ตอนที่ 40 ค่าเงินของจักรวรรดิจื่อเย่า
“เคร้ง เคร้ง เคร้ง” หลินสวินได้ยินเสียงบางสิ่งกระทบกันดังมาทันทีที่เขาถึงบ้านกลางลานบ้าน ซย่าจื้อกำลังใช้ค้อนขนาดใหญ่ฟาดลงไปบนชุดเกราะชั้นในชุดหนึ่ง ประกายไฟพุ่งแปลบปลาบตามจังหวะการตีภาพแม่นางน้อยวัยเพียงห้าหกขวบ ทั้งเยาว์วัยและอ่อนหวาน กำลังถือค้อนหยาบขนาดยักษ์ด้วยมืออันขาวนวลนุ่ม ช่างเป็นภาพที่ย้อนแย้งกันสิ้นดีกระนั้นค้อนยักษ์กลับดูเบาราวเข็มเย็บผ้ายามเมื่ออยู่ในมือของนาง การตีเป็นไปอย่างมีจังหวะจะโคนเฉพาะตัว ซึ่งทำให้งานตรงหน้ากลายเป็นเรื่องง่ายอย่างกับปอกกล้วยเข้าปากสำหรับแม่นางน้อยหลินสวินจำชุดเกราะชุดนั้นได้ มันเป็นชุดเดียวกันกับที่เขาหลอมขึ้นมาจากเกล็ดของกิ้งก่านอเดียว แต่ได้รับความเสียหายไปเมื่อสี่วันก่อนตอนที่ปะทะกับเหลียนหรูเฟิง และเป็นเพราะชุดเกราะนี่เองที่ช่วยให้ตอนที่ถูกฟันกลางหลัง เขาไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักทว่าเขาก็ไม่นึกไม่ฝันว่าซย่าจื้อจะลุกขึ้นมาซ่อมชุดเกราะให้โดยที่เขาไม่ได้ออกปากขอหลินสวินเข้าไปดูค้อนอันนั้นใกล้ๆ ก็ต้องผงะไปอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหัวค้อนขนาดใหญ่เหมือนก้อนโลหะตะปุ่มตะป่ำทั้งยังเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือ“นี่เจ้าใช้มือบีบหรือ” ซย่าจื้อพยักหน้าโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดและบอกเขาว่า “ข้าเห็นแถวนี้ไม่มีค้อนให้ใช้ เลยเอาเหล็กมาทำใหม่เอง”หลินสวินอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงันเมื่อได้ยินเช่นนั้น นั่นมันโลหะชั้นดีเชียวนะ! เป็นไปได้อย่างไรว่าแม่นางน้อยจะใช้เพียงแรงจากปลายนิ้วบีบโลหะจนกลายเป็นค้อนได้ง่ายดายเช่นนี้เขาจ้องนางอึ้งๆ ครุ่นคิดกับตัวเองว่าภายใต้ร่างอันบอบบางของแม่นางน้อย อาจจะมีสัตว์อสูรบรรพกาลที่ดุร้ายเร้นกายอยู่ก็เป็นได้ซย่าจื้อวางค้อนลงข้างๆ แล้วส่งชุดเกราะนั้นให้หลินสวิน ก่อนกล่าวว่า “เสร็จแล้ว ลองสวมดูสิ”ครั้นหลินสวินตรวจดูชุดเกราะในมือที่ซ่อมแซมเรียบร้อยจนสภาพดีเหมือนใหม่ เขาชมนางด้วยรอยยิ้มพรายบนใบหน้า “เจ้านี่มีเรื่องให้ข้าประหลาดใจเสมอเลยสินะ”ทว่าซย่าจื้อกลับเดินเชิดหนีเข้าห้องไปราวกับไม่ได้ใส่ใจฟัง กล่าวตอบว่า “ข้าขอตัวไปงีบสักประเดี๋ยวนะ อย่าลืมทำข้าวเย็นล่ะ ข้าตื่นมาจะต้องหิวมากเป็นแน่”โครม!เพียงเท่านั้นประตูก็ปิดลงฉับพลันหลินสวินยักไหล่ เขาชินเสียแล้วกับพฤติกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของนาง ซึ่งทำให้แม่นางน้อยต่างจากเด็กคนอื่นทั่วไปเขาจ้องด้วยนัยน์ตาลุกวาวไปยังค้อนยักษ์อันนั้นซึ่งมีน้ำหนักมากอย่างเหลือเชื่อ ครั้นเขาพยายามใช้สองมือยกมันขึ้นมา มันกลับแข็งทื่อประหนึ่งรูปปั้นหินเขาประหลาดใจไม่น้อย ก่อนรวบรวมพลังทั้งหมดโคจรพลังวิญญาณไปทั่วทั้งร่างโดยทันที ต้องทำเช่นนั้นก่อนเขาจึงจะสามารถยกค้อนยักษ์นั่นขึ้นมาได้ และจากข้อมูลที่มีน้อยนิด เขาก็พอจะรู้สึกได้ว่ามันต้องหนักไม่น้อยไปกว่าห้าร้อยชั่งแน่นอนโครม!ค้อนยักษ์ร่วงสู่พื้นทันทีที่หลินสวินคลายมือออก ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่บนพื้นดิน“นางเป็นสัตว์ปีศาจตัวน้อยดีๆ นี่เอง!”ครั้นคิดถึงว่าซย่าจื้อบีบค้อนอันนั้นขึ้นมาด้วยมือเปล่าแล้ว สีหน้าของหลินสวินก็ผุดอารมณ์หลากหลายซับซ้อนขึ้นทันที เขาชักจะสงสัยเกี่ยวกับที่มาที่ไปของแม่นางน้อยขึ้นทุกขณะ“ตอนนางตื่น ข้าจะต้องถามนางให้ดีๆ เสียแล้ว”ไม่ช้าหลินสวินก็เลิกหมกมุ่นกับเรื่องนั้น ปรี่เข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็น หลังจากนั้นจึงค่อยมีเวลามานั่งเล่นที่เก้าอี้ตรงลานหน้าบ้าน หลินสวินหงายมือขึ้น มีเหรียญทองแดงประจำจักรวรรดิเหรียญหนึ่งวางอยู่บนมือเขา เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะจ้องมองมันนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นเหรียญทองแดงของจริง ซึ่งมีขนาดเพียงฝ่ามือทารก สีออกเหลืองอ่อน เนื้อสัมผัสบางเบาและละเอียดเท่าที่หลินสวินรู้ เหรียญทุกเหรียญที่ใช้กันในจักรวรรดิจื่อเย่าทำขึ้นจากผงของแร่พิเศษที่มีชื่อเรียกว่า ‘แร่หินหมอกวิญญาณ’ ผสมกับวัตถุดิบอีกหลายชนิด รวมไปถึงแร่ทอง เงิน และทองแดง แล้วจึงนำไปหลอมด้วยหลากกรรมวิธีที่ซับซ้อนไม่เหมือนใคร จนไม่มีทางที่คนจากนอกจักรวรรดิจะสามารถทำตามจนชำนาญได้เหรียญที่ใช้ในจักรวรรดิจื่อเย่าแบ่งออกเป็นสามประเภท คือเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ซึ่งเหรียญที่มีค่ามากกว่าสามารถแลกเป็นเหรียญที่มีค่ารองลงมาได้ในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งร้อยลดหลั่นกันไป เหรียญทุกเหรียญ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญประเภทไหน ก็จะมีลวดลายสัญลักษณ์ประจำจักรวรรดิสลักไว้ทั้งสองหน้าเหรียญเฉกเช่นเหรียญที่หลินสวินถืออยู่นี้ ลวดลายเหรียญด้านหัวประกอบไปด้วยภาพสามภาพ ภาพแรกเป็นภาพช่อดอกจื่อเย่าที่บานเฉิดฉายประหนึ่งกองเพลิง เป็นสัญลักษณ์แทนราชวงศ์แห่งองค์จักรพรรดิจื่อเย่า ส่วนที่สองเป็นภาพกวางเขียวท่าทางสง่างามเชิดหน้าแหงนมองฟากฟ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสำนักศึกษาแห่งแรกของจักรวรรดิอย่าง ‘สำนักศึกษามฤคมรกต’ และภาพที่สามเป็นภาพกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ผ่าแยกนภา สัญลักษณ์แทนกองทัพของจักรวรรดิจื่อเย่านอกจากนั้นแล้วยังมีลวดลายกิ่งก้านสาขาสีสันสดใสสลักหนาแน่นอยู่โดยรอบภาพสัญลักษณ์ทั้งสาม