เมืองซินเอี๋ย เป็เมืองเล็กๆ เป็เมืองหน้าด่านสำคัญของดินแดนเกงจิ๋ว เล่าเปียวให้เล่าปี่คุมกำลังอยู่ที่นี่ก็ด้วยหวังพึ่งพิงต้านทัพโจโฉที่รอโอกาสยกพลบุกลงมา
กำแพงเมืองสูงตระหง่านห้าหกชั้นตึก บนกำแพงมีทหารใส่เกราะยืนเรียงรายตามจุด คงจะจัดเวรยามกันตามรอบเหมือนกองร้อยบ้านเรา จะแปลกหน่อยที่ต่างมีดาบเป็อาวุธไม่ใช่ปืน
ประชาชนที่นี่มีทรัพย์สินไม่มากแถมยังค่อนไปทางยากจนซ่ะเยอะ ก็พวกชาวบ้านตาดำๆ หาเช้ากินค่ำ บางค่ำก็ไม่ได้กิน นั่นแหละครับ โชคดีที่เล่าปี่พอมีน้ำใจแบ่งปันเสื้อผ้าอาหารให้เท่าที่จะพอหาได้ ก็เลยพอประทังยังชีพ
เล่าปี่จัดแจงบ้านพักให้ผมหลังหนึ่ง อาจจะเก่าไปหน่อยแต่เมื่อเทียบกับหลังอื่นภายในเมืองก็ถือว่าดีกว่ามาก แน่นอนว่าผมก็ต้องจำใจอยู่ไปก่อน เอาไว้หาตัวสุมาเต๊กโชเจอแล้ว ค่อยหาทางกลับคืนร่าง
ผมคิดถึงเกมออนไลน์ คิดถึงยูทูป คิดถึงเฟสบุ๊คอย่างมากมายมหาศาล อยากจะอัพสเตตัสซักหน่อยพร้อมกับถ่ายเซลฟี่ตีคู่เล่าปี่ กวนอู โชว์พวกนักประวัติศาสตร์ แต่กับเตียวหุยต้องขอผ่าน ไม่ไหวครับ พี่แกโมโหร้าย
ั้แ่ผมมาอยู่ที่นี่ก็ผ่านมาร่วมอาทิตย์แล้ว แต่ก็ยังไม่ชินกับความแปลกใหม่ที่แสนโบราณ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีความบันเทิง ไม่มีแสงสี ไม่มีผับ มีแต่ฝุ่นและยุง!!
โชคดีที่เย่อิงรอบรู้เื่สมุนไพร ยาและว่านเป็อย่างดี ก็เลยช่วยได้เยอะ ไม่งั้นผมมีหวังตายเพราะโดนแดร็กคิวล่าตัวจิ๋วดูดเืจนหมดตัวแน่ๆ
เธอสัญญากับผมว่าจะไม่ฝืนใจเพราะที่นี่ไม่ใช่ยุคของผมและจะช่วยหาทางนำผมกลับไป แต่ระหว่างนี้ผมก็ต้องช่วยเหลือเล่าปี่ไปตามที่ผมจะช่วยได้ในนามของขงเบ้งเป็การแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งก็ต้องพยายามน่าดูทั้งคำพูดแบบนักวิชาการและท่าทางของผู้มีความรู้ ตัวผมแทบไม่มีเลย
"ท่านคุ้นชินกับที่นี่บ้างหรือไม่"
"ก็นิดหน่อย แบบว่าพออยู่ได้ แค่ไม่มีทีวีตู้เย็นมือถือ ก็เลยเหงาๆ นิดหน่อย"
"สิ่งใดกัน ที่ท่านพูดมา ถ้าหากพอมีหนทางข้าจะขอให้พวกทหารหามาให้ท่านเอง"
หึหึ
"ไม่ต้องหรอก" บอกไปแล้วอย่างกับว่าจะหาให้ได้จริงๆ แต่ถึงหามาจนได้ แล้วยังไง ไม่มีไฟฟ้าใช้จะเอาอะไรมาเปิด รู้งี้ตั้งใจเรียนเสียก็ดี เผื่อจะสร้างเครื่องปั่นไฟ ไม่ก็โซลาเซลเป็กะเขาบ้าง คิดว่าคงมีประโยชน์พอดู
"แล้วคุณล่ะ เป็ไงบ้าง"
"ข้าอยู่ที่ไหนก็ได้ มิเคยกลัวความลำบาก"
ในบ้านมีห้องให้ใช้นอนได้สองห้อง ผมกับเย่อิงนอนกันคนละห้อง ผมไม่อยากล่วงเกินเมียใครเขา กลัวผิดศีล มันไม่ดี แยกห้องนอนไปเลยปลอดภัยที่สุด เพราะถ้าเกิดต้องอยู่ในห้องเดียวกันกับหญิงสาวเอวบางร่างเนียน ผมเองก็ไม่รับรองว่าจะควบคุมความกำหนัดของตัวเองเอาไว้ได้
