(มีอีบุ๊ก) หออาชาไนย | พ่อค้าความตาย

    ตอนที่ 35 การรักษาอันเร่าร้อน!

            ตอนที่ 35การรักษาอันเร่าร้อน!

             

            เช้าวันรุ่งขึ้นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ก็เริ่มทำการปฏิบัติงาน

            เต็นท์ในโครงการถูกจัดและแบ่งหมวดหมู่ไว้ได้อย่างเป็นระเบียบอีกทั้งอากาศบนดอยนั้นบริสุทธิ์สดชื่น ยามเมื่อมีสายลมเย็น ๆ พัดผ่านมามันก็พลันขับเอาความเหนื่อยล้าให้มลายหายสิ้น

            เพลงขวัญกับปิ่นแก้วคุณหมอทั้งสองตื่นแต่เช้ามาล้างหน้าแปรงฟันหลังจากนั้นพวกเธอก็เริ่มตระเตรียมงานกันแต่เช้า โดยเฉพาะคุณหมอเพลงขวัญที่แลดูจะตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ ขณะที่เธอทำงานไปก็ยิ้มแย้มแจ่มใส

            ปิ่นแก้วเอ่ยปากแซวขึ้นเมื่อเห็นกิริยาของสาวรุ่นน้อง“ที่ยิ้มเนี่ยไม่รู้ว่าเป็นเพราะกำลังจะได้ออกค่ายหรือเมื่อคืนไปเจอหวานใจกันมาจ๊ะ?”

            เพลงขวัญกัดริมฝีปากพยายามแสร้งหุบยิ้มเธอเลี่ยงไม่ตอบคำถาม จึงทำเอาสาวรุ่นพี่ที่ได้เห็นดังนั้นหัวเราะเยาะอย่างชอบใจ

            ปิ่นแก้วจึงเบี่ยงประเด็นไปที่เรื่องอื่นๆ “นี่แก! ตอนทำงานที่โรงพยาบาลรัฐมันยังไม่หนักพอหรือไงจ๊ะคนสวย?”

            คราวนี้เพลงขวัญตอบกลับ“เอ่อ…บรรยากาศในการทำงานมันไม่เหมือนกันน่ะพี่”

            “อ่าว…แล้วตอนโควิดล่ะไม่เหมือนกันเหรอแกก็ออกพื้นที่บ่อย ๆ นะฉันเห็น…”

            “อันนั้นใครบ้างไม่เหนื่อยโดยเฉพาะพวกหมออย่างเรา รับคนไข้กันทียาวเหยียด…”พอพูดถึงเรื่องนี้เพลงขวัญก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งนั่นเป็นช่วงเวลาที่เธอยุ่งจนตัวเป็นเกลียว ต้องระวังแล้วระวังอีก

            “อ๋อ…ต่างกันที่บรรยากาศอยากมาเสพบรรยากาศว่างั้น!?”

            “ก็น่าจะประมาณนั้น…หรือเปล่า?”ประโยคหลังของเธอเผลอหลุดพูดออกมาเอง

            “เอ๊ะ!แกนี่ยังไงเป็นคุณหมอยังสาวยังแซ่เป็นวัยทองเริ่มสับสนอะไรหรือเปล่าจ๊ะเดี๋ยวฉันตรวจให้หรือว่าไปพบจิตแพทย์ไหมล่ะเดี๋ยวไปเรียกหมอทิวไผ่มา? แต่ดูท่าแล้วมันจะเป็นทั้งบรรยากาศและก็คนล่ะมั้ง?”ประโยคสุดท้ายปิ่นแก้วก้มหน้าไปจ้องมองเพื่อนสาว

            สองสาวเอ่ยปากสนทนาขนาดที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้การพูดคุยไม่ได้ทำให้งานของทั้งคู่ช้าลงเลย ทั้งคู่เป็นสูตินรีแพทย์ดังนั้นจึงทำให้สนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ

            หลังจากนั้นช่วงแปดโมงเช้าที่จัดเตรียมจุดคัดกรองอะไรต่อมิอะไรเสร็จสิ้นผู้ใหญ่บ้านที่ให้คำแนะนำผ่านไมโครโฟน โดยที่ประสานกับคนกลางของคณะแพทย์

            เนื่องจากว่าผู้ใหญ่บ้านพูดได้หลายภาษาถึงจะนิดหน่อยแต่ก็พอสื่อสารได้ รวมเข้ากับบารมีที่สั่งสมมานานผู้คนจึงให้ความเคารพและเชื่อฟัง

