ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 71 ภูเขารกร้าง ศาลหลักเมือง

    ผมส่งข้อความกลับหาอาจารย์ ถามว่าสถานที่นั้นคืออะไร

            แต่เขาไม่ได้ตอบผมเองก็ยุ่งอยู่กับการเช็กเอาต์จากโรงแรมแล้วกลับไปที่มหาวิทยาลัย จึงไม่ได้โทรหา

            ช่วงเช้ายังมีเรียนผมจึงซื้ออาหารเช้าจากข้างทาง แล้วกลับไปที่หอพักเพื่อหยิบหนังสือเตรียมเข้าชั้นเรียน

            ผมไปถึงห้องเรียนอย่างพอเหมาะพอเจาะ

            ระหว่างเรียนอาจารย์ส่งข้อความกลับมาให้ผม

            ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูข้อความมีแค่สองคำ: “รับพร”

            พอเห็นแบบนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย

            คิดถึงสิ่งที่ลุงอวี๋บอกเมื่อคืนการรับพรถือเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมของสายเรา

            แต่ผมก็ยังสงสัยว่าครั้งนี้ผมจะได้รับอะไร

            อย่างไรเสียก็อดคาดหวังไม่ได้

            ตอนเรียนผมรู้สึกว่าสมาธิไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ทั้งวันอาจารย์พูดอะไรไปบ้าง ผมแทบไม่ได้ฟัง

            จนกระทั่งช่วงบ่ายหลังจากจบคาบเรียนสุดท้าย จู่ๆ เพื่อนร่วมชั้นหญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาผม

            “เจียงหนิง!”

            ผมเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกเห็นว่าเป็นหลี่เสี่ยวหมิ่น เพื่อนร่วมชั้นที่เป็นดาวเด่นของคณะ

            เธอสวย เรียนดีและมีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เป็นที่ชื่นชอบของคนในชั้น

            ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอก็ถือว่าโอเคแต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียน

            เธอยิ้มแล้วพูดว่า “เจียงหนิง คืนนี้ว่างไหมวันนี้มีจัดงานเลี้ยงวันเกิดฉัน เลยมาชวนนายไปด้วยน่ะ”

            เธอเอ่ยเชิญอย่างจริงใจ แต่ผมกลับรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            เพื่อนที่ยืนข้างๆเห็นผมยังไม่ตอบก็ช่วยพูดเสริม “เจียงหนิง พรุ่งนี้กับวันมะรืนเป็นวันหยุดนะ คืนนี้ไปด้วยกันเถอะ พวกเรายังวางแผนจะไปเล่นเอสเคปรูม[1]กันด้วยนายเล่นเก่งขนาดนั้น ไปแบกพวกเราที!”

            หากเป็นสถานการณ์ปกติผมคงไม่ปฏิเสธ

            แต่คืนนี้ผมมีธุระจึงทำได้เพียงกล่าวอย่างเสียใจ

            “ขอโทษนะ เสี่ยวหมิ่น คืนนี้ฉันติดธุระ คงไปไม่ได้ ขอให้พวกเธอเที่ยวให้สนุกนะ”

            หลี่เสี่ยวหมิ่นเห็นผมปฏิเสธก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงพยักหน้าแล้วพูดว่า “เข้าใจแล้ว ไว้โอกาสหน้าเราค่อยไปเที่ยวด้วยกันนะ”

            ผมพยักหน้ารับก่อนจะหยิบหนังสือแล้วเดินออกจากห้องเรียน

            แต่ใครจะคิดว่างานเลี้ยงวันเกิดของหลี่เสี่ยวหมิ่นในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันหวนคืน…

             

    เนื่องจากสถานที่ที่อาจารย์ส่งให้ผมอยู่ไกลพอสมควรการเดินทางต้องใช้เวลาถึงสามชั่วโมง ดังนั้นหลังจากกลับไปที่หอพักเพื่อเก็บของ ผมหยิบกระบี่กระดูกปลาติดตัวไปจากนั้นออกไปหาอะไรกินง่ายๆ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน

            นั่งรถไฟฟ้าไปกว่าหนึ่งชั่วโมงจากใจกลางเมืองไปยังอีกฝั่งของเมือง

            ลงจากรถไฟแล้วต้องต่อรถบัสอีกจากนั้นใช้ GPS นำทางเพื่อเดินเท้าไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง

            เมื่อผมไปถึงเชิงเขาก็เป็นเวลาสี่ทุ่มพอดี

            ผมกวาดตามองรอบๆที่นี่เป็นภูเขารกร้าง มีเพียงถนนชนบทสายหนึ่งพาดผ่าน

            ตำแหน่งที่อาจารย์ส่งให้ผมอยู่ลึกเข้าไปในภูเขา ดูจากแผนที่ คงต้องเดินเท้าเข้าไปอีกสิบกว่านาที

            ผมจึงโทรหาอาจารย์ถามว่าเขาอยู่ที่ไหน

            สายถูกรับอย่างรวดเร็ว

            “อาจารย์ ผมมาถึงเชิงเขาแล้ว ท่านอยู่ที่ไหน”

            เสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาคาดว่าเขาน่าจะกำลังขับรถ

            พอได้ยินว่าผมมาถึงแล้วเขาก็กล่าวว่า “เดินขึ้นเขาไปบนเขามีศาลหลักเมืองที่ถูกทิ้งร้าง ไปยืนรออยู่ที่หน้าประตูอย่าเดินไปที่ไหน อย่าลงจากเขา และที่สำคัญ อย่าเดินสำรวจรอบๆ แค่รออยู่หน้าศาลเท่านั้น จำไว้ห้ามเข้าไปข้างในคนเดียว ฉันจะไปถึงในอีกครึ่งชั่วโมง”

            “เข้าใจแล้ว!” ผมตอบรับจากนั้นเปิดไฟฉายมือถือแล้วเริ่มเดินขึ้นเขา

            เส้นทางเดินขึ้นเขาเต็มไปด้วยวัชพืชรกครึ้มดูเหมือนไม่มีใครมาเยือนสถานที่นี้เป็นเวลานาน

            หลังจากเดินขึ้นไปสิบกว่านาทีผมก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าผุพังอยู่บนไหล่เขา

            เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้นก็เห็นว่ามันคือศาลหลักเมืองที่อาจารย์พูดถึง

            ประตูไม้เก่าๆถูกเปิดแง้มไว้ รอบๆ เต็มไปด้วยพงหญ้า

            แม้แต่บนหลังคายังมีหญ้าขึ้นแซม

            รอบข้างเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้ ทำให้กิ่งไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียง “แซกๆ...แซกๆ”

            ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวเหมือนเดิมอีกต่อไป

            นอกจากเรื่องของสิ่งลี้ลับแล้วผมไม่กลัวอะไรอีก

            อาจารย์สั่งไว้ว่าอย่าเข้าไปในศาลหลักเมืองผมจึงยืนรออยู่ข้างนอก

            แต่ไม่นานผมก็เริ่มรู้สึกถึงบางอย่างผิดปกติ

            รอบตัวผมเริ่มเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ลมเย็นสายหนึ่งพัดออกมาจากภายในศาลหลักเมือง

            ผมมองเข้าไปข้างในดูเหมือนจะมีเงาเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น

            ร่างกายผมตึงเครียดขึ้นทันทีดวงตาจับจ้องไปที่ศาลหลักเมืองไม่กะพริบ

            คืนนี้พระจันทร์สว่างมากศาลร้างตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า

            ผมเห็นเงาดำคล้ายร่างมนุษย์เคลื่อนไหวอยู่ภายในผ่านประตูไม้ที่เปิดแง้มอยู่

            ที่นี่เป็นป่ารกร้างไม่มีบ้านคนอยู่ใกล้ๆ ดังนั้น ผมแน่ใจว่าเงานั่นไม่ใช่คนแน่

            ยิ่งไปกว่านั้นผมเริ่มรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก ซึ่งผมคุ้นเคยดี

            ทุกครั้งที่มีสิ่งชั่วร้ายปรากฏตัวจะมีไอเย็นแบบนี้เสมอ

            ‘ให้ตายเถอะ ในศาลหลักเมืองคงไม่มีผีอยู่จริงๆ หรอกนะ?’

            ผมคิดในใจพลางเพิ่มความระมัดระวัง มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับกระบี่กระดูกปลาแน่น

            อาจารย์สั่งไว้ว่าห้ามไปที่ไหนทั้งนั้น ดังนั้น ผมจึงยืนอยู่ที่หน้าประตูศาล หาที่กำบังหลบอยู่หลังพุ่มไม้

            ไม่ได้เข้าไปใกล้แต่ก็ไม่ได้ถอยหนี

            ผมเคยเห็นผีมาแล้วขอแค่ไม่ใช่ผีอาฆาต ตราบใดที่ไม่ไปกวนพวกมันพวกมันก็มักจะไม่มายุ่งกับผม

            ผมยืนซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้รอคอยอาจารย์

            เวลาผ่านไปประมาณสิบนาทีบรรยากาศยิ่งเย็นลง

            ศาลร้างที่เคยมืดสนิทจู่ๆ ก็มีเปลวไฟลุกขึ้นจากด้านใน

            แสงไฟทำให้เงาที่เคยเลือนรางชัดเจนขึ้น

            จากมุมนี้ผมเห็นเหมือนมีคนสองสามคนนั่งล้อมวงอยู่รอบกองไฟ

            แต่ยิ่งมองผมก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ

            ไฟในศาลหลักเมืองสว่างแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก

            ผมซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้พยายามไม่ขยับตัว ไม่ส่งเสียง

            แต่บรรยากาศกลับเย็นลงเรื่อยๆลมเย็นพัดกรูเข้ามาทำให้ขนลุกไปทั้งตัว ร่างกายเริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว

            นี่มันกลางฤดูร้อนแท้ๆแต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกเหมือนอยู่ในฤดูหนาว

            ทันใดนั้นผมเห็นเงาร่างหนึ่งเดินออกมาจากศาลหลักเมือง

            เป็นชายในชุดผ้าสีเทา

            ผมมองไม่เห็นหน้าชัดเจนแต่เห็นว่าใบหน้าของเขาซีดขาวผิดธรรมชาติ

            เขายืนอยู่หน้าประตูศาลครู่หนึ่งก่อนจะมองมาทางที่ผมซ่อนอยู่ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง

            “พี่ชาย หนาวขนาดนั้น ทำไมไม่เข้ามาผิงไฟล่ะ”

            เสียงของเขาไม่ดังแต่ผมได้ยินชัดเจน

            ผมแน่ใจว่าจากจุดที่เขายืนอยู่ไม่มีทางมองเห็นผมแต่เขากลับรู้ว่าผมกำลังสั่นเพราะความหนาว

            สิ่งนี้ทำให้ผมยิ่งระแวงหนักขึ้น

            ผมไม่ตอบอะไรยังคงซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ กำกระบี่กระดูกปลาแน่น

            ชายคนนั้นเห็นว่าผมไม่ตอบจึงพูดขึ้นอีก

            “กลางป่ารกร้างแบบนี้ มีสัตว์ป่าชุกชุมเข้ามานั่งผิงไฟดื่มเหล้าสักหน่อยดีกว่า”

            ผมยังคงเงียบจับตาดูเขาอย่างระมัดระวัง

            เมื่อเห็นว่าผมยังไม่ตอบเขาก็เปลี่ยนโทนเสียงเป็นแข็งกร้าวขึ้น “ทำไมฉันเชิญนายเข้ามาดีๆ

            “แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำนี่คิดจะเมินกันรึไง อีกเดี๋ยวหากพี่น้องในนี้โกรธขึ้นมาพวกเขาไม่พูดจาดีเหมือนฉันหรอกนะ…”


             


    [1]เอสเคปรูมหมายถึง เกมหลบหนีจากห้องที่จำลองสถานการณ์ต่างๆ เช่น ห้องปิดตาย โรงพยาบาลร้างขึ้นอยู่กับธีมและขนาดของสถานที่ซึ่งผู้เล่นต้องตามหาคำใบ้เพื่อไขปริศนาหาทางออกภายในเวลาที่กำหนด

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน