เยว่เทียนหงเฝ้ามองร่างเล็กที่อยู่ในกลุ่มคนโดยไม่ละสายตา ระยะทางเกือบหนึ่งลี้นั้นย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นและการได้ยินของระดับเหนือยุทธ์เช่นเขา ทุกสีหน้า ทุกการกระทำ และทุกคำพูดของนางประทับลงในจิตใจของเขาโดยไม่รู้ตัว
มือเรียวยกขึ้นสัมผัสบริเวณอก กระจกวิญญาณชิ้นนั้นยังคงวางอยู่ที่เดิม เขาสามารถสัมผัสความนึกคิดและสิ่งที่นางพบเจอได้ผ่านกระจกบานนี้
เดิมคิดว่าทุกครั้งที่อาการกำเริบ เพียงหยิบกระจกขึ้นมาก็จะสามารถพบนางได้ทันที …..ทว่าสามวันที่ผ่านมากลับไม่เป็นเช่นนั้น
แม้จะยังสัมผัสถึงปราณอบอุ่นที่แทรกซึมมาจากกระจกได้ แต่เขากลับไม่อาจมองเห็นภาพของนาง ต่อให้เขาเอ่ยปากเรียกเท่าไรก็ไม่เป็นผล ได้ยินว่าสิ่งที่มู่เชียนหลอมเข้าไปเป็นตราประทับคืออาวุธเวทย์ประเภทมิติอย่างหนึ่ง จึงพอคาดเดาได้ว่านางคงกำลังอยู่ในมิติแห่งนั้น
แม้จะเข้าใจเหตุผลทว่าเยว่เทียนหงก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก แน่นอนว่าปราณอบอุ่นเล็กน้อยที่ได้รับนั้นเพียงพอที่จะใช้กดข่มธาตุมืด แต่กลับไม่อาจเติมเต็มความโหยหาบางอย่างภายในใจ
ที่สุดวันนี้ก็ได้เห็นนางสักที เยว่เทียนหงสัมผัสถึงความสงบในใจอีกครั้ง ดวงตาคมฉายแววอ่อนจางพลางเฝ้าคิดว่าต่อไปควรทำอย่างไรจึงจะเห็นหน้านางและได้ยินเสียงนางได้ทุกเมื่อ ทว่าระหว่างที่เฝ้ามองอย่างใจจดจ่ออยู่นั้น เขากลับได้ยินคำพูดจาบจ้วงประโยคหนึ่ง
“เจ้ามีคู่หมายหรือไม่ ?”
“เปรี้ยง… !”
‘แน่นอนว่าไม่ แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์รู้’ เยว่เทียนหงกระซิบอย่างเหี้ยมเกรียมอยู่ในใจ
ร่างสูงยืนขึ้นบนแท่นประทับ ปราณมืดกระจายไปทั่วบริเวณจนคนข้างกายของเขาได้รับผลกระทบไปด้วย พายุและสายฟ้าสีดำเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทว่าผู้ก่อเหตุกลับยังไม่รู้ที่ตาย
ขณะเท้าของเยว่เทียนหงกำลังจะก้าวออกไปนั้น ฟู่หลิงก็คุกเข่าลงแล้วเอ่ยว่า
“ฝ่าบาท คุณหนูมู่กำลังจะเข้าไปในหุบเขาหู่ลี่ ยามที่รอบด้านเต็มไปด้วยศัตรู ข้าคิดว่าไข่มุกเม็ดนั้นอาจเป็นประโยชน์กับนางอยู่บ้าง”
องค์ราชาแห่งต้าเยว่ชะงักเท้าลงทันที เมื่อครู่เขากำลังจะไปไหน…. ฆ่าคน….. เหตุผลเล่า ? …
…ไม่ทราบ….
ร่างสูงทรุดตัวนั่งลงบนบัลลังก์อย่างช้าๆ แขนเสื้อโบกสะบัดทีหนึ่ง กล่องสีดำก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฟู่หลิง
“มอบให้นาง ต่อหน้าคนพวกนั้น..”
“พะย่ะค่ะ”
เยว่เทียนหงยังคงวางสายตาไว้บนร่างเล็กอย่างไม่คิดปกปิดผู้ใด เขาเห็นนางรับกล่องไว้ ทั้งยังพยักหน้าส่งยิ้มอ่อนหวานมา ใจที่วูบโหวงมาหลายวันก็กลับมาเต็มอิ่มอีกครั้ง สายตาสีเข้มอ่อนแสงลง ริมฝีปากขบแน่นก็คลี่ออกอย่างผ่อนคลาย
ต่อเมื่อเขาเห็นภาพที่เห็นมู่เชียนยิ้มออดอ้อนทั้งจับมือบุรุษวัยเดียวกันเอาไว้ ทั้งพวกเขายังดูสนิทสนมกันอย่างมาก ความหวงแหนรุนแรงก็แล่นขึ้นเกาะกินใจของเขาอย่างไม่อาจห้ามได้
“น้องชายฝาแฝดพะย่ะค่ะ”
ท่ามกลางคำพูดยืดยาวของคนสนิทมีเพียงคำนี้คำเดียวนี้ที่เขาได้ยินอย่างชัดเจน เยว่เทียนหงเพ่งสายตามองไปที่คนข้างกายมู่เชียนผู้นั้น
เด็กหนุ่มอ่อนเยาว์ รูปโฉมหล่อเหลา ท่าทางเปิดเผยจริงใจ มีรอยยิ้มอันสดใสให้คนรอบข้าง
รัศมีรอบกายอันเจิดจ้างดงาม แสดงถึงการเติบโตมาท่ามกลางความรักและความเอาใจใส่
วิญญาณที่ถูกหล่อหลอมอยู่ภายใต้ดวงตะวันอันอบอุ่นมาทั้งชีวิต.. ..
วิญญาณที่เขาเคยมี …
ขณะที่กลุ่มของมู่เชียนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ร่างๆหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นกลางลานอย่างเงียบเชียบ รัศมีกดดันของผู้ยิ่งใหญ่ที่แผ่ออกมาทำให้ผู้เข้าร่วมประลองหลายร้อยคนรู้สึกตัวขึ้น และหันกลับมามองคนผู้นั้นเป็นตาเดียว
ชายชราร่างเล็กที่ดูธรรมดาอย่างยิ่งผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น มือเหี่ยวย่นของเขายกขึ้นวาดไปมาเกิดเป็นอักษร 合同 กลางอากาศ แสงสีฟ้าปรากฏขึ้นแล้วยิงขึ้นสู่ฟ้า จากนั้นกระดาษหลายร้อยแผ่นก็ร่วงหล่นลงมา หนังสือสัญญาฉบับหนึ่งลอยอยู่เบื้องหน้าผู้เข้าร่วมแต่ละคนเป็นอย่างพอดิบพอดี หนึ่งคนต่อหนึ่งฉบับไม่ขาดไม่เกิน
“นี่มันอักษรเวทหรือ ?! ได้ยินว่ามีเพียงระดับมหายุทธ์ขึ้นไปจึงจะใช้ได้ ”
“ที่ผ่านมาเคยแต่ได้ยิน ไม่คิดว่าวันนี้จะได้เห็นกับตา”
“ทั่วทวีปกลางมีเพียงแคว้นฉินเท่านั้นจึงจะสามารถจ่ายเงินว่าจ้างผู้ฝึกตนขั้นสูงเช่นนี้ได้”
สีหน้าของผู้ร่วมแข่งขันจากทุกแคว้นเต็มไปด้วยความเลื่อมใส บ้างก็ริษยา บ้างก็ซึมเซา ในขณะที่ตัวแทนจากแคว้นฉินเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ภายในหุบเขาแห่งนี้ ไม่มีกฏกติกาใดทั้งสิ้น พวกเจ้าทุกคนได้รับอนุญาติให้ใช้กลเม็ดทุกอย่าง จะโอสถ ยาพิษ สัตว์อสูร ปราณยุทธ์ ปราณโอสถ ขอเพียงเอาชนะได้เป็นพอ
หลังเข้าไปด้านใน พวกเจ้าจะถูกส่งตัวไปในที่ต่างๆ อาจจะแยกกัน อาจจะอยู่ด้วยกัน ไม่มีผู้ใดบอกได้
พวกเจ้าแต่ละคนจะถูกฝังยันต์อักษรเวทย์ลงในร่าง ….. ภารกิจของพวกเจ้า นั้นคือไล่ล่าทำลายยันต์เหล่านี้มาให้มากที่สุด ผู้ชนะเพียงผู้เดียวที่ครอบครองยันต์อักษรเวทย์สูงสุด จะสามารถเข้าสู่ถ้ำอสูรเพื่อค้นหาลูกแก้วบงการอสูรได้”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีที่ได้ยินคำว่าลูกแก้วบงการอสูร นั่นคือของล้ำค่าในตำนาน มีเพียงข่าวลือว่าเคยมีผู้พบเห็นเท่านั้น เหตุใดจึงพูดเหมือนมีว่าอยู่จริงเล่า ?
