เงาร่างสีดำทะยานขึ้นคว้าไปยังคอเสื้อของหลี่เฟิงส่งผลให้พลังปราณจากหมัดของจ้าวหยางพลาดไปอย่างเฉียดฉิว
ผู้คนที่กำลังมองดูการต่อสู้ตรงหน้านั้นแปรเปลี่ยนสายตามาที่เงาร่างสีดำเป็นสายตาเดียวกันทั้งหมด
มันจับจ้องไปยังใบหน้าของหนิงเทียนที่มือข้างขวานั้นกำคอเสื้อของหลี่เฟิงอยู่กับพื้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
หลี่เฟิงลุกขึ้นมามองไปยังหนิงเทียนด้วยสายตาตกตะลึง พลังแขนที่กระชากร่างของมันหลบพลังหมัดของจ้าวหยางนั้นมันเป็นพลังที่เหนือกว่าดินแดนองครักษ์ไปแล้ว
ถึงแม้มันจะคิดเช่นนั้น แต่มันก็ไม่สามารถเอ่ยความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้
มันเพียงแต่กล่าวขอบคุณอย่างเลื่อนลอย“ขอบคุณน้องชาย”
“พี่ชายหลี่ นี้เป็นเรื่องของข้า ท่านอย่าได้เข้ามายุ่งอีกเลย”หนิงเทียนบอกปัดอย่างไม่แยแส พร้อมกับจ้องมองไปยังจ้าวหยางด้วยดวงตาสีดำสนิท
คิ้วของเกาซุนขมวดจนติดกันภายในใจของมันร่ำร้องอย่างระส่ำ ‘มนุษย์ขั้น9เหตุใดถึงมีความเร็วเช่นนี้และมันคือวิชาท่าเท้าใดที่ทำให้มนุษย์ขั้น9มีความเร็วถึงระดับนี้’
ผู้คนทั้งหมดแสดงอาการประหลาดใจเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่พวกมันจะลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า
การที่หนิงเทียนสามารถช่วยหลี่เฟิงได้เป็นเพราะจ้าวหยางเมตตายั้งมือกลางอากาศเอง
ไม่เช่นนั้น ไม่มีทางที่ความเร็วของดินแดนมนุษย์จะขัดขวางการโจมตีของแดนองครักษ์ขั้นกลางได้
แม้แต่หลานเหลียงเองก็คิดเช่นนั้น แต่มันก็อดที่จะชื่นชมในความกล้าของหนิงเทียนไม่ได้
จะมีผู้ฝึกตนแดนมนุษย์คนใดที่กล้าหาญบ้าบิ่นถึงขนาดกระโดดเข้าใส่พลังหมัดของผู้ฝึกตนแดนองครักษ์การกระทำเช่นนี้สร้างความประทับใจให้แก่หลานเหลียงอยู่ไม่น้อย
จ้าวหยางตะโกนออกมาเสียงดัง “สารเลว ข้าจะฆ่าเจ้าด้วยอีกคน”มันเตรียมพุ่งเข้าใส่หนิงเทียนอีกครั้งหนึ่ง
“หยุด”เสียงดังออกมาจากด้านหลังของมัน เป็นซินเฉาที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนจะกล่าวห้ามจ้าวหยาง เวลานี้ดวงตาของมันหรี่แคบจับจ้องไปยังหนิงเทียน
จ้าวหยางที่ได้ยินเสียงซินเฉามันหยุดการกระทำ พร้อมระบายลมหายใจออกมาด้วยโทสะ “พี่ชายซิน ขอให้ข้าได้จัดการมัน”
“จ้าวหยางถ้าเจ้ายังทำตัวเช่นนี้ ข้าจะรายงานพฤติกรรมเจ้าแก่ท่านพ่อตา” น้ำเสียงอันแข็งกร้าวของเกาซุน ช่วยดึงสติที่เปี่ยมโทสะของจ้าวหยางด้วยอีกคน
“บัดซบ”มันคำรามสุดเสียงเพื่อระบายโทสะออกมาก่อนมันจะกล่าว
“ข้าขอท้าพวกเจ้าประลองสามกฎฟ้า” เมื่อได้ยินคำว่าสามกฎฟ้า สีหน้าของฝูงชนทั้งหมดแปรเปลี่ยนไปทันที