            โดยมากเขาก็มักจะเรียกคนในเผ่าที่ยังเป็นวัยรุ่นให้ไปบอกผู้เฒ่าผู้แก่สื่อสารแทนกัน…การรักษาในครั้งนี้อย่างแรกก็ต้องเตรียมบัตรประชาชนปัญหาก็คือบางคนบัตรหมดอายุนานแล้วแต่ยังดีที่ไม่ได้เอาลึกลงไปในรายละเอียดขนาดนั้น 

            เนื่องจากงบประมาณมาจากมูลนิธิของโรงพยาบาลได้บอกกล่าวไว้ว่าให้สามารถรักษาได้ทุกคนบนพื้นที่ห่างไกลส่วนพวกเรื่องตัวยาเครื่องไม้เครื่องมือทางมูลนิธิร่วมกับโรงพยาบาลจะออกเองทั้งหมด

            และก็การมาในครั้งนี้โรงพยาบาลต้นสังกัดได้ประสานงานกับทางกระทรวงสาธารณสุขไว้แล้ว ซึ่งทางโน้นก็ขอให้จัดทำ ‘ระเบียนเวช’ไว้ด้วย แน่นอนว่านี่ย่อมไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดทำให้การเตรียมตัวมาในครั้งนี้ค่อนข้างจะครบครัน

            ทางด้านของหมอแต่ละคนก็ทำหน้าที่กันไปหากแต่หมอที่ดูจะเหนื่อยกว่าเพื่อนหน่อยนั่นก็คือคุณหมอ ‘แผนกสูตินรีเวช’ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของคุณผู้หญิง ตั้งแต่การตั้งครรภ์ไล่เรื่อยไปจนถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในสตรี 

            ดังนั้นงานของคุณหมอสาวสวยทั้งสองจึงค่อนข้างหนักไม่ใช่น้อยยังดีที่มีเวลาอีกหลายวัน แต่วันนี้ก็เน้นตรวจพวก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับร่างกายผู้หญิงโดยตรง

            หลังจากตรวจที่นี่ภายในเต็นท์เสร็จแล้วตามแผนการที่วางไว้พวกเธอจะต้องไปเยี่ยมเยือนบ้านเรือนต่าง ๆ ที่ตั้งครรภ์ใกล้คลอดเนื่องจากครั้นจะให้คนป่วยใกล้คลอดเดินกะเตง ๆ มาหามันก็กระไรอยู่ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเดินเท้าเข้าไปเยี่ยมแต่ละบ้านเรือน

            ความจริงในหมู่บ้านมี‘หมอตำแย’ ที่เรียกว่า ‘หมอมด’หากแต่เมื่อมีการแพทย์สมัยใหม่ผู้คนย่อมไว้วางใจกับองค์ความรู้ที่ตกผลึกนี้มากกว่า

            ……

            ทางด้านเพียรเขาก็เริ่มจัดการเปิดร้านของตัวเองแน่นอนว่าวันนี้คนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดร้านด้านข้างก็ปิดไปจนหมดเนื่องจากว่าไปเข้าคิวหาหมอกันตั้งแต่เช้าทำให้ร้านของเขาโดดเด่นสะดุดตาอย่างถึงที่สุด

            หากแต่ว่าลูกค้าของเขาเองก็มีมาไม่ขาดสายมีเวลาให้ได้พูดคุยทำความเข้าใจกับผู้คนมากยิ่งขึ้นถือเป็นการฝึกประสบการณ์ฝึกจิตใจไปในตัวเขาทำตัวเป็นดั่งน้ำที่รองรับได้ทุกสรรพสิ่ง

            หลายวันที่ผ่านมาเขาได้ลูกค้าคิดเป็น1 ส่วน 4 ของประชากรในหมู่บ้านแล้วซึ่งก็ถือว่าเยอะมาก ๆ แล้ว หากวันนี้ไม่มีลูกค้าเขาก็แค่นั่งเปิดร้านเฝ้ารอคนไปเท่านั้นเอง

            เจ้าตัวไม่ได้คิดอะไรมากมายถึงเพียงนั้นคนไม่มีจะไปบังคับให้มันมีก็ยากยิ่ง ดังนั้นแล้วเกิดเป็นคนจึงจำเป็นต้องรู้จักรอและก็ต้องรู้จักพอด้วย เขาปฏิบัติกับตัวเองเช่นนี้มาเสมอ

            ส่วนทางด้านทองทับเมื่อคืนตอนที่เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติเช้านี้ก็ได้แอบไปจัดการอะไรบางอย่าง ตามที่นัดหมายไว้กับเพียร

            บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจตาเฒ่านี่มากนักอารมณ์แปรปรวนหรือหากจะใช้ศัพท์สมัยใหม่ก็คงเป็น ‘อินดี้’ตัวเขายังได้เอ่ยปากถามเรื่องของหมอปิ่นแก้วไป ว่าเจ้าตัวจะเอาอย่างไงแน่แต่ผลปรากฏว่าดูเหมือน ‘พี่ทองทับ’ แกจะเอาจริง!

