉียว
"บ้าที่สุด! ทำไมลมปราณมันถึงได้ปั่นป่วนปานนี้! ไอ้มนุษย์สารเลวนั่นมันใช้วิชาชั่วร้ายอันใดกันแน่!" เจียงหวี่สบถด่าทอไม่หยุดปากระบายความอับอายและอัดอั้นตันใจ
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องโถงวิหารโบราณ ปลายหางตาของเจียงหวี่คล้ายจะเห็นรอยกระเพื่อมของอากาศเบาบางราวกระแสลมอุ่นพัดผ่าน ทว่านางกลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหรือสัมผัสลมปราณของสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย
"ใครกัน?!" เจียงหวี่ตวาดเสียงแหบแห้ง พยายามจะลุกขึ้นยืนทว่าร่างกายกลับทรุดฮวบลงไปกองกับรังนุ่มชุ่มชื้นตามเดิม
ความจริงแล้ว หลีเฮงในสภาพพรางตัวกลมกลืนได้ก้าวเท้าเดินเข้ามาสืบฝีเท้าสะกดรอยตามเงาปีกสีฟ้ายามเย็นของนางมาตั้งแต่ปากทางเข้าวิหาร เขาจ้องมองภาพของราชินีปักษาวายุแสนสวยที่นอนสบถโวยวายหมดสภาพอยู่บนรังยอดไม้หนานุ่มชุ่มชื้น สะโพกงอนงามผึ่งผายของนางที่โผล่พ้นชายกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าที่ฉีกขาด และหน้าอกเต่งตึงคู่โตขนาดใหญ่ล้นทะลักที่แนบชิดไปกับใบไม้นุ่มกระเพื่อมไหวรุนแรงตามแรงหายใจหอบ
"โอ้โห... อวบอัดใหญ่โตสมราคาคุยจริงๆ ทั้งก้นทั้งอกช่างเต่งตึงสะบึมดีแท้" หลีเฮงลอบเลียริมฝีปากในใจด้วยความกะล่อนทะเล้น "แต่ดูท่าจะพยศไม่เบา ปากดีปากยื่นปากยาวสบถด่าข้าไม่หยุดหย่อนแบบนี้ ต้องโดนกอดล็อกสั่งสอนเสียให้เข็ด!"
หลีเฮงค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้รังยอดไม้ศักดิ์สิทธิ์อย่างช้าๆ ไร้เสียงไร้ลมปราณเล็ดรอด จนกระทั่งระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงสามก้าว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้าของชายหนุ่ม เขาประเมินมุมและทิศทางอย่างแม่นยำ จากนั้นในจังหวะที่เจียงหวี่กำลังหลับตาโคจรลมปราณอย่างตึงเครียด หลีเฮงก็ปลดเลิกการใช้ความสามารถพรางตัวกลมกลืนออกทันที!
ร่างของชายหนุ่มปรากฏขึ้นกลางอากาศดุจผีพราย! เขาพุ่งสลัดร่างกระโจนพรวดเข้าหาเจียงหวี่จากด้านหลังอย่างรวดเร็วราวกับเหยี่ยวโฉบเหยื่อ!
*ตุบ!*
"กรี๊ดดด!"