เดิมมันคิดว่าเป็นการทะเลาะของพวกเด็กๆเท่านั้น พวกมันไม่คิดว่าจะได้ดูเรื่องสนุกๆเช่นการประลองสามกฎฟ้า
“นี้เจ้า!!!” เกาซุนคำรามอออกมาเห็นได้ชัดว่าเจ้าเด็กนี้ไม่ได้ให้ความเคารพมันเลย
หนิงเทียนได้ยินเช่นนั้นมันจึงกล่าวถาม “พี่ชายหลี่ ประลองสามกฎฟ้าคืออะไร”
หลี่เฟิงเริ่มอธิบาย“การประลองสามกฎฟ้าเป็นข้อตกลงร่วมกันในพื้นที่ราบภาคกลางแห่งนี้
มันมีไว้พื่อใช้แก้ข้อขัดแย้งระหว่างบุคคลและเพราะมันเป็นการเดิมพันสิ่งสามสิ่ง ชื่อเสียง ทรัพย์สินและชีวิต มันจึงถูกเรียกว่า สามกฎฟ้า
สามกฎฟ้าประกอบไปด้วย สามวิธีเดิมพัน กระดานเหล็กหยินหยาง สนามประลองอสูรและสุดท้ายคือการประลองเป็นตาย”เมื่อมันอธิบายเสร็จ
หลี่เฟิงชี้นิ้วไปยังใบหน้าของจ้าวหยางพร้อมกับเปล่งเสียงดังออกมา “เจ้าไม่อายบ้างหรือที่ท้าประลองผู้ฝึกตนในแดนมนุษย์”
“หลี่เฟิง ถ้าเจ้าต้องการปกป้องเจ้าขยะนี้ก็รับคำท้าแทนมันเลยเป็นไง”จ้าวหยางกล่าวอย่าดูถูก
“ทำไมจะไม่ได้” หลี่เฟิงคำรามออกด้วยโทสะ
หนิงเทียนนั้นก้าวออกมายืนด้านหน้าจ้าวหยางมันกล่าวออกเสียงดังจนทุกคนนั้นได้ยิน
“พี่ชายหลี่นี่เป็นเรื่องของข้าที่จะต้องสั่งสอนเจ้าเด็กอวดดีคนนี้”
ในขณะที่ผู้คนโดยรอยได้ยินคำกล่าวของหนิงเทียนพวกมันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา
“เด็กคนนี้ช่างหยิ่งทะนงเกินไป”
“เป็นเพียงแดนมนุษย์เท่านั้นแต่อวดดีไม่เบา”
“เขามั่นใจในตัวเองเกินไป”
พวกมันทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน
เดิมทีเกาซุนนั้นตั้งใจจะห้ามการประลองสามกฎฟ้า แต่เมื่อมันได้ยินเช่นนั้นถึงกับอดกล่าวออกมาไม่ได้ “ข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะเอาตัวรอดได้เช่นไร” มันเปลี่ยนความคิดที่จะห้ามทันที
“ดีดีมาก ถ้าเช่นนั้นตกลงตามนี้ ข้าจะให้เจ้านั้นเป็นผู้เลือกการประลอง เดียวผู้คนจะครหาว่าข้ารังแกเด็ก”จ้าวหยางกล่าวอย่างถือดี ตัวมันนั้นรังเกียจท่าทางเช่นนี้ของหนิงเทียนเป็นอย่างมาก
“กฎแห่งชีวิตเป็นอย่างไร?”หนิงเทียนกล่าวเสียงดังด้วยใบหน้าที่ไม่แยแสใดๆ
หนิงเทียนนั้นไม่ได้หยิ่งจนเกินเหตุ แต่เพราะแท้จริงแล้ว มันนั้นไม่รู้จักกระดานหยินหยาง สนามประลองอสูรอะไรนั้น มันรู้จักคำที่ตรงกับความหมายเช่นการประลองเป็นตายเท่านั้น
ด้วยคำกล่าวเช่นนี้มันเพียงพอแล้วที่จะให้ฝูงชนที่ฟังอยู่ก่นด่าออกมา
“ไอ้เด็กนี้มันบ้าไปแล้วแน่ๆ”
มุมปากของเกาซุนกระตุกขึ้นมาทันที ในคราวนี้แม้แต่เกาซุนเองก็ยังรังเกียจความหยิ่งยโสของหนิงเทียนอยู่บ้าง
แต่ถึงอย่างไรถ้ามีการประลองเป็นตายเกิดขึ้นในขบวนเดินทางนั้นคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ มันจึงรีบกล่าวปรามทันที
