บทที่ 40 ฮวาหลัวเฟย : เหมิงเตี๋ย…เด็กเป็นลูกของใคร?
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่
ณ ลานกว้างไท่ซู่
“พวกเขาบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ช่างน่าสงสารยิ่งนัก!”
“ดูเหมือนเผ่ามารจะกำลังรวมตัวกัน หรือว่าพวกมันกำลังจะล้อมฆ่าบรรดาศิษย์ที่ลานส่งตัว?”
“เห็นได้ชัดว่าอาจเป็นเช่นนั้น แต่มิต้องกังวล! ที่ลานส่งตัวมีค่ายกลโบราณ ซึ่งขอบเขตจักรพรรดิวางไว้ด้วยองค์เอง ต่อให้มีเผ่ามารมากแค่ไหนก็ไม่อาจทำลายได้”
“เหอะ! พวกมันก็เป็นเพียงแค่ฝูงสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น ไม่มีทางสู้พวกเราได้หรอก” เฉียวเหมิงเตี๋ยมองท้องฟ้าอย่างใคร่ครวญ มือขาวลูบหน้าท้องไปโดยไม่รู้ตัว นางรู้สึกไม่สงบใจ เหมือนมีเรื่องไม่ดีจะเกิดขึ้น
“ท่านจอมเทพ ค่ายกลโบราณจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?”
ไท่ซู่จื่อได้บยินเช่นนั้นก็กล่าวว่า
“เจ้าแค่เป็นห่วงจนวุ่นวายใจไปเองก็เท่านั้น ค่ายกลที่ขอบเขตจักรพรรดิทรงวางไว้ ไม่มีทางมีปัญหาได้หรอก” ระหว่างที่นางพูด ก็ชำเลืองมองท้องน้อยของเฉียวเหมิงเตี๋ย แต่เมื่อเฉียวเหมิงเตี๋ยสัมผัสได้ถึงสายตาของไท่ซู่จื่อ นางก็ตกใจ รีบประสานมือทั้งสองข้างวางไว้ที่หน้าท้อง ทำท่าทางสำรวม
“เฉียวเหมิงเตี๋ย เจ้าจงสารภาพตามตรง เจ้ามีคู่ครองแล้วใช่หรือไม่?” ไท่ซู่จื่อส่งเสียงถาม น้ำเสียงล้อเลียน เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แตกต่างจากความน่าเกรงขามและความสูงส่งในยามปกติโดยสิ้นเชิง ใบหน้างดงามของเฉียวเหมิงเตี๋ยปรากฏริ้วแดงระเรื่อ
นางรู้สึกเสียใจยิ่งนัก
ตอนออกจากตำหนัก ควรสวมหน้ากากจิ้งจอกสำริดเพื่อปิดบังปราณเอาไว้ หรือว่าไท่ซู่จื่อจะสังเกตเห็นความผิดปกติแล้ว เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็อับอายจนอยากหาช่องมุดลงไป
“เอ่อ…” มุมปากของไท่ซู่จื่อโค้งขึ้นเล็กน้อย “ไม่ต้องอายหรอก พวกเราที่มีระดับการบำเพ็ญสูงเช่นนี้ การตั้งครรภ์เป็นเรื่องยากยิ่ง”
“ข้าขอแสดงความยินดีด้วย…”
“เอ่อ…” เฉียวเหมิงเตี๋ยทั้งตัวชะงักค้าง ริมฝีปากแดงอิ่มเผยออ้า… ข้างกายโม่เฟยเหยียนกับผู้อาวุโสหยางต่างก็อดไม่ได้ที่จะมองมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
ไม่รู้ว่า ท่านทั้งสองกำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน ท่านเจ้าขุนเขาแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ยถึงได้เสียกิริยาเช่นนั้น
“หืม? เจ้าอย่าบอกข้านะว่าเจ้าไม่รู้” ไท่ซู่จื่อถามด้วยความประหลาดใจ เฉียวเหมิงเตี๋ยส่ายหน้า
ยามน้ำหัวของนางโล่ง และว่างเปล่า
“ของใครกัน เทียนซิงหรือ? ข้าจำได้ว่าเขาตามจีบเจ้ามาตลอดใช่ไหม?” ไท่ซู่จื่อยิ่งคึกคักมากขึ้น ซุบซิบนินทาไม่หยุด แต่ในสมองของเฉียวเหมิงเตี๋ยกลับผุดรอยยิ้มน่าชังของศิษย์ชั่วนั่นขึ้นมา
ในใจอดรู้สึกเศร้าสร้อยไม่ได้...
นี่มันไม่ถูก ไม่ควรเป็นแบบนี้...