            เพราะเห็นว่าเมื่อคืนก็แชตคุยกันทั้งคืนผีเฒ่ามีความรัก…เพียรเองไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริง ๆแต่ก็ไม่ได้เข้าไปห้ามแต่อย่างใด ความรักเป็นเรื่องของคนสองคนส่วนตาเฒ่าถ้าไม่ไปทำอะไรผิด เขาก็ปล่อย ๆ อีกฝ่ายไปบ้าง

            ขณะเดียวกันที่ทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตากับการทำงานอยู่นั้นท่านผู้กองเจ้าขุนก็ได้แอบแวะเข้าไปในบ้านของหญิงสาวรายหนึ่งเป็นหญิงสาวที่เขาถูกใจตั้งแต่แรกเห็น และเป็นคนที่ถักผ้าพันคอผืนนั้นให้กับตน

            เมื่อคืนทั้งสองแอบคุยกันผ่านโทรศัพท์มือถือตลอดทั้งคืนส่วนคนที่นอนอยู่ด้านข้างนั้นก็แทบไม่ต่างกันพวกเขาแอบแลกไลน์กับบรรดาสาวสวยในหมู่บ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…

            ยามเมื่อสบตากันในครั้งแรกเจ้าขุนก็เหมือนถูกเจ้าหล่อนร่ายมนต์สะกดขณะเดียวกันก็ทำให้ใครอีกหลายคนรู้สึกอิจฉา

            เจ้าขุนแอบย่องเบามาแลดูเหมือนพวกโจรที่จะมาลักเล็กขโมยน้อยเขามองไปที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งมีขนาดปานกลาง หากแต่ปลูกเรือนตามแบบฉบับของล้านนามองดูแล้วน่าจะทำจากไม้สักทั้งหลัง…

            พอเห็นเช่นนั้นเขาแอบลอบกลืนน้ำลายพูดพึมพำว่า“นี่สินะเศรษฐีบ้านนอกที่แท้จริง!”หลังจากนั้นเขาก็หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความ

            เจ้าขุน :พี่มาถึงหน้าบ้านแล้วซอมพอลงมารับพี่หน่อยสิ…

            ซอมพอ :เดี๋ยวหนูลงไปหานะ ว่าแต่ไม่มีใครเห็นพี่ใช่มั้ย?

            เจ้าขุน : ไม่มี ๆพี่เช็กดีแล้ว

            หากแต่ว่าเพื่อความมั่นใจเขาเองก็หันซ้ายหันขวาก่อนที่จะลอบพยักหน้าให้กับความแนบเนียนของตัวเอง

            รอไม่นานซอมพอก็ค่อยๆ เดินลงมา ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังบ้านใกล้เรือนเคียง

            เจ้าขุนเมื่อเห็นผิวขาวเนียนแลดูแล้วคล้ายกับผู้ดีมีอันจะกินดวงตากลมโต เธอเขียนคิ้วตรงแต่ช่วงปลายหางโก่งงอเล็กน้อย ทำดูเข้ากันกับใบหน้าอีกทั้งยังแต้มปากด้วยลิปสติกสีแดงสด นั่นจึงยิ่งทำให้ใบหน้ารูปไข่ของเธอดูเย้ายวนชวนปลุกอารมณ์กำหนัดยิ่งนัก

            เมื่อรวมเข้ากับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ตัดสลับสีกันได้อย่างลงตัวยิ่งทำให้ขับเอาเสน่ห์ของสาวเมืองเหนือออกมาจนหมดสิ้นไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้…

            ชายหนุ่มไม่ได้ผลีผลามรุกไล่หากแต่ค่อย ๆ เดินเยื้องย่างอย่างสุขุมเขาคลี่ยิ้มอบอุ่นส่งให้กับฝ่ายสาวที่ดวงตาประกายแวววับเมื่อเดินเข้ามาใกล้กันแล้วเจ้าขุนก็จับมือทั้งสองข้างของเธอ ยกขึ้นมาอย่างช้า ๆพร้อมกับสบตากันอย่างหวานชื่น

            เขาบรรจงจูบที่มือคู่นั้นของเธอสายตาดุจพยัคฆ์ร้ายของชายหนุ่มที่จับจ้องก็เล่นทำเอาเจ้าหล่อนขวยเขินอยู่ไม่น้อยซึ่งมองดูแล้วมีมาดของชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ที่กำลังแอบมาพลอดรักกับหญิงสาวที่ตนรักมาเนิ่นนาน…

            ซอมพอก็ก้มหน้าเอียงอายก่อนที่จะถูกชายหนุ่มเชยคางขึ้นมาจ้องสบตากันและยามเมื่อดวงตาทั้งสองข้างต้องประสานกัน สัญชาตญาณนั้นก็ได้บอกให้คนทั้งคู่ค่อยๆ ประกบริมฝีปากกัน เขาและเธอต่างบรรจงจูบกันอย่างดูดดื่ม

            ขณะนี้ทั้งสองคนไม่ได้เข้าไปในบ้านแต่อย่างใดหากแต่ยืนอยู่บนชานเรือน แม้จะมีลมเย็น ๆที่พัดโชยมาก็ไม่อาจดับความรุ่มร้อนของชายหนุ่มหญิงสาวไปได้…

            หลังจากจูบกันอย่างดูดดื่มแล้วทั้งคู่ก็ผงะออกจากกันชั่วคราวเป็นซอมพอที่เขย่งปลายเท้าและเอื้อมใบหน้าเข้าไปใกล้ ๆ หูของเจ้าขุนพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “พี่อยากจะทำต่อหรือเปล่า?”

            ขณะที่พูดนั้นลมหายใจที่ร้อนแรงก็กระทบกับบริเวณใบหูของเจ้าขุน

            ซึ่งมันยิ่งปลุกอารมณ์ความเป็นชายของเขาให้พุ่งขึ้นถึงขีดสุดเจ้าตัวจึงได้เอ่ยปากตอบกลับไปว่า “แน่นอน…เราเข้าไปในห้องกันเถอะ”ชายหนุ่มโผเข้ากอดซอมพอ

            สองมือที่คล้ายกับเด็กซุกซนก็ปีนไต่ไปบนเรือนร่างของหญิงสาวทำเอาเจ้าหล่อนได้แต่ปล่อยอีกฝ่ายไปตามแต่ใจปรารถนาไม่นานนักซอมพอก็จับมือของเจ้าขุนเปิดประตูห้องพักของตนเองก่อนที่จะเริ่มบรรเลงเพลงรักกันอย่างร้อนแรง…

            ……

            ทองทับใช้เวทบังตาขั้นสูงเดินเข้าไปยังบริเวณบ้านหลังหนึ่งเมื่อคืนเขาและเพียรสัมผัสได้ถึงพวกผีบรรพบุรุษที่เข้าร่างทรงในเวลาเดียวกันเพราะว่าพลังเวทมันได้กระเพื่อมมาจากทั่วสารทิศ

            พลังเวทที่กระเพื่อมนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนักสำหรับผู้ฝึกเวททั่วไปแต่สำหรับพวกเขาทั้งสองก็เปรียบเสมือนมีคนมาเทน้ำอยู่ข้างหูอาจจะเป็นเพราะอีกฝ่ายชะล่าใจถึงได้กล้าทำแบบนี้

            และยิ่งรวมเข้ากับเชือกบนข้อมือของตนเองแล้วที่ไอ้เจ้าเพียรมันแอบใช้วิชาสับเปลี่ยนมาก็ยิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายนั้นมีจุดประสงค์อยู่ที่เพลงขวัญ

            ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าเมื่อเดินมายังบริเวณศาลเจ้าของเผ่าลีซูที่เขาต้องส่ายหน้านั้นเป็นเพราะว่าการปล่อยให้ไอ้เจ้าเพียรมันอยู่เฉย ๆก็ดีอยู่แล้ว แต่ไอ้พวกผีโง่นี่กลับหมายตาจะวางแผนเล่นงานเพลงขวัญเสียนี่

            ทองทับพูดขึ้น“พวกมันคงไม่รู้ว่าตายแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นอย่างไรสินะ!”เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะร่ายเวทดึงเอาความทรงจำของคนเฝ้ายามออกมา

            แต่ผลที่ปรากฏก็ทำให้ทองทับตกใจอยู่ไม่น้อย“ยัยหนูนั่นมี ‘ขวัญ’ ของนกหัสดีลิงค์ได้ยังไงกัน?” เขาเลิกคิ้วทำท่าสงสัย