“ด้วยการประลองเป็นตายนั้นพวกเจ้าไม่สามารถทำได้ในระหว่างที่อยู่ในขบวนคาราวานของข้า ถ้าพวกเจ้าต้องการประลองกันจริงๆข้าจะเป็นผู้เลือกกฎฟ้าให้เอง”
หลานเหลียงที่นั่งเงียบอยู่รีบกล่าวเสริม“ได้ท่านเกาให้เกรียติเป็นกรรมการครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ยุติธรรม ข้าเชื่อว่าน้อยชายหนิงเองก็เห็นด้วยเช่นกัน”มันรีบหาทางลงให้แก่เรื่องนี้ทันที
เกาซุนไม่เอ่ยถามความเห็นของหนิงเทียน มันกลัวว่าถ้าเจ้าเด็กนี้พูดขึ้นมาเรื่องราวจะบานปลายไปมากกว่านี้ มันรีบหันไปเอ่ยกลับซินเฉา
“น้องชายซินเจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?” เกาซุนนั้นรู้ดีตราบใดที่ซินเฉารับคำ จ้าวหยางจะไม่เอ่ยค้านใดๆ
ซินเฉาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะพยักหน้าตกลง
“ดี ถ้าสองฝั่งเห็นด้วยเช่นนั้น ข้าเกาซุน ขอเป็นตัวแทนทั้งสองเลือกกระดานเหล็กหยินหยางเป็นการประลองกฎฟ้า
แต่ครั้งนี้เป็นเพียงการหยอกล้อกันของเด็กเท่านั้น ข้าจึงขอเปลี่ยนแปลงกฎเล็กน้อย เราจะเดิมพันกันแค่เพียงหินลมปราณเท่านั้น พวกท่านทุกคนเห็นด้วยกับข้าหรือไม่”
เหล่าผู้อาวุโสที่ติดตามเกาซุนมานาน รีบกล่าวเห็นด้วยกับนายของมัน เสียงพูดคุยของผู้คนที่ได้ยินเหตุการณ์เริ่มจะพูดคุยกันปากต่อปากดังไฟที่รามท่วมทุ่ง
เพียงไม่นานผู้คุ้มกันรวมถึงนักเดินทางมากมายมารวมตัวกันล้อมรอบกลุ่มของเกาซุน
“ดีๆ ข้าชอบการแสดงนี้ ข้าต้องการวางเดิมพัน มีใครกล้ารับเดิมพันหินลมปราณ1000ก้อนของข้า?”
“ใครต้องการเดิมพันกับข้า ข้าเลือกฝั่งจ้าวหยาง แทง10รับเพียง1เท่านั้น”
ผู้คนนับร้อยวางเดิมพันกันอย่างสนุกสนาน ส่วนมาก9ใน10ส่วนจะเดินพันไปทางจ้าวหยางจะมีแต่เพียงพวกละโมบโลภมากเท่านั้นที่เดิมพันฝั่งหนิงเทียนเพราะเห็นว่าเดิมพันเพียง1หินลมปราณแต่จะได้กลับถึง10หินลมปราณ
เกาซุนนั้นนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีวาจาชั่งทองคนหนึ่งในเมืองฉางผิง มันสามารถเปลี่ยนบรรยากาศที่มาคุมาเป็นบรรยากาศที่รื่นเริงเช่นนี้ได้
“ผู้คุ้มกันโจว ไปนำกระดานเหล็กหยินหยางออกมา”เมื่อกล่าวสั่งจบมันเริ่มที่จะอธิบายวิธีการแข่งขันกระดานหยินหยาง
“ตราบใดที่ศิลาขาวดำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้อมรอบกลืนกินศิลาของอีกฝั่งได้ ผู้นั้นจะเป็นฝ่ายชนะทันที”
“น้องชายหนิงเจ้าเคยเล่นกระดานหยินหยางมาก่อนหรือไม่”หลี่เฟิงดึงหนิงเทียนออกจากลุ่มฝูงชน ก่อนจะถามอย่างร้อนรน
หนิงเทียนพยักหน้า มันนั้นพอจะเข้าใจว่ากระดาน หยินหยางที่พวกมันพูดถึง นั้นไม่ต่างอะไรกับเหวยฉีในโลกเก่าของมัน
อีกทั้งเหวยฉีในยุคของมันก็เปรียบเหมือนการรบที่เดินบนกระดานหมาก
ในอดีตตัวมันมักจะถูกกุนซือเฒ่าคะยันคะยอให้เล่นเป็นเพื่อนอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างไรมันนับได้ว่าเป็นเพียงผู้ที่เล่นเป็นเท่านั้นไม่ได้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด
*เหวยฉี กระดานหมากล้อมจีน
หลี่เฟิงเห็นท่าทีเช่นนั้นมันได้แต่รอบถอนหายใจออกมา “ไม่เป็นไรน้องชายหนิง อย่างไรข้าก็จะเดิมพันข้างเจ้าเอง”
หนิงเทียนถามออก “การเดิมพันกฎฟ้านั้นมากมายเพียงใด”
“ถ้าเป็นเรื่องทรัพย์สิน อย่างน้อยสุดก็หนึ่งแสนเหรียญทอง”
ในพื้นที่ราบภาคกลางกลุ่มผู้มีอำนาจระดับสูงพวกมันใช้กระทั่งเมือง สำนักหรือแม้แต่นิกายเป็นเครื่องเดิมพันในการประลองกระดานเหล็กหยินหยาง
หลี่เฟิงกัดฟันแน่น “น้องชายหนิงไม่ต้องหวง ข้านั้นพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง ข้าจะเดิมพันแทนเจ้าเอง”
หนึ่งแสนเหรียญทองคือเงินเก็บทั้งชีวิตของหลี่เฟิง โดยการคุ้มกันของมันหนึ่งครั้งจะได้ราวๆ1-2ร้อยเหรียญทอง
กระทั่งงานที่อันตรายอย่างมากเช่นครั้งนี้ มันยังได้รับค่าจ้างเพียงแค่ 1หมื่นเหรียญทองเท่านั้น
หนิงเทียนมองดูหลี่เฟิงที่กำลังว้าวุ่นอยู่กับเรื่องเงินอยู่นั้น จึงกล่าวออกมาด้วยเสียงราบเรียบ
“พี่ชายหลี่ แกนแท้สัตว์อสูรลมปราณขั้น3 มีราคาเท่าใด?”
“น้องชายแกนแท้ของสัตว์อสูรในแดนวีรชนนั้นมีค่าถึง 1หมื่นหินลมปราณระดับต่ำหรือเทียบเท่าเหรียญทอง1ล้านเหรียญ”
หลี่เฟิงรู้สึกงุนงงกับคำถามของหนิงเทียนเป็นอย่างมาก มันไม่เข้าใจว่าในเวลาเช่นนี้เหตุใดหนิงเทียนจึงถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องออกมา
แกนแท้ลมปราณของสัตว์อสูรระดับ3นั้น ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับบ่มเพาะพลังฝึกตนของผู้ที่อยู่ในดินแดนวีรชน จึงทำให้มันมีราคาสูงมากสำหรับผู้ฝึกตนในดินแดนที่ต่ำกว่าวีรชนลงไป
“พี่ชายหลี่ ข้ามีเรื่องที่ต้องให้ท่านรับปากข้า” หนิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เราเป็นเช่นพี่น้อง มีเรื่องอะไรที่ข้าจะไม่รับปากเจ้า”หลี่เฟิงกล่าวพลางตบไปที่อกของมัน
“ข้ามีของสิ่งหนึ่งให้ท่านนำไปเดิมพัน แต่ท่านต้องไม่ถามอะไรข้า อีกทั้งยังห้ามบอกใครด้วยว่ามันเป็นของข้า”
หลี่เฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ของสิ่งใดกันที่น้องชายหนิงต้องทำให้มากเรื่องเช่นนี้
มันคิดจะถามออกไปก็พลันนึกถึงคำกล่าวเมื่อครู่ ของหนิงเทียนว่า ไม่ต้องถาม มันจึงกลืนคำพูดลงไปพร้อมทั้งพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
หนิงเทียนแสร้งใช้มือขวาล้วงเขาไปในแขนเสื้อด้านซ้าย ก่อนจะส่งเสียงผ่านลมปราณ ‘อู๋ชางนำแกนแท้แรดหลังเหล็กมาให้ข้า’