ชายชรายกมือขึ้นสูงปล่อยปราณกดดันออกมาคราหนึ่ง เพื่อให้พวกเขาเงียบเสียงลง เจตนาเน้นย้ำถึงความสำคัญของประโยคถัดไป
“อย่างที่เอ่ยไปตอนแรก… พวกเจ้าสามารถทำทุกอย่างเพื่อชิงยันต์มาให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องยั้งมือ ทันทีที่หัวใจหยุดเต้นหรือยันต์ถูกทำลาย ร่างของพวกเจ้าจะถูกส่งออกมาทันที ด้านนอกมีหน่วยแพทย์โอสถ และผู้ใช้ปราณโอสถรอช่วยเหลืออยู่อย่างเต็มที่ขอให้วางใจได้”
เสียงถอนใจดังออกมาจากกลุ่มคนรอบๆ แม้รู้ว่าเสี่ยงแต่จะมีผู้ใดไม่อยากมีหลักประกันเพิ่มอีกหน่อยเล่า
“อย่างไรก็ตาม…. ที่ผ่านมาเหตุการณ์ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกินเยียวยา ต้องเสียชีวิตหลังจากถูกส่งออกมาแล้วก็ยังมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทั้งยังไม่อาจตัดความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียอวัยวะจากการต่อสู้ด้านในหุบเขาด้วย…. เพราะฉะนั้นก่อนเข้าไปจงลงชื่อในหนังสือยินยอมนี้เสีย หากตายหรือพิการต้องรับผิดชอบตนเอง”
ได้ยินเช่นนี้ แม้พวกเขาหลายคนเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังอดประหวั่นไม่ได้ กระดาษแผ่นบางๆที่ไร้น้ำหนักในมือกลายเป็นหนักอึ้งขึ้นมาทันที นั่นคือหนังสือที่บ่งบอกว่าพวกเขายินยอมรับความตายของตน ยังจะมีผู้ใดมองกระดาษแผ่นนี้เป็นเพียงกระดาษทั่วไปได้อีกเล่า ?!