ลวดลายเหล่านั้นเป็นตัวแทนของบุคคลสำคัญและตระกูลขุนน้ำขุนนางทั้งหลายที่เคยทำคุณงามความดี มีวีรกรรมโดดเด่นแก่จักรวรรดิจื่อเย่าส่วนเหรียญด้านก้อยเป็นรูปทิวทัศน์อันงดงาม ปกคลุมด้วยหมู่เมฆหมอกที่แผ่ขยายออกไปอย่างทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้งจนสุดหยั่งหลินสวินคิดไม่ออกเลยว่าทิวทัศน์นั้นเป็นสัญลักษณ์แทนอะไร แต่มันย่อมต้องมีความหมายสักอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่หลินสวินเป่าเหรียญในมือจนเกิดเป็นเสียงดนตรีไพเราะเฉพาะตัวดังตามมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่แหละคือเหรียญของจักรวรรดิจื่อเย่า ที่จำเป็นต่อทั้งการเอาตัวรอดในจักรวรรดิและการฝึกปราณของเขาจู่ๆ เด็กหนุ่มก็ได้เป็นเจ้าของเงินถึง 1,500 เหรียญทองแดง หรือเท่ากับ 15 เหรียญเงินอย่างไม่ทันตั้งตัว จากแหวนเก็บของของอู๋เฮิ่นสุ่ย ค่าเงินของจักรวรรดิจื่อเย่าค่อนข้างมีมูลค่าสูง ตัวอย่างเช่น สามเหรียญทองแดงสามารถนำไปซื้อข้าวศักดิ์สิทธิ์ได้ถึงครึ่งชั่งหรือแร่ทองแดงเพลิงเฟยอวิ๋นชิ้นที่เขาเคยนำมาให้เซียวเทียนเริ่นดู แม้จะเล็กเท่าหัวแม่โป้งเพียงชิ้นเดียว ก็สามารถนำไปขายที่เผ่าอาทิตย์มรกตได้ถึง 30 เหรียญทองแดง ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับข้าวศักดิ์สิทธิ์ 5 ชั่งกระนั้นหลินสวินก็ยังไม่สันทัดเรื่องค่าเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนของแต่ละอย่างในจักรวรรดินัก เขาจึงหาได้ตระหนักถึงอำนาจการใช้จ่ายที่แท้จริงของเงิน 1,500 เหรียญทองแดงในมือนอกจากเหรียญแล้ว หลินสวินยังได้เมล็ดพันธุ์สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์มาอีกหนึ่งถุงใหญ่ แม้ส่วนมากจะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร แต่ก็ยังจำเป็นต่อการฝึกปราณของเขาอยู่เขาไม่คิดจะปลูกพวกมันอยู่แล้ว เพราะขั้นตอนในการปลูกทั้งหมดยุ่งยากเกินไป ต้องอาศัยนักปลูกพืชวิญญาณที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ยิ่งกว่านั้นยังต้องใช้เวลาสามถึงห้าปีกว่าที่สมุนไพรเหล่านั้นจะเก็บเกี่ยวได้ บางชนิดที่หายากใช้เวลานานหลายศตวรรษก็มีจริงๆ แล้วในบรรดาผู้ที่ติดตามอู๋เฮิ่นสุ่ยมา อาจจะมีนักปลูกพืชวิญญาณมืออาชีพสักคนหรือสองคนติดมาด้วยก็ได้แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรก็หาได้อยู่ในความสนใจของหลินสวินไม่ สิ่งที่สำคัญกว่าคือเขาต้องขายเมล็ดพันธุ์พวกนั้นและหารายได้จากมันต่างหากนอกจากนั้นในแหวนก็ยังมีสมุนไพรที่เก็บเกี่ยวแล้วติดมาด้วย ล้วนเป็นสมุนไพรราคาแพงทั้งนั้น บ้างใช้ปรับสมดุลในร่างกาย บ้างใช้ขัดเกลาพลังปราณ และบางขวดก็เอาไว้ใช้รักษาบาดแผลสำหรับคนอย่างผู้เฒ่าอู๋ที่บรรลุขั้นที่แปดของระดับกำลังภายในแล้ว