‘ได้เลยคุณชาย’ราชาภูตตบปากรับคำโดยไว เพียงชั่วครู่แกนแท้ของแรดหลังเหล็กก็ปรากฏในมือของหนิงเทียน
“พี่ชายหลี่ ท่านโปรดจำคำกล่าวของข้าให้ดี”เมื่อมันกล่าวจบมันยื่นแกนแท้ของสัตว์อสูรระดับ3ให้แก่หลี่เฟิง
ในคร่าแรกหลี่เฟิงรับมาอย่างไม่ใสใจอันใด แต่เมื่อมันพิจารณาดูด้วยตาแล้ว ดวงตาของมันเปิดกว้าง ราวกับจะกระเด็นออกมา มือของมันสั่นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้
แต่เป็นเพราะคำกล่าวของหนิงเทียนมันจึงไม่กล้าถามอะไรออกมา มันทำได้เพียงเก็บข้อสงสัยที่ราวกับจะทับถมลงบนหน้าอกของมันจนขาดอากาศหายใจ
ด้วยเหตุการณ์ที่หนิงเทียนได้ช่วยมันไว้ รวมทั้งแกนแท้อสูรปราณขั้นที่3ที่ตอนนี้อยู่ในมือของมัน
ภายในใจของหลี่เฟิงนั้นลงความเห็นเป็นแน่แท้แล้วว่า น้องชายหนิงผู้นี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
มันใช้เวลาอยู่เกือบยี่สิบลมหายใจก่อนจะปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้ มันจึงเอ่ยถามหนิงเทียน “ข้าต้องทำเช่นไรต่อไป”
“นำมันไปเดิมพัน ถ้าข้าชนะของสิ่งนี้จะเป็นของท่าน”หนิงเทียนกล่าวอย่างไร้อารมณ์
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาหลี่เฟิงแย้มยิ้มออกมา มันไม่ได้ยิ้มออกเพราะแกนแท้อสูรลมปราณขั้นที่3
มันยิ้มขึ้นเพียงเพราะว่า แกนแท้อสูรลมปราณก้อนนี้จะทำให้มันได้ตอกหน้าจ้าวหยางได้อย่างสาสม
“ในเมื่อน้องชายหนิงไว้ใจ พี่ชายผู้นี้ก็จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” เมื่อการสนทนาของพวกมันทั้งคู่จบลง ทั้งสองเดินเข้าไปยังกลุ่มคนทันที
เมื่อเกาซุนเห็นเช่นนั้นมันจึงกล่าวเริ่มต้น “ข้านั้นไม่ต้องการกล่าวเช่นนี้ แต่ว่าการเดิมพันครั้งนี้ คงเป็นตามปกติไม่ได้
ถึงข้าต้องการให้มันเป็นการเดิมพันที่เท่าเทียมเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่จะเป็นไปได้
ข้าจึงจะเพิ่มกฎเข้าไปเล็กน้อย ผู้ทีเดิมพันฝั่งน้องชายหนิงเทียนจะได้รับเหรียญทองเพิ่มจากเดิม1ต่อ10”
ที่มันต้องกล่าวเช่นนี้ออกไปเป็นเพราะว่าถ้ามีการวางเดิมพันแต่ข้างจ้าวหยางอยู่ฝ่ายเดียว มันจะเรียกว่าเป็นการเดิมพันได้อย่างไร
1ต่อ10นั้นก็การหลอกล่อพวกโลภมากก็เท่านั้น เกาซุนนั้นรู้ดีว่าต่อให้มันกล่าวออกเป็น1ต่อ100คนส่วนใหญ่ก็แห่เดิมพันข้างจ้าวหยางมากกว่าอยู่ดี
มันเว้นช่วงเวลาให้ขบคิดกันอยู่ชั่วครูก่อนจะกล่าวต่อ“คุณชายซิน ท่านยอมรับหรือไม่”
ซินเฉากล่าวออกด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบ “เป็นเช่นนั้นนับว่ายุติธรรมแล้ว”
“เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงได้แล้ว ข้าขอให้พวกเจ้าเริ่มวางเดิมพันได้”
หนิงเทียนนั้นไม่ได้กล่าวอันใดออก มีเพียงแต่หลี่เฟิงที่ก้าวออกไปยืนอยู่ตรงกลาง ราวกับว่ามันนั้นเป็นตัวเอกในเหตุการณ์ครั้งนี้
“ข้าหลี่เฟิง เป็นตัวแทนของน้องชายหนิง ข้าขอเดิมพันด้วย1แสนเหรียญทอง”
เมื่อผู้คนที่อยู่รอบๆได้ยินเช่นนี้มันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคำพูดที่กล่าววาจาสงสารแก่หลี่เฟิงเสียมากกว่า
“เจ้าขยะ เจ้ามีปัญญาเดิมพันเพียงขั้นต่ำเท่านั้นหรือ?”จ้าวหยางกล่าวออกอย่างดูถูก ซ้ำยังกล่าวต่ออีกว่า
“ข้านั้นจะเดิมพัน1แสนเหรียญทองตามที่เจ้าต้องการ ถ้าเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้.....”มันหยุดหัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับมันกำลังพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่
“ถ้าเจ้าเอาชนะข้าได้ ข้าจะยอมจ่ายให้ 1ล้านเหรียญทองเลย แต่ว่าเช่นนั้นคงยังไม่พอ
พี่ชายซินเฉาเองก็ต้องการเล่นสนุกครั้งนี้ด้วย เขาต้องการเดิมพันเพิ่มอีก2แสนเหรียญทอง
ข้าอยากรู้ว่ากลุ่มคุ้มกันตระกูลหลานจะกล้ารับหรือไม่ เจ้าพวกเปาเปียวชั้นต่ำ ฮาฮาฮา” เวลานี้มันพุ่งเป้าไปยังกลุ่มคุ้มภัยตระกูลหลานที่ยังนั่งเงียบอยู่
ได้ยินเช่นนั้นคิ้วของหลานเหลียง ขมวดชนกันทันที 2แสนเหรียญเงินนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ มันเทียบได้กลับรายได้ของตระกูลหลาน1ปีเต็มเลยทีเดียว
แต่ถ้ามันไม่ยอมรับเดิมพันต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ชื่อเสียงของตระกูลหลานจะยังมีอยู่อีกหรือ?
มันกัดฟันแน่น พร้อมกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก “ตระกูลหลานขอเดิมพัน2แสนเหรียญทองด้วยเช่นกัน”
“พี่ใหญ่หลาน ท่านโปรดตรองดูใหม่เถิด ไอ้เจ้าเด็กหนิงเทียนนั้นไม่มีทางชนะจ้าวหยางได้แน่นอน” เหลียวเหยียนกล่าวเตือนพี่ใหญ่ของมันอย่างเร่งร้อน
หลานเหลียงยกมือห้ามไม่ให้เหลียวเหยียนกล่าวอันใดต่อ เวลานี้มันไม่ใช่เรื่องของเงินเท่านั้นแต่มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีระหว่างสองสำนักคุ้มภัยที่สำคัญเป็นที่สุด
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าที่เรียบนิ่งไร้อารมณ์ของซินเฉากลับยิ้มขึ้นมาอย่างน่าหวาดกลัว
“เมื่อเจ้าตกลงกันได้แล้ว จงนำสิ่งเดิมพันออกมา”ในขณะที่เกาซุนกำลังกล่าวออก
เสียงของหลี่เฟิงดังแทรกขึ้นมาทันที “ข้านั้นมิได้บอกว่าจะเดิมพัน1แสนเหรียญทอง”
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของผู้คนโดยรอบเต็มไปด้วยความดูถูก หลี่เฟิงผู้นี้เกิดกลัวถึงขนาดต้องการกลับคำพูดช่างไร้ซึ่งเกรียติเสียจริงๆ
จ้าวหยางหัวเราะอย่างดูถูก“ฮ่าฮ่าๆ หลี่เฟิงหนอหลี่เฟิง หรือว่าเจ้าเปลี่ยนใจเกิดเสียดายเงินเช่นนั้นหรือ”
“จ้าวหยางเจ้าได้ยินข้ากล่าวเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อไร” มุมปากของหลี่เฟิงยกยิ้มขึ้น พร้อมทั้งกล่าวต่อ
“ใครๆก็บอกว่าเจ้านั้นเป็นคุณชายผู้ร่ำรวย เจ้ากล้าเดิมพันกับข้าด้วยของสิ่งนี้หรือไม่”
กล่าวจบมันหยิบแกนอสูรลมปราณขั้นที่3ออกมา กลิ่นอายลมปราณของมันคละคลุ้งไปทั่ว ดวงตาของผู้คนที่มองไปยังแกนอสูรเบิกกว้างจนแทบจะถล่นออกมา
เมื่อ แกนอสูรขั้นที่3 ปรากฏแก่สายตาผู้คนทั้งหมดด้วยของสิ่งนี้มันสามารถซื้อกิจการใหญ่ในเมืองฉางผิงได้อย่างสบาย มันสามารถเปลี่ยนฐานะผู้คุ้มกันให้กลายเป็นเฒ่าแก่ได้ภายในชั่วข้ามคืน
ในกลุ่มที่เดิมพันข้างจ้าวหยางสีหน้าของพวกมันแปรเปลี่ยนไปทันที ความไม่แน่ใจเริ่มก่อตัวขึ้นมา จะมีใครโง่นำของล้ำค่ามาเดิมพันทั้งๆที่รู้ว่าต้องแพ้
อย่างน้อยๆพวกที่จะทำเช่นนั้นได้ต้องมีความมั่นใจอยู่เกินครึ่ง
แม้กระทั่งเกาซุนเองก็ยังฉุกคิดขึ้นมา มันนั้นรู้จักหลี่เฟิงดี เจ้าเด็กนี้นับว่าเป็นคนที่ฉลาดคนหนึ่งมีหรือที่จะกล้าทำอะไรโง่ๆถึงเช่นนี้ได้อย่างไร
เหลียวเหยียนกล่าวออกอย่างแผ่วเบาราวกระซิบ “พี่ใหญ่หลาน เรื่องนี้ไม่ปกติแล้ว หลี่เฟิงนั้นมีของล้ำค่าเช่นนั้นได้อย่างไร หรือว่ามันจะขโมย....”
หลานเหลียงรีบกล่าวห้ามก่อนที่เหลียวเหยียนจะกล่าววาจาผายลมอันใดออกมา
เวลานี้ที่เอวของหลี่เฟิงมีเชือกที่ผูกติดกับตระกูลหลานเอาไว้ ตราบใดที่หลี่เฟิงล้มลงตระกูลหลานเองก็คงไม่ได้ยืนตรงอย่างแน่
ซินเฉาที่ยืนอยู่อย่างนิ่งเงียบนั้น ยังกล่าวออกมา “จ้าวหยางอย่าได้ประมาทพวกมันต้องวางเล่ห์กลเล่นงานเจ้าแน่”
จ้าวหยางกล่าวอย่างถือดี “อย่าได้ห่วงท่านพี่ ข้านั้นจะชนะแน่นอน”มันหันกลับไปกล่าวกับทหารแก่ด้านหลังมัน“พ่อบ้านจ้าว นำเงินออกมา1ล้านเหรียญ”
พ่อบ้านจ้าวรีบกล่าวออกมาอย่างหวาดกลัวในอารมณ์ของนายน้อยมัน“นายน้อย เวลานี้เราไม่มีเหรียญทองจำนวนมากขนาดนั้น”
“บัดซบ” มันใช้ฝ่ามือตบไปยังใบหน้าของพ่อบ้านจ้าว พร้อมหันหลังไปกล่าว “พี่ชายซินเฉา น้องชายขอรบกวนท่านเล็กน้อยได้หรือไม่”
“อย่าได้กล่าวเหมือนว่าเราเป็นคนห่างไกลกัน” กล่าวจบมันโยนแหวนมิติใปให้จ้าวหยาง
ตระกูลซินนั้นแม้จะไม่ได้เป็นสามตระกูลใหญ่ก็จริงแต่ความมั่งคั่งของมันไม่ต่างอะไรกับสามตระกูลเลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งซินเฉานั้นเป็นถึงว่าที่จ้าวสำนักคนต่อไปด้วยแล้วจึงไม่แปลกอะไรที่มันมีเงินติดตัวมากมากเช่นนี้
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%