ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่29 ห้าอัจฉริยะผงาดฟ้า อวี้เหวินผู้ไร้สำนักท้าทายปฐพี 2

    ในสนามที่สี่  ยามเท้าของอวี้เหวินเหยียบลงบนเวทีหิน เงาของเขาเหยียดยาวเคียงข้างอีกผู้หนึ่ง


    เจียนอู่ แห่งหมู่บ้านเขากระดูกเหล็ก บุรุษร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อแน่นหนา ไหล่กว้างราวหินผา แววตาเฉียบคมประหนึ่งอินทรีย์กวาดมอง


    เขาเป็นหนึ่งในผู้เข้าทดสอบซึ่งฝึกฝนร่างกายมานับสิบปี ก้าวสู่ระดับ “กำเนิดกายขั้นกลาง” อย่างมั่นคง ชื่อเสียงในหมู่ผู้ฝึกกายขจรไกล


    ตรงข้ามคืออวี้เหวิน  บุรุษหนุ่มผู้ไม่มีชื่อเสียง ไร้ฉากหลัง มิอาจตรวจสอบได้แม้แต่สำนักเดิม หากแต่ยืนอย่างมั่นคง สีหน้าเรียบนิ่ง ร่างกายหาได้ใหญ่โต ทว่ากล้ามเนื้อแน่นตึงประดุจเหล็กกล้าแฝงพลังลึกซึ้ง


    เสียงประกาศของผู้คุมเวทีดังขึ้น “การประลองเริ่มได้!”


    เจียนอู่หัวเราะหยัน มิแม้จะเตรียมท่าใด ดั่งเห็นอีกฝ่ายเป็นเพียงเบี้ยไม้


    “เด็กหนุ่ม…เจ้าควรยอมแพ้แต่โดยดี”


    เขาพลันพุ่งเข้าหา ราวพยัคฆ์พุ่งตะปบ น้ำหนักตัวและพลังจากขาทั้งสองถีบพื้นส่งแรงทะลวงอากาศจนเสียง ฝ่าฝืน ดังสะท้อนทั่วลาน


    อวี้เหวินไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว


    เขาย่อตัวลงเล็กน้อย  ปล่อยให้หมัดแรกพุ่งเข้ามา เสี้ยวลมหายใจก่อนกระทบ ร่างของเขากลับเบี่ยงเฉียงเฉียดผิวผ้าเพียงปลายเส้น


    เสียงหมัดเจียนอู่ วืด เฉียดผ่านใบหน้า


    ตึง!


    อวี้เหวินหมุนเอว ส่งแรงทั้งสะโพกและไหล่ผ่านหมัดซ้ายสวนออกอย่างฉับพลัน


    หมัดนั้นแฝงเพลิงอันลึกเร้น มิใช่พลังปราณ หากเป็น “หมัดอัคนีสังหาร” ซึ่งบ่มเพาะจากเลือดเนื้อและประสบการณ์ล้วน ๆ


    แม้ไม่ปล่อยเปลวเพลิงจริง หากแต่ไออุ่นบางเบากลับกระแทกเข้าชายโครงของเจียนอู่จนร่างสั่นสะท้าน


    “อั่ก!”


    เขาถอยกรูดไปสามก้าว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ไม่อาจเชื่อว่ายอดฝีมือกำเนิดกายอย่างตนจะถูกโจมตีได้ภายในกระบวนท่าแรก


    “เจ้า…ทำได้อย่างไร!”


    อวี้เหวินยังคงยืนนิ่ง พูดเพียงสั้น ๆ


    “เจ้าดูถูกข้าก่อน”


    เจียนอู่คำรามเสียงต่ำ ร่างของเขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ทว่าครานี้แฝงทั้งแรงหมัด ตวัดแขน ปัดขา เป็นชุดท่าร่างของ “กำปั้นหมู่บ้านเขากระดูกเหล็ก” ที่ขึ้นชื่อเรื่องพลิกแพลงหนักหน่วง


    แต่ไม่ว่าหมัดใดจะกระหน่ำเข้า อวี้เหวินกลับหลบหลีกได้หมด


    ท่วงท่าเขาราวหินผาที่แม่น้ำโถมผ่าน

    หนักแน่น หากก็ลื่นไหลไปตามแรง ตอบโต้ด้วยหมัดที่แม่นยำราวสายฟ้าฟาด


    เสียงกระแทกของกล้ามเนื้อกับกล้ามเนื้อดัง ปั้ก! ปั้ก! ตึง!


