จักรพรรดิเซียน

    ตอนที่ 35 ศิษย์ภายในระดับสูงสุด

    ตอนที่ 35 ศิษย์ภายในระดับสูงสุด

     

    การประกาศกร้าวของเฟยอวี่กึกก้องทั่วทั้งตำหนักหลัก คำพูดของเขาปลุกปั่นอารมณ์ของทุกผู้คนอย่างรุนแรง  วาจาเปี่ยมล้นด้วยความโอหัง “คนแกร่งกล้าที่พวกเจ้าเชิดชู” มันเป็นการท้าทายต่อผู้คนทั้งปวงแจ่มชัด ยามแรก ทุกคู่สายตาล้วนมองเหยียดหยามมายังเขา หลังจากการพิชิตลี่ถังด้วยหนึ่งกระบวนท่า สายตาเหล่านั้นผันเปลี่ยนเป็นเทิดทูนบูชา นี่สืบเนื่องจากความจริงใจจอมปลอม ตอนที่เขาได้พรสวรรค์สีขาวหาได้มีผู้ใดสนอกสนใจ… ซึ่งแตกต่างจากเสี้ยววินาทีนี้

     

    “ศิษย์น้องเฟยโอหังอวดดีเกินไปหรือไม่ เขาสมควรทราบดีอยู่แก่ใจว่าศิษย์พี่หลิวเจียนก็อยู่ที่นี่ด้วย” ศิษย์ภายนอกต่างคิดเห็นตรงกันเช่นนี้ แม้เฟยอวี่จะแข็งแกร่งอย่างมาก ทว่า ต่อหน้าหลิวเจียนล้วนไม่ต่างอันใดไปจากลูกไก่ในกำมือ มังกรย่อมมีเกล็ดย้อน 

     

    “ถึงข้าไม่ทราบว่าท่านเฟยทำได้ยังไง… แต่เขามุทะลุเกินไปจริงๆ วาจาเหล่านั้นอาจไปกระตุกหนวดเสือเข้า!” ใบหน้าของเหลียงเซินเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เขาแทบอยากพุ่งขึ้นไปห้ามปรามเฟยอวี่ หากยังอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถยับยั้งได้ เหลียงเซินคงขึ้นแท่นประลองไปหยุดอย่างไม่ลังเล! ซึ่งตอนนี้ย่อมมิอาจหยุดได้อีก!

     

    “เป็นบุรุษที่โง่เขลานัก เห็นได้ชัดว่าการชนะลี่ถังในหนึ่งกระบวนท่าทำให้มันลำพองตน ทั้งที่ลี่ถังนั้นพลังยุทธรั้งท้ายสุดของบรรดาศิษย์ภายใน มันคิดจริงจังหรือว่าศิษย์ภายในคนอื่นจะง่ายดายเช่นนั้น?” ศิษย์ภายในหลายคนที่แข็งแกร่งกว่าลี่ถังล้วนตระหนักดี ลี่ถังไม่ได้เก่งกาจอะไรเลยเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ นอกจากพลังยุทธจะอ่อนด้อย มันยังติดประมาทอีกด้วย การที่มันมัวแต่เลือกคู่ประลองที่เป็นเด็กใหม่ ส่งผลให้ฝีไม้ลายมือตกต่ำลงไปมาก…

     

    ทันใดนั้น ในฝั่งของศิษย์ภายในปรากฏบุรุษผู้หนึ่งหยัดยืนขึ้น “ข้าจะสั่งสอนมันเอง” หม่าเย่เฉากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ บุรุษร่างบึกบึนสูงใหญ่เดินตรงไปทางแท่นประลอง ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของฝูงชน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย

     

    “ศิษย์พี่หม่าเย่เฉาถึงกับออกตัวเอง…”

     

    “หม่าเย่เฉา! มันประเมินเด็กนี่สูงเกินไปหรือไม่…”

     

