จารึกที่ 3 : จารึกเบิกเนตรส่องธรรม
ยามเมื่อผืนนภาสีครามถูกย้อมด้วยโลหิตแห่งสนธยา วิหคราตรีเริ่มขยับปีกกรีดร้องรับ "รัตติกาล" ที่กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมเมืองการค้าหลิน อาเจียลอบเร้นกายเข้าสู่ตรอกลึกหลังตลาดนัด ซึ่งเป็ที่ตั้งของ "ตลาดมืด" แหล่งค้าขายที่จะปรากฏขึ้นเฉพาะค่ำคืนวันพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ผู้คน ณ ที่แห่งนี้ล้วนอำพรางใบหน้ามิดชิด ร้านรวงไร้ป้ายนาม มีเพียงแสงตะเกียงแดงสลัวเป็สัญลักษณ์บอกตำแหน่งท่ามกลางความมืด
ในฝ่ามือของเด็กหนุ่มกำยันต์แผ่นหนึ่งที่จารึกขึ้นด้วยความ "มัธยัสถ์" จนถึงขีดสุด และยังมีคราบเืกำเดาจางๆ ปรากฏอยู่ เมื่ออาเจียนำยันต์ออกเสนอขาย พ่อค้าเพียงปรายตามองก่อนเสนอราคาให้แค่ 1 ตำลึงเงิน
อาเจียรีบพยักหน้าตกลงโดยมิต่อรองแม้แต่น้อย ในห้วงจินตภาพมีเพียงภาพ หมั่นโถวขาวนุ่มร้อนๆ ที่ไร้รสชาติปรุงแต่งซึ่งจักช่วยต่อลมหายใจไปได้อีกหลายมื้อ ความเรียบง่ายของก้อนแป้งจืดชืดเปรียบดั่งเครื่องเตือนสติให้เขายึดมั่นในวิถีแห่งความตระหนี่ ทว่าในส่วนลึกของจิตใจกลับกระหายที่จะแปรเปลี่ยนมันเป็หมั่นโถวไส้เนื้อรสเลิศ เพื่อบำรุงท่านปู่หลินให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม
มิคาด! เื่ราวกลับตาลปัตร เมื่อบุรุษร่างกำยำสวมอาภรณ์สีแดงขลิบทองนามว่า เฟิงอี้หราน ศิษย์แห่งสำนักพู่กันเพลิงบังเอิญผ่านมาพบเข้า เขาประสานมือคารวะอย่างสุภาพ พลางเอ่ยทักว่าจุดดึงรั้งพลังในยันต์แผ่นนี้ช่างพิเศษพิสดารนัก ก่อนจะเสนอราคารับซื้อสูงถึง 3 ตำลึงเงิน!
ดวงตาของอาเจียเบิกกว้างด้วยความปิติ สมอง "ดีดลูกคิดรางแก้ว" คำนวณส่วนต่างกำไร 2 ตำลึงเงินอย่างรวดเร็วด้วยความกระหายทรัพย์ ทว่าภายนอกยังคงแสร้งวางมาดสุขุมซ่อนความกะล่อนไว้มิดชิด ในใจท่องคติพจน์ซ้ำไปมาว่า 'เสียเืได้ แต่จักเสียทรัพย์สินเงินทองมิได้... โอกาสรวยมาถึงแล้ว!'
เฟิงอี้หรานกลับมีข้อแม้อย่างหนึ่ง คือ้าทราบนามของอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา เสียงของมู่เฉินพลันดังขึ้นเตือนสติในห้วงจิติญญาทันทีว่า
[ระวัง! คนผู้นี้ เนตรส่องธรรม (慧眼 - ฮุ่ยเหยี่ยน) ที่สามารถมองทะลุแก่นแท้ของยันต์ได้ ห้ามแพร่งพรายเื่ราวของตนเด็ดขาด!]