เจียงหวี่กรีดร้องเสียงหลงด้วยความตกใจสุดขีด ยามที่รู้สึกถึงน้ำหนักตัวและร่างของชายหนุ่มพุ่งเข้ามากอดรัดและล็อกเอวของนางจากด้านหลังอย่างแน่นหนา! แรงกระแทกจากการโถมตัวทำให้ทั้งคู่ล้มทับฟุบลงไปบนรังยอดไม้นุ่มชุ่มชื้นอย่างมิดชิดแน่นหนา กิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์ใบไม้วิเศษขยับยุบตัวโอบล้อมรอบร่างของทั้งสองดั่งรังดักแด้ธรรมชาติ
"จับได้แล้ว! ราชินีนกคนสวยหนีมานอนพักผ่อนที่นี่เองรึ!" หลีเฮงส่งเสียงหัวเราะยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ สองแขนแข็งแกร่งโอบรัดรอบเอวคอดกิ่วบางเฉียบของเจียงหวี่ไว้แน่น ล็อกเอวของนางกอดกวัดกดแนบชิดไปกับหน้าอกแกร่งของเขา บั้นท้ายกลมกลึงงอนงามของเจียงหวี่บดเบียดเนื้อแนบชิดกับท่อนขาและเป้ากางเกงของเขาอย่างพอดิบพอดี
"ปล่อยนะ! ปล่อยข้า! เจ้ามนุษย์ชั่วช้าหน้าหนาอุบาทว์! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาล็อกเอวกอดรัดข้าเช่นนี้!" เจียงหวี่โวยวายหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโทสะอย่างที่สุด นางพยายามสะบัดร่าง ดิ้นรนขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง สองขาเรียวยาวถีบปัดไปมา ปีกสีฟ้าคู่โตพยายามจะกระพือพัดเพื่อสร้างกระแสลมกระแทกหลีเฮงออกไป
ทว่าลมปราณวายุที่อ่อนล้าสะเปะสะปะกลับทำให้ปีกของนางสร้างได้เพียงกระแสลมอุ่นบางเบาที่พัดผ่านใบหน้าของหลีเฮงไปอย่างไร้น้ำหนัก ยิ่งนางดิ้นรน สะโพกอวบกลมกลึงของนางก็ยิ่งบดเบียดถูกไถไปกับเป้ากางเกงของหลีเฮงจนชายหนุ่มสูดปากครางเบาๆ ด้วยความซ่านเสียวสยิวหัวใจ
"ซี้ด... ราชินีเจียงหวี่ ท่านดิ้นแรงขนาดนี้บดเบียดเสียดสีเข้าหาตัวตนของข้า ข้าก็เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาๆ นะ หากตัวตนของข้ามันตื่นขึ้นมารับศึกอีกรอบ ท่านจะหาว่าข้าไม่เตือนไม่ได้นะ" หลีเฮงหยอกล้อพลางกดหน้าผากแนบชิดไปกับไหล่เนียนของนาง สูดกลิ่นหอมสะอาดของผิวเนื้อนกสวรรค์เข้าเต็มปอด
"เจ้า... เจ้ามันหน้าด้าน! ไร้ยางอาย! เจ้าลอบโจมตีข้าจากด้านหลังหน้าตาเฉย! เป็นผู้ชายประสาอะไรใช้แต่วิธีสกปรกชั้นต่ำกะล่อนปลิ้นปล้อน!" เจียงหวี่พ่นคำด่าฉอดๆ ปากยื่นปากยาวหันใบหน้างดงามกลับมาถลึงตาใส่เขา ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองใกล้กันจนสัมผัสถึงลมหายใจร้อนระอุของกันและกัน
"อ้าวๆ พูดจาให้มันดีๆ หน่อยสิแม่คุณ" หลีเฮงแก้ต่างเสียงทะเล้น ยิ้มกว้างกวนประสาท "ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้ลอบโจมตี ข้าแค่เห็นท่านบาดเจ็บสะบักสะบอมร่วงหล่นลงมา เลยรีบตามเข้ามาประคองกอดรัดด้วยความห่วงใยต่างหากล่ะ ดูสิ รังยอดไม้นุ่มชุ่มชื้นนี่ก็นุ่มสบาย อ้อมกอดของข้าก็แสนจะอบอุ่นปลอดภัย ท่านนอนเฉยๆ ให้ข้ากอดประคองไว้แบบนี้ ลมปราณจะฟื้นฟูเร็วขึ้นนะจ๊ะ"
"ห่วงใยบ้านเจ้าสิ! กอดรัดแน่นหนาจนเอวข้าจะกิ่วหักคาแขนเจ้าอยู่แล้ว! แถมยังเอาหน้าอกเอาไอ้แท่งร้อนๆ ของเจ้ามากระแทกกดทับก้นข้าอีก! เจ้ามันปีศาจราคะจำแลงมาเกิดชัดๆ ปล่อยข้านะ!" เจียงหวี่กรีดร้องด่าทอน้ำตาคลอเบ้าด้วยความโกรธระคนเสียหน้า ยามปกติใครบ้างจะกล้าแตะต้องตัวนาง แต่วันนี้กลับโดนมนุษย์กะล่อนลากมานอนทับกอดรัดบนรังนอนของตัวเองหมดสภาพราชินี
"ฮั่นแน่... แอบรับรู้ถึงความใหญ่โตแข็งแกร่งของตัวตนข้าด้วยรึ? แสดงว่าประสาทสัมผัสของท่านยังทำงานดีเยี่ยม" หลีเฮงทำหน้าทะเล้น ยิ่งนางดิ้นรน เขาก็ยิ่งล็อกเอวแน่นหนาขึ้น ขาทั้งสองข้างตวัดกอดรัดทับขานางไว้จนเจียงหวี่ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่เซนติเมตรเดียว ร่างกายอวบอัดใหญ่โตล้นหลามแนบสนิทไปกับลำตัวของเขาในลักษณะคว่ำหน้าล้มทับรังนุ่มชุ่มชื้น
"ปล่อย... อึก... เจ้ามนุษย์บ้า... ข้าจะฆ่าเจ้า... ข้าจะฉีกเนื้อเจ้าเป็นชิ้นๆ..." เจียงหวี่ครางเสียงเบาลง ลมปราณวายุที่พยายามเค้นออกมาสลายตัวไปหมดสิ้นเพราะความเหนื่อยล้าทางกายและใจ น้ำเสียงที่ดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความอับอายระคนสิ้นหวังหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู
"จะฆ่าข้าเลยรึ? แหม... ดุเด็ดเผ็ดมันจริงๆ แม่นกน้อยปีกฟ้า" หลีเฮงยิ้มหัวเราะคิกคักพลางเป่าลมร้อนใส่ใบหูเนียนของนางเบาๆ จนเจียงหวี่สะดุ้งตัวโยนด้วยความสยิวเกร็งกระตุกเบาๆ "เอาเป็นว่าตอนนี้ท่านไม่มีลมปราณจะไปสู้รบตบมือกับใครแล้ว นอนนิ่งๆ ยอมตกเป็นตัวประกันของข้าแต่โดยดีเสียเถอะ ข้าสัญญานะว่าจะดูแลนวดคลายเส้นบำบัดฟื้นฟูลมปราณให้ท่านเป็นอย่างดี... แบบส่วนตัวสุดๆ บนรังยอดไม้นี่เลยล่ะ!"
เจียงหวี่ได้ยินคำว่า "นวดคลายเส้นบำบัดส่วนตัว" ก็สติแตกอีกรอบ ดวงตาสั่นระริกด้วยความกลัวว่ามนุษย์หน้าหนาผู้นี้จะสวมรอยใช้กระบวนท่าวรยุทธ์ใต้สะดือลวนลามนางเหมือนที่ทำกับเฟยเฟยกลางอากาศ นางขบกรามแน่น สบถพึมพำสาปแช่งหลีเฮงในใจนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าในทางกายภาพนางกลับไม่อาจหลุดพ้นจากอ้อมกอดรัดที่แข็งแกร่งและกวนประสาทของชายหนุ่มกะล่อนผู้นี้ได้เลยแม้แต่น้อย
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องลอดผ่านซากวิหารปรักหักพังเข้ามาทาบทับสองร่างที่นอนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนรังยอดไม้นุ่มชุ่มชื้น บันทึกหน้าแรกแห่งการจับกุมตัวประกันราชินีปักษาวายุ เจียงหวี่ ได้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความขบขัน อับอาย และความพยศสติแตกที่กำลังจะถูกปราบลงราบคาบด้วยวิชามือทองคำและปากอันหน้าด้านสุดขั้วของหลีเฮง!