    ทุกการโจมตีของอวี้เหวินไม่มีปราณปะปน แต่กลับแฝงด้วย “จังหวะ” ที่ผ่านการขัดเกลาจนถึงขีดสุด


    เมื่อโอกาสเหมาะมาถึง เขาส่งหมัดขวาออกด้วยท่าหนึ่งของ “หมัดอัคนีสังหารขั้นกลาง” หมัดนั้นเงียบงัน ไม่มีเสียงคำราม ไม่มีไอเพลิงแผ่


    แต่เพียงกระแทกเข้าอกเจียนอู่  เสียงกระดูกแตกพลันดังขึ้นเบา ๆ ร่างของเจียนอู่กระเด็นลอยกลางอากาศ


    ทุกคนในลานต่างตาเบิกกว้าง


    ชายผู้ฝึกฝนร่างกายจากหมู่บ้านเขากระดูกเหล็ก กลับพ่ายแพ้เพียงไม่ถึงร้อยกระบวนท่า


    ร่างเขากระแทกพื้นดัง โครม! กลิ้งไปอีกสองตลบ ก่อนแน่นิ่งอยู่ริมเวที มิอาจลุกขึ้นได้อีก


    คนดูทั้งสนามที่สี่ถึงกับลุกฮือ!


    อีกฝ่ายจากหมู่บ้านตะวันฉายไม่ลังเล ใช้ท่าเคลื่อนไหวแปลกตา ร่างหายวับพริบตาเดียวปรากฏขึ้นเบื้องหลังอวี้เหวิน พลันนิ้วทั้งห้าจิ้มตรงจุดชีพจรกลางหลัง


    แต่ไม่ทันถึงจุด...


    เสียง “ปั่ก!” ดังขึ้น ราวหมัดของอวี้เหวินคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า หันกลับแล้วซัดสวนเต็มแรงด้วยวิชา “เตาอัสนีวิบัติ” ที่บดขยี้แรงจู่โจมกลางอากาศ!


    เพียงหนึ่งหมัด ร่างของอีกฝ่ายกระเด็นราวว่าวขาดสาย พุ่งกระแทกพื้นสนามอย่างแรง


    เงียบงันทั่วลานประลอง


    แม้ผู้คุมเวทีจะประกาศผล  เสียงนั้นยังดูแผ่วเบาเมื่อเทียบกับแรงอารมณ์ที่ปะทุอยู่ในใจของทุกคน


    “ผู้ชนะ  อวี้เหวิน”


    เสียงคนดูเริ่มคุกรุ่น มีทั้งผู้ตื่นตะลึง ผู้ตะลึงงัน และผู้เฝ้าจ้องมองร่างของชายหนุ่มในชุดธรรมดา ซึ่งยืนนิ่งท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่าย


    ดวงตาเขาไม่หวั่นไหว ราวกับมิได้ภาคภูมิ มิได้โอหัง แต่  มั่นคงแน่วแน่ราวหินผา


    ขณะเดินลงเวที อวี้เหวินเหลือบตามองมือขวาของตนซึ่งยังรู้สึกอุ่นร้อนจากหมัดเมื่อครู่


    เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจ


    "ดี...เจ้าเริ่มสัมผัสเงาของชั้นที่สองของเตาอัสนีวิบัติได้แล้ว..."


    เสียงนั้น…คือเสียงของ ซ่งเหยียนเฟย ผู้สิงสถิตอยู่ในสร้อยคอ


    อวี้เหวินมิได้ตอบ หากแต่แววตาเขายิ่งแน่วแน่


    เสียงประกาศผลยังดังก้องในใจของผู้ชมหลายพันคน


    “ผู้ชนะ  อวี้เหวิน!”


