ตลอดการเดินทางไม่ว่าจะผ่านหัวเมืองไหน ธันวาและวาสโคต่างก็ได้ลับคมฝึกตนอย่างต่อเนื่อง พวกเขาทั้งสี่บุกตะลุยท่องไปทั่วทั้งป่าเขา ในระหว่างการเดินทาง เรื่องราวสุดบ้าบอก็มีมาให้ได้ยินอยู่ตลอด
ดูเหมือนวิชาโปกกาดอร์นี้ พึ่งจะได้รับความนิยมขึ้นมาเพราะชายผู้หนึ่ง จากประวัติความเป็นมาที่สืบได้ คำว่าโปกกาในภาษาคัมเบียหมายถึงการต่อยอย่างรุนแรง ส่วนคำว่าดอร์นั้นแปลว่าสิงโต ตำนานต้นตำรับของโปกกาดอร์จึงมีที่มาจากการล้มสิงโตด้วยการต่อยอย่างรุนแรง พวกมันอวดอ้างว่าพวกข้านี่แหละของแท้ การสูญพันธุ์ของเหล่าสิงโตซึ่งอาศัยในดินแดนแถบนี้ก็ถูกกล่าวอ้าง เล่าลือว่าเป็นเพราะบรรพบุรุษของพวกเขาชาวคัมเบียคือสาเหตุ
ข่าวลือเหล่านี้มาพร้อมกับแนวคิดอันแตกต่าง เดาได้ว่าการเมืองภายในของอาณาจักรคัมเบียกำลังจะสั่นคลอน
ยิ่งเดินทางเข้าใกล้ตัวเมืองหลวง ความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านก็ดูจะเปลี่ยนไป เมื่อเหตุผลอยู่เหนืออำนาจ ผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มแข็งข้อ ไม่ยอมออกไปทำงานให้กับกษัตริย์ มีการตั้งค่ายฝึกซ้อมโปกกาดอร์อย่างจริงจัง ซ่องสุมกำลังกันอย่างลับๆ มีหลายก๊กหลายเหล่ากำลังลอบวางแผนการ ผ่านไปแห่งหนใดก็มีแต่ความวุ่นวายปรากฏให้เห็นเต็มไปหมด เหล่าโจรผู้ร้ายก็ชุกชุม คอยดักปล้นผู้คนที่เดินผ่านทางมา หลังจากจัดการกับฝูงโจร ระหว่างทางมิเนอร์วาก็บอกให้ทุกคนผลัดผ้า เปลี่ยนกลับไปแต่งตัวให้เหมือนเดิม
ภายในนครอังคอร์อันเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรคัมเบีย ทุกคนจะมองเห็นปราสาทศิลาขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ตรงใจกลาง นครหลวงแห่งนี้ได้รับเอาวัฒนธรรมต่างๆ มาจากอาณาจักรซัลวาโตเรอยู่มากโข ทั้งศิลปะการแต่งตัว การร้องรำ มิเนอร์วาเดินนำหน้าเข้าไปภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่นี่เป็นอาคารไม้มีสองชั้น เมื่อขยับขานั่งก็มีบริกรหญิงรีบวิ่งมาต้อนรับ
“นายท่านรับอะไรดีเจ้าคะ?” บริกรสาวพยายามฝืนยิ้ม มองดูก็รู้ว่ากำลังหวาดกลัวอยู่
“ข้าต้องการห้องพักสี่ห้อง…รวมไปถึงอาหารดีที่สุด…ไม่เอาสุราขอเป็นน้ำผลไม้ไม่ก็น้ำเปล่า…เข้าพักแบบไม่มีกำหนด…เท่าไหร่เชิญว่ามา” มิเนอร์วาเอ่ยปากบอกสำเนียง เขาออกเสียงบองๆ สื่อความหมายเป็นภาษาคัมเบียอย่างชำนาญ
“พเงีย!...รีบขึ้นมาหาข้าเร็วๆ” บุรุษผู้หนึ่งบนชั้นสองตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงเมามาย
บริกรสาวได้ยินก็สะดุ้งตกใจ ร่างในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยกำลังสั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่นางก็ไม่ละเว้นในหน้าที่ของตนเอง เดินหายไปสักพักหนึ่ง ก็เดินกลับมาพร้อมกับอาหารมากถึงห้าจาน ทั้งผัด ทอด ยำ กับแกล้ม และเครื่องเคียง
มิเนอร์วาใช้ส้อมจิ้มลงไปในจานของทอด เพียงอ้าปากกัด เสียงกรอบของแป้งที่ชุบไว้ทั่วก็แตกออก น้ำซอสชุ่มฉ่ำจึงทะลักออกมาจากชิ้นเนื้อ วาสโคเห็นบิดาพยักหน้าพอใจ เด็กหนุ่มคว้าส้อมของตนเองปักลงไปยังจานผัด ผักใบเขียวผัดซอสสูตรพิเศษถูกกัดเอาคำโต ความกรอบหวานผสมรวมเข้ากับความเผ็ดเค็ม ทำให้ผู้ที่เคี้ยวรู้สึกเพลิน กินเท่าไหร่ก็ไม่พอ
ธันวาเห็นอาจารย์ทานอย่างออกรสจึงต้องการจะลองบ้าง เด็กหนุ่มเล็งเนื้อชิ้นหนึ่งในจานยำ เขาพุ่งส้อมของตนเองปักลงไปด้วยความแม่นยำ แต่ทว่า…ในขณะที่หอกแห่งความโกลาหลกำลังจะอ้าปากกัด จู่ๆ ก็มีจอกกระเบื้องถูกเขวี้ยงลงมาจากชั้นสอง ด้วยแรงส่งนั้นมีมาก มันจึงพุ่งกระทบกับชิ้นเนื้อเข้าอย่างจัง ส้อมภายในมือของธันวาถูกกระแทกหลุดออกจากมือ ปลิวตกพื้นไปพร้อมกับเนื้อที่ปักอยู่
“อา…” ธันวาอ้าปากค้างร้องเสียงอาด้วยความเสียดาย
“นังแพศยา!...ข้าบอกให้รีบขึ้นมา…ทำไมไม่ฟัง!” บุรุษขี้เมาผู้นี้โวยวายเสียงดัง มันไม่แลตามองผู้ที่กำลังข่มอารมณ์อยู่เลยแม้แต่น้อย ธันวาหลับตาถอนหายใจยาว ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงฟันไปมองสตรีนามว่าพเงีย จากนั้นก็เลื่อนสายตาเย็นชามองไปยังบุรุษขี้เมา
“เจ้าติดหนี้ข้าจงจ่ายมา!” ธันวาลุกพรวดขึ้น เขาแบมือเอ่ยทวงหนี้
อาหารก็เลอรส ไม่คิดว่าจะมีละครสดให้ชมอีก โนตูรอนได้เห็นเรื่องสนุกเข้าอีกแล้ว จึงกินไปมองไปด้วยความเจริญอาหารซึ่งอร่อยมาก
“หนี้? ...หนี้พ่อเจ้าสิ!” ชายขี้เมาเดินลงมาฉุดแขนของพเงียอย่างรุนแรง มันเอ่ยปากด่าพร้อมกับง้างมือตบ
ธันวาแค่นเสียงอยู่ในลำคอไม่ด่าตอบโต้ เขาปัดฝ่ามือที่พุ่งเข้ามาทิ้งไปอย่างแม่นยำ เขายกเท้าถีบยัน กันไม่ให้อีกฝ่ายได้เข้ามาใกล้บริกรสาว ร่างกายที่เมามายเซกระเด็นไปหลายก้าว สร้างระยะเสร็จเด็กหนุ่มก็ถีบเท้าก้าวเข้าหา ไม่ให้อีกฝ่ายได้มีเวลาตั้งสติหรือหายใจ ด้วยแรงส่งจากการบิดสะโพกยกขาเตะ หน้าอกของบุรุษขี้เมาจึงถูกกระแทกเสียงทึบต้องจุกแน่น อีกฝ่ายอาละวาดจนขาดสติ รำวิชาโปกกาดอร์ออกมาด้วยสติที่โดนมอมเมา หลับหูหลับตาเดินเข้าใส่ไม่รู้ตัว ร่างอันยืดหยุ่นสลับเท้ายืนปักหลัก งัดศอกสวน หมายมั่นตั้งใจแทงใส่ในจุดอับทางสายตา หมุนตัวอีกครั้งตีด้วยศอกเข้าเต็มขมับ
โปกกาดอร์ที่ร่ำลือว่าใช้ล้มสิงโต เจอกระบวนท่าต่อเนื่องเชิงหมัดมวย ก็หมดสติร่างวูบล้มลง ธันวาโมโหที่ถูกขัดจังหวะการทานอาหาร หนี้ก็ไม่จ่ายจึงไม่ยอมให้จบลงเพียงเท่านี้ เด็กหนุ่มลั่นขาเตะเข้าเต็มคอ ซัดร่างของบุรุษขี้เมาด้วยขา เตะจนหมุนคว้างไถลไปกับพื้น หอกแห่งความโกลาหลกวาดสายตามอง เขาเดินไปค้นตัวบุรุษผู้นี้ก็พบว่าผิดปกติ หากเทียบกับชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ชายผู้นี้มีทรัพย์สินติดตัวมากนัก จึงมองไปยังอาจารย์ซึ่งกำลังเคี้ยวอาหารจนแก้มตุ่ย เพื่อขอความคิดเห็น
“แม่ทัพผู้ชนะย่อมต้องได้รับทรัพย์จากสงคราม…จะจัดการอย่างไรก็ตัดสินใจเองได้เลย” มิเนอร์วาเช็ดมุมปากด้วยกระดาษแผ่นบาง เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เด็กหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วย ตัดสินใจได้ในทันที มันผู้นี้จะมาจากไหนหาใช่เรื่องสำคัญ ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ แบ่งเป็นสองกองได้ก็แบมือดันออกไป
“มอบให้เจ้าเป็นค่าปลอบขวัญ…ส่วนนี่ก็ถือว่าชดใช้บำรุงร้านก็แล้วกัน” ธันวายื่นถุงเหรียญทองคำให้กับบริกรสาว จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งทางอาหารต่อ ไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทาของผู้คน
พเงียยืนตัวสั่นน้ำตาไหล นางดีใจเป็นอย่างมาก อิสรภาพที่ขาดหายไปในที่สุดก็ได้กลับคืนมา สายน้ำแห่งความปีติยินดีจึงไหลยาวพร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้น ตั้งสติได้บริกรสาวก็รีบวิ่งกลับเข้าครัว ชายชราเจ้าของร้านเห็นดังนี้จึงรีบลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง อาหารจานแล้วจานเล่าถูกปรุงออกมาไม่หยุดหย่อน พวกเขาจัดเลี้ยงอาหารด้วยวัตถุดิบทั้งหมดในครัว เผื่อแผ่ความสุขให้กับผู้อื่นต่อไป
‘อีกแล้ว…เกิดอะไรขึ้นกันแน่?’ มิเนอร์วาสัมผัสได้ถึงการยกระดับที่ผิดปกติของกฎเกณฑ์ภายในร่าง ถึงแม้จะเทียบกับครั้งนั้นไม่ได้ แต่เป็นความรู้สึกคล้ายกับคราก่อนตรงหมู่บ้านทางชายแดน ยามนี้ชายหนุ่มมองปุจฉาถามมรรคาในมุมที่เปลี่ยนไป เก็บตัวครั้งหน้าจึงคิดวางแผนจัดการให้รอบคอบ