    หม่าเย่เฉาเป็นผู้บรรลุระดับเชี่ยวชาญขั้นสี่ ประสบการณ์การต่อสู้ล้วนช่ำชองราวกับนักรบ เคล็ดวิชากระบวนท่าน่าหวาดหวั่นสะพรึง ชายผู้นี้เป็นบุตรของนักรบฉกาจที่ประจำการณ์อยู่ในวัง ว่ากันว่า เขาเคยร่ำเรียนเคล็ดวิชาของวังมังกรจากบิดาของตนเอง ถึงกระนั้น หม่าเย่เฉายังนับว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงของบรรดาศิษย์ภายใน…

     

    ชายร่างใหญ่ซึ่งสูงกว่าสองเมตรหรี่ตามองต่ำลงมาที่เฟยอวี่ “เก่งกาจดี! แต่ระวังปากไว้! อัจฉริยะนั้นตายไว…”

     

    ใบหน้าของเฟยอวี่ราบเรียบไร้อารมณ์ ชายหนุ่มหาได้สะทกสะท้านต่อคำขู่ขวัญนั้นไม่ “ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงย่อมไม่ตกตายในสนามรบ”

     

    ด้วยความนิ่งเฉยของศิษย์ใหม่ตรงหน้า มันทำให้ผู้คนอดคิดไม่ได้ว่าเฟยอวี่นั้นเก่งกาจพอสมควร บิดาของหม่าเย่เฉาคือนักรบชาญสมร เขาจดจำบรรยากาศของผู้ผ่านสนามรบได้ดี… และเฟยอวี่มีกลิ่นอายแบบนั้น หม่าเย่เฉาแทบไม่ยากเชื่อความรู้สึกตนเอง ออร่ารอบกายของเฟยอวี่เข้มข้นกว่าบิดาของเขามาก “ช่วยตอบข้าที นี่ข้าเจอกับยอดฝีมือใช่หรือไม่?” 

     

    “มิใช่ เจ้ากำลังอยู่ต่อหน้าว่าที่เซียนที่แข็งแกร่งที่สุดต่างหาก!”

     

    หม่าเย่เฉาฉีกยิ้มกว้าง “ตอบได้ดี!” 

     

    บุรุษร่างยักษ์ดึงดาบใหญ่ที่พกไว้บนแผ่นหลังออกมา

     

    ในช่วงเวลานั้นเองที่หม่าเย่เฉาพลันทะยานร่างพุ่งเข้าใส่เฟยอวี่ด้วยความเร็วสูงสุด เมื่อได้เห็นการประมือระหว่างเฟยอวี่กับลี่ถัง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ควรสบประมาทศิษย์ใหม่คนนี้ ชายหนุ่มง้างดาบ พร้อมกันนั้น ปรากฏเสียงกู่คำรามต่ำของอากาศ ลมปราณภายในร่างทวีคูณสูงขึ้น หม่าเย่เฉาเหวี่ยงดาบใหญ่ใส่บุรุษเบื้องหน้าสุดกำลัง

     

    เฟยอวี่ฟาดกลับไปด้วยคมของง้าวตัดสวรรค์ ทันทีที่วัตถุทั้งสองกระทบกัน ตู้ม! ก่อเกิดสายลมสาดผ่านทั่วสารทิศระลอกหนึ่ง ดาบใหญ่ของหม่าเย่เฉากดง้าวตัดสวรรค์ของเฟยอวี่จากเบื้องบน มันสามารถสังเกตได้อย่างแจ่มชัดว่าฝ่ายได้เปรียบนั้นเป็นหม่าเย่เฉา ดาบใหญ่ค่อยๆกดลงมาอย่างเชื่องช้า

     

    แม้ผู้คนเข้าใจว่าเป็นฝ่ายของหม่าเย่เฉาที่มีเปรียบ แต่ทว่า ตัวของเขานั้นเข้าใจได้ดีที่สุด… มันขับเคลื่อนด้วยพลังยุทธทั้งหมดกลับดันระยะอาวุธประหลาดนั่นได้เพียงน้อยนิด หม่าเย่เฉาสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันตราย เขารู้สึกว่าเฟยอวี่ยังไม่ได้ออกแรงด้วยซ้ำไป…

