บทที่ 9 พบผ้าที่มีปัญหา (รีไรต์)
หูฟางถูกพาไปสอบสวนในเวลาทำงาน พ่อและพี่ชายของเธอก็ทำงานที่เดียวกัน แน่นอนว่าพวกเขารู้เื่นี้ทันที รวมกับเื่ที่อวิ๋นซานไปร้องไห้เสียงดังในตอนเที่ยง เพียงไม่นานข่าวลือในหน่วยงานก็กระจายไปทั่ว
แม้แต่ครอบครัวของพวกเขาก็ถูกคนอื่นนินทาลับหลังว่าเป็พวกค้ามนุษย์
ค้ามนุษย์อะไรกัน? ถ้าหากถูกตัดสินว่ามีความผิด ครอบครัวของพวกเขาจะอยู่อย่างไร?
ไม่เคยเสียใจเท่านี้มาก่อน น่าจะฆ่าลูกสาวคนนี้ั้แ่เด็ก ๆ แค่รู้จักกับผู้ชายเลว ๆ คนเดียวก็ทำให้ทั้งครอบครัวเดือดร้อน
แต่ตอนนี้ก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ เพราะกลัวว่าถ้าถูกตัดสินว่ามีความผิด ทุกคนในครอบครัวจะต้องตกงาน พวกเขาจึงรีบไปวิ่งเต้นกับคนรู้จัก แล้วก็ไปตามตัวอวิ๋นอ้ายจวินมาเพราะโจทก์เป็ญาติของเขา ถ้าหากเธอถอนฟ้อง หูฟางก็จะได้กลับบ้าน
เมื่ออวิ๋นอ้ายจวินได้ยินว่าอวิ๋นเจินและหูฟางถูกจับ ก็ใจนเหงื่อแตกพลั่ก ทำไมอวิ๋นซานถึงมีชีวิตรอดกลับมาได้นะ?
“ไม่ต้องห่วงครับคุณอา มันเป็ความเข้าใจผิด ผมจะคุยกับน้องสาวเอง หูฟางเป็คนของผม ผมจะไม่ยอมให้เธอเดือดร้อนแน่นอน”
…
หลังจากเปลี่ยนผ้าพันแผลแล้ว อวิ๋นโหย่วฝูก็กลับมานอนพักที่บ้าน จริง ๆ แล้วเขาก็แค่นอนอยู่บนโซฟาไม้ในห้องรับแขก สภาพร่างของตอนนี้ช่วยอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ช่วยดูแลช่านช่าน เอาของเล่นมาหลอกให้หลานสาวเล่น ฆ่าเวลาไปบ้าง
พานหงเสียก็วุ่นวายอยู่กับการซักผ้า ทำกับข้าว บางครั้งเธอก็เอนมองดูสามีกับหลานสาวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและอดพูดไม่ได้ว่า “เมื่อวันก่อนตอนที่ฉันลงไปเดินเล่นข้างล่าง เจอภรรยาของจางเฉวียน ลูกชายของพวกเขาอายุประมาณ 6-7 เดือน ยังนั่งไม่ได้เลย ตัวก็เล็กกว่าช่านช่านของเราอีก”
ช่านช่านเป็หลานสาวที่เธอเลี้ยงดูด้วยตัวเอง กินนมผงสำหรับเด็ก ตัวขาวอ้วน ไม่เคยป่วย ไม่เคยไปโรงพยาบาล พานหงเสียรู้สึกภูมิใจ
“แข็งแรงกว่าซานซานตอนเด็กอีกนะ” อวิ๋นโหย่วฝูก็นึกแบบเดียวกัน ลูกสาวเขาเกิดมาตัวเล็กเท่าลูกแมว ร้องไห้ก็เสียงเบา ไม่ค่อยกินข้าว แถมยังป่วยบ่อย ๆ ไม่รู้ว่าลำบากแค่ไหนกว่าจะเลี้ยงเธอจนโต แต่หลานสาวของเขาไม่ต้องห่วงเลย กินเก่ง กินอิ่มก็นอนหลับ ไม่งอแง เลี้ยงง่ายกว่าลูกสาวเยอะ
พูดไปพูดมา เขาก็พูดโดยไม่รู้ตัวว่า “ท่าจะเหมือนพ่อ”
พานหงเสียชะงักไปก่อนจะพยักหน้าแล้วพูดกับสามีว่า “คุณว่า เื่ของสุยอันอาจจะมีอะไรผิดปกติไหม? เขาไม่เขียนจดหมายกลับมานานมากแล้วนะ”
ปกติเธอไม่กล้าพูดเื่นี้ต่อหน้าลูกสาว กลัวว่าลูกสาวจะเป็ห่วง ตอนนี้ลูกสาวไม่อยู่บ้านจึงได้ถือโอกาสพูดออกมา
อวิ๋นโหย่วฝูเงียบไปสักพักแล้วพูดว่า “เดี๋ยวเย็น ๆ ผมจะโทรไปที่หน่วยงานของเขา แล้วลองถามดู”
พานหงเสียถอนหายใจด้วยความรู้สึกกังวล “เหล่าอวิ๋น คุณว่า สุยอันเขาจะ...”