หลังจากหมดสติไปนาน บุรุษขี้เมาก็ฟื้นตื่นขึ้นมา ร่างกายเจ็บระบมจึงไม่กล้าขยับ มันหรี่ตารอคอยจังหวะอย่างอดทน คิดว่าจังหวะนี้แหละ ร่างที่นอนอยู่ก็ลุกพรวดวิ่งหนีไป ทุกคนได้เห็นภาพนี้เหมือนกันก็พากันหัวเราะอย่างยินดี เขาคือทหารขี้เมาทำตัวกร่าง ชอบใช้กำลังข่มเหงสตรีไร้ทางสู้ เห็นว่าไร้ประโยชน์ไม่สมควรต้องตามไป มิเนอร์วาจึงนั่งทานอาหารต่อไม่ให้ค่ากับอีกฝ่าย
ผ่านไปนาน ในขณะที่ทุกคนอิ่มหนำสำราญมีความสุข ไกลออกไปมีกองทหารหลายสิบคนกำลังมุ่งหน้าระดมพลมาทางนี้ พวกมันพังร้านค้าทำตัวพาลน่ารังเกียจ ส่งเสียงเอะอะดังมาแต่ไกล
ทุกคนเห็นทหารขี้เมากลับมาพร้อมพรรคพวกจึงพากันเงียบเสียง ประตูร้านค้าถูกทำลายลง เห็นกลุ่มคนทั้งสี่ยังคงนั่งอยู่ ชายขี้เมาก็เริ่มชี้หน้าด่าทอ มันเอ่ยฟ้องสารพัดยัดเยียดหลายข้อกล่าวหา มีทั้งปล้น ฆ่า ใช้ความรุนแรง และอีกมากมายตามแต่จะนึกได้
“ไม่ต้องพูดมาก…จะจับข้าก็เดินเข้ามา” มิเนอร์วาแลตามองไปยังเหล่าทหาร เขาพ่นควันขาวเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าอันเยือกเย็น เมื่อทั้งสองฝ่ายสบตา ก็มีหลายคนรู้สึกไม่ดี ชายผู้นำกลุ่มรีบยกมือห้าม ทำสัญญาณบอกให้ลูกน้องขี้เมาหยุดส่งเสียง เขาแกว่งมือเป็นรหัสสื่อความหมาย ทหารทั้งหลายก็ก้าวถอยหลัง เริ่มเดินเพื่อถอยทัพ พวกมันต้องการจากไปแต่ชายหนุ่มกลับไม่ยอม
“นึกจะมาก็มา…นึกจะไปก็ไป ข้านั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้…พวกเจ้าเห็นข้าเป็นตัวอะไร?” เพียงมิเนอร์วาเอ่ยถาม ความเย็นก็แผ่ซ่านไปถึงกลางหลัง พวกมันชะงักค้างมองเงาร่างทั้งสองพุ่งเข้าใส่ เห็นว่าท่าทางไม่ดี ผู้นำกลุ่มจึงตัดสินใจเลือกสละลูกน้อง ใช้พวกเขาเป็นโล่มนุษย์กันตัวเองออกจากที่แห่งนี้ไป แม้เหล่าทหารจะมีบ้างที่เป็นผู้วิเศษ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรวาสโคซึ่งผนึกกำลังกับธันวาได้อย่างเข้าขา เห็นเรื่องวุ่นวายจบลง ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน
มิเนอร์วาตัดสินใจจะอบรมฝึกศิษย์ต่ออีกสักเจ็ดวัน เขาต้องการตระเวนถล่มสำนักโปกกาดอร์ทั้งหลายเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่ทว่า…เวลากลับไม่เคยรอใคร สี่วันหลังจากนั้นข่าวใหญ่ก็ถูกซุบซิบนินทาในวงสุรา มิเนอร์วาคีบมวนพันลำฟังเรื่องเล่าอยู่ตรงริมหน้าต่างบนชั้นสอง เขาไตร่ตรองนั่งรอเวลาสักพักหนึ่ง รอจนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีมืด จึงมองไปยังหอกแห่งสงคราม
“พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่…โนตูรอนดูแลพวกเขาด้วย” ชายหนุ่มสั่งการแล้วลอบเดินจาก เร้นกายแฝงไปกับความมืดในยามราตรี ดูเหมือนพักนี้ข่าวเรื่องการล้มป่วยของราชาแห่งคัมเบียจะหนาหู ชาวบ้านหลายคนจับกลุ่มแข็งข้อเริ่มต่อต้าน ข่าวการป่วยหนักของวรมันที่สองจึงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เพื่อตามหาความจริง ชายหนุ่มจึงเดินทางมุ่งหน้าไปทางปราสาทหิน เข้าพบเจอตัวจริง เดี๋ยวก็ได้รู้เองว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย
มิเนอร์วาเก็บงำกลิ่นอายทั้งหมดด้วยการพรางกาย เขาแฝงตัวหลบอยู่ในเงามืด ลักลอบหลบการตรวจตราของเหล่าทหารยามได้ไม่ยาก ยิ่งแอบเดินลึกเข้าไป ความผิดปกติยิ่งเด่นชัด ไร้วี่แววกลิ่นอายของผู้ปกปัก ตามข้อมูลข่าวสารในมือล้วนกล่าวถึงภูตอสรพิษเก้าเศียร หรือก็คือพญานาคตระกูลฉัพพยาปุตตะตามคำบอกเล่าของนาคินทร์ ชายหนุ่มตามหาตัวของวรมันที่สองจนทั่ว แต่ก็มองไม่เห็นเงาของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
มิเนอร์วาใช้เวลาลอบแฝงตัวอยู่ในปราสาทนานถึงห้าวันเต็ม ในที่สุดก็ได้เห็นธาตุแท้ของเหล่าขุนนางข้าราชทั้งหลายซึ่งนำโดยชายผู้หนึ่ง เขาผู้นี้มีนามว่าซานเสียนเป็นแม่ทัพผู้ผ่าเหล่า มีความมักใหญ่ใฝ่สูงจนออกนอกหน้า ภายใต้การปลุกปั้นให้เชื่อในเหตุผลมากกว่าอำนาจ ชายผู้นี้จึงใช้วิชาโปกกาดอร์เป็นตัวยึดเหนี่ยวหลอกลวงคน น่าเสียดายที่คัดลอกไปได้เพียงแค่ท่าทาง แต่ไม่อาจขโมยเอาแก่นแกนอันเป็นจิตวิญญาณไปด้วย เพราะตามติดเฝ้าดูอีกฝ่ายเป็นดั่งเงา เขาจึงได้รู้ที่มาอันแท้จริง
ครั้งหนึ่งในงานเลี้ยงฉลอง แม่ทัพนายหนึ่งเอ่ยเปรียบเทียบวิชาต่อสู้ด้วยมือเปล่า วรมันที่สองจึงเอ่ยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิชาของหมัดมวย เนื่องจากได้เห็นวิธีฝึกเพียงผิวเผิน ซานเสียนได้ยินมาแบบนี้จึงไม่อาจหาเทคนิคหรือทักษะลับทั้งหลายมาเติมเต็ม ต้องคิดค้นส่วนที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่ กลายเป็นวิชาผ่าเหล่าผ่ากอไม่สมจริง และในขณะนี้เองพวกเขาก็ระดมพลพร้อมทำสงครามศึก
วรมันที่สองถูกวางยาขังอยู่ในคุกใต้ปราสาท โดยมีข่าวลือบังหน้าว่าล้มป่วย ข้าทาสทั้งหลายเดิมทีก็มีความไม่พอใจอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้รับการสนับสนุนจากซานเสียนก็ลุกฮือพากันก่อกบฏ กองทัพทหารซึ่งเตรียมพร้อมไว้ดีแล้ว จึงกรีธาทัพเปิดศึกชิงอำนาจ ทำสงครามกลางเมืองอย่างเปิดเผย
