ทังฝาน ท่านเ้าสำนักเทียนซิน
สำนักเทียนซินที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขามีแต่ความเป็ที่หนึ่งเพิ่มมากขึ้นยิ่งตอนนี้ก็ส่อแววเป็สำนักที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดในดินแดนหลงเสียง
คนที่มีกำลังอยู่ในมือเช่นทังฝานหาใช่คนธรรมดาทั่วไป ในความทรงจำของหลินเซียวแม้นทังฝานจะเป็อาจารย์ของเขาแต่ก็มีความลับซ่อนอยู่ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็ศิษย์โปรด แต่ก็ไม่อาจรู้ถึงพลังขีดจำกัดของเขาได้
ฉะนั้นภาพลักษณ์ของทังฝานในสายตาใครต่อใครไม่ต่างจากจิ้งจอกเฒ่าเ้าเล่ห์ กระดูกแข็ง ยากแท้หยั่งถึง
เพราะเกรงกลัวทังฝานหลินเซียวถึงไม่เคยกล้าเผยพิรุธอะไรต่อหน้าเขาเลย
อีกอย่าง ที่สำคัญคือสำนักเทียนซินเป็หนึ่งในใต้หล้าดินแดนหลงเสียงพลังย่อมไม่ธรรมเฉกเช่นภายนอกที่เห็น น่าเสียดายถึงจะเป็หลินเซียวก็มิอาจหยั่งรู้ถึงแก่นพลังที่แท้จริงของสำนักเทียนซินได้
ครั้งนี้ทังฝานเรียกเขาเข้าพบหลิงเซียวเองก็คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
ลำพังแค่ทังอวิ๋นฉีวิ่งร้องห่มร้องไห้ไปฟ้องก็เพียงพอแล้วยังไม่พูดถึงเื่นิสัยของเขาที่เปลี่ยนไปแล้วไหนจะมาคลุกคลีกับศิษย์ทัพพิภพที่ไม่ได้เอาไหนเท่าไหร่
ในความทรงจำของหลินเซียวทังฝานนั้นรักลูกสาวมาก ไม่ว่าทังอวิ๋นฉีจะขอร้องอะไรตราบใดที่อยู่ในขอบเขตที่เขารับได้ ทังฝานก็จะช่วยทำให้เป็จริงฉะนั้นครั้งนี้ทังอวิ๋นฉีรู้สึกถูกทำร้ายจิตใจ ก็ต้องกลับไปคร่ำครวญเป็แน่
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเ้าสำนักรอท่านอยู่ด้านใน” ศิษย์คนนำทางพาเขามาโถงประชุม
หลิงเซียวปรายตามองโถงประชุมที่ดูโอ่อ่าแผ่นป้ายด้านหน้าเห็นว่าทังฝานเป็คนเขียนด้วยตัวเองสื่อถึงภาพลักษณ์อ่อนโยนที่สร้างขึ้น ลายเส้นวิจิตรเผยถึงความสามารถที่เด่นชัดแต่ก็ซ่อนเร้นได้อย่างลึกล้ำ
เปิดประตูเข้าไปโถงประชุมกว้างไม่ได้หรูหราแต่ดูมีรสนิยม
เก้าอี้แกะสลักอย่างประณีตสองตัวตั้งตรงข้ามกับประตูหนึ่งในเก้าอี้มีชายวัยกลางคนราวสี่สิบนั่งอยู่
ชายกลางคนท่าทางใจดีเมื่อเห็นหลิงเซียวเข้ามา ก็เผยรอยยิ้มอบอุ่น “หลินเซียว เ้ามาแล้วเหรอมาหาอาจารย์นี่”
หลิงเซียวหน้าตาไร้ซึ่งอารมณ์เดินไปหาพร้อมขานรับ “อาจารย์”
อาจารย์คำนี้ที่จริงถือว่าให้เกียรติกับทังฝานอย่างมากโขทีเดียว พูดถึงวัยวุฒิแล้วทังฝานไม่คู่ควรเป็อาจารย์เขาได้เลย แน่นอนว่า ถึงกลับกันแม้กระทั่งเป็ศิษย์ของเขา ทังฝานก็ไม่คู่ควรเช่นกัน เพียงแต่เขาในตอนนี้ต้องเล่นละครเป็หลินเซียวฉะนั้นถึงยอมให้ทังฝานแค่ฉากหน้าเท่านั้น