ยิ่งวัยอย่างผมตอนนี้นะ...หึหึ...ไม่น่ารอด
เล่าปี่ใช้ทหารไปสอดแนมได้ความว่า บัดนี้โจโฉขุดสระใหญ่ไว้สระหนึ่งที่เมืองกิจิ๋ว ฝึกซ้อมการเดินเรือคงเตรียมบุกตีกังตั๋งในเร็ววัน ส่วนฝั่งซุนกวนของกังตั๋งยกทัพไปตีเมืองกังแฮฆ่าหองจอแก้แค้นให้ซุนเกี๋ยนผู้เป็บิดาเสร็จ ก็ให้จิวยี่ยกกองทัพเรือไปตั้งค่ายอยู่ปากน้ำเองฮอ และตัวซุนกวนคุมทัพป้องกันเมืองอยู่ที่ตำบลชีสอง
่สายๆ เล่าปี่เรียกผมเข้าไปพบเพื่อปรึกษาราชการ เพราะเล่าเปียวส่งคนมาขอความช่วยเหลือเร่งด่วน
ผมก็ไว้เชิงเป็ผู้รู้ให้ดูเป็คนฉลาด จริงๆ เื่สร้างภาพตอแหลผมก็ไม่เป็สองรองใคร เรียกได้ว่ายืนหนึ่งมาเลยก็ได้
"ท่านขงเบ้งคิดเห็นประการใด"
.....
ในหัวผม......มัน.....โล่งงงงงงง
.....
"ผมว่าไม่มีอะไรหรอก อย่าพึ่งคิดมาก รอดูทางเล่าเปียวก่อนว่าทางนั้นเขาจะให้เราทำอะไร แล้วทางเราค่อยแก้ไขไปทีละขั้นตอน" แหม พูดได้ดี อย่างกับนักวิชาการ
"เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านขงเบ้งว่า"
เล่าปี่พาผมและเตียวหุยพร้อมทั้งทหารห้าร้อยไปเมืองเกงจิ๋ว เมื่อไปถึงให้เตียวหุยคุมทหารรออยู่ด้านนอก ส่วนผมก็เดินตามเล่าปี่ไปต้อยๆ จนพบเล่าเปียว ทางเล่าเปียวได้รู้ข่าวว่าหองจอถูกฆ่าแล้วก็อยากให้พวกเรายกทัพบุกกังตั๋งเพื่อแก้แค้นให้หองจอ ก็เลยเรียกเข้ามาเพื่อปรึกษาหารือ
"น้องเล่าปี่ บัดนี้ซุนกวนฆ่าหองจอเสียแล้ว ตัวเราอยากบุกกังตั๋งฆ่าซุนกวนนัก แต่สังขารไม่อำนวยจึงอยากขอให้น้องเราเป็ธุระจัดการ น้องเราคิดเห็นเป็อย่างไร" เล่าเปียวว่า สีหน้าแลดูกังวล
เล่าปี่หันมากระซิบถามผมว่า ควรจะตอบอย่างไรดี
ไอ้ผมมันพวกชอบเสพสุข ถ้าหากยุให้เล่าปี่ออกรบมีหวังผมซวยติดร่างแหได้ตามไปด้วยแน่นอน ก็เลยให้เล่าปี่ปฏิเสธกลับไปอย่างนิ่มนวล
"ท่านพี่เล่าเปียวโปรดฟังน้องก่อน หองจอผู้นี้เป็คนหยาบช้าและไม่รู้จักเลี้ยงคนดี ภัยจึงมาถึงตัว ซึ่งท่านจะให้ยกไปตีเมืองกังตั๋งนั้น แม้รู้ข่าวไปถึงเมืองฮูโต๋ โจโฉก็จะยกกองทัพลงมาตีเมืองเกงจิ๋ว กลายเป็ศึกสองด้านโดนตีขนาบ น้องเห็นว่าเราจะขัดสนอันตราย ขอท่านพี่ดำริดูก่อน" ซึ่งเล่าเปียวก็เห็นชอบด้วยเหตุผล
เล่าเปียวแก่พอสมควร ผมเดาอายุคงหกสิบอัพ ดูจากสภาพแล้วคงจะป่วยหนัก ร่างกายซูบเซียวไม่เปล่งปลั่ง เล่าเปียวว่ากับเล่าปี่ ถ้าหากตัวเขาหาบุญไม่แล้ว ขอให้เล่าปี่ขึ้นปกครองแดนเกงจิ๋ว แต่เล่าปี่ของผมสิ พระเอกตัวจริง อ้างคุณธรรมร้อยแปด บอกว่าจะขอใช้สติปัญญาทดแทนบุญคุณเล่าเปียวแต่ไม่ขอขึ้นเป็เ้าเมือง แล้วก็คำนับลา พาผมกลับเมืองซินเอี๋ย
โถ่ พ่อคนดี!!!