“คุณหมายถึง กลัวเขาแอบไปเลี้ยงผู้หญิงไว้ข้างนอกงั้นเหรอ?”
พานหงเสียรีบพูดว่า “ไม่ใช่ ฉันหมายถึงตอนนี้เขาอายุมากขึ้น หน้าที่การงานก็มั่นคงแล้ว เขาจะเสียใจที่แต่งเข้าบ้านเราหรือเปล่า?”
ตอนเช้าตอนที่เธอออกไปซื้อของ เธอเดินผ่านลานบ้านและได้ยินคนอื่นพูดกันว่า หลินสุยอันทิ้งลูกทิ้งเมียไปแล้ว ไม่งั้นคงไม่หายไปนานขนาดนี้
ตอนนั้นเธอโกรธมาก แต่พอคนพวกนั้นเห็นเธอก็รีบเดินหนีไป เธอจึงไม่ได้ตามไปด่า
ลูกเขยคนนี้พวกเขาเห็นมาั้แ่เด็ก ๆ นิสัยใจคอดีมาก ไม่งั้นพวกเขาคงไม่ยอมยกอวิ๋นซานให้แต่งงานด้วย แต่พอกลับมาถึงบ้าน เธอก็อดคิดมากไม่ได้
คนเรามันเปลี่ยนกันได้ ตอนเด็ก ๆ อาจจะดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะดีตลอดไป ตอนนี้เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว ก็อาจจะคิดได้ว่าการเป็เขยแต่งเข้าบ้านมันไม่ดี รู้สึกเสียศักดิ์ศรี…
“อย่าคิดมาก งานของเขาเป็งานพิเศษ ติดต่อไม่ได้ก็เป็เื่ปกติ คุณอย่าไปพูดเื่นี้ต่อหน้าซานซานนะ ตอนนี้ลูกก็ไม่ค่อยพอใจสุยอันอยู่แล้ว ถ้าคุณพูดแบบนั้นอีก พวกเขาก็จะยิ่งมีปัญหากัน”
พานหงเสียเข้าใจ “แน่นอน ฉันไม่พูดหรอก นี่ฉันก็รอจนลูกไปทำงานแล้วค่อยมาคุยกับคุณ”
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากข้างล่าง พานหงเสียชะโงกหน้าออกไปดู เห็นคนกลุ่มหนึ่งในนั้นมีคนที่เธอรู้จักด้วย
“เหล่าอวิ๋น…”
ยังไม่ทันพูดจบ คนกลุ่มนั้นก็เดินขึ้นมาบนชั้น มุ่งหน้ามาทางนี้ไม่ผิดแน่ คนที่เดินนำหน้าคือคุณย่าอวิ๋น
…
อวิ๋นซานแก้ปัญหาซิปของชุดทำงาน ตอนบ่ายก็ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้ไปโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อตรวจรับชุดทำงานชุดที่เหลือ
ตราบใดที่ยังทำงานอยู่ ก็ต้องทุ่มเทกับงาน
พอเธอกลับมาจากสถานีขนส่ง ก็ไปที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าทันที
ที่โรงงานแห่งนี้ อวิ๋นซานและเพื่อนร่วมงานได้รับการต้อนรับอย่างดี
ทางโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ารู้สึกผิดและกระวนกระวายใจ
อวิ๋นซานและเพื่อนร่วมงานไม่อยากเสียเวลา จึงให้คนของทางโรงงานนำเสื้อผ้าล็อตนั้นออกมาตรวจสอบ
เมื่ออวิ๋นซานมองดูแล้วก็พบว่าซิปยังคงมีปัญหาอยู่
เพื่อนร่วมงานถามคนที่โรงงานเย็บผ้าว่า “ทำไมยังมีปัญหาอยู่?”
หัวหน้าโรงงานถูมือ “ตอนที่พวกคุณแจ้งปัญหา เราส่งของไปหมดแล้ว ขอโทษด้วยจริง ๆ แต่ไม่ต้องห่วง เื่ซิปนี่ ทางโรงงานจะหักเงินค่าสินค้าบางส่วน”
ก็คงต้องเป็แบบนั้น เพราะตอนนี้ทางโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าไม่มีคนงานมากพอที่จะมาแก้งาน
เมื่อนับจำนวนเสร็จ สหายคนหนึ่งก็รินน้ำมาให้ เธอบอกขอบคุณและกำลังยกดื่มก็เห็นหัวหน้าฝ่ายผลิตกำลังะโด่า เขากำลังดุคนดูแลคลังสินค้าว่าไม่ได้จัดเก็บผ้า ทำให้ผ้าเสียหายหมด ส่งไปให้โรงงานเครื่องจักรเพื่อใช้เช็ดเครื่องจักรก็ไม่ได้อีกเพราะนี่เป็ผ้าโพลีเอสเตอร์ชนิดไม่ซับน้ำ
อวิ๋นซานมองตามสายตาของหัวหน้าฝ่ายผลิตไป เห็นผ้าสีขาวกองอยู่ที่มุมห้อง บนผ้ามีรอยเปื้อนสีเหลืองเป็บางจุด
เธออดถามไม่ได้ว่า “ซักไม่ออกเหรอคะ?”
“น้ำฝนที่ไหลลงมาจากชายคาบ้าน มันซึมเข้าไป จะซักออกง่าย ๆ ได้ยังไง” หัวหน้าฝ่ายผลิตขมวดคิ้ว แค่คิดถึงผ้าโพลีเอสเตอร์ล็อตนี้ เขาก็รู้สึกเจ็บใจ
อวิ๋นซานสงสัยอีกครั้ง “คราบเยอะไหมคะ? ตัดส่วนที่ไม่มีคราบไม่ได้เหรอ?”
หัวหน้าฝ่ายผลิตหยิบผ้าผืนหนึ่งมาให้เธอดู รอยเปื้อนมันชัดเจนมาก ส่วนที่โดนน้ำ จะเป็รอยสีเหลือง ผ้าผืนหนึ่งมีรอยเปื้อนเกือบครึ่งผืน บางผืนก็ไม่ได้เปื้อนเป็แผ่น แต่เป็จุด ๆ บางผืนก็เปื้อนเกือบทั้งผืน
อวิ๋นซานครุ่นคิด แล้วพูดกับหัวหน้าฝ่ายผลิตว่าลองใช้เปลือกส้มกับน้ำซาวข้าวอาจจะพอช่วยได้
เอาสองอย่างนี้ไปใส่หม้อ เติมน้ำแล้วต้มให้เดือด รอให้เย็นก็เอาผ้าที่เป็คราบไปแช่ แล้วขยี้หลาย ๆ ครั้งก็น่าจะล้างคราบออกได้
ชีวิตที่แล้วของเธอดันได้ไปอยู่ที่กั่งเฉิง ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีวุฒิ เธอจึงต้องทำงานหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการเป็พนักงานขายเสื้อผ้า ทำให้เธอได้เรียนรู้วิธีการทำความสะอาดเสื้อผ้าที่เปื้อน
หัวหน้าฝ่ายผลิตได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า “ผ้าโดนน้ำ ทั้งต้มทั้งขยี้ ถึงแม้ว่าจะขจัดรอยเปื้อนออกไปได้ แต่ผ้าก็เก่าแล้ว พอทำเสื้อผ้าออกมาก็ขายไม่ออก ช่างมันเถอะ มันเสียหายไม่เยอะเท่าไหร่ คิดซะว่าเป็ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติ”
อวิ๋นซานจึงพูดว่า “แล้วทางโรงงานจะจัดการกับผ้าล็อตนี้ยังไงคะ? ถ้าหากยังคิดไม่ออก ฉันขอซื้อต่อได้ไหมคะ?”
“ขายให้สหายอวิ๋นงั้นเหรอ? สหายอวิ๋นคิดจะเอาไปซักแล้วทำเสื้อผ้าขายเหรอ?”
อวิ๋นซานพยักหน้า “ถ้าซักออก ก็จะทำเสื้อผ้าขาย ถ้าซักไม่ออกก็ทำเป็ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ แต่ต้องดูว่าทางโรงงานจะขายราคาเท่าไหร่”