ตอนที่ 34 ทำดีกับเธอหน่อย
ในขณะที่เซิ่งอันหนิงงัวเงียนั้นก็รู้สึกว่ามีคนอยู่ข้าง ๆ เธอ หลังจากนั้นจึงรู้สึกว่าตรงนั้นอบอุ่นขึ้นมาบ้าง หญิงสาวจึงได้ขยับเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว
หญิงสาวยื่นเท้าออกมาสัมผัสกับความอบอุ่นนั้น เธอทนไม่ไหวที่จะถูเท้าของตนกับส่วนที่อบอุ่น ก่อนห่อตัวเข้าไปในผ้าห่มและขยับเข้าไปจนแนบชิด
โจวสือซวินที่ยังไม่หลับก็รู้สึกว่ามีเท้ามากกว่าหนึ่งอยู่ในผ้าห่มของเขา จากนั้นมันก็ขึ้นมาพาดบนขาของเขา และไม่นานเซิ่งอันหนิงก็เข้ามาแนบชิบกับตน
เซิ่งอันหนิงตะแคงเข้าไปชิดกับแขนและไหล่ของโจวสือซวิน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าแท้จริงแล้วร่างกายของหญิงสาวอ่อนนุ่มได้ถึงเพียงนี้ แถมเนื้อตัวก็ยังมีกลิ่นหอม
กลิ่นหอมนั้นอบอวลไปในอากาศ จนทำให้เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเขากรีดร้อง และชายหนุ่มก็สัมผัสถึงเลือดที่กำลังสูบฉีดไปทั่วร่างกาย
โจวสือซวินต้องการผลักเซิ่งอันหนิงออกไป แต่ก็กลัวว่าเธอจะตื่น
แม้แต่จะขยับก็ยังไม่กล้า จึงปล่อยให้เซิ่งอันหนิงคอยเกาะแกะราวกับเป็นปลาหมึกไปตลอดทั้งคืน
การนอนครั้งนี้ของเซิ่งอันหนิงช่างสบายเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกว่าครึ่งคืนแรกตนเกือบจะแข็งตายแล้ว อีกครึ่งคืนหลังกลับได้พบกับความอบอุ่นราวกับว่านอนกอดดวงอาทิตย์ไว้ตลอดคืน
มันอบอุ่นมาก ๆ จนรู้สึกสบายไปทั้งตัว
ดังนั้นเมื่อตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว มีเสียงผู้หญิงตำหนิเด็กน้อยดังขึ้นจากข้างนอก และก็ยังมีเสียงจูกุ้ยฮวากำลังด่าทอผู้อื่น
เซิ่งอันหนิงตะลึงไปครู่หนึ่งถึงได้ลุกขึ้น จึงพบว่าเธอกับโจวสือซวินกลับมาที่หมู่บ้านแล้ว
เมื่อหันกลับไปมองที่นอนข้าง ๆ เธอก็พบว่ายังเป็นเช่นเดิม โจวสือซวินไม่ได้กลับเข้ามานอนหรอกหรือ หรือว่าจะตื่นนอนแต่เช้าแล้ว?