ชายชรามองท่าทางลังเลของเหล่าผู้เข้าร่วมด้วยดวงตานิ่งเฉย เขารู้ดีว่าสุดท้ายแล้วคนเหล่านี้จะยังคงตัดสินใจลงชื่อในหนังสือแผ่นนั้นอย่างแน่นอน… ด้วยสมบัติด้านในนั้นยั่วใจอย่างมาก ขอเพียงพวกเขารอดมาได้…
มู่เชียนเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆที่สะบัดมือลงชื่อในหนังสือยินยอมอย่างง่ายดาย เมื่อสัญญาฉบับนั้นได้รับการเติมเต็ม อักษรแสงก็ปรากฏขึ้น มันวิ่งตรงเข้าใส่นาง เกิดเป็นยันต์ที่เขียนว่าหู่ลี่ลอยนิ่งอยู่ในร่าง เด็กสาวพิจารณายันต์อยู่ชั่วครู่อย่างสนใจ
“เคล็ดวิชานี่ดูเหมือนจะมีประโยชน์ไม่น้อยเลยนะ เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ”
“อักษรเวทย์คือการสร้างปราณธาตุให้เป็นรูปร่างโดยอาศัยอักษรป็นสื่อกลาง.. ถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่เรียนรู้ได้ยากมาก ไม่เพียงผู้สำเร็จระดับมหายุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถศึกษาได้ ทว่าคนผู้นั้นยังต้องมีพรสวรรค์ด้านอักษรเวทย์ระดับสูงอีกด้วย ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะทำได้”
หยางอี้ปินผู้ชื่นชอบหาความรู้รอบตัวคอยอธิบายให้มู่เชียนฟังเช่นเคย
“อย่างเคล็ดอักษรสัญญาที่เห็นว่าอลังการยิ่งใหญ่เมื่อครู่นี่ กลับเป็นเพียงวิชาเบื้องต้นของอักษรเวทย์เท่านั้น ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญลงมือเอง ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นเติมเต็มเวทย์ก็สามารถสร้างพันธะสัญญาขึ้นมาได้ หรือแม้กระทั่งใช้อักษรตัวเดียวสร้างสิ่งของขึ้นมาได้”
มู่เชียนพลันคิดได้ว่า ก่อนหน้านี้นางเคยเห็นฟู่หลิงใช้อักษรเวทย์สะกดร่างนางโดยที่นางไม่ยินยอม รวมถึงสร้างสิ่งของต่างๆจากอักษรเพียงตัวเดียวเท่านั้น
‘เสี่ยวจิ้ง…. พี่ฟู่หลิงอยู่ระดับใดหรือ ?’ นางถามอย่างนึกสนุก
“ไม่รู้สิ… ราชันยุทธ์… ขั้นปลายล่ะมั้ง”
เสี่ยวจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด นางถามถึงสิ่งที่เขาตอบไม่ได้อีกแล้ว เกิดเรื่องเช่นนี้ซ้ำๆ เทพมังกรน้อยยิ่งมุ่งมั่นที่จะเลื่อนระดับเข้าสู่ราชันอสูรให้เร็วที่สุด
รัชทายาทฉินซือหยวนมองยันต์ที่พุ่งเข้ามาในร่างอย่างยินดี ภายในหุบเขานั่นหากยิ่งรวมกลุ่มกันได้เร็วก็ยิ่งได้เปรียบ.. ยันต์เหล่านี้ได้ถูกกระทำการบางอย่างเพื่อช่วยให้พวกของเขารวมกลุ่มกันได้ตั้งแต่แรกแล้ว … ไม่เช่นนั้นแคว้นฉินของเขาต้องจ่ายเงินค่าจ้างผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับมหายุทธ์เช่นนี้ไม่เป็นการเสียเปล่าหรือไร ?
“สถานการณ์ในนั้นยากคาดเดา หากแยกกันไปจะยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น” ฉวนสี่เอ่ยด้วยท่าทางเคร่งเครียด
“เช่นนั้นก็หาสถานที่นัดรวมตัวกันเถิด” ก้วนฉู่เซิงเอ่ยขึ้นบ้าง
“นี่เป็นแผนที่ที่ท่านอาจารย์มอบให้ข้า… ข้าทำสำเนาไว้ให้แล้ว”. กระดาษปึกหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของหยางอี้ปิน
“แผนที่นี้แม้จะไม่ละเอียดเต็มสิบ ทว่าหกเจ็ดส่วนก็ยังพอเชื่อถือได้ ข้าพิจารณาดูแล้วตรงบริเวณใกล้กับถ้ำอสูร อันเป็นสถานที่ประลองจุดสุดท้ายจะมีบึงน้ำแห่งหนึ่งชื่อว่าบึงชิงกู่ ถือเป็นบึงที่กว้างใหญ่ที่สุดในเทือกเขาแห่งนี้ ด้วยว่าบึงน้ำนี้เป็นบึงพิษ เหล่าสัตว์อสูรจึงไม่ชุกชุม ทั้งยังไม่มีสมบัติปรากฏมาก่อนจึงมืค่อยมีใครให้ความสนใจเท่าไร… เรามุ่งหน้ามาพบกันที่นี่ก็แล้วกันนะ”
เมื่อทั้งแปดพยักหน้าเห็นพ้อง แผนก็ถูกแจกจ่ายให้พวกเขาทุกคน ศิษย์พี่น้องสองสำนักยังคงพูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับแผนที่และสถานการณ์ด้านในต่ออีกครู่หนึ่ง
ครึ่งชั่วยามต่อมา ปราการใสสว่างที่ครอบเทือกเขาหู่ลี่ก็สั่นสะเทือน รอยปริแตกค่อยๆปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เกิดเป็นหลุมน้ำวนขนาดไม่ใหญ่นัก ประเมินด้วยสายตาเพียงให้คนก้าวเข้าไปพร้อมกันได้สองถึงสามคนเท่านั้น
ทางเข้าสู่เทือกเขาหู่ลี่เปิดออกแล้ว !!