“เซียวเอ๋อร์อาจารย์และเ้าเราเองไม่ได้คุยกันต่อหน้ากันมาก็สักพักแล้วนะ ไหนๆวันนี้เราทั้งสองก็ว่าง นั่งลงสิ จะได้คุยกันหน่อย” ทังฝานเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
หลิงเซียวไม่ได้ระวังตัวแม้แต่นิดพร้อมกับนั่งลงเก้าอี้ตัวแรก “ท่านอาจารย์หมายถึง เราไม่ได้คุยกันดีๆตั้งสองปีแล้ว”
ทังฝานลูบเคราใต้คาง พยักหน้ารับเบาๆ “ศิษย์รักเ้ายังจำได้ไหม ครั้งแรกที่เราคุยกันคือที่ใด”
“คนที่เข้าห้องอาจารย์ได้มีไม่เยอะข้าจำได้ ท่านเรียกหาข้าครั้งแรกตอนกลางดึก การกระทำที่พิเศษเช่นนี้ก็เห็นจะมีแต่ท่านที่ทำได้” หลิงเซียวพร่ำถึงอดีตน้ำเสียงราบรื่นสีหน้าไร้ความรู้สึก
“เมื่อแก่เฒ่า ความจำก็เลือนรางไปบ้าง” ทังฝานถอนหายใจ
จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันตามประสาอยู่ไม่น้อยรวมถึงอดีต พอใกล้จบ ทังฝานก็เริ่มเอ่ยถึงทังอวิ๋นฉี
ทังอวิ๋นฉี จริงๆ ก็คือถูกเขาตามใจจนเสียนิสัย
ทว่าคนทั้งสำนักเทียนซินต่างก็ดูออกท่าทีของหลินเซียวที่มีต่อทังอวิ๋นฉีนั้นไม่ได้เกินเลยอะไร ข้อนี้แม้แต่ทังฝานเองก็ดูออกเพราะยิ่งชัดเจน ถึงได้วางใจ
ทังฝานรู้ว่าลูกสาวนั้นนิสัยเอาแต่ใจถึงได้ไม่เคยให้หลินเซียวคล้อยตามนาง เพียงแต่ให้ยอมนางบ้างเป็ครั้งคราวไม่ทะเลาะกันใหญ่โตก็พอ
อย่างไรเสียนางก็เป็ผู้หญิง รักหน้าตา โดยเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าศิษย์พี่ทั้งหลาย
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามทังฝานถึงปล่อยหลิงเซียวกลับไป
การปลอมตัวเป็หลินเซียวนั้นมันช่างง่ายดายสำหรับหลิงเซียวเสียจริง ไม่มีอุปสรรคอะไรเลย
พอออกจากโถงประชุม หลิงเซียวค่อยๆ เยื้องย่างผ่านทางเดินทอดยาวรอยยิ้มฉีกกว้างเรื่อยๆ นี่มันจิ้งจอกเฒ่าจริงๆ เก้าในสิบที่พูดมาไม่พ้นพูดถึงอดีตนี่ถ้าเขาไม่ได้ดูดกลืนความจำของหลินเซียวมา คงต้องเผยพิรุธเป็แน่
หลินเซียวนิสัยเ็าไร้ความรู้สึกแต่ในสำนักเทียนซินเขากลับเป็ที่ชื่นชอบอย่างน่าแปลกใจ
คนทั่วไปอาจจะดูไม่ออกแต่เพราะหลิงเซียวกลืนกินความทรงจำของเขา ถึงได้รู้ว่าเขามีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง
เพื่อที่จะซื้อใจคน เขา ‘เผอิญ’ ช่วยเหลือศิษย์คนนั้นคนนี้จนติดเป็หนี้บุญคุณเล็กน้อยหลายครั้งที่ผ่านมาจะไม่ได้ลงแรงอะไรมาก แต่กับคนที่กำลังลำบาก ถือเป็การยื่นฟืนท่ามกลางหิมะเพราะในเวลานี้นี่เอง ที่ผู้คนจะจดจำคนที่ทำดีต่อพวกเขา