     

    “สุดแรงของเจ้า?” เฟยอวี่กล่าวด้วยท่าทางสบายๆ 

     

    หม่าเย่เฉารับรู้ได้ถึงสองแขนที่ชาด้าน ฝ่ามือทั้งสองเริ่มสั่นระริกเนื่องจากฝืนใช้กำลังเกินตัว ทันใดนั้นเองที่เฟยอวี่ออกแรงดันสุดแขน ชิ้ง! หม่าเย่เฉาเสียสมดุลการยืน มันกระเด็นถอยหลังไปถึงสามช่วงก้าว สีหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ สายตาที่จับจ้องมาทางเฟยอวี่ราวกับเป็นปีศาจอย่างไรอย่างนั้น

     

    “นี่มันบ้าชัดๆ…” หม่าเย่เฉากล่าวผ่านไรฟันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ บนใบหน้าปรากฏแววตกตะลึงและสิ้นหวังลึกล้ำ ทุกอย่างมันพลิกสามัญสำนึกทั้งหมดไป… ดาบใหญ่ของเขาเป็นศาสตราวุธชนชั้นเชี่ยวชาญระดับต่ำ เหตุใดกัน… เหตุใดศาสตราวุธระดับเริ่มต้นขั้นต่ำถึงทานรับได้! ไม่สิ… มันต่อต้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ!

     

    เฟยอวี่ชี้ชันง้าวตัดสวรรค์ไปทางหม่าเย่เฉา “เจ้าไม่ได้ทำให้ข้าตื่นเต้นเลยสักนิด… ลงไปซะ” ตั้งแต่การฝึกบนภูเขาจบลง เขาโหยหาสถานที่อันสามารถโชว์พลังฝีมือทั้งหมดที่มีได้… ผนวกกับได้รับอาวุธที่ตนถนัด มันช่วยดึงศักยภาพการต่อสู้ที่แท้จริงของเฟยอวี่ออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หม่าเย่เฉาไม่มีคุณสมบัตินั้น… เฟยอวี่รู้สึกได้ว่าสามารถเอาชัยเหนือบุรุษผู้นี้ได้อย่างสบายๆ

     

    คำพูดดูหมิ่นนั้นราวกับหอกยาวแทงทะลุจิตใจของหม่าเย่เฉา นี่เป็นการดูแคลนกันอย่างถึงที่สุด! โดนศิษย์ใหม่ที่มีพลังยุทธด้อยกว่าไล่ตะเพิดลงจากแท่นประลอง คิ้วขมวดชิดเป็นปมแน่น ใบหน้าของหม่าเย่เฉาปรากฏรอยยิ้มเฝื่อน มันแฝงไปด้วยเพลิงโทสะที่โกรธเกรี้ยว

     

    “ในเมื่อเจ้าอวดดีถึงเพียงนี้… ข้าจะแสดงวรยุทธที่แท้จริงให้ได้ชม!”

     

    เพียงชั่วพริบตาเดียว ทุกผู้คนล้วนสังเกตเห็นมังกรทองคำที่ปรากฏขึ้นจากด้ามจับดาบใหญ่ของหม่าเย่เฉา มันเลื้อยพันตั้งแต่ด้ามดาบยาวไปจนถึงปลายดาบใหญ่ ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าราวกับเป็นมายาภาพ… ดาบใหญ่แปรเปลี่ยนสู่เรือนร่างของมังกรทองคำขนาดเท่าตัวดาบ มันเลื้อยคดเคี้ยวกลางอากาศธาตุ โดยมีหม่าเย่เฉาจับปลายหางของมันไว้

     

    นัยน์ตาของทุกผู้คนเบิกโตกว้างด้วยความตกตะลึงงัน ในงานประลองยุทธรุ่นเยาว์ระดับทวีป พวกเขาได้เห็นเคล็ดวิชานี้จากพวกศิษย์ของวังมังกร ทว่า มันมีความแตกต่างราวฟ้ากับเหว ระหว่างศิษย์วังมังกรในตอนนั้นและหม่าเย่เฉาในตอนนี้ ของหม่าเย่เฉาก่อเกิดเป็นรูปร่างมังกร… ในขณะที่ศิษย์วังมังกรกลับมีเพียงเสียงกู่คำรามของมังกรเท่านั้น

     

    นี่สืบเนื่องจากเคล็ดวิชาที่หม่าเย่เฉาได้เล่าเรียนมีพื้นฐานมาจากบิดาของตน นักรบแห่งวังมังกร ทำให้เคล็ดวิชานี้มีความแตกต่างจากพวกศิษย์ของวังมังกรอย่างมาก นักรบนั้นได้รับวิชายุทธที่ถูกนำไปใช้ในการเข่นฆ่าในสนามรบ ส่วนศิษย์วังมังกรถูกลดทอนระดับความรุนแรงลงไปมาก เพราะสภาพร่างกายของพวกเขามิอาจทานรับผลสะท้อนของวิชารบจริงได้ไหว มีแค่ศิษย์ภายในของวังมังกรเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ฝึกเคล็ดวิชาที่ใช้ในสนามรบจริงๆได้…

     

    “เคล็ดวิชาของเหล่านักรบ! นั่นใช่…มังกรเริงระบำหรือไม่…” 

     

    “เคล็ดวิชามังกรเริงระบำ! หม่าเย่เฉาได้เล่าเรียนมาจากบิดาจริงๆด้วย!”

     

    “เคล็ดวิชามังกรเริงระบำ จำแลงอาวุธให้กลายเป็นมังกรทองคำราวกับมีชีวิต มันช่วยส่งเสริมการโจมตีให้รุนแรงขึ้นเหนือคณา หม่าเย่เฉาบรรลุถึงระดับกลางของเคล็ดวิชานี้ สมกับที่เป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่…” ผู้อาวุโสฝั่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์กล่าวขึ้น ไม่มีผู้ใดจากทั้งสองสำนักที่ไม่ทราบความเป็นมาของหม่าเย่เฉา บิดาของเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในทวีปมังกร! 

     

    “นั่นมันอันตรายมาก! ต้องหยุดการกระทำของเขา!” ผู้อาวุโสสูงสุดฝั่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์โพล่งคำ นางรับรู้ดีว่าเหตุใดวังมังกรถึงให้แค่พวกศิษย์ภายในเท่านั้นที่สามารถร่ำเรียนวิทยายุทธอันใช้จริงในสงคราม หากเคล็ดวิชาพวกนี้แพร่ขยายเป็นวงกว้าง มันสามารถก่อเกิดอันตรายได้ในทุกหนทุกแห่ง ทุกท่วงท่าที่สอนให้นักรบ มันสามารถปลิดชีวิตผู้อื่นได้โดยง่าย!!

     

    ลู่หลินทราบถึงผลลัพทธ์ที่จะเกิดขึ้นดี “ผู้อาวุโสสูงสุด ท่านรู้ทั้งรู้ว่าเด็กอีกคนครอบครองศาสตราวุธระดับเชี่ยวชาญขั้นสูง ท่านยังมิอาจคาดเดาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อีกรึ?”