“สนามพลังเปิดออกเพียงไม่นาน พวกเจ้ารีบเข้าไป อีกหนึ่งเดือนค่อยพบกันใหม่ ขอให้ทุกคนโชคดี !”
สิ้นเสียงนั้น กลุ่มผู้เข้าร่วมต่างก็กรูกันเข้าไปทันที ภาพที่คนหลายร้อยต่างแก่งแย่งกันเพื่อเข้าสู่ช่องว่างเล็กๆ ราวกับว่าพวกเขาไม่อาจอดทนรอได้อีกแม้เพียงอึดใจ
หากไปถึงช้า สมบัติก็ถูกแย่งไปหมดเท่านั้นสิ !
“ถอยไปให้หมด !!”
ปราณยุทธ์ของระดับปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงกวาดออกมา พัดกลุ่มคนที่อออยู่หน้าทางเข้าจนปลิวไป เหล่าผู้ถูกโจมตีลุกขึ้นแล้วกวาดสายตามองอย่างดุดันคิดจะเข้าไปชิงพื้นที่คืน ทว่ากลุ่มคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้านั้นกลับทำให้พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดเอ่ยปากด่าทอ
ฉินซือหยวนไม่ใส่ใจมองคนหลายร้อยที่ล้มระเนระนาดอยู่ รัชทายาทแคว้นฉินก้าวช้าๆ เข้าประตูไปอย่างสง่างาม ตามด้วยองครักษ์ราวยี่สิบคน ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นปราชญ์ยุทธ์ทั้งสิ้น !
เมื่อขบวนอันยิ่งใหญ่ผ่านพ้นไป สมาชิกจากเหล่าราชวงศ์แคว้นอื่นๆจึงก้าวออกมาบ้าง เริ่มจากแคว้นลู่ แคว้นเยี่ยน แคว้นฉู่ จนกระทั่งถึงต้าหนาน
“พวกเราก็ไปกันเถิด” หนานจื่อชิ่งหันมาพยักหน้ากล่าวกับพวกมู่เชียนทั้งแปด และกลุ่มตัวแทนจากสี่ตระกูลผู้พิทักษ์ ด้วยสีหน้าที่เป็นธรรมชาติ
แคว้นต้าหนานของเขา จะไปก็ต้องไปด้วยกัน….
จิตใจอันห่วงใยพวกพ้องนี้ เรียกสายตาชื่นชมจากตัวแทนทั้งหมดของต้าหนาน รวมถึงแคว้นอื่นๆด้วย
“พบกันที่บึงชิงกู่นะ …” ฉวนสี่หันมายิ้มให้ศิษย์พี่น้องทั้งหลายแล้วก้าวเข้าไปเป็นคนแรก
“แล้วพบกัน….” มู่เชียนพยักหน้ากับมู่เฉิงหลินและผู้ร่วมชะตาทั้งหลายแล้วก้าวตามฉวนสี่ไป ท่ามกลางเสียงอวยพรของศิษย์พี่น้องทุกคน
“รักษาตัวด้วย แล้วค่อยพบกัน…”