หลินเซียวใช้จุดนี้เพื่อทำให้ศิษย์ทั้งหลายในสำนักเลื่อมใสเคารพเขา
ภายนอกที่ดูเ็าเืเย็นแต่ภายใต้ความเ็านั้นกลับซ่อนหัวใจอันอบอุ่นเกือบจะทั้งหมดของศิษย์ในสำนักล้วนคิดเช่นนี้
ทว่า…
นอกจากเบื้องลึกในจิตใจเขาแล้วไม่มีใครรู้เลยว่า ที่เขาทำไปนั้นมีจุดประสงค์อย่างอื่น
พูดตามจริง หลิงเซียวไม่ได้ตั้งใจดูดความจำเขาเพียงแต่พลั้งมือไปหน่อย แต่ใครจะคิดหลินเซียวกลับซ่อนความลับอันใหญ่หลวงแบบนี้ไว้
เ้านี่ช่างร้อยเล่ห์เพทุบายเสียจริง
จากนั้นหลิงเซียวเลยตัดสินใจว่าจะปลอมตัวเป็เขาแล้วช่วยทำคำขอในใจเขาให้เป็จริงก็แล้วกัน
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้วหรือ” เด็กหนุ่มท่าท่างดีอกดีใจปรากฏตัวเบื้องหน้าเขา วิ่งมาไม่ทันหายใจก็ถามเสียงเบา “ของนั่น ท่านหาเจอหรือไม่”
หลิงเซียวฉีกยิ้มกว้าง “โจวเผิงศิษย์พี่ใหญ่ออกโรงเองทั้งที แน่นอนว่าต้องได้ของติดมือมาแน่อยู่แล้ว”
เขารู้ว่าโจวเผิงพูดถึงอะไรและเพราะของสิ่งนั้นทำให้เขาได้เจอกับหลินเซียวจนถึงกับเอาชีวิต
โจวเผิงพลันอึ้งไปนี่เป็ครั้งแรกที่เห็นศิษย์พี่ใหญ่ยิ้มอ่อนโยนเช่นนี้
…
…
โหยวเสี่ยวโม่ตั้งใจเข้าห้วงเวลาหลังกลับมาถึงสำนักแล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ขั้นหนึ่งกับขั้นสอง
ทว่าเมื่อเจอเื่ราวพวกนั้นมาแทรกทำให้เขาไม่กล้า ใครจะรู้ว่าเขาจะโผล่เข้ามาหาเมื่อไร
เมื่ออ่านตำราตลอดทั้งบ่ายในที่สุดก็แน่ใจว่าหลิงเซียวไม่มีทางมาในเวลาอันใกล้นี้แน่โหยวเสี่ยวโม่ที่เริ่มหิวไส้กิ่ว ก็ตัดสินใจไปโรงอาหารแม้ฟ้าจะพังลงมาก็ขอให้เขากินข้าวเสร็จค่อยว่ากัน แน่นอน คำพูดเหล่านี้จะพูดลับหลังหลิงเซียวเท่านั้น
ไม่รู้วันนี้มันวันอะไรกันแน่คนในโรงอาหารเยอะกว่าทุกวัน
โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ใส่ใจ รีบเร่งฝีเท้าเพียงกังวลว่าอาหารจะหมดก่อน
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรืออย่างไร รู้สึกว่าคนที่เดินไปเดินมารวมถึงที่นั่งกันอยู่ มีสายตาหลายคู่มองมาที่เขาแปลกๆ เหมือนกับสำรวจแล้วก็ตัดสินแต่ก็บอกไม่ถูก บางครั้งก็มีเสียงคุยถกกัน
โหยวเสี่ยวโม่ไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองกำลังโด่งดังพอรับข้าวจากพ่อครัวเสร็จ มองไปสี่ทิศ ไม่เห็นที่นั่งว่างเลย
ขณะที่กำลังยืนโลเล โต๊ะด้านขวาไม่ไกลนักก็มีเสียงเรียกจากใครบางคน “ศิษย์น้องเล็ก ทางนี้”