เสบียงที่เขาเก็บสะสมย่อมต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่หลินสวินจัดแจงข้าวของทุกอย่างในแหวนให้เรียบร้อย แล้วโยนกริชกรีดนภาของเขาเก็บเข้าไปด้วยเมื่อเห็นว่ายังพอมีที่ว่างหลงเหลืออยู่‘แหวนนี่จะช่วยให้ข้านำสินค้าไปแลกเปลี่ยนที่เผ่าอาทิตย์มรกตได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะถูกดักปล้นกลางทาง’ หลินสวินครุ่นคิดเขาเก็บแหวนไว้อย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าหากสวมไว้ตลอด มันจะตกเป็นเป้าสนใจจากคนรอบข้างมากเกินไป ด้วยเพราะตำแหน่งเถ้าแก่ใหญ่แห่งร้านสาขาสมุนไพรตระกูลอู๋ประจำเผ่าอาทิตย์มรกตของอู๋เฮิ่นสุ่ย ย่อมจะทำให้คนจำได้ไม่ยากนักเขาหยิบรองเท้ายาวที่ยึดจากเหลียนหรูเฟิงออกมาดูอีกครั้งแล้วครุ่นคิด ‘ดูไม่ค่อยมีค่าเท่าไหร่ แต่อย่างไรเสียก็ยังเป็นเครื่องสวมใส่วิญญาณล่ะนะ น่าเสียดายที่ข้าใส่ไม่ได้ เห็นทีคงต้องเอาไปขายต่อสักวัน’ คิดได้ดังนั้น เขาก็เก็บมันกลับคืนไว้ในแหวนดังเดิมหลังจากนั้นหลินสวินก็ยืดเส้นยืดสาย รู้สึกโล่งกายสบายใจยิ่งนักตอนนี้ภารกิจสำคัญที่สุดของเขาคือการฝึกปราณให้บรรลุระดับสูงขึ้น ส่วนเรื่องเหมืองแร่ทองแดงเพลิง ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าหมู่บ้านเซียวเทียนเริ่นเป็นคนจัดการต่อไปหลังจากคำนวณดูแล้ว ก็พบว่าเขามีเวลาเหลือไม่ถึงครึ่งเดือนก่อนจะเริ่มบททดสอบที่สองของโถงมรรคาสวรรค์ เขากังวลจนไม่อาจละความคิดไปจากมันได้แม้เพียงนิด ตอนที่เขาผ่านบททดสอบแรก เขาได้รับเคล็ดเวทบริกรรมที่ช่วยตระเตรียมร่างกายและวิญญาณให้พร้อมสำหรับการขัดเกลามา ใครจะรู้ว่าหากผ่านบททดสอบที่สอง เขาจะได้รับรางวัลเป็นสิ่งใด หลินสวินเองก็แอบลุ้นอยู่เวลาล่วงมาจนบ่ายแก่ ซย่าจื้อจึงตื่นจากนิทราแล้วลุกมานั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะหิน ไม่ช้าหลินสวินก็ยกอาหารที่เตรียมไว้นานแล้วมาให้ระยะหลังมานี้ ชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวศักดิ์สิทธิ์มาได้มากกว่าปกติ และยังไม่ได้นำไปขายที่ไหน ชาวบ้านจึงให้ข้าวเหล่านั้นแก่หลินสวิน พ่วงมาด้วยเลือดและเนื้อของสัตว์ปีศาจอีกเกือบสามสิบตัว เขาเลยไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลนอาหารไปอีกพักใหญ่สิ่งเดียวที่กวนใจเขาอยู่คือยิ่งนับวันซย่าจื้อยิ่งกินจุขึ้นเรื่อยๆ กระเพาะของนางเสมือนหลุมลึกไม่มีก้นบึ้ง รอคอยให้ยัดข้าวยัดเนื้อเข้าไปมากขึ้นทุกวันๆ ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป หลินสวินก็ไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาจะเหลืออาหารประทังชีวิตอีกนานแค่ไหนถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่จำเป็นต้องกังวลเสียแต่ตอนนี้ขณะที่รับประทานอาหารด้วยกัน หลินสวินก็ถามขึ้น “ซย่าจื้อ พ่อแม่ของเจ้าอยู่ที่ไหนกันรึ”ซย่าจื้อส่ายหน้าไม่ตอบ ปากเคี้ยวเนื้อรสเลิศตุ้ยๆ“แล้วบ้านของเจ้าล่ะ เจ้าจำอะไรได้บ้างไหม”ซย่าจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอีกครั้ง “ข้าอาศัยอยู่กับท่านลุงหมีตั้งแต่ข้าจำความได้”ครั้นเห็นนางพูดอย่างใจเย็นและจริงจังดังนั้น หลินสวินก็พลันรู้สึกประหลาดขึ้นมาพิกล เขาไม่เคยคิดเลยว่าแม่นางน้อยตรงหน้าเขาผู้นี้จะอยู่ในป่าในเขามาตั้งแต่เยาว์วัย“ท่านลุงหมีนี่ใครกัน”“วันก่อนเจ้าก็ได้เจอแล้วนี่”หลินสวินถึงกับตะลึงไปอีกครั้ง เมื่อนึกถึงหมีควายตัวใหญ่ยักษ์ที่เขาพบในหุบเขาเมื่อวันก่อน เขาถามขึ้น “เจ้าหมายถึงสัตว์ปีศาจที่ถูกจอมพลังพ่อมดเถื่อนคนนั้นสังหารไปวันก่อนน่ะรึ”ถ้อยคำดังกล่าวทำให้ซย่าจื้อหน้าถมึงทึง นางเชิดหน้าขึ้นแล้วตอกกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “อย่าพูดพล่อยๆ เช่นนั้นนะ”“ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่น” หลินรีบขอโทษทันทีกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าทำไมภาษาที่ซย่าจื้อใช้จึงเข้าใจยากนักสำหรับเขา ทว่าเขาก็ยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าหมียักษ์ตัวนั้นจะเลี้ยงนางให้โตมาได้อย่างไร!แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง ภาษาที่นางใช้หาใช่ภาษาแบบสัตว์ไม่ แต่เป็นภาษาอีกภาษาโดยสิ้นเชิง“ข้าไม่รู้เรื่องจอมพลังพ่อมดเถื่อนอะไรนั่นหรอกนะ แต่สักวันข้าจะฆ่ามันล้างแค้นให้ท่านลุงหมีให้ได้เลยคอยดู” ซย่าจื้อกล่าวด้วยความแน่วแน่ที่ปรากฏในดวงตาสุกใสดุจเพชรนิลของนาง ก่อนหันกลับไปง่วนกับอาหารในชามของตัวเองต่อพอนางกล่าวขัดขึ้นมาเช่นนั้น หลินสวินก็ลืมถามไปเสียสนิทว่านางไปฝึกพูดภาษาที่นางใช้ก่อนหน้านี้มาจากที่ไหน แต่กลับคิดทบทวนถึงเหตุการณ์การปะทะกันในวันนั้น ระหว่างผู้ฝึกปราณชั้นสูงระดับจิตวิญญาณสมุทรสองคนคนหนึ่งสวมชุดคลุมหยกเหาะอยู่บนกระบี่ เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้แข็งแกร่งจากจักรวรรดิจื่อเย่า ส่วนอีกคนถูกเขาเรียกว่า ‘จอมพลังพ่อมดเถื่อน’ ไม่น่าจะใช่คนจากจักรวรรดิจื่อเย่าแน่นอนเขายังจำได้อีกว่าเป้าหมายที่แท้จริงของจอมพลังพ่อมดเถื่อนคนนั้นไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นตัวซย่าจื้อต่างหากด้วยภาษาแปลกหูและซับซ้อนที่นางใช้ หลินสวินก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือบางทีนางอาจจะมาจากที่ไหนสักแห่งนอกจักรวรรดิแห่งนี้..............................................
TBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