มรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก

    ตอนที่ 9 เข้าสู่สำนักศึกษา

     

     

    หลินมู่หยางลืมตาขึ้นมาด้วยอาการสะลึมสะลือ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นสมุนไพรเข้มข้น ควันสีขาวลอยฟุ้งตลบอบอวลอยู่ทั่วห้อง กลิ่นหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นเผาไหม้ของยาต้ม ทำให้สมองที่ยังมึนงงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็รู้สึกปลอดโปร่ง สติสัมปชัญญะหวนคืนมาเต็มเปี่ยม


    เขาพบว่าตนเองนอนบนเตียงไม้ไผ่ จึงพยายามขยับร่างกายไปมา ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างในทันที ถึงกระนั้นยังคงพยายามลุกขึ้นนั่ง

    "อย่าเพิ่งขยับ อาการบาดเจ็บภายในกำลังทุเลา หากเคลื่อนไหววุ่นวายอาจต้องนอนพักเพิ่มอีกหลายชั่วยาม"

    เสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมห้อง หลินมู่หยางหันไปมองก็ชายชราในชุดสีเทานั่งอยู่ริมหน้าต่าง กำลังบดสมุนไพรบางอย่างอยู่ในครกหินอย่างใจเย็น สีหน้าสงบนิ่งแววตาเย็นชาคล้ายห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งชั้นหนึ่ง

    หลินมู่หยางมองอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง พยายามตั้งสติหาสาเหตุว่าตนเองไฉนถึงมานอนอยู่ที่นี่ ตนเองกำลังไต่ขึ้นบันไดเพื่อผ่านบททดสอบมิใช่หรือ?

    "เจ้าหมดสติอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้าย น่าเสียดายที่ไม่อาจก้าวเดินต่อไป นั่นหมายความว่าไม่ผ่านบททดสอบ ไม่อาจเข้าสู่หอเมฆา แต่ก็มาไกลเกินกว่าจะย้อนไปอยู่หอวาตะ ด้วยเหตุนี้เราจึงพาเจ้ากลับมารักษาตัวที่กระท่อมแห่งนี้"

    หลินมู่หยางเงียบไปครู่หนึ่ง แม้จะคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าตนเองอาจไม่ผ่านการทดสอบ แต่เมื่อได้ยินคำตอบก็ยังรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย หากเขามาถึงขั้นสุดท้ายจริงดังว่า นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง บันไดเพียงขั้นเดียวกลับไม่สามารถก้าวข้ามได้ จึงรู้สึกผิดต่อตนเองไม่น้อย

    "แต่ไม่จำเป็นต้องกังวล ยอดเขาแห่งนี้ยังคงมีหอไผ่เขียว ต่อจากนี้ไปเจ้าจะอยู่ที่นี่ในฐานะศิษย์ของเรากุยเฉาเค่อ...หากเจ้าไม่ยินดีจะอยู่ที่นี่ เราสามารถส่งเจ้าไปยังหอวาตะหรือหอเมฆา"

    หลินมู่หยางไม่ได้ตอบทันที แอบมองชายชราตรงหน้าอย่างพิถีพิถัน พินิจฝ่ายตรงข้ามโดยละเอียด คนผู้นี้ไม่สอบถามว่าเขารู้สึกเช่นไร ไม่แสดงความยินดีที่เขารอดชีวิต มีแต่ความสงบนิ่งจนผิดธรรมชาติ ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่าเป็นยอดคนหรือเป็นเพียงแค่คนธรรมดา

    เขาเริ่มวิเคราะห์จากข้อมูลเท่าที่มี คนที่สามารถอาศัยอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา หากอีกฝ่ายไม่มีตำแหน่งใหญ่โตในสำนักศึกษา คงไม่กล้าเอ่ยปากรับนักศึกษาที่สอบได้อันดับหนึ่งของรุ่นเป็นศิษย์ การทดสอบรอบนี้เขาเป็นคนเดียวที่เดินขึ้นบันไดเก้าร้อยขั้นสุดท้าย การแสดงออกโดดเด่นกว่าทุกคน ไม่ใช่ใครจะเอ่ยปากรับเป็นศิษย์ก็สามารถกระทำได้