    หากแต่สิ่งที่ตามมาหลังความเงียบงัน ไม่ใช่เพียงเสียงปรบมือธรรมดา


    “เพี๊ยะ… เพี๊ยะ… เพี๊ยะ…”


    เสียงปรบมือบางเบาดังขึ้นจากแถวหน้า เป็นปรบมือของศิษย์อาวุโสของตำหนักมังกรเมฆาผู้หนึ่ง ซึ่งนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ไม้หอม ดวงตาเรียวแหลมทอประกายวาววับ


    “หึ…เด็กผู้นี้ช่างควบคุม ‘จังหวะของหมัด’ ได้งามนัก แม้ไม่อาศัยพลังปราณ หากแต่แฝงไว้ด้วยชั้นเชิงที่เกินวัย…”


    เสียงของเขาดังพอให้ผู้อาวุโสอีกคนเอี้ยวหน้ามาสบตา แล้วพยักหน้าช้า ๆ


    “น่าจับตายิ่ง…”


    ทางด้านศิษย์ร่วมสำนักในกลุ่มอื่น ต่างก็เริ่มกระซิบกระซาบกันไม่หยุด


    "ข้าเคยเห็นเขาเดินตลาดเมื่อวานก่อน ไม่คิดว่าจะเก่งกาจขนาดนี้"


    “หมอนี่เป็นใครกันแน่? ข้าไม่เคยเห็นชื่ออยู่ในบันทึกผู้ฝึกฝนโดดเด่นของรอบเมืองซูไห่เลย…”


    “เงียบ! พวกเจ้าดูสิ…แม้แต่อัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ยังเริ่มมองไปที่เขาแล้ว!”


    จริงดังคำนั้น…


    เซี่ยชิงหลัว  สตรีในชุดขาวผูกกระบี่เงินซึ่งนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ กำลังจ้องมองอวี้เหวินด้วยสายตาสงบนิ่ง หากแต่ลึกในแววตาแฝงประกายใคร่รู้


    นางมิได้เอ่ยวาจาใด หากแต่นิ้วเรียวเคาะโต๊ะหินเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบางที่ไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร


    อีกฟากหนึ่ง หลัวเทียนอี้ ซึ่งเอนกายพิงเสาไม้เบา ๆ พลันหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง


    “หมอนี่…มีพลังของผู้กล้า”


    เขากระซิบคำเบา ๆ กับศิษย์น้องคนสนิทที่ยืนด้านหลัง


    “สืบให้ข้า…ว่าชายชื่ออวี้เหวินผู้นี้ มาจากที่ใด เคยอยู่สำนักไหนมาก่อน”


    เสียงพยักหน้าตอบเบา ๆ ดังขึ้นตามมา ก่อนร่างเงาสีเทาเลือนหายไปราวอากาศ


    หลี่หมิง แห่งสำนักบูรพาวายุ กลับเพียงเหลือบตามองอวี้เหวินอย่างไร้อารมณ์นัก ใบหน้าเยือกเย็นเฉียบขาด


    เขากระซิบคำหนึ่งในลำคอ


    “…ขยะที่กล้าเงยหน้าขึ้นมองฟ้า”


    ไม่มีใครได้ยิน เว้นแต่ชายชราผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนหอสูงเหนือเวที ซึ่งกำลังยิ้มบาง ดวงตาหรี่ลงราวเห็นลึกกว่าสิ่งตาเปล่าจะมองเห็น


    “ไม่ใช่เพียงคนรุ่นเยาว์จะเริ่มขยับ…แม้โชคชะตาของโลกนี้ก็กำลังหมุนเปลี่ยนแล้วกระมัง…”


    …


    ในขณะที่อวี้เหวินเดินกลับที่นั่ง ใบหน้าเขายังคงนิ่งสงบ ปราศจากคำโอ้อวดใด แต่ทุกย่างก้าวของเขาในยามนี้ ราวมีสายตานับร้อยพันจับจ้องอยู่


    เขามิได้หันกลับมามอง ทว่าเบื้องหลัง


    เสียงผู้คน กระแสความคิด และแรงคลื่นในใจของผู้ชมทั้งสนาม…ได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว


    เมื่อก้าวเท้าพ้นเวที เสียงในสนามยังดังก้องอยู่ด้านหลัง อวี้เหวินมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงทอดสายตาเยือกเย็นไปเบื้องหน้า ทว่าในห้วงจิตใจ เสียงหนึ่งกลับดังแว่วขึ้นมาชัดเจนจากสร้อยคอที่สวมอยู่


    “หึ…ในที่สุดเจ้าเด็กน้อยก็เริ่มทำให้ฝูงหมาเหล่านั้นเหลียวมองเสียที”

    เสียงของซ่งเหยียนเฟยราวสายลมเหมันต์ที่พัดผ่านภูเขา เย็นเยียบแต่ทิ่มแทง


    อวี้เหวินไม่ตอบ หากแต่แววตาฉายแววครุ่นคิดเล็กน้อย ขณะซ่งเหยียนเฟยยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเหย้าแหย่


    “ดูสิ…เซี่ยชิงหลัวนั่นจ้องเจ้าราวกับจะจับไปแกะเปลือก ใครจะรู้…นางอาจกำลังคิดว่า ‘ของเล่นชิ้นใหม่’ นี้น่าลิ้มลองหรือไม่”

    เสียงหัวเราะในลำคอดังเบา ๆ คล้ายเยาะเย้ย


    “ส่วนหลัวเทียนอี้…สายตาเช่นนั้น ข้าเคยเห็นมาแล้ว…มันคือแววตาของนักล่าที่เจอเหยื่อซ่อนเขี้ยว หึ…เจ้านั่นมันฉลาดเกินไป อย่าประมาทแม้เพียงลมหายใจ”


    จากนั้น ซ่งเหยียนเฟยเว้นจังหวะชั่วครู่ เสียงของเขากลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอย่างหายาก


    “อวี้เหวิน…ตอนนี้เจ้าไม่ใช่เงาเลือนที่ไม่มีผู้ใดเหลียวแลอีกต่อไป ผู้คนเริ่มเห็นเจ้า…แต่การที่โลกเริ่มจับตา นั่นคือจุดเริ่มต้นของแรงกดดันที่แท้จริง”


    “หากเจ้าหวังจะอยู่รอดในพายุที่กำลังจะมา…ก็จงอย่าหวั่นไหวกับสายตาของผู้คน แต่จงใช้มัน…เพื่อก้าวขึ้นไปยืนเหนือพวกเขาเสียให้หมด”


    หลังเสียงของซ่งเหยียนเฟยค่อย ๆ จางหายในมิติสร้อยคอ บรรยากาศโดยรอบแม้ยังคงอึกทึกไปด้วยเสียงกล่าวขานถึงศึกที่ผ่านมา แต่อวี้เหวินกลับนิ่งราวผืนน้ำในฤดูเหมันต์


    ทว่าภายใต้ดวงตาอันสงบเงียบนั้น…ประกายบางอย่างกำลังลุกโชน


    เขายกมือขึ้นเสยชายผ้าคลุมที่พลิ้วไปตามแรงลม แล้วกล่าวในใจเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ชัดทุกถ้อยคำ


    “หากสายตาเหล่านั้นคิดจะใช้ข้าสร้างความบันเทิง ข้าจะทำให้พวกเขาจดจำ…ว่าเพลิงที่ลุกไหม้จากความเงียบงัน มิใช่สิ่งที่ใครจะเย้ยหยันได้”


    “ซ่งเหยียนเฟย…ข้าจะไม่หวั่นไหวต่อเสียงซุบซิบหรือแววตาที่ทอดมา หากวันหนึ่งข้าต้องเหยียบขึ้นไปบนซากของพวกเขา เพื่อพาท่านเเม่คืนกลับ…ข้าก็จะทำโดยไม่ลังเล”


    ในมิติสร้อยคอ เสียงของซ่งเหยียนเฟยแผ่วกลับมา ราวกระซิบกลางลมหาว


    “ดีมาก…น้ำเสียงของเจ้าในยามนี้ ไม่ใช่เสียงของเด็กน้อยผู้มองโลกด้วยความหวังอีกต่อไปแล้ว”


    “หากเจ้าจะก้าวข้ามชะตา…ก็จงเป็นดั่งหอกอัคคีในม่านหมอก แหวกฟ้า เผาเมฆ บรรลุหนทางด้วยเลือดและความมืดมิดเสียเถิด…”


    คำสุดท้ายดังพลิ้วไปกับลมราวเสียงลี้ลับจากแดนไกล อวี้เหวินยืนนิ่งอยู่กลางสายลม ความเย็นจากเหงื่อที่ไหลตามแนวกรามเยือกเข้าจนถึงกระดูก แต่หัวใจกลับร้อนแรงกว่าที่เคย


    ผู้คนจับตาเขา…

    แต่จะมีสักกี่คน ที่กล้าเผชิญกับเขาเมื่อถึงวันนั้นจริง ๆ?