โหยวเสี่ยวโม่หันมองศิษย์พี่ใหญ่ฟางเฉินเล่อนั่นเอง ที่นั่งข้างเขาว่างอยู่พอดี ตอนนี้ไม่ต้องโลเลแล้วเขาจึงเดินถือถาดอาหารตรงไปทางนั้น
ไม่เจอกันราวสองวันฟางเฉินเล่อก็ยังคงให้ความรู้สึกเป็กันเอง แถมยังเขยิบเก้าอี้ให้เขาด้วย
โหยวเสี่ยวโม่กล่าวขอบคุณอย่างมีสุภาพก่อนจะนั่งลง
ฟางเฉินเล่อจ้องอาหารบนโต๊ะถามอย่างอารมณ์ดี “ศิษย์น้อง เ้าปกติก็ทานแค่นี้เองหรือ”
โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้า “เท่านี้ก็พอแล้วข้าไม่ชินกับการกินอิ่มเกินไป”
ฟางเฉินเล่อหัวเราะร่าเขาพึ่งได้ยินครั้งแรกที่คนบอกว่า ไม่ชินกับการกินอิ่มเกินไป ในความเข้าใจของเขาทุกคนมีความสามารถในการกิน แต่คนที่หัวเราะกลับมีเขาคนเดียวบนโต๊ะนั้นศิษย์คนอื่นต่างพากันมองหน้ากัน จนศิษย์คนหนึ่งทนไม่ไหวเอ่ยปากถาม
“ศิษย์น้อง พวกข้าได้ยินมาว่า เ้ากับหลินเซียวศิษย์การต่อสู้นั้นสนิทกันหรือตอนเช้ายังกลับมาพร้อมกัน ใช่เื่จริงหรือไม่”
โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้ามองอย่างประหลาดใจแต่กลับเห็นสายตาทุกคู่จ้องเขาอยู่ จนในที่สุดก็กระจ่างว่าทำไมตอนมาถึงทุกคนถึงได้มองเขาพึลึกที่แท้ก็เพราะข่าวลือสะพัดแล้วนี่เอง ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าใครเป็คนพูดนอกจากศิษย์พี่สี่คนที่กลับมาพร้อมกันก็คงไม่มีใครปล่อยข่าวลือในทัพพิภพได้เร็วเท่านี้แล้วแหละ
เมื่อเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคนโหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกอึดอัด เอ่ยอย่างขำขัน “จริงๆ เป็เื่เข้าใจผิดน่ะ”
“จะเข้าใจผิดได้ไงคนเห็นตั้งมากมาย” ศิษย์พี่คนนั้นคิดว่าเขาไม่เต็มใจตอบพร้อมขมวดคิ้ว
“เข้าใจผิดจริงๆ…” โหยวเสี่ยวโม่พูดไม่ออก อึดอัดกับสายตาพวกนั้น นอกจากพูดว่าเข้าใจผิดเขาก็คงพูดไม่ได้ว่าตัวเองไปเจอความลับของหลิงเซียวเข้าให้ เลยถูกขู่มาถ้าไม่ได้เผชิญมากับตัว เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน
“เอาล่ะพวกเ้าก็อย่าคาดคั้นศิษย์น้องเลย เขาก็บอกแล้วว่าเข้าใจผิด อีกอย่างโรงอาหารเป็ที่กินข้าวหาใช่ที่ให้พวกเ้ามาพูดเรื่อยเปื่อย” ฟางเฉินเล่อช่วยโหยวเสี่ยวโม่พูดถ้าให้พูดถึงใครที่ไม่สงสัยเื่ความสัมพันธ์นี้เลยก็คงมีแต่เขาเท่านั้น
เมื่อทุกคนแยกย้ายโหยวเสี่ยวโม่ก็กล่าวขอบคุณฟางเฉินเล่ออย่างแ่เบา
อีกฝ่ายตอบกลับอย่างเป็มิตร ไม่เป็ไร นี่สิภาพลักษณ์ของศิษย์พี่ใหญ่ในใจของโหยวเสี่ยวโม่
น้ำตาไหลพราก หลิงเซียวอะไรนั่นเทียบไม่ติดหรอก