    เมื่อคิดได้ดังนี้ก็ลงจากเตียงอย่างยากลำบาก จากนั้นเดินไปถึงเบื้องหน้าชายชรา คุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะคำนับสามครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

    "ศิษย์หลินมู่หยาง ขอกราบอาจารย์ จากนี้ไปจะเป็นศิษย์ที่ดีของท่าน"

    กุยเฉาเค่อหัวร่อออกมาด้วยความพึงพอใจ มองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าที่แสดงความเชื่อมั่นออกมาทางสายตา รู้สึกว่าตนเองคิดไม่ผิดที่รับคนผู้นี้เป็นศิษย์สายตรงคนแรก จึงว่า

    "ไม่ต้องเป็นห่วงไป ถึงเจ้าจะเป็นศิษย์หนึ่งเดียวจากหอไผ่เขียว แต่สามารถไปเล่าเรียนวิชาทั่วไปร่วมกับศิษย์จากหออื่นๆ ได้ หากมีเวลาว่างก็มาช่วยเราปลูกสมุนไพรและทำยาลูกกลอนที่นี่"

    "ข้าสามารถไปเรียนร่วมกับศิษย์จากหอเมฆา?"

    "ใช่แล้ว ปีที่ผ่านมาหอเมฆามีศิษย์เพียงสามคนอยู่อาศัย เพิ่มเจ้าเข้าไปอีกคนในชั้นเรียน บรรยากาศวังเวงแสนน่าเบื่ออาจลดลงบ้าง ฮา ฮา ถือซะว่าเป็นอภิสิทธิ์ที่ได้รับจากเราก็แล้วกัน"

    กุยเฉาเค่อโบกมือและชี้ไปที่เตียง หลินมู่หยางกล่าวคำขอบคุณรอบหนึ่ง ลุกขึ้นแล้วไปพักผ่อนที่เตียงดังเดิม

    "ในตู้มีชุดนักศึกษาของหอไผ่เขียวอยู่หลายชุด เจ้าเลือกชุดที่พอดีกับตัวเอาไว้สักสองสามชุด นับจากนี้ให้แต่งกายด้วยเครื่องแบบเหล่านี้ เข้าใจหรือไม่"

    หลินมู่หยางตอบรับคำหนึ่ง รับยาที่กุยเฉาเค่อนำมาให้ไปดื่ม แต่แทบสำลักออกมาในทันทีเพราะความขม ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยลิ้มลองโอสถที่ขมเท่านี้มาก่อน ถึงกระนั้นยังพยายามฝืนกลืนลงไปจนหมดเพราะหวั่นเกรงสายตาของเจ้าของยา

    “โอสถดีย่อมขมเป็นธรรมดา ถึงกระนั้นหวานหรือขมไม่อาจแยกดีเลว เฉกเช่นจิตใจมนุษย์ไม่อาจจำแนกด้วยรูปลักษณ์ ข้างนอกสุกใสข้างในอาจเป็นโพรง...”

    “ศิษย์น้อมรับคำสั่งสอน”

    หลินมู่หยางตอบสนองรวดเร็วจนกุยเฉาเค่อชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าวคำ ‘ประเสริฐ’ ติดกันสามรอบ เมื่อศิษย์หัวไว อาจารย์ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายซ้ำ นับว่าประหยัดวาจาไปได้มากโข

    "หอไผ่เขียวมีกฎเพียงสามข้อเท่านั้น หนึ่ง ห้ามปล่อยให้สมุนไพรตาย เจ้าต้องลงไปแบกน้ำจากตีนเขาขึ้นมาเติมให้เต็มบ่อทุกวัน สอง คำสอนทุกอย่างที่เจ้าได้รับจากข้า จะต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามเผยแพร่ให้ผู้อื่นเด็ดขาด และสาม ห้ามพาคนนอกขึ้นมายังยอดเขาแห่งนี้ คนที่สามารถขึ้นมาบนนี้ได้มีเพียงสามคนเท่านั้น คือสองเราศิษย์อาจารย์ และคนบึกบึนสมองทึบอีกผู้หนึ่ง...สามข้อนี้เจ้าปฏิบัติได้หรือไม่"

    "ศิษย์เข้าใจและพร้อมปฏิบัติตาม"