เซิ่งอันหนิงบิดขี้เกียจด้วยความเกียจคร้าน เธอสวมเสื้อผ้าธรรมดา ๆ จากนั้นหวีผมแล้วจึงออกจากห้องไป
พอเปิดประตูออก แสงแดดก็ยังคงทิ่มแทงตาอยู่เล็กน้อยจนต้องใช้มือคอยบังไว้ เมื่อเริ่มที่จะปรับตัวได้แล้วจึงหันไปมองดูลานบ้านของโจวสือซวินที่เล็กนิดเดียว แต่ก็ดูรกไปเสียทุกที่
ในลานบ้านมีที่สูบน้ำ บริเวณข้าง ๆ มีเด็กน้อยสองคนกำลังเล่นน้ำโดยที่มีคราบน้ำมูกเปื้อนจมูกอยู่
ภรรยาของโจวฉางอวิ้นที่กำลังท้องใหญ่ยืนตำหนิลูกทั้งสองอยู่ข้าง ๆ
เมื่อคืนนี้เธอดูไม่ออกเลยว่าเฉินเฉี่ยวหลานกำลังตั้งท้อง
บริเวณมุมหนึ่งของลานบ้านมีจูกุ้ยฮวากำลังถอนขนไก่อยู่ แต่ก็ไม่พบกับโจวสือซวิน
เซิ่งอันหนิงหรี่ตาและมองไปรอบ ๆ เธอไม่คิดที่จะทักทายจูกุ้ยฮวาแต่อย่างใด จากนั้นจึงเตรียมที่จะกลับห้องเพื่อที่จะไปเอาผ้าขนหนูออกมาล้างหน้าล้างตา
เฉินเฉี่ยวหลานที่ดูเหมือนจะเจนโลกได้ตะโกนเรียกลูกทั้งสองของหล่อน “หู่จื่อ ต้าหนิว เร็วเข้า มาทักทายป้าสะใภ้รองเร็ว หล่อนมีลูกอมให้ด้วยนะ”
เซิ่งอันหนิงไม่มีความประทับใจต่อครอบครัวนี้เลยสักนิด หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินและหันหลังเดินเข้าห้องไป
ผลปรากฏว่าเฉินเฉี่ยวหลานได้พาเด็กทั้งสองตามเข้ามา “พี่สะใภ้รอง พี่ไม่ได้ยินเด็กทั้งสองคนเรียกหรือคะ คนโตชื่อต้าหนิว คนรองชื่อหู่จื่อ แต่ละคนคล้ายกับพี่รองของฉันมากนะ หล่อเหลาเหมือนกันเลย”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกขบขันกับคำพูดที่ไร้ยางอายเช่นนี้ และก็ดูไม่ออกว่าเด็กขี้มูกโป่งของหญิงคนนี้มีอะไรที่เหมือนกับโจวสือซวิน “เธออย่าพูดจามั่วซั่ว นี่เป็นลูกของเจ้าสามนะ จะเหมือนพี่รองของเธอได้ยังไง?”
เฉินเฉี่ยวหลานไม่ได้รู้สึกเขินอายเลย “ไม่ใช่ว่าหล่อเหมือนกับพี่รองหรือคะ หู่จื่อและต้าหนิวของพวกเราก็หล่อเหมือนกัน”
ว่าพลางก็ผลักเด็กทั้งสองเข้ามา “เร็ว เรียกป้าสะใภ้สิ”
เด็กทั้งสองได้ยินว่ามีลูกอม จึงได้ยกแขนเสื้อมาเช็ดน้ำมูก “ป้าสะใภ้รอง”
เซิ่งอันหนิงพยักหน้า “เชื่อฟังดีมาก พวกเธอออกไปก่อน ป้ากำลังจะเตรียมตัวล้างหน้าแปรงฟัน”
เฉินเฉี่ยวหลานตกตะลึงเล็กเล็กน้อย จะไม่ให้ของขวัญตั้งแต่แรกพบงั้นหรือ?
เซิ่งอันหนิงเหลือบมองเฉินเฉี่ยวหลาน “มีอะไรหรือเปล่า?”
เฉินเฉี่ยวหลานพยักหน้า “ไม่มีค่ะ ๆ ถ้างั้นพวกเราไปก่อนนะ”
เมื่อออกประตูไป เฉินเฉี่ยวหลานจึงใช้ฝ่ามือตบเข้าไปที่ศีรษะของต้าหนิว “แกดูเนื้อตัวมอมแมมของแกสิ ใครเห็นก็ไม่ชอบ วัน ๆ ขี้เกียจเป็นหมู ไปไหนก็ทำตัวน่ารำคาญ”
แน่นอนว่าเซิ่งอันหนิงรู้ดีว่าเฉินเฉี่ยวหลานไม่ได้ของตามต้องการจึงทำเป็นด่านู่นด่านี่ แท้ที่จริงแล้วก็ด่าเธอเองนั่นแหละ หญิงสาวยิ้มอย่างเย็นชาครู่หนึ่ง คนแบบนี้ ยังคิดจะมาหาประโยชน์จากเธออีกหรือ?
หญิงสาวถือผ้าเช็ดตัวและแปรงสีฟันออกมา โจวสือซวินก็ได้กลับมาจากข้างนอกและถือกะละมังเคลือบสีแดงมาสองใบ
ชายหนุ่มเดินเข้าไปยื่นให้เซิ่งอันหนิง “เมื่อกี้ไปร้านขายของในหมู่บ้านมา คุณใช้สิ่งนี้สิ”
เมื่อวานชายหนุ่มเองก็ดูออกว่าเซิ่งอันหนิงไม่ค่อยชอบกะละมังที่สกปรกนัก หญิงสาวใช้น้ำร้อนลวกอยู่หลายครั้งกว่าจะยอมใช้มัน
เซิ่งอันหนิงยังคงสงสัยอยู่ว่าเธอจะต้องใช้กะละมังร่วมกับคนที่บ้านโจวสือซวินหรือไม่ เมื่อเห็นว่ามีกะละมังใบใหม่เธอก็ยิ้มกว้างขึ้นมาทันที “ดีมากเลย ฉันเองก็กำลังคิดอยู่พอดีว่าจะซื้อใบใหม่กลับมาสักใบ”
จูกุ้ยฮวาที่ถอนขนไก่อยู่บริเวณด้านข้างจ้องเขม็งมาที่กะละมังเคลือบสีมันวาวที่อยู่ในมือของเซิ่งอันหนิง
จูกุ้ยฮวารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย นางเองก็ดูออกว่าการกลับมาครั้งนี้ของลูกชาย ชายหนุ่มไม่ได้นำอะไรกลับมาเลย
กว่าทั้งสองคนเดินทางมาถึงก็ดึกแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้นำของที่พกมาด้วยออกมา
วันนี้ตื่นนอนแต่เช้า ก็พบโจวสือซวินที่ออกมาทักทายกับผู้คน จากนั้นก็ออกไปซื้อกะละมังโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวอะไรเลย
จูกุ้ยฮวาจึงอดที่จะกระแอมไอเรียกโจวสือซวินไม่ได้ “เจ้ารอง ถ้ารู้แกจะไปร้านขายของ แม่จะให้แกซื้อซีอิ๊วกลับมาสักขวด วันนี้กลางวันที่บ้านจะกินไก่กันแต่ยังไม่มีซีอิ๊วเลย”
โจวสือซวินหันหลังและยื่นเงินจำนวนห้าเฟินให้กับต้าหนิว “ให้ต้าหนิวไปซื้อแล้วกันครับ แผลของผมยังไม่ค่อยหายดีนัก”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้คาดคิดว่าโจวสือซวินจะแสดงความอ่อนแอออกมา เธอจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี “งั้นคุณก็รีบกลับไปนอนที่ห้องซะ เมื่อวานฉันบอกคุณแล้วว่าบาดแผลอักเสบเล็กน้อย และห้ามขยับหรือพลิกตัวไปมา”
เมื่อพูดถึงคำว่าพลิกตัว มันก็ทำให้ประโยคนี้ฟังดูคลุมเครือเป็นอย่างมาก
ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ก่อนรีบถือกะละมังเข้าไปล้างหน้าล้างตา
ในทางกลับกัน โจวสือซวินกลับเป็นฝ่ายที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย จึงถือกะละมังอีกใบเดินเข้าห้องไป ชายหนุ่มนั่งลงบนเตียงเตา และเมื่อมองไปยังผ้าห่มทั้งสองผืนที่วางอยู่ข้าง ๆ กัน เขาจึงนึกถึงเรื่องการพลิกตัวไปมาที่เซิ่งอันหนิงพูด
จู่ ๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมา จึงได้ลุกขึ้นและเดินไปรอบ ๆ ห้อง
เซิ่งอันหนิงและโจวสือซวินยังคงมีความคิดเกี่ยวกับคำพูดอันคลุมเครือ
เฉินเฉี่ยวหลานและจูกุ้ยฮวาที่อยู่ในลานบ้านได้ยินเช่นนั้น มุมปากของพวกหล่อนก็เกือบจะชี้ขึ้นฟ้าไปในทันที ภายในใจก็แอบตำหนิเซิ่งอันหนิงว่าไร้ยางอาย กล้าพูดออกมาได้อย่างไร
เซิ่งอันหนิงแปรงฟันเสร็จแล้ว โจ้วเอ้อร์นีก็เพิ่งจะออกมาจากห้องด้วยอาการง่วงเหงาหาวนอน เมื่อพบกับเซิ่งอันหนิง เด็กสาวจึงตกใจเป็นอย่างมาก “เซิ่งอันหนิง?”
เมื่อรู้ตัวว่าใช้คำพูดผิด จึงรีบเปลี่ยนคำพูด “พี่สะใภ้รอง? พี่กับพี่รองกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”
พูดจบหล่อนก็เหลือบไปเห็นกะละมังใหม่บนบ่อน้ำ “พอดีเลย ฉันเองก็อยากอาบน้ำ”
เด็กสาวต้องการกะละมังใบใหม่เหมือนกัน หากอีกฝ่ายใช้เสร็จเมื่อไรจะหยิบเอาเข้าไปไว้ในห้อง
โจวเอ้อร์นีคิดขึ้นอย่างมีความสุขพลางพับแขนเสื้อและเดินไปล้างหน้า
เซิ่งอันหนิงเงยหน้าขึ้นมาและเทน้ำออก จากนั้นจึงถือกะละมังเอาไว้และหันไปมองโจวเอ้อร์นี “กลับมาตั้งแต่เมื่อคืน”
เซิ่งอันหนิงจะไม่เห็นแววละโมบในดวงตาของโจวเอ้อร์นีได้อย่างไร อยากจะใช้กะละมังของเธอหรือ ฝันไปเถอะ!
พูดเสร็จก็ถือกะละมังกลับเข้าไปในห้อง
โจวเอ้อร์นีกระทืบเท้าอยู่บนพื้นด้วยความไม่พอใจ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าจูกุ้ยฮวากำชับเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าอย่าขัดเซิ่งอันหนิง เพราะพวกเขาหวังให้หญิงสาวมาเลี้ยงดูลูกของโจวเอ้อร์นี นางคงโวยวายไปแล้ว
ตั้งแต่กลับมา หล่อนก็ดื่มยาไปสามถ้วย ทว่าท้องของหล่อนกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น
ไม่รู้ว่าเจ้ามารหัวขนนี่มันโชคดีมาจากไหน ที่ดื่มยาไปสามถ้วยแล้วก็ยังไม่ตาย!
แม่หมอชราที่จัดยาให้ก็บอกอยู่ว่าหลายคนดื่มแค่ถ้วยเดียวก็เห็นผลแล้ว
โจวเอ้อร์นีคิดอย่างโกรธแค้น หล่อนกระทืบเท้าและหันหลังกลับ จู่ ๆ ก็รู้สึกหน่วงท้องขึ้นมา จากนั้นร่างกายก็เริ่มสั่นระริกด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับของเหลวร้อน ๆ ไหลลงมาตามขาของหล่อน
เด็กสาวร้องออกมาด้วยความตกใจ “แม่ แม่ ไม่ไหวแล้ว ฉันจะ…”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
นิสัยแต่ละคนในบ้านนี้ก็คืออยู่ห่าง ๆ จะดีที่สุด อย่าได้เข้าใกล้เลย แค่กะละมังใบใหม่ก็คิดจะขโมยแล้ว
ยาออกฤทธิ์แล้วสินะ จะช็อกเพราะตกเลือดไหมเนี่ย
ไหหม่า(海馬)