หลังจากที่ทุกคนจากไปแล้ว ทั้งเซี่ยเฟิงหลงและเซี่ยเฟิงหู่ที่ยังคงตกตะลึงกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของมารดา เฉียนเพ่ยเพ่ยจึงได้เอ่ยเรียกพวกเขาจนได้สติขึ้นมากันอีกครั้ง
“เข้าบ้านกันเถอะ อากาศเริ่มเย็นแล้วประเดี๋ยวจะไม่สบาย” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางเดินนำหน้าบุตรชายเข้าไปในบ้าน เมื่อบุตรชายทั้งสองเข้ามาในบ้านเรียบร้อยแล้ว เฉียนเพ่ยเพ่ยก็เดินไปตรวจดูกลอนประตูเมื่อเห็นว่าแ่าดีแล้ว จึงได้ส่งสายตาไปทางบุตรชายแล้วเอ่ยกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกเ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่าทำผิดตรงไหน” คำถามนี้ของเฉียนเพ่ยเพ่ยทำให้เด็กชายทั้งสองก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด
“พวกข้าไม่ควรไปบังคับขู่เข็ญให้ผู้อื่นนำอาหารมาให้” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยขึ้นมาก่อน เฉียนเพ่ยเพ่ยก็พยักหน้าพลางส่งเสียงชื่นชม
“ใช่ ดีมาก แล้วยังมีอีกหรือไม่”
“พวกข้าไม่ควรคิดแย่งชิงสิ่งของของผู้อื่น” เซี่ยเฟิงหู่เอ่ยขึ้นมาหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ใช่แล้ว ดีมาก ในเมื่อพวกเ้ารู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ แม่ก็จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงสั่งสอนพวกเ้าอีก จดจำถ้อยคำของพวกเ้าเอาไว้ เมื่อเติบโตขึ้นก็อย่าได้ลืมถ้อยคำในวันนี้ของพวกเ้า”
“แต่ท่านแม่ขอรับ ในยามนี้บ้านเราแทบจะไม่เหลือสิ่งใดแล้วนะขอรับ ไม่มีทั้งอาหารไม่มีทั้งเงินแล้วพวกเราจะใช้ชีวิตกันอย่างไร” ถ้อยคำนี้ของเซี่ยเฟิงหลงทำให้เฉียนเพ่ยเพ่ยนิ่งงันไป แต่แล้วนางก็ยิ้มออกมาแล้วเอ่ยกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เื่นี้พวกเ้าไม่ต้องกังวล ยามนี้แม้คิดได้แล้วและจะไม่ปล่อยให้ลูกๆของแม่ต้องหวาดกลัว ทนหนาวและทนหิวอีกต่อไป”
“ท่านแม่!” เด็กทั้งสองคนเอ่ยออกมาพร้อมกันพลางวิ่งมากอดที่เอวของนางแล้วร้องไห้ออกมาพร้อมกันด้วยความโล่งใจ ทำให้เฉียนเพ่ยเพ่ยคิดได้ว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาคงทั้งกังวลและหวาดกลัว แต่ก็ต้องพยายามเข้มแข็งและอดทนข่มกลั้นความรู้สึกเ่าั้เอาไว้ เพื่อทำให้ตนเองและมารดามีชีวิตอยู่รอด เมื่อคิดได้เช่นนี้นางก็อดรู้สึกะเืใจไม่ได้
“ลูกรัก ต่อไปไม่ต้องกลัวนะ แม่อยู่นี่แล้วและจะคอยปกป้องดูแลพวกเ้าเอง” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางลูบศีรษะของเด็กทั้งสองคนอย่างปลอบโยน คำพูดนี้นอกจากจะเอ่ยออกมาให้เด็กๆ สบายใจแล้ว นางยังตั้งใจเอ่ยออกมาเพื่อเป็การให้สัญญากับตนเองอีกด้วย
ก่อนหน้าที่จะทะลุมิติมา นางคือหญิงสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคศตวรรษที่ 23 อันรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆมากมาย เพียงแต่ด้วยอาชีพของนางนั้นกลับคลุกคลีอยู่ในแวดวงของศิลปะและวัตถุโบราณ
ฉากหน้านางคือเศรษฐินีผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้ นางหาเงินได้จากการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรและเป็นักสะสมตัวยง หนังสือนิยายเล่มที่นางอ่านแล้วทะลุเข้ามาอยู่ในนี้ก็เป็หนึ่งในของสะสมที่นางประมูลแย่งชิงมาได้เพื่อหวังจะเก็บไว้ขายเก็งกำไร หนังสือที่ตีพิมพ์ด้วยกระดาษกลายเป็ของหายากและของสะสมที่มีราคา นางจึงมีของจำพวกนี้อยู่ไม่น้อยเพื่อเอาไว้ขายและสะสมเอาไว้เพื่อยกระดับฐานะของตนเอง
ส่วนฉากหลังนางคือนักโจรกรรมวัตถุโบราณชื่อดัง สาเหตุที่ชื่อดังไม่ใช่เพราะฝีมืออันเลื่องชื่อ แต่เป็เพราะวัตถุที่ถูกนางขโมยไปล้วนถูกนำไปขายทอดตลาดอย่างโจ่งแจ้ง แล้วนำเงินรายได้ทั้งหมดไปมอบให้กับมูลนิธิและการกุศลทั้งหมด แน่นอนว่าตอนขายทอดตลาดและนำไปบริจาค นางย่อมมีวิธีที่ไม่ให้ผู้อื่นรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนาง
วัตถุโบราณส่วนใหญ่ที่ถูกนางขโมยมักเป็ของที่วนเวียนอยู่ในตลาดมืด คนส่วนใหญ่ที่ถูกนางหมายหัวล้วนเป็เศรษฐีผู้ร่ำรวยที่ใช้วิธีการสกปรกจนได้วัตถุชิ้นนั้นมา ที่นางทำเช่นนี้ก็เพราะว่านอกจากจะได้ทำบุญแล้วยังทำให้ชื่อของนางไม่ถูกตำรวจเพ่งเล็งอีกด้วย ก็วัตถุที่ได้มาอย่างผิดกฏหมายย่อมไร้หนทางที่จะไปแจ้งความได้อยู่แล้ว
จากเศรษฐีกลับกลายมาเป็ยาจกเพียงข้ามคืนย่อมทำให้เฉียนเพ่ยเพ่ยรู้สึกขัดเคืองใจอยู่บ้าง เพียงแต่นางเป็คนที่มองโลกในแง่ดี จึงพยายามปลอบใจตนเองว่านี่คือการชดเชยผลกรรมของนางอีกรูปแบบหนึ่ง การลักทรัพย์ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็คือการกระทำผิด การที่นางมาอยู่ในร่างนี้คงเป็ผลมาจากผลกรรมที่นางเคยทำเอาไว้
“ท่านแม่ ให้ข้าช่วยท่านจุดเตาไฟดีหรือไม่ ข้ารู้ว่าท่านไม่เคยทำด้วยตนเองมากก่อน”
เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเขาดูท่าทางเก้ๆกังๆของมารดาแล้วก็อดรู้สึกสงสารนางไม่ได้
“ใช่แล้วท่านแม่ ให้ข้ากับท่านพี่ช่วยกันจุดเตาไฟให้ท่านเถิด” เซี่ยเฟิงหู่เอ่ยพลางรวบรวมฟืนที่เขากับพี่ชายช่วยกันเก็บมาสะสมไว้
ฮูหยินสามสกุลเซี่ยย่อมไม่เคยเข้าครัวจุดเตาไฟด้วยตนเองอยู่แล้ว เคราะห์ดีที่พวกเขาสองคนพี่น้องมีกจะวิ่งแล่นไปหาของกินในครัวด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง และสนใจเื่ฟืนไฟเป็พิเศษจึงสามารถจุดเตาไฟพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย
“พวกเ้าไม่ต้องเป็ห่วงถึงแม้ว่าแม่จะไม่เคยใช้เตาหน้าตาเช่นนี้มาก่อน แต่ก็เคยเรียนรู้มาบ้างเคยเรียนรู้แต่ทฤษฎี วันนี้ได้มาปฏิบัติบ้างก็ไม่เลว” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
เตาโบราณเช่นนี้นางเคยศึกษามาอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยได้เจอของจริงแต่ก็มีแบบจำลองเสมือนจริงให้นางได้เรียนรู้วิธีการใช้งานมาบ้าง หลังจากปลุกปล้ำอยู่กับเตาโบราณ หม้อโบราณ เครื่องมือเครื่องใช้แบบโบราณ โจ๊กข้าวผสมธัญพืชก็ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจออกมาได้ในที่สุด
“อร่อยมาก” เด็กชายทั้งสองส่งเสียงชื่นชมออกมาพร้อมกัน ทำให้เฉียนเพ่ยเพ่ยอดรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้ และแอบคิดว่าถ้าหากได้มีโอกาสกลับไปยังโลกของตนเอง นางคงจะกลายเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณที่อยู่ในห้องครัวมากที่สุดเป็แน่
