ผมส่งข้อความกลับหาอาจารย์ ถามว่าสถานที่นั้นคืออะไร
แต่เขาไม่ได้ตอบผมเองก็ยุ่งอยู่กับการเช็กเอาต์จากโรงแรมแล้วกลับไปที่มหาวิทยาลัย จึงไม่ได้โทรหา
ช่วงเช้ายังมีเรียนผมจึงซื้ออาหารเช้าจากข้างทาง แล้วกลับไปที่หอพักเพื่อหยิบหนังสือเตรียมเข้าชั้นเรียน
ผมไปถึงห้องเรียนอย่างพอเหมาะพอเจาะ
ระหว่างเรียนอาจารย์ส่งข้อความกลับมาให้ผม
ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูข้อความมีแค่สองคำ: “รับพร”
พอเห็นแบบนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย
คิดถึงสิ่งที่ลุงอวี๋บอกเมื่อคืนการรับพรถือเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมของสายเรา
แต่ผมก็ยังสงสัยว่าครั้งนี้ผมจะได้รับอะไร
อย่างไรเสียก็อดคาดหวังไม่ได้
ตอนเรียนผมรู้สึกว่าสมาธิไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ทั้งวันอาจารย์พูดอะไรไปบ้าง ผมแทบไม่ได้ฟัง
จนกระทั่งช่วงบ่ายหลังจากจบคาบเรียนสุดท้าย จู่ๆ เพื่อนร่วมชั้นหญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาผม
“เจียงหนิง!”
ผมเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกเห็นว่าเป็นหลี่เสี่ยวหมิ่น เพื่อนร่วมชั้นที่เป็นดาวเด่นของคณะ
เธอสวย เรียนดีและมีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เป็นที่ชื่นชอบของคนในชั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอก็ถือว่าโอเคแต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียน
เธอยิ้มแล้วพูดว่า “เจียงหนิง คืนนี้ว่างไหมวันนี้มีจัดงานเลี้ยงวันเกิดฉัน เลยมาชวนนายไปด้วยน่ะ”
เธอเอ่ยเชิญอย่างจริงใจ แต่ผมกลับรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพื่อนที่ยืนข้างๆเห็นผมยังไม่ตอบก็ช่วยพูดเสริม “เจียงหนิง พรุ่งนี้กับวันมะรืนเป็นวันหยุดนะ คืนนี้ไปด้วยกันเถอะ พวกเรายังวางแผนจะไปเล่นเอสเคปรูม[1]กันด้วยนายเล่นเก่งขนาดนั้น ไปแบกพวกเราที!”
หากเป็นสถานการณ์ปกติผมคงไม่ปฏิเสธ
แต่คืนนี้ผมมีธุระจึงทำได้เพียงกล่าวอย่างเสียใจ
“ขอโทษนะ เสี่ยวหมิ่น คืนนี้ฉันติดธุระ คงไปไม่ได้ ขอให้พวกเธอเที่ยวให้สนุกนะ”
หลี่เสี่ยวหมิ่นเห็นผมปฏิเสธก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงพยักหน้าแล้วพูดว่า “เข้าใจแล้ว ไว้โอกาสหน้าเราค่อยไปเที่ยวด้วยกันนะ”
ผมพยักหน้ารับก่อนจะหยิบหนังสือแล้วเดินออกจากห้องเรียน
แต่ใครจะคิดว่างานเลี้ยงวันเกิดของหลี่เสี่ยวหมิ่นในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันหวนคืน…
เนื่องจากสถานที่ที่อาจารย์ส่งให้ผมอยู่ไกลพอสมควรการเดินทางต้องใช้เวลาถึงสามชั่วโมง ดังนั้นหลังจากกลับไปที่หอพักเพื่อเก็บของ ผมหยิบกระบี่กระดูกปลาติดตัวไปจากนั้นออกไปหาอะไรกินง่ายๆ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน
นั่งรถไฟฟ้าไปกว่าหนึ่งชั่วโมงจากใจกลางเมืองไปยังอีกฝั่งของเมือง
ลงจากรถไฟแล้วต้องต่อรถบัสอีกจากนั้นใช้ GPS นำทางเพื่อเดินเท้าไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง
เมื่อผมไปถึงเชิงเขาก็เป็นเวลาสี่ทุ่มพอดี
ผมกวาดตามองรอบๆที่นี่เป็นภูเขารกร้าง มีเพียงถนนชนบทสายหนึ่งพาดผ่าน
ตำแหน่งที่อาจารย์ส่งให้ผมอยู่ลึกเข้าไปในภูเขา ดูจากแผนที่ คงต้องเดินเท้าเข้าไปอีกสิบกว่านาที
ผมจึงโทรหาอาจารย์ถามว่าเขาอยู่ที่ไหน
สายถูกรับอย่างรวดเร็ว
“อาจารย์ ผมมาถึงเชิงเขาแล้ว ท่านอยู่ที่ไหน”
เสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาคาดว่าเขาน่าจะกำลังขับรถ
พอได้ยินว่าผมมาถึงแล้วเขาก็กล่าวว่า “เดินขึ้นเขาไปบนเขามีศาลหลักเมืองที่ถูกทิ้งร้าง ไปยืนรออยู่ที่หน้าประตูอย่าเดินไปที่ไหน อย่าลงจากเขา และที่สำคัญ อย่าเดินสำรวจรอบๆ แค่รออยู่หน้าศาลเท่านั้น จำไว้ห้ามเข้าไปข้างในคนเดียว ฉันจะไปถึงในอีกครึ่งชั่วโมง”
“เข้าใจแล้ว!” ผมตอบรับจากนั้นเปิดไฟฉายมือถือแล้วเริ่มเดินขึ้นเขา
เส้นทางเดินขึ้นเขาเต็มไปด้วยวัชพืชรกครึ้มดูเหมือนไม่มีใครมาเยือนสถานที่นี้เป็นเวลานาน
หลังจากเดินขึ้นไปสิบกว่านาทีผมก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าผุพังอยู่บนไหล่เขา
เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้นก็เห็นว่ามันคือศาลหลักเมืองที่อาจารย์พูดถึง
ประตูไม้เก่าๆถูกเปิดแง้มไว้ รอบๆ เต็มไปด้วยพงหญ้า
แม้แต่บนหลังคายังมีหญ้าขึ้นแซม
รอบข้างเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้ ทำให้กิ่งไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียง “แซกๆ...แซกๆ”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวเหมือนเดิมอีกต่อไป
นอกจากเรื่องของสิ่งลี้ลับแล้วผมไม่กลัวอะไรอีก
อาจารย์สั่งไว้ว่าอย่าเข้าไปในศาลหลักเมืองผมจึงยืนรออยู่ข้างนอก
แต่ไม่นานผมก็เริ่มรู้สึกถึงบางอย่างผิดปกติ
รอบตัวผมเริ่มเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ลมเย็นสายหนึ่งพัดออกมาจากภายในศาลหลักเมือง
ผมมองเข้าไปข้างในดูเหมือนจะมีเงาเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น
ร่างกายผมตึงเครียดขึ้นทันทีดวงตาจับจ้องไปที่ศาลหลักเมืองไม่กะพริบ
คืนนี้พระจันทร์สว่างมากศาลร้างตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า
ผมเห็นเงาดำคล้ายร่างมนุษย์เคลื่อนไหวอยู่ภายในผ่านประตูไม้ที่เปิดแง้มอยู่
ที่นี่เป็นป่ารกร้างไม่มีบ้านคนอยู่ใกล้ๆ ดังนั้น ผมแน่ใจว่าเงานั่นไม่ใช่คนแน่
ยิ่งไปกว่านั้นผมเริ่มรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก ซึ่งผมคุ้นเคยดี
ทุกครั้งที่มีสิ่งชั่วร้ายปรากฏตัวจะมีไอเย็นแบบนี้เสมอ
‘ให้ตายเถอะ ในศาลหลักเมืองคงไม่มีผีอยู่จริงๆ หรอกนะ?’
ผมคิดในใจพลางเพิ่มความระมัดระวัง มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับกระบี่กระดูกปลาแน่น
อาจารย์สั่งไว้ว่าห้ามไปที่ไหนทั้งนั้น ดังนั้น ผมจึงยืนอยู่ที่หน้าประตูศาล หาที่กำบังหลบอยู่หลังพุ่มไม้
ไม่ได้เข้าไปใกล้แต่ก็ไม่ได้ถอยหนี
ผมเคยเห็นผีมาแล้วขอแค่ไม่ใช่ผีอาฆาต ตราบใดที่ไม่ไปกวนพวกมันพวกมันก็มักจะไม่มายุ่งกับผม
ผมยืนซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้รอคอยอาจารย์
เวลาผ่านไปประมาณสิบนาทีบรรยากาศยิ่งเย็นลง
ศาลร้างที่เคยมืดสนิทจู่ๆ ก็มีเปลวไฟลุกขึ้นจากด้านใน
แสงไฟทำให้เงาที่เคยเลือนรางชัดเจนขึ้น
จากมุมนี้ผมเห็นเหมือนมีคนสองสามคนนั่งล้อมวงอยู่รอบกองไฟ
แต่ยิ่งมองผมก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ
ไฟในศาลหลักเมืองสว่างแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก
ผมซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้พยายามไม่ขยับตัว ไม่ส่งเสียง
แต่บรรยากาศกลับเย็นลงเรื่อยๆลมเย็นพัดกรูเข้ามาทำให้ขนลุกไปทั้งตัว ร่างกายเริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว
นี่มันกลางฤดูร้อนแท้ๆแต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกเหมือนอยู่ในฤดูหนาว
ทันใดนั้นผมเห็นเงาร่างหนึ่งเดินออกมาจากศาลหลักเมือง
เป็นชายในชุดผ้าสีเทา
ผมมองไม่เห็นหน้าชัดเจนแต่เห็นว่าใบหน้าของเขาซีดขาวผิดธรรมชาติ
เขายืนอยู่หน้าประตูศาลครู่หนึ่งก่อนจะมองมาทางที่ผมซ่อนอยู่ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง
“พี่ชาย หนาวขนาดนั้น ทำไมไม่เข้ามาผิงไฟล่ะ”
เสียงของเขาไม่ดังแต่ผมได้ยินชัดเจน
ผมแน่ใจว่าจากจุดที่เขายืนอยู่ไม่มีทางมองเห็นผมแต่เขากลับรู้ว่าผมกำลังสั่นเพราะความหนาว
สิ่งนี้ทำให้ผมยิ่งระแวงหนักขึ้น
ผมไม่ตอบอะไรยังคงซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ กำกระบี่กระดูกปลาแน่น
ชายคนนั้นเห็นว่าผมไม่ตอบจึงพูดขึ้นอีก
“กลางป่ารกร้างแบบนี้ มีสัตว์ป่าชุกชุมเข้ามานั่งผิงไฟดื่มเหล้าสักหน่อยดีกว่า”
ผมยังคงเงียบจับตาดูเขาอย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นว่าผมยังไม่ตอบเขาก็เปลี่ยนโทนเสียงเป็นแข็งกร้าวขึ้น “ทำไมฉันเชิญนายเข้ามาดีๆ
“แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำนี่คิดจะเมินกันรึไง อีกเดี๋ยวหากพี่น้องในนี้โกรธขึ้นมาพวกเขาไม่พูดจาดีเหมือนฉันหรอกนะ…”
[1]เอสเคปรูมหมายถึง เกมหลบหนีจากห้องที่จำลองสถานการณ์ต่างๆ เช่น ห้องปิดตาย โรงพยาบาลร้างขึ้นอยู่กับธีมและขนาดของสถานที่ซึ่งผู้เล่นต้องตามหาคำใบ้เพื่อไขปริศนาหาทางออกภายในเวลาที่กำหนด