อาเจียจึงปั้นเื่โป้ปดไปว่าตนเรียนรู้จากคัมภีร์เก่าคร่ำครึเล่มหนึ่ง เฟิงอี้หรานทอดสายตามอง พู่กันนิรันดร์ สภาพผุพังในมืออาเจียพร้อมรอยยิ้มลึกล้ำ ก่อนจะมอบเงินให้และจากไป พร้อมทิ้งท้ายว่า "คงมีวาสนาได้พบกันอีกครา"
อาเจียกลับถึงกระท่อมในยามที่สรรพสิ่งตกอยู่ในความเงียบสงัด วายุหนาวเหน็บพัดลอดรอยแตกของฝาไม้ไผ่จนเปลวไฟในตะเกียงวูบไหว แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเจียนสิ้นสติ แต่ริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มยามบรรจงวางถุงเงินไว้ข้างหมอนของปู่หลิน ด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความกตัญญูและหยาดน้ำตาที่รื้นขอบตา
"ท่านปู่... สักวันหนึ่งข้าจักให้ท่านได้ลิ้มรสหมั่นโถวไส้เนื้อทุกมื้อ ข้าสัญญา"
สิ้นคำสัตย์สาบาน มู่เฉินจึงเอ่ยขึ้นว่า ในวันพรุ่งจะสอนการสร้าง ค่ายกล รวบรวมพลังพื้นฐานอย่างง่าย และกำชับหนักแน่นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า [นับจากนี้ไป เ้าคือศิษย์ผู้ก้าวเข้าสู่ วิถีแห่งอักขระ อย่างเต็มตัวแล้ว]
รุ่งอรุณวันใหม่ แสงตะวันแรกสาดส่องลอดร่องไม้ไผ่ทาบทาเป็เส้นสายสีทองบนใบหน้าชายชรา ใน่เวลาที่หมอกรุ่งสางเริ่มสลายตัวและสรรพสิ่งเริ่มขยับไหวรับแสงอรุณ อาเจียตื่นขึ้นตามคำชี้แนะของมู่เฉินเพื่อดูดซับพลังหยางบริสุทธิ์ยามเช้า
เขาเฝ้าปรนนิบัติท่านปู่ด้วยน้ำสมุนไพรพร้อมรอยยิ้มที่พยายามกลบเกลื่อนความกังวล มู่เฉินที่เฝ้าดูอยู่ในห้วงจิติญญาเอ่ยเย้าว่า [เ้าหนู เ้าเริ่มโป้ปดได้คล่องปากขึ้นแล้วนี่] ก่อนจะเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชาสำคัญ นั่นคือ "ข่ายกลรวบรวมพลังพื้นฐาน (基础聚灵阵 - จีชู่จวี๋หลิงเจิ้น)" เพื่อให้รู้จักการสะสมพลังแท้เจินชี มิใช่ปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมจากการฝืนจารึกยันต์เพียงถ่ายเดียว
เมื่อดูแลท่านปู่เรียบร้อย อาเจียจึงมุ่งหน้าไปยังลานหินหลังหมู่บ้าน ทว่าในสายตามู่เฉิน สถานที่แห่งนี้คือซากข่ายกลโบราณที่เสื่อมสภาพ มู่เฉินดุศิษย์ตัวแสบว่าที่มองเห็นเป็เพียงก้อนหินดาษดื่นเพราะยังขาดปัญญาญาณ และสั่งการให้ใช้ อักขระหลิง (零 - หลิง) เพื่อเบิกเนตร!
อาเจียรวบรวมสมาธิ ตวัดพู่กันวาดเป็รูป วงกลมแห่งความว่างเปล่า ขึ้นกลางอากาศอย่างแจ่มชัด ณ ใจกลางวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นในสภาวะวูบไหว เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มีสลับกันไปมา ผสานกลมกลืนจนก่อกำเนิดเป็รูปลักษณ์แห่ง "วงล้อสูญตา"... มันคือ อักขระหลิง (零) ที่หมุนวนอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้น พลันบังเกิดปาฏิหาริย์! เบื้องหน้าสายตาของอาเจีย โลกพลันเปิดเผยความลับที่ซ่อนเร้น ศิลาทั้ง 9 ก้อนเปล่งแสงสีฟ้าอ่อน เชื่อมโยงกันดุจดาราดวงดาว 9 แฉก ดูดซับ พลังิญญา (灵气 - หลิงชี่) จากฟ้าดินอย่างแ่เบาแต่งดงามดุจภาพฝัน มู่เฉินอธิบายว่า นี่คือข่ายกลรวบรวมพลังระดับพื้นฐานที่สุด
บทเรียนในวันนี้คือการจารึกอักขระ 5 ธาตุ มู่เฉินเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชา 'เบญจธาตุ' อันประกอบด้วย ฮั่ว (火 - อัคคี), สุ่ย (水 - วารี), มู่ (木 - พฤกษา), จิน (金 - ทอง) และ ถู่ (土 - ปฐี)
เมื่อเห็นอาเจียทำท่าทางสนใจแต่รูปแบบภายนอก มู่เฉินจึงใช้ด้ามพู่กันเคาะศีรษะศิษย์รักเบาๆ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาที่หนักแน่นดุจขุนเขา
[เ้าเด็กเขลา... เ้าริษยาผู้ที่เรียกลมเรียกฝนได้กระนั้นรึ? คนเ่าั้เป็เพียง 'ทาสรับใช้' แห่งอักขระ พวกเขาจำต้องจดจำรูปแบบนับหมื่นเพียงเพื่อหยิบยืมพลังฟ้าดิน... ทว่าสิ่งที่เ้ากำลังฝึกฝน คือ วิถีแห่ง 'นายเหนือหัว'!]
[จงจดจำไว้... ราชันหมื่นอักขระ มิใช่ผู้แบกคัมภีร์หมื่นเล่มไว้บนบ่า หากแต่เป็ผู้ที่ 'หยั่งรู้ถึงครรลอง' แห่งสรรพสิ่ง... หากเ้าเข้าถึงแก่นแท้แห่งความว่างเปล่า (หลิง) แม้แต่เวทมนตร์า หรือค่ายกลลวงตาที่ซับซ้อนเพียงใด เ้าจักสามารถ 'มองทะลุถึงรากเหง้า' และ 'บิดเบือนกฎเกณฑ์' ของมันได้เพียงชั่วลัดนิ้วมือ!]
