“เจ้าว่าหลินหลิงเป็นอย่างไร?”จู่ๆฮุ่ยชินอ๋องก็เอ่ยปากถามขึ้น ซูเจินละความสนใจจากเวทีหันมามองเขาโจวอ๋องคิ้วกระตุกทว่ายังคงไม่ได้หันไปมอง สายตายังคงจับจ้องยังเวทีทว่าโสตประสาทหูกลับจดจ่อกับการสนทนาของพวกเขาทั้งคู่
“แน่นอนว่าเก่ง”
“เขาจะชนะหรือไม่?” ฮุ่ยชินอ๋องยังคงถามต่อที่มุมปากมีรอยยิ้มเล็กๆ ซูเจินรู้สึกยังไม่ค่อยชินจึงหลบสายตาไปทางอื่น
“เป็นเพียงการสอบเข้าสำนักไม่ใช่การแข่งขันจะมีแพ้มีชนะได้อย่างไร” ซูเจินรู้ว่าเขาถามต้องการกระทบผู้อื่นแต่นางก็ยังเลือกที่จะตอบอย่างเลี่ยงๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ต้องการปล่อยผ่านไปง่ายๆ
“แล้วเจ้าคิดอย่างไรที่เขาเลือกหลอมโอสถพิษในการสอบเจ้าว่าเขาจะผ่านการสอบหรือไม่ผ่าน?” ซูเจินได้ฟังก็ขมวดคิ้วก่อนจะตอบออกไป
“แน่นอนว่าผ่านหากเขาหลอมโอสถออกมาได้มีคุณภาพดีเกินเจ็ดส่วนอาจารย์จากสาขาปรุงโอสถย่อมให้เขาผ่าน ส่วนการที่เขาหลอมโอสถพิษนั้นข้าไม่มีความเห็นอื่นใดจริงอยู่ที่โอสถที่เขาหลอมขึ้นชื่อว่าเป็นโอสถพิษ แต่ก็ยังมีคำว่าโอสถอยู่ไม่ว่าอย่างไรก็มีขึ้นเพื่อรักษา ส่วนการที่มันจะเป็นโทษหรือไม่นั้นย่อมอยู่ที่ผู้ใช้ไม่ได้อยู่ที่ตัวโอสถเอง”
ซูเจินมองยังหลินหลิงบนเวทีก่อนจะกล่าวต่อ
“ผู้หลอมมีเจตนาหลอมขึ้นเพื่อรักษาหรือทำลายนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของคนผู้นั้นสำหรับตัวข้าแล้วข้าคิดว่าไม่มีโอสถใดในโลกที่เป็นพิษแต่สิ่งที่ทำให้มันเป็นพิษนั้นคือคนที่นำมันไปใช้ในทางที่ผิด”
ตัวนางขึ้นชื่อว่าเป็นหมอมารในอดีตมีหลายครั้งที่ต้องทำการหลอมโอสถพิษ เพื่อรักษาโรคและรักษาชีวิตของผู้ป่วยดังนั้นสำหรับนางแล้วการหลอมโอสถพิษไม่ใช่สิ่งไม่ดีแต่อย่างใดทุกอย่างล้วนอยู่ที่การใช้มันต่างหาก
ฮุ่ยชินอ๋องมองใบหน้างามล้ำลึกขึ้นนางช่างมีความคิดอ่านที่แตกต่างจากผู้อื่นเหนือสิ่งอื่นใดคือนางมีใจที่เมตตาอย่างคาดไม่ถึง
สิ่งที่นางกล่าวมานั้นเป็นความจริงทุกประการตัวโอสถไม่ได้เป็นพิษ สิ่งที่เป็นพิษคือจิตใจของผู้คน
“ข้าหลอมเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”เสียงใสเสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจของผู้คนให้หันไปมอง
ซูเจินหันมองตามเสียงทันทีเป็นสตรีที่ยืนอยู่ท้ายสุดก่อนหน้านี้นางไม่เป็นที่สนใจ นางแต่งตัวเรียบง่ายสีส้มอ่อนใบหน้าก็ไม่โดดเด่นหากนางยืนท่ามกลางผู้คนนางคงจมหายไปได้โดยง่าย
ทุกสายตาต่างมองเม็ดโอสถกลมเกลี้ยงในมือของนางเม็ดยาสีขาวใสดังหยกมันแพะชั้นดี ส่งกลิ่นหอมกระจายทันทีที่เปิดฝาออกซูเจินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อรับกลิ่นที่กระจายออกมา
กลิ่นนี้...
ซูเจินเปิดเปลือกตามองยังมือของสตรีนางนั้นอีกครั้งเห็นเม็ดยาที่อยู่ในมือของนางแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้จริงๆนางเป็นม้ามืดนอกสายตาโดยแท้
อาจารย์ทั้งสามคนเดินเข้ามาดูโอสถใกล้ๆแรกเห็นสิ่งแรกที่พวกเขาทำคือเบิกตากว้าง แล้วถลาเข้ามาหยิบเม็ดโอสถขึ้นมาดูอาจารย์ที่ชราที่สุดหลับตาดมกลิ่นแล้วก็มองเม็ดโอสถอยู่นาน
“เจ้าหลอมโอสถกระดิ่งเงิน?”ชายชราเอ่ยปากถามในที่สุด
“โอสถกระดิ่งเงิน?เมื่อกี้เขาบอกว่านางหลอมโอสถกระดิ่งเงินหรือ?”
“โอสถกระดิ่งเงิน?! แม่นางผู้นั้นหลอมโอสถกระดิ่งเงิน!”ผู้คนเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา คราแรกได้ยินว่ามีคนหลอมโอสถเสร็จแล้วก็ยังเฉยๆเพราะคิดว่าคงหลอมโอสถง่ายออกมาจึงได้หลอมเสร็จเร็วนักแต่ผู้ใดจะคิดว่านางจะหลอมโอสถกระดิ่งเงิน!
เวลาพึ่งผ่านไปเท่าไหร่กันเชียวถึงสองชั่วยามหรือยัง?
นี่พึ่งจะผ่านมาได้เพียงหนึ่งชั่วยามกับอีกสามเค่อ!
“เจ้าค่ะ ข้าน้อยหลอมโอสถกระดิ่งเงิน”สตรีนางนั้นก้มหน้าลงอย่างขวยเขินที่ผู้คนต่างจับจ้องมองมาเอ่ยตอบอาจารย์ทั้งสามคนยังเสียงเบา
“ข้าจำได้ว่าเจ้าไม่มีผลมะม่วงจิตแดงกับใบขิงทองนี่?”อาจารย์ผู้หญิงถามขึ้น นางเห็นผลกระดิ่งเงินอยู่สองผลก็จริงแต่ไม่เห็นวัตถุดิบสำคัญอีกสองชนิด แล้วนางหลอมโอสถกระดิ่งเงินได้อย่างไรกัน?
“เรียนท่านอาจารย์หญิงข้าน้อยใช้ผลส้มปล่อยวางกับใบพริกนางนอนที่มีฤทธิ์เหมือนกันแทนเจ้าค่ะ”
“ส้มปล่อยวางกับใบพริกนางนอน?”
“เจ้าค่ะ”
อาจารย์ทั้งสามคนพิศมองเม็ดโอสถที่อยู่ในมืออีกรอบตัวโอสถมีความบริสุทธิ์สองถึงแปดส่วนทั้งยังหลอมออกมาได้ถึงสี่เม็ดในการหลอมครั้งเดียวเรียกได้ว่าไม่ธรรมดา
ใจจริงอยากจะถามปริมาณของวัตถุดิบทั้งสองตัวแต่มันจะกลายเป็นการเสียมารยาทแทนไม่มีผู้ปรุงโอสถคนใดมอบสูตรการหลอมให้ผู้อื่นโดยง่ายสูตรการปรุงโอสถถือเป็นชีวิตของผู้ปรุงโอสถเลยก็ว่าได้
การที่นางใช้สมุนไพรตัวอื่นในการหลอมโอสถดั้งเดิมถือเป็นสูตรการหลอมใหม่ อาจารย์ทั้งสามยังรู้สึกน้ำลายหก กระหายอยากจะรู้ไม่น้อย
“ดีๆๆ เจ้าชื่ออะไร?” ชายชราหัวเราะร่าครั้งนี้มีแต่เมล็ดพันธุ์ดีๆทั้งนั้น ดีจริงๆที่เขามาในครั้งนี้ ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่เหมาะที่จะเป็นลูกศิษย์สายตรงของข้าฮ่าๆๆๆ
“ข้าน้อยชื่อ ถิงลี่ลี่ เจ้าค่ะ”นางตอบอย่างนอบน้อมเป็นที่สุด และดูเหมือนจะมากเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ
“ดีถิงลี่ลี่หลอมโอสถกระดิ่งเงินความบริสุทธิ์แปดในสิบส่วนหลอมออกมาได้ทั้งหมดสี่เม็ด ผ่าน!” ชายชราประกาศก้องให้ทุกคนรับรู้กันถ้วนหน้า
“อะไรนะ? ความบริสุทธิ์แปดเต็มสิบส่วน?”
“หลอมครั้งเดียวได้โอสถถึงสี่เม็ด สวรรค์!เมื่อกี้นางชื่ออะไรนะ?”
ผู้คนต่างเสียใจที่ไม่ได้ให้ความสนใจนางตั้งแต่แรกแต่จะโทษพวกเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ใครให้นางไม่โดดเด่นถึงเพียงนั้น ใครให้คนอื่นๆโดดเด่นมากกว่านางมากมายเพียงนั้น!
ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องให้ความสนใจนางอยู่แล้ว!
“ถิงลี่ลี่ เจ้าสอบผ่านเป็นคนแรกยินดีด้วยส่วนนี่เป็นป้ายหยกของเจ้าเก็บไว้ให้ดีๆ อีกสองวันกลับสำนักพร้อมอาจารย์”อาจารย์หญิงหมายตาถิงลี่ลี่หมายรับนางเป็นศิษย์สายตรง แม้หน้าตาท่าทางของนางจะไม่โดดเด่นแต่แล้วอย่างไรเล่า ฝีมือการหลอมโอสถของนางนับว่าไม่ธรรมดาอนาคตของนางนับว่าสดใสแล้ว
“เจ้าค่ะอาจารย์หญิงแต่...แต่ศิษย์ไม่มีเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าสำนัก ไม่...ไม่รู้ว่า...”นางถามเสียงอึกอัก
“นึกว่าอะไรที่แท้ก็เรื่องนี่เอง เจ้าอย่าห่วงสาขาปรุงโอสถต่างจากสาขายุทธ์นับตั้งแต่ก้าวเข้าสำนักเจ้าก็นับว่าเป็นศิษย์หลักแล้วไม่ต้องพูดถึงเงินแรกเข้าแต่เจ้ายังจะได้เงินไว้ใช้ทุกเดือนอีกด้วยหลังจากนี้เจ้าก็จะได้รู้เอง เข้าไปพักเถอะ” อาจารย์หญิงกล่าวอย่างใจดียิ้มแย้มให้นางอย่างอ่อนโยน
“จริง...จริงหรือเจ้าคะ?”ถิงลี่ลี่ยังเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ นางรับเอาป้ายหยกที่มีคำว่าสวรรค์อยู่มาป้ายหยกแตกต่างจากเหล่าคนที่สอบผ่านในสาขาฝึกยุทธ์สาขาปรุงโอสถไม่ว่าใครที่สอบผ่านก็จะได้เป็นศิษย์หลักทันทีป้ายหยกก็เป็นสีขาวมีลวดลายสีฟ้าที่เป็นสัญลักษณ์ของศิษย์หลักสำนักสวรรค์
“เจ้าเด็กคนนี้อาจารย์บอกว่าไม่เป็นไรอย่างไรเล่า มาทางนี้เถอะ”ถิงลี่ลี่เดินตามอาจารย์หญิงลงเวทีไปอย่างว่าง่าย ใบหน้ายังมีรอยยิ้มเจืออยู่บางๆ