    เสียงระฆังทองคำที่ห้อยอยู่บนหอสังเกตการณ์พลันดังกังวาน  ติงงงง!


    สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเวทีกลางเบื้องหน้า ร่างของผู้อาวุโสเหอจิ้งหลานปรากฏขึ้นอีกครั้ง  เสื้อคลุมสีครามปลิวไสวตามแรงลม มือขวาประสานเป็นมารยาท ส่วนมือซ้ายยกขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกเสียงสงบลงทันที


    เสียงของเขาทุ้มนิ่ง ดังก้องเหนือทั่วลานประลอง


    “บัดนี้ เราได้ผู้ชนะจากทั้งหกสนามแล้วขอแสดงความยินดีกับพวกเขาอีกครั้ง” เสียงนั้นเด็ดขาดแต่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม


    เสียงปรบมือพลันดังขึ้นประปราย จากนั้นกึกก้องไปทั่วสนามราวกับคลื่นพายุโหมซัด สะท้อนถึงแรงกล้าของผู้เข้าแข่งขันทั้งหกที่ยืนหยัดถึงรอบนี้ได้


    เหอจิ้งหลานกวาดตามองไปยังผู้ชนะทั้งหกที่ยืนอยู่แต่ละสนาม คล้ายจะหยั่งความแข็งแกร่งจากแววตาแต่ละคน แล้วจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “รอบต่อไป จะทำการจับสลาก แบ่งออกเป็นสามคู่ เพื่อประลองคัดเลือกผู้ชนะสามคน และผู้แพ้อีกสามคน จากนั้น  ทั้งสามผู้ชนะจะทำการประลองเวียนกัน เพื่อจัดอันดับที่ 1 ถึง 3 ส่วนสามผู้แพ้ จะประลองเวียนกันเช่นกัน เพื่อจัดอันดับที่ 4 ถึง 6!”


    เสียงฮือฮาดังขึ้นแทบจะทันที


    “จะได้เห็นเทพกระบี่อัสนีประมือกับใครหรือไม่?”


    “หรือว่าเซี่ยชิงหลัวจะต้องเจอกับอสูรกายอย่างไป๋หยุนเซิง!”


    “แล้วเจ้าหนุ่มผู้นั้น  อวี้เหวิน… เขาจะประมือกับผู้ใด?”


    แต่ละเสียงล้วนเต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น ราวกับทั่วทั้งลานประลองกำลังถูกอุณหภูมิของจิตวิญญาณนักสู้อบอวลกลบกลืนจนแทบระเบิด


    เสียงจากเวทีกลางประกาศดังขึ้นอีกครั้ง


    “รอบนี้จะใช้ทั้งสามลานประลองพร้อมกัน ขอให้ผู้เข้าแข่งขันเตรียมตัวให้พร้อม!”


    เวลากลิ้งผ่านไปชั่วอึดใจ ร่างผู้ประกาศอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์รุ่นอาวุโสก้าวออกมากลางลาน พลันตะโกนเสียงดังอย่างชัดถ้อยชัดคำ


    “ลานประลองที่หนึ่ง หลี่หมิง แห่งสำนักบูรพาวายุ ประลองกับ ไป๋หยุนเซิง แห่งดาราม่วงส่องฟ้า!”


    เสียงตะโกนยังไม่ทันจางหาย คลื่นเสียงก็ปะทุขึ้นอีกระลอกหนึ่ง ผู้ชมหลายคนเบิกตากว้าง


    “หลี่หมิงกับไป๋หยุนเซิงงั้นรึ?! กระบี่วายุ ปะทะน้ำหมัดฟ้าคราม… แบบนี้จะเกิดพายุสีครามงั้นหรือ?!”


    ประกาศดังต่อไป


    “ลานประลองที่สอง จูซงเทียน แห่งหมื่นวิญญาณ ปะทะ เซี่ยชิงหลัว แห่งหิมะนิรันดร์!”


    กลิ่นไอวิญญาณและพลังไอเย็น  ปะทะกันโดยตรง เสียงผู้ชมแทบสั่นสะเทือน


    และแล้ว เสียงสุดท้ายก็ดังขึ้น


    “ลานประลองที่สาม อวี้เหวิน ปะทะ หลัวเทียนอี้ แห่งพันดาราไร้รูป!”


    แม้ชื่อของหลัวเทียนอี้จะไม่ถูกพูดถึงบ่อยเท่าคนอื่น แต่ทันทีที่มีการประกาศชื่อออกมา ทั้งสนามกลับเงียบลงประหลาด สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังชายชุดดำที่ยืนเงียบราวเงามืด มิแม้ขยับใดๆ


    อวี้เหวินเองก็สบตาเขาโดยตรง ความรู้สึกบางอย่างพุ่งวาบขึ้นมาจากลึกในใจ


    'คนผู้นี้... มีบางสิ่งที่ซ่อนเร้นยิ่งกว่าความเงียบ'


    ร่างของทั้งหกคู่นักสู้พลันก้าวออกจากที่มั่นของตน เสียงฝีเท้าดังพร้อมกันบนลานประลองสามทิศ แต่ละคนล้วนมีอำนาจดุจอสนีบาต เคลื่อนไหวแต่ละก้าว เสมือนสั่นสะเทือนจิตใจของผู้ชมนับหมื่น


    แสงแดดของยามเที่ยงตรงสาดกระทบเงาร่างนักสู้ทั้งหกผู้กำลังเข้าสู่การประลองที่ทั่วทั้งแคว้นต่างเฝ้าจับตามอง


    และแล้ว…


    เสียงจากผู้อาวุโสเหอจิ้งหลานพลันตวัดดังกังวานอีกครั้ง


    “เริ่มการประลองได้!”


    เสียงกระทบของพื้นกระบี่ น้ำแข็ง วิญญาณ หมัด และเสียงของจิตมุ่งมั่นพลันกึกก้องก้องไกลออกไปทั่วฟ้าดิน…


    ใต้เวิ้งฟ้ากว้างใหญ่แห่งลานประลองกลางตำหนักมังกรเมฆา เงาร่างทั้งหกประจัญหน้ากันบนลานทั้งสาม สายตาของศิษย์และอาวุโสหลายพันคู่ต่างจับจ้องอย่างแน่นิ่ง ชั่วพริบตานั้นเอง


    ลานประลองที่สาม อวี้เหวิน ปะทะ หลัวเทียนอี้


    ท่ามกลางความเงียบสงัด อวี้เหวินยืนอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มในชุดดำสนิท ใบหน้าไร้อารมณ์ของหลัวเทียนอี้เหมือนรูปสลักน้ำแข็ง มือทั้งสองของเขาไพล่หลังเงียบงัน


    อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย หัวใจเต้นหนักแต่มั่นคง เขามิได้ประมาทศัตรูตรงหน้าแม้เพียงเสี้ยวขณะ


    ทว่า...หลัวเทียนอี้กลับเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวสายลมเหมันต์พัดผ่าน


     "ข้าขอยอมแพ้"




    คำพูดนั้นดังกังวานในความเงียบ...ดังกว่าเสียงฆ้องศึกหรือเสียงตะโกนใดๆ


    ผู้คนทั่วทั้งลานต่างเบิกตากว้าง...แม้แต่ผู้ควบคุมการประลองยังตกตะลึง


    “เขายอมแพ้หรือ?”

    “ไม่มีการต่อสู้เลย?”

    “เรื่องนี้มันอะไรกันแน่!?”


    อวี้เหวินเองก็ชะงักนิ่งไปชั่วครู่ เขาจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาคลุมเครือ ไม่อาจคาดเดาเจตนาในใจของชายลึกลับผู้นี้


     "เหตุใดจึงยอมแพ้?" อวี้เหวินเอ่ยถามเรียบเย็น




    หลัวเทียนอี้มิได้ตอบ เพียงเดินลงจากลานโดยไม่หันกลับ ดวงตาเยือกเย็นดุจรัตติกาลยังคงสงบนิ่งดุจสายน้ำที่ไม่มีคลื่นกระเพื่อม


    การยอมแพ้ของเขา...ทิ้งคำถามไว้ในใจผู้คนนับพัน


    และแม้อวี้เหวินจะเป็นผู้ชนะโดยไร้กระบวนท่า แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนเผชิญหน้ากับความลี้ลับยากหยั่งถึง ราวกับในอนาคตข้างหน้า...เขาและหลัวเทียนอี้จะต้องหวนกลับมาปะทะกันอีกครา


    เสียงฆ้องดังขึ้น ประกาศชัยชนะของอวี้เหวิน


    ลานประลองที่สอง จูซงเทียน แห่งหมื่นวิญญาณ ปะทะ เซี่ยชิงหลัว แห่งหิมะนิรันดร์!


    ทันทีที่เสียงประกาศจบลง ร่างขาวบางเบาราวหิมะก็ย่างเท้าขึ้นลานประลองพร้อมกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่ปกคลุมทั่วบริเวณ อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงจนศิษย์หลายคนต้องกระชับเสื้อคลุมแน่น


    ตรงข้ามกันนั้น จูซงเทียนในเสื้อคลุมสีม่วงดำก้าวขึ้นพร้อมลูกปัดกระดูกที่สั่นเบาๆ ตามจังหวะลมหายใจ เขาแย้มรอยยิ้มเย็นเฉียบ


     "เจ้าหญิงหิมะแห่งหิมะนิรันดร์ ข้าเฝ้ารอศึกนี้มานาน"




    เซี่ยชิงหลัวมองเขาอย่างเงียบงัน เสียงของนางเย็นราวน้ำแข็งละลายจากยอดเขา


     "อย่าเสียเวลา"




    ประกายพลังเย็นจัดแผ่ออกจากร่างนางทันใด...เกล็ดน้ำแข็งล่องลอยในอากาศคล้ายเกสรหิมะ ร่างของนางเคลื่อนไหวเบาเบาราวเงาละออง กลับวูบเข้าใกล้ด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบตามไม่ทัน


    “หมื่นหิมะปกคลุมสวรรค์!”


    ม่านหิมะพลันแผ่ขยายบดบังฟ้า จูซงเทียนกัดฟัน ครวญเสียงต่ำ


     "วิญญาณเสือ! ปรากฏ!"




    ทันใดนั้น เสียงคำรามสะท้านฟ้าดังขึ้น เสือวิญญาณขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากเงาหลังของเขา พลังวิญญาณมืดแผ่กระจายปะทะกับคลื่นน้ำแข็งรุนแรงกลางลานประลอง


    ทั้งสองปะทะกันเป็นชุด ฝีมือไล่เลี่ยไม่มีใครยอมใคร เงาร่างพริบไหว เกล็ดน้ำแข็งแตกสะเก็ด ลูกปัดกระดูกระเบิดเสียงแหลม ทุกกระบวนท่าเต็มไปด้วยความตั้งใจมุ่งหมายชัย


    นางรำกระบี่เย็นหิมะ ประหนึ่งเทพธิดาเหมันต์บนสวรรค์

    เขาควบวิญญาณมืดดั่งเจ้าผีร้ายจากแดนนรก


    เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบกระบวนท่า...ร่างของเซี่ยชิงหลัวเบี่ยงกายเล็กน้อย เงียบงันไร้เสียงก่อนจะวาดมือ



     “อัสสุหิมะตรึงฟ้า”




    เงาน้ำแข็งสีฟ้าอ่อนพุ่งจากปลายนิ้วนาง จู่โจมเข้าใส่ร่างจูซงเทียนโดยมิอาจหลบ


    "แกร๊ก!" เสียงน้ำแข็งเกาะทั่วร่างของชายหนุ่ม เงาร่างของเสือวิญญาณสลายหาย


     “อึก…ข้า…แพ้” จูซงเทียนกล่าวพลางคุกเข่ากับพื้น หยดน้ำแข็งเกาะเต็มเส้นผมและเสื้อผ้า




    เสียงฆ้องดังขึ้น…ประกาศชัยของนางผู้ยืนเดียวดายในหิมะนิรันดร์

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    279K 178
    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185