ทว่าแม้จะได้รับคำสั่งสอนอันลึกล้ำ ด้วยความ "งก" ที่ฝังรากลึก อาเจียกลับพะวงเื่การสูญเสียพลังแท้ที่เพิ่งรวบรวมมาได้มากกว่า เขาจึงพยายาม "กั๊ก" พลัง จ่ายออกไปให้น้อยที่สุดในทุกรอยตวัดพู่กัน
ผลจากการคำนวณที่ผิดพลาดเพราะความขี้เหนียวทำให้การโคจรของลมปราณสะดุด มือของเขาพลันสั่นเทาจนเส้นหมึกสะบัดเบี้ยวเพียงชั่วอึดใจ รอยไหม้เล็กๆ พลันปรากฏขึ้นบนหลังมือพร้อมความร้อนระอุที่แผ่ซ่าน นี่คือผลสะท้อนกลับจากการจารึกที่ผิดเพี้ยนเพราะความตระหนี่ถี่ถ้วนจนเกินงาม!
ผ่านไป 3 ชั่วยาม ร่างกายอาเจียถึงขีดจำกัด พลังแท้ในกายหลงเหลือไม่ถึง 3 ส่วนใน 10 ส่วน มือขวามีรอยไหม้และความหิวโหยเข้าจู่โจมดั่งพายุร้าย มู่เฉินสั่งให้หยุดพักผ่อนใน่ที่ตะวันตรงศีรษะ แสงแดดกล้าแผดเผาโขดหินจนบังเกิดไอร้อนระอุ อาเจียกลับมาเตรียมสำรับอาหาร ทว่าในขณะนั้นเอง เฟิงอี้หราน ได้มาเยือนพร้อมควบอาชาโลหิตท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงสงสัยของชาวบ้าน
เฟิงอี้หรานเอ่ยชมเชยยันต์ที่ซื้อไปเมื่อวานว่าสำแดงเดชได้ดีเกินคาด เขาจึงนำ "ศิลาละอองหมอก" ที่มีมูลค่าสูงถึง 1,000 ตำลึงเงิน มามอบให้เป็ การจ่ายส่วนแรก เพื่อไหว้วานให้อาเจียช่วยซ่อมแซมยันต์อัคคีระดับสูงที่ขาดวิ่น
มู่เฉินวิเคราะห์ด้วยสายตาเฉียบคมทันทีว่า มันคือ "ยันต์ระดับกลาง (中级符箓 - จงจีฝูลู่)" ที่จุดดึงรั้งพลังแตกหักเสียหาย เฟิงอี้หรานจับจ้องอาเจียด้วยสายตาคมกริบพลางตั้งข้อสังเกตว่า วิถีการดึงพลังจากความว่างเปล่า ของอาเจียนั้น คือศาสตร์ที่สาบสูญไปนานแล้ว!
อาเจียจึงเอ่ยขอ กระดาษไม้ไผ่ร้อยปี (百年竹纸 - ไป๋เหนียนจูจื่อ) และน้ำหมึกลงยามเช้า ตามคำชี้แนะของอาจารย์ ซึ่งเฟิงอี้หรานรับปากจะจัดหามาให้ภายใน 3 ราตรี
ใน่เวลา 3 วันแห่งการรอคอย อาเจียเพียรฝึกฝนการเขียนอักขระในยามเช้า ปรนนิบัติท่านปู่ในยามสาย และสะสมพลังแท้ผ่านข่ายกลใน่ที่แสงสุดท้ายลาลับขอบฟ้าและความเงียบสงัดเริ่มโอบล้อมปฐี
ในยามเย็นของวันที่ 3 ขณะอาเจียจารึกอักขระอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้น... วงกลมหินโบราณพลันเริ่มหมุนวนอย่างเชื่องช้า แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นเป็ทวีคูณ มู่เฉินถึงกับอุทานด้วยความตื่นตะลึงเมื่อพบว่า ข่ายกลโบราณกำลังตอบสนองต่อ อักขระหลิง (零)!
พลังิญญามหาศาลไหลบ่าเข้าสู่พู่กันนิรันดร์ราวกับแม่น้ำหวนคืนสู่มหาสมุทร
แสงสีเงินที่แผ่ออกมาจากรอยร้าวบนด้ามพู่กัน มิใช่แสงแห่งธาตุใดในห้าธาตุ... หากแต่เป็แสงแห่ง "ปฐมกาล" ที่เย็นเยียบและลึกล้ำ มู่เฉินขนลุกชันเมื่อตระหนักได้วูบหนึ่งว่า สิ่งที่ดูดกลืนพลังฟ้าดินมิใช่อักขระที่อาเจียวาด... หากแต่เป็ "ตัวตน" ของพู่กันเองที่กำลังหิวกระหาย ราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งเพื่อซ่อมแซม "เปลือกนอก" ของมัน
รอยร้าวบนด้ามพู่กันเริ่มสมานตัวและแผ่แสงสีเงินจางๆ อันเป็สัญญาณแห่งการฟื้นตื่นของศาสตราเทวะที่หลับใหลมาเนิ่นนาน!