ใบหน้างดงามของนางซีดเผือดลงไปหลายส่วน
“เป็นอะไรไป” ไท่ซู่จื่อถาม คิดว่าเฉียวเหมิงเตี๋ยรู้สึกไม่สบายกาย เฉียวเหมิงเตี๋ยส่ายหน้า บอกว่าตนเองไม่เป็นไร ไท่ซู่จื่อเห็นนางเป็นแบบนี้ ก็เลยไม่ได้ซักถามต่อ นานมาก ฉีเหมิงเตี๋ยกะทันหันส่งเสียงมา
“ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่เทียนซิงไม่มีอะไรกัน…” นางก็ไม่รู้ ตนเองเหตุใดต้องอธิบายพลางมองไปยังมุมลานกว้างในห้วงอากาศ ที่ไอ้ศิษย์ชั่วนั่นนั่งสมาธิอยู่ หรือว่า กลัวข่าวลือจะไปถึงหูศิษย์ศิษย์ชั่ว แล้วเขาจะมาทรมานตนเองอีก...
ดวงตาดุจดวงดาวของไท่ซู่จื่อค่อย ๆ ปิดลง
ในใจราวกับมีคลื่นยักย์สูงหลายจั้งคุกคามนางอยู่ เฉียวเหมิงเตี๋ยไม่เคยคบหากับใคร และคนที่ใกล้ชิดที่สุดก็คือเทียนซิง
ดังนั้นปัญหาก็คือเด็กไม่ใช่ลูกของเทียนซิง แล้วเป็นลูกของใครล่ะ?
เรื่องนี้ใหญ่โตเกินไปแล้ว!
“หลัวเฟย เรื่องนี้เจ้าอย่าบอกใครนะ” เฉียวเหมิงเตี๋ยขอร้องด้วยดวงตาใส ความรู้สึกยามนี้แทบจะอ้อนวอน
ไท่ซู่จื่อลืมตาขึ้น หลังจากที่นางได้รับตำแหน่งจอมเทพเมื่อพันปีก่อน เพื่อนสนิทอย่างเฉียวเหมิงเตี๋ยก็ไม่เคยเรียกนางเช่นนี้อีกเลย เมื่อมองดูสีหน้าของนางในตอนนี้ ไท่ซู่จื่อถอนหายใจเบา ๆ “ออกจากปากเจ้า เข้าหูข้า!! ในเมื่อเจ้าต้องการปกปิด ก็จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
“ขอบคุณ…”
“ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้ เหตุใดจึงไม่กำจัดเด็กคนนี้…”
“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน~” เฉียวเหมิงเตี๋ยยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า มือขาวลูบท้องน้อยของตน “หรือว่าเป็นเพราะไม่อาจทำใจได้งั้นรึ?!!”
ทันใดนั้น จากลานด้านล่างก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้น
“พวกเผ่ามารมากันแล้ว”
“ว้าว...จำนวนนี้...ช่างเกินจริง~”
“ทำให้ข้านึกถึงวันเวลาที่ต่อสู้กับพวกมารป่าเถื่อนที่กำแพงเทียนหยวนยิ่งนัก”
“ถึงแม้จะอยู่ที่กำแพงเทียนหยวน จำนวนเผ่ามารที่มากมายเช่นนี้ก็ยังคงเป็นศึกที่ไม่เล็กเลยทีเดียว”
ตะลึงพรึงเพริด...
ตกตะลึง...
“เผ่ามารราว 870,000 กว่าตน และที่อ่อนแอที่สุดก็คือขอบเขตกงล้อสมุทรระดับกลาง” ไท่ซู่จื่อกล่าว
เฉียวเหมิงเตี๋ยเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้า เห็นได้ว่าค่ายกลโบราณได้ถูกกางออกแล้ว สี่ด้านแปดทิศเต็มไปด้วยเหล่ายักษ์และอสูรที่ล้อมอย่างหนาแน่น บนท้องฟ้าก็มีเหล่าอสูรบินปกคลุมบดบังแสงตะวัน มองลงมาจากด้านบน
ปราณพวยพุ่งขึ้นฟ้า
ถึงแม้จะอยู่ห่างกัน แต่ผู้คนก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน
——————
“โอ้ย...นี่มันเยอะเกินไปแล้ว!” มีใครบางคนที่ลานส่งตัวเปล่งเสียงสบถออกมา
“นี่มันเยอะเกินไป…” ศิษย์หญิงคนหนึ่งตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ฉู่ซิวที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางฝูงชนเมื่อเห็นจำนวนของพวหมารที่แห่กันมามากมายขนาดนี้ก็ทำให้เขาตกใจมิน้อย
“ทุกคนอย่าตื่นตระหนก พวกเราอยู่ภายในค่ายกลโบราณ ้ผ่ามารไม่มีทางบุกเข้ามาได้หรอก” ศิษย์ชายผู้หนึ่งที่มีพลังในขอบเขตเสินเฉียวก้าวออกมาจากฝูงชน สีหน้าเป็นปกติ ไม่ได้ถูกพลังของพวกมารครอบคลุมแต่อย่างใด
“ใช่ๆ พวกมันทำลายค่ายกลไม่ได้หรอก” บรรดาศิษย์ทั้งหลาย ที่เคยตื่นตระหนกค่อย ๆ สงบลง
“มนุษย์ เลือด อาหาร” เผ่ามารจ้องมองมนุษย์ไม่ถึงหนึ่งพันคนในค่ายกลใหญ่ ดวงตาของพวกมันแดงก่ำ น้ำลายเหนียวหนืดไหลจากมุมปาก ปากก็ส่งเสียงประหลาดแปลก ๆ
ทันใดนั้น!
เผ่ามารแยกออกเป็นทางเดิน มารตนหนึ่งที่มีเกล็ดสีแดงทั่วร่างกาย ดวงตาสีแดงเลือด ขี่เสือขาวมาด้วยท่าทางหนักแน่นมาถึงด้านหน้าสุด พลังของมันแข็งแกร่งเหลือเกิน กดดันพวกมารโดยรอบจนไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ อีก เกรงว่าจะถูกมันฟันด้วยดาบเดียว
“พลังปราณเช่นนี้มันไม่ใช่ขอบเขตเสินเฉียวแน่นอน…” มีลูกศิษย์ในกลุ่มคนร้องอุทาน แต่ไม่ใช่แค่เขา ทุกคนต่างก็รู้สึกได้
พลังปราณของมารตนนี้ ดูเหมือนจะแข็งแกร่งเกินไป
“อย่างน้อยก็ขอบเขตปี่อั้นขั้นปลาย หรือแม้กระทั่งสุดยอด" บางคนแม้แต่ฟันยังสั่น
“เป็นไปได้อย่างไร ในดินแดนลับไม่ใช่มีขีดจำกัดอยู่หรอกหรือ เหตุใดมันถึงสามารถก้าวไปยันขอบเขตปี่อั้นได้” บรรดาลูกศิษย์อยากไม่เชื่อสายตาตนเอง ลานส่งตัวเต็มไปด้วยเสียงฮือฮา มารตนนี้ทำลายกฎความเชื่อลงโดยสิ้นเชิง
น่าตกใจยิ่งนัก!
“หัวหน้าใหญ่เผ่ามาร!!” ฉู่ซิวหรี่ตายาวจ้องมองออกไปนอกอาณาเขตอย่างเอาเป็นเอาตาย สายตาวาดไปยังเจ้ามารตัวโตที่ขี่เสือขาวฝ่าวงล้อมเข้ามา
โม่ชายกมือขึ้นพลางตะโกนว่า “เงียบ!!”
เสียงสะเทือนแปดทิศ ลั่นกึกก้องไปหมื่นลี้ พวกมารรอบกายทั้งหมดเงียบเสียงลง มองผู้นำของพวกมันราวกับกำลังมองเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่
ดวงตาสีแดงฉานของโม่ชามองไปที่ตรงกลางของค่ายกล มันอ้าปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแล้วหัวเราะอย่างน่าขนลุก ลำคอสั่น เสียงดังราวกับเลื่อยดังขึ้น “ไอ้พวกมนุษย์!! พวกเจ้าอยากตายหรืออยากมีชีวิตอยู่รอด?”
ที่ลานส่งตัวศิษย์ระดับสูงสุดของขอบเขตเสินเฉียวที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของฝูงชน หัวเราะอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นอะไรงั้นหรือ? หรือเจ้าหวังว่าจะกำหนดชีวิตความตายของพวกข้าได้?”
มีคนพูดเสริมเสียงดังว่า “พวกเจ้ามีจำนวนมาก พวกข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ก็จริง แต่พวกเจ้าจะทำลายค่ายกลนี้ได้หรือ?”
“ก็แค่ฝูงสัตว์เดรัจฉาน ถุย!”
“เฮอะเฮอะ…”
โม่ชาหัวเราะ ทำให้ใบหน้าของมันดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก แต่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายกลับมีสีหน้าผ่อนคลายอย่างยิ่ง ไม่กังวลเลยว่าเหล่ามารพวกนี้จะทำร้ายพวกตน
พวกเขาเชื่อมั่นว่า เผ่ามารไม่อาจทำลายค่ายกลโบราณได้
“จริงหรือ?”
โม่ชาใช้ขาทั้งสองข้างกระชับที่ท้องเสือขาว เสือขาวร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด มันค่อย ๆ เดินไปข้างหน้า จนมาถึงด้านนอกของม่านแสงสีฟ้าที่ใช้ป้องกัน
โม่ชาล้วงมือเข้าไปในอก หยิบกระจกหินสีเขียวขาดครึ่งออกมา
ฉู่ซิวขยับดวงตาเล็กน้อย ในขณะที่โม่ชากุมกระจกหินไว้ในมือขวา ค่อย ๆ ขีดลงบนม่านแสง
เหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนตกใจกลัวได้เกิดขึ้นแล้ว
เห็นได้ชัดว่า ค่ายกลโบราณที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้านั้น กลับถูกกระจกหินครึ่งบล็อกนั้นขีดเป็นรอยแยกออก
ด้านนอก กลิ่นคาวเลือดที่เฉพาะตัวของเผ่ามารลอยผ่านรอยแยกเข้ามาในค่ายกล
ในชั่วพริบตา ใบหน้าของทุกคนต่างซีดเผือดยิ่งนัก บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด
ยามนี้ทุกอย่างเงียบ จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก…