ทัณฑ์แห่งการทำลายนั้นอยู่นอกเหนือจากทัณฑ์เซียนซึ่งต่อให้เอาร่างกายแบกรับไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรดังนั้นคนส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้พลังทั้งหมดต่อสู้กับทัณฑ์แห่งการทำลายเท่านั้น็ไม่ได้
แต่ถึงแบบนั้นทัณฑ์แห่งการทำลายเองก็ใช่ว่าอ่อนแอขนาดฉางเฟิงที่แข็งแกร่งขนาดนี้ยังไม่สามารถต่อต้านได้เลยและใกล้จะพ่ายแพ้เต็มทีแต่ว่าเด็กสาวอายุ 5 ขวบคนหนึ่งกลับใช้กระบองหินฟาดทัณฑ์แห่งการทำลายจนแตกละเอียดสิ่งนี้ได้ทำลายสามัญสำนึกของทุกคนจนสิ้น
“ใสหัวไป!!!!!!!!!”เสี่ยวเสี่ยวชี้กระบอกขึ้นไปบนท้องฟ้าและคำราม
พริบตาเมฆสายฟ้าก็สลายหายไปราวกับว่าหวาดกลัวเสี่ยวเสี่ยวอย่างมากขนาดฉางเฟิงยังต้องอ้าปากค้างกับสิ่งนี้
“นี่มันออกจะท้าทายสวรรค์เกินไปแล้ว”ฉงาเฟิงตื่นตระหนก
“ฮ่าฮ่า สงสัยข้าจะแก่แล้ว เลยเห็นภาพหลอน” จักรพรรดิสุราหัวเราะออกมา
“ภาพหลอนบ้านป้าเจ้าสินั่นมันเรื่องจริง” เสี่ยวจินกล่าว
“ตกลงที่มาของเด็กคนนี้มาจากใหนกันแน่”โหลวหลานเกิดความสงสัยอย่างมากจากต่อชาติกำเนิดของเสี่ยวเสี่ยว
เพราะมองอย่างไรเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอนนางนั้นมีหูที่เหมือนวานรและหางที่งอกออกมาอีก แม้ใบหน้าจะเหมือนมนุษย์แต่พละกำลังแบบนั้นไม่มีทางที่มนุษย์จะมีได้
“ฮี่ฮี่ ท่านพ่อเสี่ยวเสี่ยวเก่งหรือไม่” เสี่ยวเสี่ยวยิ้มออกมา
“แน่นอนเสี่ยวเสี่ยวน้อยของข้าเก่งที่สุด” ฉางเฟิงได้แต่ยิ้มออกมาเขาโชคดีที่มากที่ได้พบกับเสี่ยวเสี่ยวและพานางมาด้วย
“นี่พวกเจ้าเมินคำถามข้างั้นเหรอ”โหลวหลานไม่พอใจเมื่อพวกฉางเฟิงไม่สนใจนาง
“ข้าได้นางมากจากก้อนหินที่ประมูลจากเจ้าไง”ฉางเฟิงกล่าว
“อะไรนะนางมาจากก้อนหินงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้แล้วนางจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง” โหลวหลานไม่อยากจะเชื่อ
“จะเชื่อหรือไม่มันก็เป็นความจริงเอาละตอนนี้ข้าคิดว่านครใต้พิภพน่าจะไม่หลงเหลือสมบัติแล้วใช่หรือไม่” ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่เหลือแล้วสมบัติที่ซ่อนอยู่ของผู้อาวุโสในเผ่าต่างถูกค้นพบจนหมดซึ่งจากที่ข้าเดาน่าจะเป็นพวกปีศาจที่เป็นคนทำ” ซงเทียนกล่าว
“ถ้างั้นพวกเราก็ออกไปกันเถอะ”ฉางเฟิงกล่าว