     

    หญิงชราถึงกับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางไม่ได้สังเกตอาวุธของเฟยอวี่จริงๆ… ว่าแท้จริงแล้ว มันเป็นศาสตราวุธชนชั้นเชี่ยวชาญขั้นสูง บังเกิดความประหลาดใจลึกล้ำในแววตาของผู้ชราหญิง “เป็นไปไม่ได้ เขาดึงศักยภาพของอาวุธออกมาได้เต็มประสิทธิภาพได้ยังไง นี่คลับคล้ายกับคุณหนูตระกูลเจียว…”

     

    เฟยอวี่จ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้านิ่งสงบดุจผิวน้ำ นัยน์ตาเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี อาวุธที่แปรเปลี่ยนเป็นมังกรไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มผู้นี้หวั่นกลัวแม้แต่น้อย ชายหนุ่มพลันตั้งท่าเหยียดขาซ้ายก้าวออกไป มือขวากระชับง้าวตัดสวรรค์แนบแน่น ทันใดนั้น หม่าเย่เฉาโคจรพลังยุทธพุ่งเข้าใส่เฟยอวี่อย่างรวดเร็วราวกับศรที่ถูกปล่อย ในช่วงเวลานั้นเองที่เฟยอวี่วาดง้าวในแนวระนาบ 

     

    มังกรทองและง้าวตัดสวรรค์ฟาดฟันใส่กันอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเคล็ดวิชามังกรเริงระบำทรงพลานุภาพอย่างมาก กระแสลมจากการต่อต้านระหว่างพลังยุทธของบุรุษทั้งสองล้วนแผ่ซ่านอยู่หลายระลอก มันดำเนินไปเช่นนี้จนถึงสิบลมหายใจ มังกรทองได้สลายหายไป เนื่องเพราะพลังยุทธในร่างของหม่าเย่เฉาถูกสูบไปจนแห้งเหือด ความทรงพลังของมันแลกมาด้วยกับการถูกสูบกลืนพลังยุทธไปอย่างมหาศาล

     

    หากมองในด้านของความมีเปรียบทางพลังยุทธ หม่าเย่เฉาล้วนอยู่เหนือกว่ากันมากโข มันมีความต่างกันมากถึงหนึ่งช่วงชั้นลมปราณ ถึงกระนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้พลิกความนึกคิดของทุกผู้คนอีกครั้ง… เฟยอวี่ที่สมควรถูกหม่าเย่เฉากำราบอย่างราบคาบ มันกลับเป็นผู้เดียวที่ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นประลอง หม่าเย่เฉาเข่าทรุด ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด หากผู้ใดทราบว่าศาสตราวุธของเฟยอวี่ไม่ใช่อาวุธชนชั้นเริ่มต้นขั้นต่ำ นี่ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย…

     

    และการที่หม่าเย่เฉาต่อต้านศาสตราวุธระดับเชี่ยวชาญขั้นสูงได้ถึงสิบลมหายใจ มันบ่งบอกถึงความสามารถและฝีมืออันร้ายกาจของเขา ซึ่งมีเพียงหลิวเจียน,เลี่ยงเฟิ่ง,กู่หวัง และบรรดาผู้อาวุโสเท่านั้นที่มองออก

     

    “มะ…มันชนะอีกครั้ง? เป็นชัยชนะที่ราบคาบอย่างถึงที่สุด…”

     

    “ข้าเกิดมาบนโลกเซียนยังไม่เคยพบเคยเห็นการต่อสู้ข้ามระดับพลัง ที่ผู้มีพลังยุทธด้อยกว่าสามารถเอาชนะได้มาก่อน… ความต่างหนึ่งช่วงชั้นลมปราณไม่ได้ส่งผลต่อมันเลยงั้นรึ… นี่ขนาดหม่าเย่เฉาใช้ออกด้วยเคล็ดวิชายุทธที่ใช้จริงในสงคราม มันกลับต่อต้านได้อย่างง่ายดาย!”

     

    บนใบหน้าของเฟยอวี่ประดับด้วยรอยยิ้มบาง ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางโต๊ะกลมของตัวเองด้้วยหางตา ดูเหมือนเจียวอ้าวจะได้สติกลับคืนมาแล้ว ชายหนุ่มเคลื่อนสายตากลับ ท่าทางองอาจทอดมองทุกผู้คนในตำหนักหลักอย่างทระนง ความมั่นใจนี้ล้วนเป็นเหตุมาจากง้าวตัดสวรรค์ ชัยชนะที่ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามืออันเกิดขึ้นได้นี้ ต้องยกความดีความชอบกว่าแปดในสิบส่วนให้แก่ง้าวตัดสวรรค์

     

    “ศิษย์ใดเล่าที่แกร่งกล้าภายในตำหนักนี้ โปรดขึ้นมาสั่งสอนข้า พรสวรรค์สีขาวผู้นี้ปรารถนาการชี้แนะจากพวกท่านทั้งหลาย”

     

    ศิษย์ภายในหลายคนต่างพากันหลบสายตาที่มองลงมาของเฟยอวี่ หลังจากได้เห็นสภาพของหม่าเย่เฉาที่ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชามังกรเริงระบำอันเป็นวิชายุทธที่ใช้ในสงครามจริง พวกเขาคงไม่สามารถพอ! แม้หม่าเย่เฉาจะเป็นศิษย์ภายในระดับกลางค่อนไปทางสูง ถึงกระนั้น เขาก็เป็นศิษย์ภายในที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาระดับกลาง! หากต้องมีใครในเหล่าศิษย์ภายในต้องขึ้นไปประมือกับเฟยอวี่ต่อ เกรงว่ามันผู้นั้นต้องเป็นศิษย์ภายในที่อยู่ในระดับสูงเท่านั้น

     

    ทันใดนั้นเองที่เลี่ยงเฟิ่งพลันยืนหยัดขึ้นจากเก้าอี้ นัยน์ตาของหลิวเจียนขยายโตกว้าง “เจ้าลุกขึ้นทำไม?”

     

    “ข้าจะไปประชันวรยุทธ” เลี่ยงเฟิ่งเอ่ยตอบหลิวเจียนด้วยน้ำเสียงขึงขัง หญิงสาวที่ดูเกรี้ยวกราดขี้เล่นกลับแสดงอาการจริงจังขั้นสุด หลิวเจียนที่ใจจริงอยากจะห้ามเพราะกลัวทำเจ้านั่นเจ็บ แต่เมื่อลองทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมาสองครั้ง เขาก็อยากรู้เช่นกันว่ามันมีดีอะไรอีกนอกจากอาวุธที่ทรงพลังและการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด สิ่งใดที่ทำให้มันกล้าโอหังต่อเหล่าศิษย์ทั่วทั้งตำหนักหลัก

     

    “เจ้ารู้หรือไม่ จุดอ่อนของเจ้านั่น ถ้าไม่รู้ข้าจะได้บอก” หลิวเจียนไถ่ถาม

     

    “ข้ารู้”

     

    สายตาหลายร้อยคู่จับจ้องเลี่ยงเฟิ่งด้วยความตกตะลึงลาน นางเป็นศิษย์ของฝั่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์ ซึ่งอยู่ในระดับเก่งกาจสูงสุดในสำนัก เป็นศิษย์ภายในระดับสูงสุด… ผู้บรรลุพลังยุทธระดับเชี่ยวชาญขั้นเจ็ด นี่มันไม่ต่างอันใดไปจากการรังแกเฟยอวี่อย่างแท้จริง เลี่ยงเฟิ่งย่างกรายขึ้นแท่นประลองด้วยสีหน้าราบเรียบ 

     

    เผ้าผมสีน้ำเงินเข้มพริ้วไหวเบาบาง นัยน์ตาน้ำเงินดุจไพลินจับจ้องเฟยอวี่ไม่กระพริบตา “ข้าอยากรู้ว่าหากเจ้าไร้ซึ่งอาวุธประหลาดนั่น เจ้าจะทำสิ่งใดได้อีก หวังว่าเจ้าคงคิดคำนวณถึงกรณีที่อาวุณนั่นใช้การไม่ได้ ข้าอยากเห็นว่าเจ้าจะเอาตัวรอดยังไง มันใช่แค่เพราะอาวุธนั่นจริงรึที่มอบความมั่นใจสุดมุทะลุให้แก่เจ้า…”

     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิเซียน ที่คุณอ่าน