“อร่อยก็กินให้มากๆ จะได้โตเร็วๆ” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขใจ เห็นเด็กๆ ยิ้มได้นางก็พลอยรู้สึกดีตามไปด้วย
หลังจากกินข้าวเย็นและอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ท้องฟ้าก็พลันมืดมิดจนเฉียนเพ่ยเพ่ยอดหวาดกลัวไม่ได้ นางเคยอยู่ท่ามกลางแสงไฟอันสว่างไสวน้อยครั้งมากที่จะได้อยู่ในสถานที่ที่มืดสนิทเช่นนี้ จวบจนสายตาเริ่มคุ้นชินกับความมืด นางจึงได้ไล่ให้เด็กๆ รีบไปเข้านอน พวกเขามีห้องนอนอีกห้องซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของนาง ด้วยบ้านนี้มีเพียงสองห้องนอน เซี่ยเฟิงหลงและเซี่ยเฟิงหู่จึงจำเป็ต้องนอนด้วยกัน
เฉียนเพ่ยเพ่ยเปิดหน้าต่างแล้วมองออกไปยังท้องฟ้าด้านนอก ถึงแม้จะมืดมิดแต่ดวงดาวกลับสว่างไสวจนเต็มท้องฟ้า นางรู้ดีว่าแสงระยิบระยับที่นางเห็นเป็แค่เพียงแสงจากดาวเคราะห์ ไม่ใช่แสงจากดาวเทียมหรือว่าการสัญจรบนห้วงอวกาศดังเช่นที่ที่นางจากมา
เฉียนเพ่ยเพ่ยทอดถอนใจแล้วก็ก้มหน้าลงมามองที่ข้อมือด้านในของตนเอง ยามนี้ข้อมืออันขาวผ่องของนางมีรูปรอยสักลายเมฆมงคลสีทองประทับอยู่บนผิวเนื้อ ขนาดของรอยสักเล็กกว่าหัวแม่มือเพียงนิดเดียว นางขมวดคิ้วพลางใช้หัวแม่มืออีกข้างนวดคลึงไปที่รอยสักสีทองอย่างแ่เบา
นางไม่เคยสักลายบนผิวเนื้อ เฉียนเพ่ยเพ่ยผู้เป็เ้าของร่างนี้ก็เช่นกัน ฉับพลันนั้นก็มีห้วงมิติผุดขึ้นมาในความนึกคิดของนาง ในนั้นมีข้าวของล้ำค่ามากมายวางกองเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ นางค่อยๆเดินไล่สายตาตามของแต่ละชิ้นด้วยความประหลาดใจ สิ่งของพวกนี้เป็ของที่นางเคยขโมยมาแล้วนำไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินไปบริจาคให้มูลนิธิเพื่อการกุศล สิ่งของทุกอย่างวางเรียงลำดับก่อนหลังตามวันเวลาที่นางลงมือขโมย
เฉียนเพ่ยเพ่ยมองสิ่งของเ่าั้แล้วตัดสินใจหยิบกำไลหยกขึ้นมาชิ้นหนึ่ง มีแสงวูบวาบจนนางต้องรีบหลับตาลงเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่ากำไลหยกชิ้นนั้นถูกนางหยิบออกมาจากห้วงมิติ เฉียนเพ่ยเพ่ยอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ พลางคิดได้ว่าหรือว่า์จะเห็นใจส่งนาลงมารับโทษที่ขโมยของแล้วก็ยังไม่ลืมที่จะส่งของที่นางเคยขายไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมาให้นางเพื่อเป็การปลอบใจ
เฉียนเพ่ยเพ่ยรีบหลับตาลงอีกครั้งเพื่อจะเข้าสู้ห้วงมิติ แต่ในหัวก็พลันว่างเปล่า จวบจนนางคิดถึงลายเมฆมงคลสีทองนางจึงทำเหมือนเช่นเมื่อครู่ใช้หัวแม่มืออีกข้างนวดคลึงบนรอยสัก เมื่อห้วงมิติผุดขึ้นมาในหัวของนางอีกครั้ง นางก็รีบหลับตาแล้วกำหนดจิตเข้าไปในห้วงด้วยความยินดี
นางคิดในใจว่าเงินยามนี้นาง้าเงิน สิ่งของที่วางเรียงรายกันอยู่ก็พลันขยับเลื่อนผ่านหน้าของนางไปแล้วหยุดอยู่ที่หีบทองใบใหญ่ด้านในมีเงินโบราณที่เฉียนซื่อผู้เป็เ้าของร่างรู้จักเป็อย่างดีและไม่รู้จัก นางรีบใช้สองมือกอบกุมเงินขึ้นมา เมื่อออกมาจากห้วงมิติเงินโบราณก็กองอยู่บนสองมือของนางแล้ว
“วิเศษ คราวนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะอดตายแล้ว” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ พลางจ้องเงินในมือด้วยดวงตาที่เป็ประกายเจิดจ้า