“พวกเจ้าจะไปใหนไม่ได้ทั้งนั้น”ในตอนนั้นเองพวกโจวเทียนก็ปรากฏ
“หืมในที่สุดก็โผล่หน้ามางั้นเหรอ” ฉางเฟิงรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายแอบซ่อนตัวอยู่ใกล้แต่ฉางเฟิงไม่ได้สนใจอีกฝ่าย
“สหายจากทวีปเซียนข้าอยากจะรู้ว่าพวกโจวฟ่านอยู่ที่ใหน” โจวเทียนกล่าว
“ตายไปแล้ว”เจี้ยนอี้กล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ตายแล้วงั้นเหรอใคร ใครเป็นคนลงมือ หรือเป็นพวกมัน” โจวเทียนเผยจิตสังหารออกมาทันที
“ไม่ใช่เป็นนิกายศากศพและปีศาจที่ร่วมมือกัน” เจี้ยนอี้กล่าวตรงๆ
“นิกายศากศพพวกเจ้าจะต้องเจอดีนี่ รอให้ข้าออกไปได้ก่อนเถอะ” โจวเทียนคำราม
“เจ้าจะทำได้งั้นเหรอเหอะ ตอนนี้นิกายศากศพได้รับศพโบราณขั้นเซียนไปจำนวนมาก เกรงว่าต่อจากนี้พวกเจ้าจะเจอศึกหนักแล้ว”หู่หวางกล่าว
“อะไรนะบ้าเอ้ย ทำไมพวกท่านไม่สังหารมันทิ้ง” โจวเทียนไม่พอใจด้วยพลังของพวกเจี้ยนอี้น่าจะสามารถสังหารเมิ่งฝู่ได้
“ข้าบอกไปแล้วไงว่าเมิ่งฝู่ร่วมมือกับปีศาจและปีศาจพวกนั้นก็อยู่ในขั้นเซียนแล้วพวกข้าจะสังหารมันได้อย่างไร” เจี้ยนอี้เริ่มไม่สบอารมณ์ที่โจวเทียนมาโทษพวกนางเช่นกัน
“ไร้สาระจริงๆพวกเราไปกันเถอะ” ฉางเฟิงกล่าวและเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อนพวกเจ้าไม่รู้ถึงสถานการณ์ของตัวเองงั้นเหรอ ตอนนี้ทางข้ามีเซียนอยู่ถึง 10 คนพวกเจ้ามีแค่ 2 พวกเจ้าคิดว่าจะจากไปง่ายๆ” โจวเทียนเผยสีหน้าชั่วร้าย
“อะไรคิดจะหยุดพวกข้างั้นเหรอ” ฉางเฟิงหันกลับมาและหรี่ตาลง
“เจ้าโง่ข้าไปเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้า” หู่หวางเป็นคนแรกที่ถอนตัวออกมาจากกลุ่มของเจี้ยนอี้ทันที
สิ่งนี้ทำให้พวกจูหมิงแปลกใจในตอนแรกหู่หวางเองก็ปรารถนาสายเลือดของฉางเฟิงเช่นกันแต่ทำไมตอนนี้เหมือนจะหวาดกลัวฉางเฟิงซะอย่างงั้น
“เจ้าเป็นอะไรหู่หวางเสียสติแล้วงั้นเหรอ” เซิ่งมู่กล่าว
“พวกเจ้าต่างหากที่เสียสติแม่นางเจี้ยนอี้น่าจะเข้าใจดีว่าทำไมข้าถึงถอยออกมาใช่หรือไม่” หู่หวางกล่าว
“ใช่เรื่องในครั้งนี้เป็นเรื่องของทวีปจงโจวไม่เกี่ยวกับข้า” เจี้ยนอี้เองก็ไม่สนใจ
“พวกเจ้าสองคนทำไมถึง”จูหมิงไม่เข้าใจแม้ฉางเฟิงจะทรงพลังแต่ตอนนี้พวกเขาคือเซียนแล้วทำไมยังต้องกลัวฉางเฟิงด้วย
แต่พวกจูหมิงไม่รู้ว่าพวกหู่หวางกลัวเสี่ยวเสี่ยวมากกว่าฉางเฟิงเสียอีกสามารถทำลายทัณฑ์แห่งการทำลายได้นั่นมันตัวประหลาดขนาดใหนแม้แต่เซียนขั้นที่ 9ยังทำไม่ได้เลย
“ข้าเองก็ไม่เคยบอกว่าเป็นพวกเดียวกับพวกเจ้า”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าว
“นี่!!!!!”พวกโจวเทียนแปลกใจเพราะอยู่ๆคนพวกนี้ก็ย้ายฝั่งซะงั้น
“ไม่ได้เรื่องเลยอัจฉริยะจากตระกูลเซียนอะไรกันขี้ขลาดกันจริงๆ”ผู้นำนิกายมารกล่าว
“แล้วท่านทั้งสอง.....”ผู้นำนิกายดาบกลายเป็นคาดหวังเมื่อมองไปยังพวกจูหมิง
“พวกเรามีเซียนถึง7 คน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะเอาชนะพวกมันไม่ได้” จูหมิงกล่าว
“พวกโง่เอ้ย”หู่หวางได้แต่ถอนหายใจ
แม้ฝ่ายฉางเฟิงจะมีเพียงซงเทียนและโหลวหลานที่กลายเป็นเซียนแล้วแต่ถึงแบบนั้นพวกฉางเฟิงกลับไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
“สหายฉางเฟิงให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่”หู่หว่างขยับเข้ามาใกล้ฉางเฟิงและยิ้มอย่างประจบ
“เจ้าหมอนี่มันอะไรกัน”ฉางเฟิงกลายเป็นงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย
“ไม่ต้องไปสนใจมันหรอกนายน้อยก็แค่พวกที่อยู่เป็นเท่านั้น”เสี่ยวจินเคยพบคนแบบนี้มามากจึงไม่แปลกใจ
“เอาละถ้าพวกเจ้ายืนกรานที่จะขวางทางพวกข้าถ้างั้นข้าก็คงไม่ปราณีแล้วละ” ฉงาเฟิงเผยจิตสังหารออกมา
“ฉางเฟิงอย่าได้อวดดีไป ตอนนี้พวกเราได้ทลายขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้วต่อให้เจ้ากลายเป็นจักรพรรดิแล้วอย่างไรช่องว่างของจักรพรรดิและเซียนมันมากกว่าที่เจ้าคิด”เซิ่งมู่คำราม
“งั้นเหรอถ้ามั่นใจกันขนาดนั้นก็เข้ามาเถอะ” ฉางเฟิงกล่าว
“ข้าจะช่วยจัดการจูหมิงให้เอง”ซวนหยวนเสวี่ยกล้าวออกมาและชี้กระบี่ไปทางจูหมิง
“ซวนหยวนเสวี่ยเจ้าคิดจะทำอะไรเจ้าอยากให้นิกายของเจ้าและตระกูลจูขัดแย้งกันงั้นเหรอ” จูหมิงคำราม
“ขอแค่เจ้าตายแล้วใครจะรู้แล้วอีกอย่าง ตระกูลจูของเจ้าเทียบกับนิกายธารวารีได้งั้นเหรอ ข้าว่าไม่นะ”ซวนหยวนเสวี่ยพุ่งออกไป
“ถ้างั้นข้าก็คงต้องเล่นกับเจ้าสินะ”โหลวหลานเองก็เข้าปะทะกับเซิ่งมู่
“ข้าขอโจวเทียนก็แล้วกันหนี้แค้นในอดีตได้เวลาต้องชำระแล้ว” ซงเทียนเองก็พุ่งออกไป
“เหลืออีก4 คน เอาเถอะ ข้าจัดการเองคนเดียวก็ได้” ฉางเฟิงหัวเราะพร้อมกับปล่อยหุ่นเชิดทั้ง3 ตัวออกมาทันที