เมิ่งอวี่หุน!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ เขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเมิ่งเฟยเอ๋อร์เอ่ยถึงเมิ่งอวี่หุนแล้วจึงมีความมั่นใจมากมายเพียงนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพราะอีกฝ่ายมีศักยภาพน่าริษยาเช่นนี้นี่เอง!
ทั้งที่มีอายุราวยี่สิบปีแต่กลับอยู่ในขั้นจวนปราณทะลวงจะบอกว่าไม่แข็งแกร่งก็คงเป็นไปไม่ได้ซึ่งดูคล้ายว่าคนอย่างเขาคงจะเป็นดั่งศูนย์รวมของทรัพยากรในการบำเพ็ญตนของตระกูลจึงทำให้แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
ตระกูลเมิ่ง...ดูท่าคนพวกนี้คงจะเป็นกลุ่มจอมยุทธ์รุ่นหลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลแล้วเมิ่งฝานนึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาเหล่านี้จะมารวมตัวกันอยู่ ณ เทือกเขาหุนต้วนเช่นนี้!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ด้วยแสงแห่งความเดือดดาลถึงขั้นที่หยางเถียนข้างกายเขาก็ยังสัมผัสได้ว่าเมิ่งฝานกำลังเปลี่ยนไป
“เกิดอันใดขึ้น?”
หยางเถียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัยตลอดการเดินทางที่ผ่านมาทำให้นางรับรู้ว่าอีกฝ่ายมีความคิดและความสามารถไม่ธรรมดาแม้จะอายุน้อยแต่กลับเป็นดั่งปีศาจเฒ่าก็ไม่ปาน มีความคิดที่เลิศล้ำเหนือคนธรรมดาและน้อยนักที่จะมีอาการเช่นนี้
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“เปล่า ไปกันเถอะขอรับเข้าไปยังใจกลางของสมบัติปราณประสานกันเถอะ มันน่าจะอยู่ในภูเขาน้ำแข็งลูกนี้!”
เมื่อได้ยินดังนั้นหยางเถียนก็พยักหน้ารับนางมองไปยังสองตระกูลใหญ่เช่นกัน หลังจากนั้นจึงเดินไปพร้อมกับเมิ่งฝาน
โดยรอบนั้นมีเสียงพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสายผู้คนมากมายล้วนแต่มองไปยังสองตระกูลใหญ่ที่ยอดเข้าด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
นึกไม่ถึงว่าการช่วงชิงสมบัติปราณประสานในครั้งนี้จะนำคนของสี่ตระกูลใหญ่แห่งอาณาจักรมาถึงสองตระกูล
อีกอย่างคือเมิ่งอวี่หุนแห่งตระกูลเมิ่งก็มาด้วยผู้คนทั้งหลายไม่ได้รู้สึกแปลกหน้าต่อบุตรชายคนโตของตระกูลเมิ่งเลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนว่าผู้ที่ได้รับชัยชนะในการประลองในเมืองซ่างจิงของอาณาจักรต้าก้านครั้งก่อนก็คือเมิ่งอวี่หุนเขาคือผู้ที่มีพลังอันแข็งแกร่งจนสามารถสยบจอมยุทธ์รุ่นเดียวกันได้ทุกคน ไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรกับเขาได้
แม้ว่าในยามนี้จะมีปีศาจเฒ่าหลายคนได้พบกับเขาก็ยังต้องมีท่าทีเกรงอกเกรงใจถึงอย่างไรแล้วเขาก็มีอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น ซึ่งพวกเขารู้กันดีว่าหากเวลาผ่านอีกสักยี่สิบปีอีกฝ่ายจะต้องเป็นดั่งฝ่ามืออันยิ่งใหญ่ที่คอยควบคุมอาณาจักรต้าก้านหรืออาจทั้งพรมแดนจตุทิศเลยก็ว่าได้!
บรรดาสตรีที่มองไปยังเมิ่งอวี่หุนบนยอดเขาต่างก็ส่งเสียงร้องหวีดว้ายเช่นผู้ที่ลุ่มหลงในความรักทำให้บุรุษหนุ่มทั้งหลายต่างแสดงอาการริษยาแต่ก็จนปัญญาออกมา...
แม้จะสัมผัสได้ถึงสายตามากมายหลายคู่แต่คนของตระกูลเมิ่งที่อยู่บนยอดเขาคล้ายคุ้นชินกับมันแล้วก็ไม่ปาน เมิ่งเฟยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างเมิ่งอวี่หุนพลันหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยขึ้น“พี่ใหญ่ ท่านช่างโด่งดังเสียจริง ทั้งที่มาอยู่ในขุนเขาเช่นนี้ก็ยังทำให้ผู้คนลุกฮือ!”
เมิ่งอวี่หุนหลับตายืนอยู่กับที่ใบหน้านั้นราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึกใด
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งเฟยเอ่อร์เอ่ยออกมาเขาก็หัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า “ก็แค่พวกคนธรรมดาเท่านั้นข้าคร้านที่มองพวกนั้นด้วยซ้ำไป ครั้งนี้ผู้ที่ดูคล้ายว่าจะกดดันเล็กน้อยคงจะเป็นคนของตระกูลเจียแล้วล่ะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นนัยน์ตาของเมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็วาวโรจน์แล้วเงยหน้ามองไปยังที่ไกลๆ
ในบรรดาคนของตระกูลเจียนั้นเห็นได้ชัดว่ามีบุรุษหนุ่มมากฝีมือหลายคนแต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือคู่บุรุษสตรีที่ล้วนแต่สวมชุดสีม่วงระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านบ่งบอกว่าเป็นจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเก้า!
“คู่พี่น้องตระกูลเจียเจียหนานและเจียเหวิน ทั้งสองนับว่าร้ายกาจไม่น้อย แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งเช่นเจียเจียแต่นอกจากความสามารถที่มีแล้วพวกเขายังฝึกฝนพลังค่ายกลเทพมารหยินหยางอีกด้วยแม้มันจะเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงแต่หากเทียบกับพี่ใหญ่ก็ยังถือว่าด้อยกว่าอยู่แล้วเจ้าค่ะ!” เมิ่งเฟยเอ๋อร์หัวเราะเสียงเบาน้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและอิจฉา
เมิ่งอวี่หุนได้ยินแล้วหัวเราะเสียงเบาจากนั้นจึงเอ่ยว่า “หวังว่าครั้งนี้จะเป็นการช่วงชิงที่ค่อนข้างน่าสนใจปีศาจอย่างเจียเจียไม่มา...หากปีศาจเฒ่าตนนั้นไม่ลงมือก็คงไม่น่าสนใจเท่าใดนัก!”
ในระหว่างที่เมิ่งอวี่หุนกับเมิ่งเฟยเอ๋อร์กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเมิ่งฝานและหยางเถียนก็เดินขึ้นมาอยู่บนภูเขาน้ำแข็งแล้ว
เมื่อทอดสายตามองไปก็พบว่าบนยอดเขามีผนึกโลกาแห่งมิติทมิฬขนาดใหญ่ปรากฏอยู่โดยมันถูกยึดเอาไว้กับที่ สายตาของผู้คนโดยรอบต่างก็จ้องมองไปยังจุดที่น่าจะเป็นทางเชื่อมของภูเขาน้ำแข็งทว่าในยามนี้มันกลับถูกพลังปราณอันแข็งแกร่งสยบเอาไว้
“ดูท่าเวลาของการปลดผนึกคงจะใกล้เข้ามาแล้วล่ะ!”
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงขณะที่เอ่ยออกมาเขานึกไม่ถึงเลยว่าสมบัติปราณประสานนี้จะเป็นที่สนใจของผู้คนมากมายเช่นนี้และอีกไม่นานคงจะเกิดการช่วงชิงที่รุนแรงขึ้นเป็นแน่เกรงว่าแม้แต่คนของตระกูลเมิ่งและตระกูลเจียก็คงยากที่จะได้สิ่งของภายในไปครอบครองเพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดสามารถบอกได้ว่าภายในภูเขาน้ำแข็งนี้คือสิ่งใด
“ใช่แล้วเมิ่งฝาน หากเจ้าต้องการเหมันต์หมื่นปีก็ต้องปกป้องข้าให้ดีด้วยล่ะ!”
ข้างกายเขานั้น หยางเถียนเอ่ยขึ้นแล้วกะพริบตาถี่ๆใบหน้าของนางมีรอยยิ้มอันราบเรียบปรากฏขึ้น แต่มันกลับดึงดูดเป็นอย่างยิ่ง
ปีศาจนางนี้!
เมิ่งฝานครุ่นคิดขึ้นในใจอีกฝ่ายฝึกฝนวิชายุทธ์แห่งพลังจิต ทุกการกระทำล้วนแต่แฝงไปด้วยมนต์มายาแห่งการยั่วยวนที่แข็งแกร่งจนแม้แต่เมิ่งฝานก็ยังยากที่จะต้านทานที่มากไปกว่านั้นคือหยางเถียนเป็นสตรีงดงามอรชรซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้เมิ่งฝานผู้มีเลือดลมแข็งแกร่งแทบอดใจไม่ไหว
แล้วในขณะนี้เองพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“แม่นางหยางเถียนนึกไม่ถึงว่าท่านจะมาอยู่ที่นี่!”
คนผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับเสียงนั้นเขาสวมชุดสีขาว รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลากล้าหาญ และเขาผู้นี้ก็คือ...มู่หลงแห่งตระกูลมู่!
เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็มาอยู่ข้างกายของหยางเถียนใบหน้านั้นมีรอยยิ้มอย่างต้องการผูกมิตรปรากฏ “แม่นางหยางเถียนท่านก็มาที่นี่เพื่อแสวงหาสมบัติปราณประสานของผู้อาวุโสซวงเช่นกันหรือ? พวกข้าตระกูลมู่ก็ไม่ต่างกัน มิสู้อีกประเดี๋ยวพวกเราไปด้วยกันไม่ดีหรือ?”
แม้จะได้ยินดังนั้นแต่สีหน้าของหยางเถียนกลับยังคงราบเรียบนางมองมู่หลงด้วยความเย็นชาก่อนจะเอ่ยว่า “หากจะให้ไปด้วยกันคงไม่ต้องหรอกคุณชายมู่ ข้าว่าต่างคนต่างไปคงจะดีกว่า!”
เมื่อได้ยินดังนั้นมู่หลงก็ชะงักงันแล้วรีบเอ่ยขึ้น “แม่นางหยางเถียนสถานที่แห่งนี้อันตรายยิ่งนักยิ่งแม่นางเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราก็ยิ่งตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากมายแต่หากแม่นางไปกับข้าก็ไม่เหมือนกันคนของตระกูลมู่อย่างพวกข้านอกจากท่านผู้อาวุโสที่ได้รับบาดเจ็บแล้วล้วนแต่เป็นบุรุษหนุ่มรูปงามและแข็งแกร่งทั้งสิ้นยิ่งเป็นข้าก็ยิ่งสามารถปกป้องแม่นางได้!”
เมื่อเห็นว่ามู่หลงมั่นอกมั่นใจนักหนาหยางเถียนพลันกระตุกยิ้มขึ้นจากนั้นจึงเอ่ยว่า “ครั้งนี้พวกท่านไม่ได้พาผู้อาวุโสมาด้วยหรือไร?ปกติแล้วพวกท่านไปไหนมาไหนล้วนแต่ต้องมีผู้อาวุโสท่านหนึ่งเดินทางมาด้วยไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามซึ่งแฝงไปด้วยการเสียดสีของหยางเถียนใบหน้าของมู่หลงพลันมีความเก้อเขินปรากฏก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “ครั้งนี้ผู้อาวุโสมู่เฉวียนของตระกูลได้รับบาดเจ็บกำลังพักรักษาตัวอยู่”
“หืม?”
สีหน้าของหยางเถียนเปลี่ยนไป จากนั้นจึงเอ่ยด้วยความสงสัย“พักรักษาตัว? ใครกันที่สามารถทำร้ายผู้อาวุโสมู่เฉวียนได้?ศักยภาพของเขาผู้นั้นช่างไม่ธรรมดาเลยเสียจริงหรือจะเป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวง? แต่ก็ช่างเถอะ คุณชายมู่ท่านไม่เห็นหรือไรว่าข้างกายข้ามีคนคอยคุ้มกันอยู่?”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่หยางเถียนเอ่ยออกมาสีหน้าของมู่หลงก็เปลี่ยนไปแล้วมองไปยังเมิ่งฝานที่อยู่ข้างกายของสตรีงาม
เดิมทีการที่เขาหยิ่งทะนงตนอยู่เช่นนี้เป็นเพราะซวินจางที่สลักด้วยตัวอักษรคำว่ามู่ซึ่งมันสามารถทำให้จอมยุทธ์นอกเหนือจากสี่ตระกูลใหญ่ต้องหลีกทางให้แก่ตน
แล้วในวินาทีต่อมาสีหน้าของมู่หลงพลันเปลี่ยนไปเขาถลึงตามองเมิ่งฝานด้วงดวงตาที่คล้ายดั่งไข่ห่าน
ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ยิ้มแห้งแต่สีหน้ายังนับว่าดีไม่น้อย โลกนี้...มันช่างกลมเสียจริงเขานึกไม่ถึงเลยว่าตนเองต้องมาพบกับคนของตระกูลมู่ที่นี่ และดูเหมือนว่าสถานการณ์คงจะไม่ดีเสียแล้ว
แต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็ไม่ได้ยำเกรงต่อสิ่งใดต่อให้ไม่อาจต่อกรกับคนของตระกูลมู่ได้แต่หากไม่มีจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงคนใดเข้ามาขัดขวาง เมิ่งฝานมั่นใจว่าตนเองสามารถไปจากสถานที่แห่งนี้ได้
ต่อให้เป็นเมิ่งอวี่หุนที่อยู่บนยอดเขาเมิ่งฝานก็ยังพร้อมสู้เต็มที่
“เจ้า!”
แล้วในวินาทีต่อมามู่หลงพลันตวาดเสียงดังเขาก้าวเดินขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับปล่อยพลังปราณมหาศาลออกมาบ่งบอกว่ากำลังเดือดดาลเป็นที่สุด
แม้จะเห็นว่าพลังปราณของอีกฝ่ายแผ่ซ่านแต่เมิ่งฝานยังคงมีสีหน้าที่ราบเรียบจากนั้นจึงเอ่ยว่า “ข้าเอง!”
เมื่อเห็นมู่หลงที่พร้อมต่อสู้หยางเถียนพลันชะงักงันไปชั่วครู่แล้วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “พวกเจ้ารู้จักกันอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วผู้ที่ทำให้มู่เฉวียนบาดเจ็บ...ข้าเองก็มีส่วนเกี่ยวข้อง!”
เมิ่งฝานผายมืออย่างไม่สนใจถึงอย่างไรคนของตระกูลมู่ก็ต้องรู้แผนการของตนเองอยู่แล้ว ฉะนั้นวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังสิ่งใด
ทำร้ายมู่เฉวียน!
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของหยางเถียนพลันเปลี่ยนไปนางมองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจเพราะรู้ดีว่าผู้อาวุโสมู่เฉวียนแห่งตระกูลมู่นั้นแข็งแกร่งเพียงใดเขานับได้ว่าเป็นผู้อาวุโสที่โด่งดังในเมืองซ่างจิง มีความสามารถด้อยกว่าเพียงจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงเท่านั้นทว่าเมิ่งฝานกลับสามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้
ดูท่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ยังมีเรื่องราวมากมายที่ตนเองไม่รู้เวลานี้แววตาของนางมีความตกตะลึงที่ไม่อาจปิดบังปรากฏขึ้นมา
เบื้องหน้าของเขานั้น สีหน้าของมู่หลงคล้ายดั่งกินทารกตายเข้าไปก็ไม่ปานเขาจ้องมองเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตาก่อนจะตวาดเสียงดัง “คนของตระกูลมู่ตั้งค่าย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นคนของตระกูลมู่ที่อยู่ด้านหลังของมู่หลงจึงมารวมตัวกันระลอกคลื่นแห่งพลังปราณปรากฏขึ้นทั่วบริเวณอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อได้เห็นเมิ่งฝานคนของตระกูลมู่ทั้งหลายพลันกัดฟันแน่นหากไม่ใช่เพราะยุทธวิธีหินก้อนเดียวได้นกสองตัวของเมิ่งฝานคนของตระกูลมู่คงจะไม่บาดเจ็บสาหัสปานนั้นคงไม่ต้องทำให้ผู้อาวุโสมู่เฉวียนไม่อาจติดตามพวกเขาในการเดินทางครั้งนี้ได้ และทำได้เพียงพักรักษาตัวเท่านั้น
ที่มากไปกว่านั้นคือหลังจากเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้พวกเขาก็ยังไม่อาจขึ้นไปยังยอดเขาได้เพราะอิงตามศักยภาพของพวกเขาในยามนี้ไม่อาจต่อกรกับเมิ่งอวี่หุนได้ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องยอมสละโอกาสอันดีเลิศให้ผู้อื่นไป
เมื่อคนของตระกูลมู่เริ่มมีการเคลื่อนไหวผู้คนทั้งหลายก็เริ่มมองมาที่นี่เป็นตาเดียวรวมถึงคนของตระกูลเมิ่งและตระกูลเจียที่อยู่บนยอดเขาด้วย
“คนของตระกูลมู่!”
“ไม่ผิดแน่นั่นคือมู่หลง!”
“นึกไม่ถึงว่าคนของตระกูลมู่ก็มาที่นี่ด้วยเช่นกันดูเหมือนว่าสมบัติปราณประสานคงจะไม่ตกถึงมือพวกเราแล้วล่ะ!”
บุรุษที่เป็นผู้นำของตระกูลเจียมองไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วหัวเราะเสียงเบาจากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “ใครทำให้เจ้าสวะมู่หลงคนนั้นต้องเดือดดาลกันนับวันตระกูลมู่ยิ่งย่ำแย่!”
ข้างกายเขานั้น สตรีงามผู้หนึ่งพลันหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า“หึ นับวันเจ้ามู่หลงผู้นั้นก็ยิ่งไม่รู้จักคิด หากลงมือในยามนี้ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อการต่อสู้หลังจากนี้แน่ไม่มีสมอง แต่ต่อให้เขาไม่ลงมือตอนนี้ก็ไม่มีทางได้สมบัติไปอยู่ดี!”
แม้ว่าระลอกคลื่นแห่งพลังปราณจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆทว่าผู้ที่อยู่ท่ามกลางค่ายกลเวทย์อย่างเมิ่งฝานก็ยังมีสีหน้าที่ราบเรียบดังเดิม
หยางเถียนย่นคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงถามเสียงเบา“จะทำอย่างไรดี เจ้าเป็นถึงทหารรับจ้างของข้าเลยเชียว!”
“ข้าจัดการเองขอรับ!”
เมิ่งฝานก้าวออกไปข้างหน้านัยน์ตาคู่นั้นมองไปรอบกายก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ลงมือเสียที!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าคนของตระกูลมู่พลันเปลี่ยนไปเขานึกไม่ถึงเลยว่าเมิ่งฝานจะเหิมเกริมถึงขั้นเตรียมตัวรับมือกับคนของตระกูลมู่ทั้งหมดเพียงลำพังเช่นนี้
ความกล้าเช่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากใบหน้าของมู่หลงบิดเบี้ยวไปชั่วครู่ ก่อนจะทะยานไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับตะโกนขึ้นเสียงดัง“ลงมือ จัดการเจ้าคนนี้เสีย!”
ในขณะเดียวกันนั้น เสียงทะลวงอากาศพลันดังขึ้นหลายครั้งค่ายกลของตระกูลมู่นั้นรอบคอบเป็นอย่างยิ่งพลังปราณที่หลั่งไหลอยู่ภายในเป็นดั่งสาธารหลาก ทะลักอย่างรวดเร็วรุนแรงจนเกิดเสียงแสบแก้วหูดังขึ้นมา
และเป้าหมายที่พวกมันพุ่งทะยานเข้าหาก็คือเมิ่งฝานนั่นเองแม้จะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันแข็งแกร่งรอบกายแต่เมิ่งฝานกลับยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงขณะเดียวกันก็เอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ในเมื่อไม่มีตาเฒ่าที่อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนอยู่ที่นี่การจัดการกับพวกเจ้านั้น...ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ!”