เป็ผมหน่อยไม่ได้ จะยึดเอาั้แ่วันนี้เสียเลย
"ผมถามหน่อยได้มั้ย เมื่อกี้เล่าเปียวจะยกเมืองให้ ทำไมไม่รีบรับเอาไว้?"
"ท่านเล่าเปียวมีคุณให้ที่พักพิง ลูกหลานก็มีมาก หากเรารับเอาไว้ความครหานินทาก็จะมีแก่เรา เช่นนี้เราไม่อาจรับเอาได้"
ผมได้แต่ส่ายหัวครับ ดีเกิ๊นนนนนน
ลมหอบเอาฝุ่นเข้าในบ้านเป็โขยง เย่อิงปัดกวาดออกไปจนหมดจด ทางเล่าปี่ส่งเด็กรับใช้มาช่วยงานบ้าน แต่เธอไม่้า ไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่มย่าม ดูเหมือนชีวิตสันโดษเป็ความสุขเล็กๆ ของเธอ
ผมนั่งคุยเล่นกับเธอนิดหน่อย เย่อิงมักจะถามถึงบ้านเมืองในยุคของพวกเรา ผมเคยเล่าเื่เครื่องบินให้เธอฟังอยู่ครั้งหนึ่งว่าสามารถมีนกั์ตัวมันเป็เหล็กในท้องบรรทุกคนเป็ร้อยคน พาคนเ่าั้บินข้ามฟ้าไปในที่ที่ไกลแสนไกลได้ในเวลาไม่นาน เย่อิงเธอว่าผมโกหกแต่ก็มักจะถามถึงมันตลอด คงเพราะเธอมีนิสัยอยากรู้และชอบศึกษานั่นแหละ
เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้น เย่อิงออกไปต้อนรับเชื้อเชิญเข้ามาข้างใน ชายวัยกลางคนท่าทางสงบ การแต่งกายเรียบๆ ไม่มียศศักดิ์ไม่มีผู้ติดตาม มีแค่ไม้เท้าสูงเลยเอวอันเดียวที่มีมาด้วย
"ใครน่ะ เย่อิง"
"คนที่ท่านอยากเจอมากที่สุด"
ใครวะ? ผมแค่คิดนะ ไม่ได้พูดออกไปหรอก มันไม่สุภาพ ฮ่าๆ
"ท่านออกไปท่านก็จะรู้เอง" เย่อิงคงอ่านสีหน้ามึนๆ งงๆ ของผมออก
ท่าทางสุภาพ ใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนอย่างคนไม่ทุกข์ไม่ร้อนสิ่งใด ภายนอกคล้ายๆ นักพรตลัทธิเต๋าอยู่พอควร เว้นแต่เสื้อผ้าไม่ค่อยเหมือนซะทีเดียว
"สวัสดีครับ" ผมยกมือไหว้ตามมารยาทไทยที่ควรทำต่อผู้สูงอายุ "มีธุระอะไรหรือครับ"
"ท่านเองหรือ ผู้มาจากแดนไกล" เขายังยิ้มอ่อนอยู่อีก เอ หรือว่าจะเป็....
"คุณสุมาเต๊กโชใช่มั้ยครับเนี้ยยย!!!"
"นั่นนามของข้าพเ้าเอง"
"โอ้โหหหห อยากเจอมานานแล้ววว เชิญๆ เข้ามานั่งในบ้านก่อน กินน้ำกินท่า เอาเบียร์มั้ย พล่าเนื้อซักจาน เดี๋ยวผมจัดให้" ผมกูลีกูจอ ดึงแขนผู้เฒ่าเข้ามานั่งข้างใน
"ข้าพเ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูดนักหรอกแต่ขอขอบคุณน้ำใจท่านมาก แต่ไม่ต้องมากพิธีนักก็ได้ท่าน"
ผู้เฒ่าสุมาขยับขานั่งสูงขึ้นนิดให้อยู่ในท่าสบาย
"อันที่จริงที่ข้าพเ้ามาวันนี้ เพียง้าอยากมาพบท่านเท่านั้น ท่านผู้มาจากดินแดนอื่น"
"คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่ใช่...เอ่อ...ไม่ใช่ขงเบ้ง และไม่ใช่คนที่นี่"
"ขงเบ้งเป็ศิษย์ของข้าพเ้า อันข้าพเ้ามีความเอ็นดูยิ่งนัก แต่ชะตานั้นฟ้าเป็ผู้ลิขิตมิอาจฝืนได้ เมื่อถึงวาระกำหนดก็ต้องยินยอมต่อชะตา แลตัวท่านเองก็เฉกเช่นเดียวกัน"
"ผมหรอ?"
"ข้าพเ้าขอทราบนามของท่าน"
"ผมชื่อโอมครับ" การพูดของสุมาเต๊กโชที่สงบ ทำให้คนคิดมากอย่างผมสงบลงไปด้วยอย่างน่าประหลาด
"ถิ่นที่ท่านจากมาเป็ไฉน บ้านเมืองน่าอยู่หรือไม่ละท่าน"
"บ้านเมืองใหญ่โต มีตึกสูงเป็สิบๆ ชั้น ร้อยชั้นก็มี ถนนหนทางก็เยอะ แต่รถติดเป็แถว ที่ที่ผมจากมากลางคืนมีไฟฟ้าส่องสว่างอย่างกับกลางวัน ข้าวของก็ทันสมัยสะดวกสบาย แต่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ พวกนักการเมืองมันโกงกินกันเยอะ"
"แล้วท่านคิดถึงบ้างหรือไม่"
"แน่นอนสิครับ มาที่นี่มีแต่ลำบาก เทคโนโลยีไม่มีซักอย่าง หนังก็ไม่มีให้ดู มีแต่พิณกับงิ้ว คุณพ่อจะช่วยหาทางให้ผมกลับได้บ้างมั้ยครับ"
"หนทางนั้นมี แต่เวลานั้นยังมาไม่ถึง"
??
"แล้วผมต้องรอถึงเมื่อไหร่ครับ พอจะบอกได้มั้ย"
"ความลับ์ ต้องรอให้์เป็ผู้บอก"
โถ่!! ตา!! ผมถึงกับหมดกำลังใจ
"คุณหมายความว่าผมต้องอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วรอฟ้ารอฝนส่งผมกลับบ้านใช่มั้ยเนี้ย"
"ดีแล้ว"
ดีบ้าดีบออะไร กลับบ้านไม่ได้!!
"แล้วอย่างนี้ผมต้องทำยังไง แนะนำผมหน่อยสิครับ ผมไม่รู้จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย"
"ทำตัวตามสบายเถอะนะ ท่านโอม"
เฮ้ออออออ.....ระอาใจ
"ข้าพเ้าอยู่ที่ชายป่า ถ้าท่านอยากดื่มชา อยากหาเพื่อนคุย กระท่อมของข้าพเ้ายินดีต้อนรับทุกเมื่อ ตอนนี้ก็เสียเวลาท่านมากพอควร ข้าพเ้าขออำลาไปก่อน ไว้ค่อยพบกันใหม่"
ผมขอให้เขาอยู่ต่ออีกแป๊ปเพราะมีเื่อยากถามตั้งมากตั้งมาย แต่ตาแก่สุมาเต๊กโชก็ไม่สนใจ เดินยิ้มออกไป พูดแค่ว่า ดีแล้วๆ แค่นั้น
ผมไม่รู้ว่าแกสติดีหรือสติไม่ดี หรือพวกนักพรตลัทธิจะเป็แบบนี้ทุกคนก็ไม่รู้ เย่อิงบอกว่าสุมาเต๊กโชเป็ปราชญ์ผู้รู้ รักความสันโดษ และเป็
อาจารย์ของนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงหลายคน
ผมก็ได้แต่รับฟังไว้ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็แหม แกเล่นไม่บอกอะไรเลยซักอย่าง ผมเองก็อยากกลับบ้านเต็มทนแล้วเหมือนกัน