    กุยเฉาเค่อตบไหล่ศิษย์คนแรกด้วยความเอ็นดู ในที่สุดเขาก็แย่งคนจากมือเถียวซานเค่อมาได้โดยสมบูรณ์แบบ แท้จริงแล้วหากหลินมู่หยางลังเลหรือกล่าวคำปฏิเสธออกมา เขาจะยกเลิกการรับศิษย์และส่งคนคืนทันที

    หลินมู่หยางกลับหนักแน่นและไม่ลังเลแม้แต่น้อย หอไผ่เขียวจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุฉะนี้เอง

     

     

    สามวันต่อมา

    หลินมู่หยางยืนสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดบนศาลาริมหน้าผา หลังจากรักษาตัวจนหายดีก็ทำหน้าที่เป็นลูกมือให้กับกุยเฉาเค่อ คอยรดน้ำดูแลสมุนไพรและปั้นยาลูกกลอน แม้บาดแผลภายในจะยังหลงเหลือความเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่เพิ่งผ่านบททดสอบอันแสนทรหดมาได้ ย่อมไม่ยอมใช้เป็นข้ออ้างในการแสดงความเกียจคร้านออกมา

    เช้าวันนี้เขาเปลี่ยนมาสวมชุดนักศึกษาสีเขียวเข้มของหอไผ่เขียวตามคำสั่งของอาจารย์ บนเสื้อมีลวดลายใบไผ่สีเขียวอ่อนปักอยู่บริเวณอกซ้ายสามใบ แม้เนื้อผ้าจะธรรมดาและมีลวดลายดูเรียบง่ายจนแทบไม่มีสิ่งใดโดดเด่น ทว่าหลินมู่หยางกลับรู้สึกชอบชุดนี้เป็นพิเศษ

    ชายหนุ่มเดินลงบันไดหินด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เขาเพิ่งรู้เมื่อสองวันก่อนว่าหอไผ่เขียวตั้งอยู่บนยอดเขาเทียนเฟิง บัดนี้ได้ก้าวเดินจากจุดสูงสุดที่อยู่เหนือหอเมฆา จึงมั่นใจว่าตนเองตัดสินใจถูกต้องแล้วที่กราบกุยเฉาเค่อเป็นอาจารย์ ฐานะของอาจารย์ต้องไม่ต้อยต่ำอย่างแน่นอน

    หลินมู่หยางเดินลงบันไดจนถึงทางเข้าหอวาตะ ตรงข้ามกับทางเข้าหอวาตะมีทางเดินเส้นหนึ่งอ้อมไปทางด้านหลังเขา กุยเฉาเค่อกำชับให้เขาใช้เส้นทางนี้ไปยังตึกลงทะเบียน

    เมื่อเดินไปตามเส้นทางนี้ราวครึ่งเค่อ ก็พบเห็นโลกอีกใบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังยอดเขาแห่งนี้ เทือกเขาขนาดมหึมาทอดยาวต่อเนื่องออกไปสุดสายตา ยอดเขานับสิบลูกตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนราวกับกำแพงธรรมชาติใหญ่ยักษ์ ระหว่างหุบเขาเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างฝีมือนับไม่ถ้วน

    อาคารใหญ่ ตึกสูง ตั้งเรียงรายอยู่ตามแนวเขา สะพานหินนับสิบทอดข้ามหุบเหวเชื่อมระหว่างยอดเขา ศาลาวิจิตรตั้งเรียงรายอยู่ริมหน้าผา คล้ายล่องลอยอยู่เหนือทะเลหมอก มีน้ำตกขนาดใหญ่ไหลลงมาจากยอดเขาบางแห่งที่ไม่สูงนัก เสียงลมหวีดหวิวดังสะท้านไปทั่วหุบเขา เนื่องจากเขามองลงมาจากที่สูง จึงรู้สึกราวกับกำลังมองดูเมืองขนาดย่อมที่ถูกสร้างขึ้นอยู่ท่ามกลางขุนเขา คล้ายแดนวิมานในหนังสือนิทานกล่อมนอนที่มารดาเคยเล่าให้ฟัง

    หลินมู่หยางรีบก้าวไปตามทางเดิมด้วยความตื่นเต้น สำนักศึกษาในจินตนาการของเขามิได้ยิ่งใหญ่อลังการถึงเพียงนี้ จึงใคร่ไปถึงให้ไวเพื่อที่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศเหนือความคาดหวังนี้โดยเร็ว

    เมื่อมาถึงด้านล่าง สิ่งที่ทำให้หลินมู่หยางตกตะลึงที่สุดคือผู้คนนับพันเดินกันขวักไขว่ ศิษย์สำนักศึกษาที่แต่งกายด้วยอาภรณ์หลากสีเดินไปมาบนถนนหิน บ้างสะพายดาบใหญ่ยาวไว้ด้านหลัง บ้างถือคัมภีร์สนทนาพูดคุยกันอย่างออกรส บ้างปูผ้าบนพื้นแล้วตะโกนขายของมีค่าที่หามาได้

    เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงเรียกศิษย์เรียกอาจารย์ เสียงต่อรองราคาดังเข้าหูคล้ายบรรยากาศในตลาดเมืองหันซุยไม่มีผิด แต่ที่แตกต่างคือสถานที่แห่งนี้คึกคักกว่าหลายเท่า ไม่มีการทะเลาะวิวาทหรือเสียงเอะอะโวยวาย แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยของสถานที่ได้เป็นอย่างดี

    “ที่แท้...สำนักศึกษาแห่งนี้ยิ่งใหญ่อลังการถึงเพียงนี้”

    เขาเพิ่งตระหนักในตอนนี้เองว่า การที่ตนเองใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหันซุยมาตลอด กลับคล้ายกบในกะลาครอบที่ไม่เคยมองเห็นความยิ่งใหญ่ของโลกภายนอก ความฝันเพียงน้อยนิดของตนเองอย่างการเป็นนักสำรวจ เพื่อหาเงินทองเล็กน้อยมาเพื่อดูแลน้องทั้งสองคนดูคับแคบไปเลย

    หลินมู่หยางเดินตามถนนสายหลักต่อไป ตลอดสองข้างทางมีร้านค้าเล็กใหญ่เรียงรายอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาลูกกลอน ร้านค้าขายแลกเปลี่ยนอาวุธ ร้านจำหน่ายสมุนไพรนานาชนิด และร้านอีกมากมายที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

    “เร่เข้ามาเลยคุณลูกค้า วันนี้ร้านของเรามีราคาพิเศษมานำเสนอ โอสถหลอมกายาสิบเม็ดแลกหินวิญญาณระดับต่ำหกสิบก้อน ราคานี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม...”

    “สมุนไพรล้ำค่าจากแดนโลหิต สามารถนำไปทำยาลูกกลอนสำหรับฝึกกายาได้จำนวนมาก เพียงสิบหินวิญญาณก็ซื้อได้แล้ว”

    “ดาบมาใหม่จากตึกหลอมศัสตรา คุณภาพดีเยี่ยม แข็งแกร่งและคมกริบ ขายเพียงสิบห้าหินวิญญาณเท่านั้น ของมีจำกัด ช้าหมดอดครอบครอง...”

    หลินมู่หยางได้ยินถ้อยคำทั้งหมดยามเดินผ่าน ร้านค้าเหล่านี้ล้วนเป็นของศิษย์ในสำนักศึกษา ลูกค้าก็ยังคงเป็นศิษย์ในสำนักศึกษา ต่างตั้งอกตั้งใจค้าขายไม่ต่างจากพ่อค้าแม่ค้าในเมืองหันซุย

    นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นโลกของผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง แม้ว่าทุกคนจะเป็นศิษย์สำนักศึกษาเทียนเหริน แต่กลับดิ้นรนแข่งขันไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าใด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง คล้ายกับแดนเซียนในตำนานที่อ่านเจอในนิยายปรัมปรา

    ในที่สุดเขาก็มาถึงอาคารขนาดใหญ่ที่เรียกว่าตึกลงทะเบียน หลินมู่หยางเดินเข้าไปยังโต๊ะรับรายงานตัวที่ใกล้ที่สุด เอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรที่สุดว่า

    “ศิษย์หลินมู่หยางจากหอไผ่เขียว มารายงานตัวเป็นศิษย์สำนักศึกษา”

    “หอไผ่เขียว? สำนักศึกษาของเรามีหอไผ่เขียวด้วยหรือ?”

    อีกฝ่ายขมวดคิ้วพร้อมกับหันไปมองผู้รับผิดชอบโต๊ะข้างๆ พวกนั้นล้วนส่ายหัวด้วยความงุนงง นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่คนพวกนี้จะไม่รู้จักหอไผ่เขียว เพราะมันเพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อสี่วันก่อนโดยที่ยังไม่ได้ประกาศออกไป บวกกับการแต่งกายด้วยสีเสื้อที่ไม่เหมือนกับผู้อื่น ในสายตาของคนพวกนี้จึงมองดูหลินมู่หยางคล้ายมองดูตัวประหลาดตัวหนึ่ง

    “ข้าอยู่ฝ่ายทะเบียนมาสิบกว่าปี ยังไม่เคยได้ยินชื่อหอไผ่เขียวมาก่อน ไม่ทราบว่าสหายน้อยหมายถึงสถานที่แห่งใดบนยอดเขาเทียนเฟิง”

    หลินมู่หยางนึกขึ้นได้ว่ามีจดหมายแนะนำตัวที่เขียนโดยกุยเฉาเค่อ จึงหยิบออกมาจากในอกเสื้อแล้วส่งให้อีกฝ่าย คนผู้นั้นรับไปเปิดอ่านจนจบ แม้สีหน้ายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย แต่ก็พยักหน้าคล้ายกับเข้าใจสถานการณ์บ้างแล้ว ใช้พู่กันเขียนบันทึกลงในสมุดเล่มใหญ่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าพูดว่า

    “รับรองการรายงานตัวเรียบร้อยแล้ว นี่ป้ายประจำตัวศิษย์สำนักศึกษา รักษาเอาไว้ให้ดี อย่าได้ทำหายโดยเด็ดขาด ส่วนนี่เป็นตำราฝึกหลอมกายาฉบับปรับปรุงล่าสุด”

    คนลงทะเบียนหยิบของออกมาวางตรงหน้า เป็นป้ายหยกสีเขียวเข้มกับตำราเล่มหนึ่ง หลินมู่หยางรับของทั้งสองอย่างมาอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะให้ของสำคัญเหล่านี้เสียหาย

    คนผู้นั้นหยิบบัตรไม้ออกมาอีกสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นสีเหลือง ชิ้นหนึ่งเป็นสีแดง ยื่นให้หลินมู่หยางที่จ้องมองมาด้วยความสงสัย กล่าวว่า

    “บัตรไม้สีเหลืองเอาไปแลกอาวุธคู่กายที่ตึกศัสตรา ส่วนบัตรไม้สีแดงเอาไปรับทรัพยากรประจำเดือนของเจ้าที่หอการค้า”

    หลินมู่หยางเก็บสิ่งของทั้งหมดลงในอกเสื้อ ก่อนจะกล่าวคำขอบคุณและเดินออกจากหอลงทะเบียน สายตาเหล่านั้นยังคงจับจ้องแผ่นหลังของเขาด้วยความสงสัย วันนี้พวกเขาได้ลงทะเบียนให้ศิษย์คนแรกจากหอไผ่เขียว นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดในรอบสามปี 

    หลินมู่หยางสอบถามไปตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงตึกการค้า อาคารแห่งนี้ใหญ่โตยิ่งกว่าที่คิด ด้านในมีศิษย์จำนวนมากยืนต่อแถวรับทรัพยากร

    เมื่อถึงคิว หลินมู่หยางยื่นบัตรไม้ให้อีกฝ่าย เจ้าหน้าที่รับไปตรวจสอบครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบถุงผ้าขนาดเล็กออกมา

    “นี่เป็นทรัพยากรประจำเดือนของเจ้า”

    เขาเปิดถุงแล้วนับสิ่งของทีละอย่าง พบว่ามีวิญญาณระดับต่ำยี่สิบก้อน กับขวดโอสถที่บรรจุยาลูกกลอนฝึกกายาห้าเม็ด

    หลินมู่หยางรับของทั้งหมดมาด้วยความยินดี แม้ว่าทรัพยากรเหล่านี้จะไม่ได้มากมายอะไร แต่สำหรับคนที่ดิ้นรนด้วยตนเองอย่างยากลำบากมาก่อน กลับเป็นครั้งแรกที่ได้ครอบครองทรัพย์สินมีค่ามากมายถึงเพียงนี้ จึงมีความรู้สึกที่ดีต่อสำนักศึกษาแห่งนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    หินวิญญาณระดับต่ำมีขนาดเท่านิ้วโป้ง ลักษณะคล้ายก้อนหินขนาดเล็ก แต่ส่องแสงสีเขียวเบาบาง อุดมไปด้วยพลังวิญญาณ พวกมันมาจากการชำแหละหินวิญญาณของสัตว์อสูรที่คุณภาพต่ำ หินวิญญาณสัตว์อสูรหนึ่งก้อนสามารถชำแหละเป็นหินวิญญาณระดับต่ำได้ราวสามสิบถึงสี่สิบก้อน ในสำนักศึกษาแห่งนี้ใช้หินวิญญาณระดับต่ำเหล่านี้แทนเหรียญเงิน

    หลินมู่หยางซุกเก็บของมีค่าเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ในขณะที่กำลังจะเดินจากไป เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกลับเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

    “หากรู้สึกว่าไม่เพียงพอ เจ้าสามารถรับภารกิจของสำนักได้”

    “ภารกิจ?”

    “ศิษย์ทุกคนสามารถรับภารกิจที่อยู่บนกระดานภารกิจ ผลตอบแทนจากการทำภารกิจสำเร็จคือหินวิญญาณหรือยาลูกกลอนฝึกกายา แต่ก่อนจะรับภารกิจอันใดก็ช่วยสำรวจดูความสามารถของตนเองด้วย หาไม่แล้วอาจเกิดผลร้ายมากกว่าดี”

    หลินมู่หยางผงกศีรษะรอบหนึ่ง เดินเข้าไปดูกระดานภารกิจที่มีแผ่นกระดาษติดเรียงรายนับร้อยแผ่น จากการกวาดตาผ่านไม่กี่รอบก็พบว่าภารกิจแบ่งออกเป็นสามประเภท กอปรด้วยภารกิจทั่วไป ภารกิจลำบาก และภารกิจอันตราย

    ภารกิจทั่วไปจะเป็นจำพวกเก็บสมุนไพรสามัญ ภารกิจลำบากจะเป็นจำพวกออกช่วยเหลือชาวบ้านรอบสำนักศึกษา ส่วนภารกิจอันตรายกลับเป็นการเข้าแดนโลหิต กำจัดสัตว์อสูรเพื่อหินวิญญาณและเสาะหาสมุนไพรหายาก

    หลินมู่หยางจดทุกอย่างไว้ในใจ ตอนนี้เขายังไม่พร้อมสำหรับภารกิจเหล่านี้ นักศึกษาใหม่ต้องเข้ารับการฝึกอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องยาวนานครึ่งปี คงไม่มีเวลามาทำภารกิจเหล่านี้

    ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าสำนักแห่งนี้ไม่ใช่สถานศึกษาสงเคราะห์ ที่เพียงฝึกฝนแล้วจะก้าวหน้าได้อย่างราบรื่น ยังต้องอาศัยความสามารถของตนเองในการไขว่คว้าโอกาส การแข่งขันดุเดือดไม่แพ้การเอาชีวิตรอดในเมืองหันซุยเลย

    หลังจากรับทรัพยากรประจำเดือน หลินมู่หยางก็ไม่ได้รีบร้อนกลับหอไผ่เขียว มุ่งหน้าไปยังตึกศัสตราเพื่อรับอาวุธคู่ใจ ตึกศัสตราตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาทางทิศตะวันออก ตัวอาคารไม่ได้สูงใหญ่เหมือนตึกการค้า หากแต่กว้างขวางกว่าหลายเท่า

    กำแพงภายนอกสร้างจากก้อนอิฐสีดำ มีร่องรอยของมีคมสลักเป็นตัวอักษรอยู่ทั่วทั้งผนัง คมดาบคมกระบี่ตวัดลากผ่านจนกลายเป็นตัวอักษรที่งดงามและมีพลัง ให้ความรู้สึกฮึกเหิมบ้าระห่ำยามมองดู

    ตึกศัสตราไม่มีผู้คนพลุกพล่านวุ่นวายเหมือนตึกการค้า ที่นี่ไม่มีภารกิจหรือทรัพยากรสำหรับฝึกตน มีเพียงอาวุธคู่กายที่มารับได้ปีละครั้งเท่านั้น

    หลินมู่หยางก้าวผ่านประตูเข้าไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจ เขาเติบโตมาในสภาพปากกัดตีนถีบ หลายครั้งล้วนเอาชีวิตรอดมาได้เพราะอาวุธข้างกาย จึงรู้สึกยินดีที่จะได้รับอาวุธเสียที

    สองข้างทางมีอาวุธวางเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่า คนผู้นี้สวมใส่ชุดสีเทาเรียบง่าย ผมสีขาวยาวยุ่งเหยิง บนโต๊ะเบื้องหน้ามีตำราเก่าเล่มหนึ่ง เหลือบมองป้ายประจำตัวที่หลินมู่หยางยื่นให้เพียงครู่เดียวก็กล่าวขึ้นมาว่า

    “อาวุธทุกชิ้นในห้องนี้ล้วนสามารถเลือกสรรได้ แต่อย่าลืมเลือกให้เหมาะสมกับศักภาพของตนเองด้วยล่ะ หากเลือกผิดก็คล้ายกับเสียเวลาลองถูกลองผิดไปหนึ่งปีเลยทีเดียว”

     

    หลินมู่หยางตอบรับคำหนึ่ง เดินดูศัสตราวุธที่อยู่ในห้องอย่างเชื่องช้า ในตึกศัสตรา,ศาสตราแห่งนี้สามารถจัดสรรอาวุธสำหรับกองทัพได้หลายกองพัน ไม่ว่าจะเป็นดาบประเภทต่างๆ กระบี่ หอก ทวน ง้าว ขวาน ค้อน แส้ กระบอง และอาวุธประหลาดพิสดารอีกนับไม่ถ้วน

    แท้จริงเขาต้องการดาบมาเป็นอาวุธคู่ใจ แต่กุยเฉาเค่อกลับกำชับให้เขาเลือกกระบี่มาสักเล่ม จึงทำได้เพียงเลือกกระบี่หนักเล่มหนึ่งติดมือมา ตั้งแต่เกิดเขายังไม่เคยใช้กระบี่มาก่อน มีเพียงธนู ดาบ มีดสั้น และขวานที่เคยเป็นอาวุธคู่ใจ

    “พวกเจ้าล้วนฝึกหลอมกายา จำเป็นต้องใช้อาวุธหนักที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง ดาบจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ฝึกกายา ไฉนเจ้าถึงเลือกกระบี่?”

    ชายชราจ้องมองกระบี่ในมือของเขาด้วยความสงสัย สำนักศึกษาแห่งนี้มีศิษย์อยู่หลายพันคน ไม่มีคนที่ใช้กระบี่เป็นอาวุธคู่กายแม้แต่คนเดียว ไฉนเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงเลือกกระบี่

    “เป็นคำสั่งของท่านอาจารย์ ศิษย์มิอาจปฏิเสธได้”

    หลินมู่หยางตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ ชายชราผู้นั้นถอนหายใจพร้อมกับส่ายหัว รู้สึกเห็นใจหลินมู่หยางที่พบพานอาจารย์เช่นนี้ จึงว่า

    “หากว่าใช้ได้ไม่คล่องมือ เจ้าสามารถมาเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ ผู้ฝึกฝนกายาไม่สมควรใช้กระบี่เป็นอาวุธ มีแต่ดาบเท่านั้นที่คู่ควร”

    หลินมู่หยางเอ่ยคำขอบคุณออกมาคำหนึ่ง เดินออกจากตึกศัสตราด้วยความมึนงงไม่แพ้ชายชรา เขาฝึกฝนการใช้มาแต่เด็ก หากเปลี่ยนมาใช้กระบี่ก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดี อีกทั้งยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของอาจารย์ จึงทำได้เพียงเชื่อฟังคำสั่ง เดิมพันอนาคตกับกุยเฉาเค่อสักครา 

    เขาเองก็อยากรู้ว่าอานุภาพแท้จริงของกระบี่เป็นเช่นไร 

     

    คล้ายกับเรื่องมรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก ที่คุณอ่าน