มิเนอร์วายืนมองจากบนยอดของปราสาท มองทุกความเปลี่ยนแปลงปะทุขึ้นมาอย่างใกล้ชิด เกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่มีผู้ใดออกหน้ามาห้ามปราม ซานเสียนหัวเราะลั่นประกาศเอกราชของตนเอง เหตุการณ์ผลัดขั้วอำนาจของอาณาจักรคัมเบียจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ ร่างที่หลบอยู่ภายในเงามืดบนยอดปราสาทหินจึงหายไป ชายหนุ่มมุ่งหน้าตามหาทางเข้าคุกใต้ดิน อากาสกสิณถูกมองเพ่งเห็นในสิ่งที่ถูกซ่อน แลตามองความว่างในอากาศก็เห็นของที่โดนปกปิด เห็นสิ่งของนั้นเหมือนวางอยู่ในที่แจ้ง
เห็นทหารยืนเฝ้ายามตรงจุดนี้มากเป็นพิเศษ ชายหนุ่มจึงลอบแทรกซึมแฝงกายรอโจมตี เป็นดั่งเงาพรายวูบไหวในยามราตรี ปรากฏกายหนึ่งครั้งก็หมดสติล้มหายโดยไร้เสียง กว่าพวกเขาจะสังเกตเห็นก็สายไปเสียแล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็มองเห็นฝันร้ายในเงามืดเข้าจับตัว ถูกทำให้หมดสติไปทีละคนจนหมดสิ้น เพ่งสายตามองก็เห็นชุดกลไก
มิเนอร์วาสับกลไกเปิดทางลับ มองเห็นบันไดศิลาทอดยาวลึกลงไป สายลมพัดสวนขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นอับ ชายหนุ่มปรับดวงตาให้มองเห็นด้วยพลังแห่งสวรรค์อนธการ เขาพุ่งตัวลงไปยังคุกใต้ปราสาทศิลาโดยไร้ความลังเล ได้ยินเสียงหายใจโรยรินในส่วนลึก ก็เปลี่ยนทิศทางตามเสียงไป เมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งตรงสุดทางเดิน ชายหนุ่มชะงักร่างหยุดเคลื่อนไหว ยืนนิ่งไปสามลมหายใจจึงก้าวเดิน เขาทำใจให้สงบไม่แตกตื่น ตั้งสติมั่นคงเป็นอย่างดี
มองเห็นสหายในกาลก่อนถูกจับมัดจนซูบผอม อีกฝ่ายรู้สึกได้ถึงการมาเยือนก็จ้องกลับด้วยแววตาคาดไม่ถึง ใบหน้าของวรมันที่สองดูมอมแมม รกครึมเต็มไปด้วยหนวดเคราเส้นขนยาว มิเนอร์วาปลดร่างของอีกฝ่ายออกจากสิ่งจองจำ ประคองกายอันอ่อนล้าให้พักพิงกำแพง
“เป็นเพราะข้าไม่เด็ดขาด…” ดั่งดวงจิตได้มาถึงจุดสิ้นสุด เห็นหน้าของมิเนอร์วาผู้เป็นสหายเก่า ราชาแห่งคัมเบียยกยิ้มด้วยดวงตาอันขุ่นมัว มันพยายามอ้าปากส่งเสียงอยู่หลายครั้ง แต่เรี่ยวแรงสังขารกลับไม่เอื้ออำนวย ขยับปากกระซิบได้เพียงไม่กี่คำ ก็คอตกหมดลมหายใจตายไปทั้งอย่างนั้น มิเนอร์วาสัมผัสร่างของวรมันที่สอง มองเห็นผ่านเส้นทางแห่งอดีตกาล ก็รู้ได้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องพบเจอ ถูกหักหลังโดยการทรยศของคนใกล้ตัว ร้อยเล่ห์หมื่นกระทำสร้างอันตราย อนิจจานี่ล่ะหนาใจคน แปรเปลี่ยนได้ตลอดยากคาดเดา เพื่อเป้าหมายต่อให้ต้องอำมหิตโหดเหี้ยมแค่ไหนก็ทำได้
“สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยงมีเกิดดับเป็นธรรมดา…กรรมใดที่ข้าเคยก่อไว้กับตัวเจ้า…หากเคยทำให้รู้สึกไม่ดีก็ขออภัยอย่าได้โกรธกันเลยนะสหาย…จงจากไปอย่างสงบเถิด” มิเนอร์วาพนมมือเอ่ยลาสหาย เขาสวดส่งมองดูดวงวิญญาณของวรมันที่สองหายไป จากนั้นก็อุ้มร่างไร้วิญญาณของสหายขึ้นพาดบ่า ไม่ได้รังเกียจในความสกปรกหรือกลิ่นสาบเลยแม้แต่น้อย เขาพุ่งขึ้นมาจากทางเดินลับ ลอบเร้นกายหนีจากไป
หลังจากนั้นไม่นานเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นมาจากทางปราสาทศิลา มีคำสั่งจากราชาองค์ใหม่ ให้ค้นหาแบบปูพรมเต็มรูปแบบ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะมาช้าไปหนึ่งก้าว มิเนอร์วาไม่ได้กลับไปยังที่พัก เขาส่งข่าวให้พรรคพวกพร้อมกับนัดแนะถึงแผนการ โนตูรอนรีบสะสางค่าที่พักให้แล้วเสร็จ เขาพาธันวากับวาสโคออกมายืนรอตรงจุดนัดหมาย
เมื่อชายหนุ่มมาถึงก็ส่งสัญญาณมือให้รีบจากไป ทั้งสี่จึงลอบออกเดินทางนำหน้าไปก้าวหนึ่ง พ้นจากเขตแดนอันเป็นตัวนคร เข้าสู่ทุ่งโล่งอันกว้างใหญ่ ไกลสุดสายตาเป็นผืนป่าดิบชื้นสลับกับหุบเขาสูง มิเนอร์วาเคลื่อนตัวนำหน้าพาทุกคนเร้นกายไปกับผืนป่า จนกระทั่งมาถึงเขตป่าลึกเขาจึงวางร่างของวรมันที่สองลงกับพื้น ทั้งสี่คนช่วยกันหาท่อนไม้แห้งมาสุมกอง จุดไฟเผาร่างผู้วายชนม์ เปลวเพลิงผลาญสังขารให้สูญสลาย อดีตสหายคนรู้จักจึงหยุดสงบเพื่อเคารพผู้จากไป
“ความตายไม่ใช่จุดจบ…ก็แค่จิตเปลี่ยนสังขารผลัดวิญญาณ…มันคือเรื่องธรรมดา พวกเจ้าทั้งหมดต้องจำเอาไว้ให้ดี” มิเนอร์วาเอ่ยสอนกับทุกคน เขามองดูกองฟืนมอดดับไปทีละน้อย จนกระทั่งถ่านร้อนแดงแตกสลายกลายเป็นขี้เถ้า สายลมก็พัดหอบเอาหมอกควันให้หายไป ชายหนุ่มพลิกพื้นดินด้วยเดชแห่งปฐวีกสิณ ฝังเถ้ากระดูกของอดีตสหายให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ
แม้จะอยู่ในอารมณ์หดหู่ไปบ้าง แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่ไม่นาน มันเกิดและดับด้วยการตั้งสติมอง เมื่อมิเนอร์วาบอกเล่าถึงแผนการ โนตูรอนจึงแปลงกายเป็นมังกรพาทุกคนบินจากไป พุ่งผ่าอากาศมุ่งหน้ากลับถิ่นฐาน บินสูงเหนือเมฆายากตรวจจับ กลับสู่เขตแดนอันเป็นน่านฟ้าของเจ้าเวหา…
***God O : ช่วงนี้มาช้าหน่อยนะครับ…อดทนรอกันหน่อยน้า วีดที่ปลูกไว้เก็บเกี่ยวบ่มเสร็จพร้อมขายแล้ว พระเจ้าเลยต้องแบ่งเวลาไปทำร้านเตรียมค้าขาย ตระกูลซัลวาโตเรกำลังจะเข้าสู่โลกอีกฝั่งแล้ว ฝากติดตามสนับสนุนเป็นกำลังใจด้วยนะครับ…ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง