ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 127 สำเร็จโอสถวิเศษ (2)

            ยารอง!

            สวีหยางอี้ก้มหน้ามองโอสถวิเศษในมืออย่างตกตะลึง

            ลวดลายสามเส้น... เป็นเครื่องหมายแสดงถึงยารอง!

            เขาเข้าใจดีว่า ลำพังแค่ยาช่วยก็เป็นเรื่องท้าทายโชคชะตาสำหรับเขาแล้วเพราะถ้าไม่เป็นเพราะอณูปราณจากค่ายกลหลอมปราณระดับสูงเข้มข้นแบบนี้ เกรงว่าหลอมยาประสานก็คงเป็นปัญหาแต่ว่าตัวเขาเองไม่คาดคิดว่าจะได้โอสถวิเศษประเภทยารอง!

            “ไม่สิ... ไม่น่าใช่ฝีมือฉัน...” สมองของเขาผ่องแผ่วขึ้นทันที“อณูปราณที่เข้มข้นส่งผลให้ได้โอสถวิเศษคุณภาพสูง และวิชามัจฉาดูดกลืนโอสถเมื่อครู่ได้ดูดอณูปราณทั่วทั้งห้องไว้ในจุดเดียวรวมถึง...”

            สายตาของเขามองไปที่ผลึกพลังปีศาจที่อยู่ในตรงใจกลางค่ายกลหลอมปราณมุมปากรั้นขึ้น “แกด้วย!”

            “ผลึกพลังปีศาจพันปีไม่มีสภาพแวดล้อมไหนดีไปกว่าสภาพแวดล้อมที่มีผลึกพลังปีศาจแล้วดังนั้นจึงได้ผลผลิตเป็นโอสถวิเศษประเภทยารองออกมาแบบนี้” เขาคลี่ยิ้มลูบคลึงเม็ดยาในมืออย่างชื่นชมมวลความรู้สึกปลาบปลื้มเอ่อทะลักขึ้นกลางใจ

            สำเร็จแล้ว...

            ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว!

            เป็นเวลาสองปีแปดเดือนเต็ม ภายใต้การชี้นำของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ปราศจากปรมาจารย์ชื่อดังคอยชี้แนะ ด้วยสองมือของตัวเองข้ามผ่านการฝึกฝนแต่ละขั้นตอนอย่างบากบั่น วิเคราะห์เนื้อความในคัมภีร์คิดค้นเคล็ดลับวิธีการขึ้นมาเองบ้าง ดัดแปลงจากวิธีที่บันทึกอยู่ในคัมภีร์บ้าง...วันนี้ วิชาหลอมโอสถโบราณที่เดินทางข้ามกาลเวลามาสู่มือของเขาถูกสวีหยางอี้คนนี้จดจำไว้ได้หมดแล้ววันนี้ ทุกอย่างที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ มันช่างคุมค่าจริงๆ !

            “ยารองสามลายเส้น...” เขาหลับตาสัมผัสความอุ่นผ่าวที่แผ่ซ่านอยู่บนมือเปลือกตาสั่นกระตุกรำไร

            เขาไม่อาจสะกดความตื่นเต้นดีใจนี้ลงได้

            และในตอนนี้เองเสียงพูดดังกังวานของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ก็ดังขึ้นในห้วงจิตของเขาอีกครั้ง

            “กำเนิดภูตวิญญาณโอสถ มิทราบอายุขัย”

            เขายังไม่ทันได้ถอดความประโยคนี้ วินาทีต่อมาเตาหลอมยาก็สั่นคลอนขึ้นเล็กน้อย

            ท่ามกลางเตาหลอม วัตถุดิบสมุนไพรที่หลอมผิดพลาดใช้การไม่ได้ทั้งหมดก่อนหน้านี้คล้ายถูกพลังบางอย่างกระตุ้นจากเถ้าถ่านที่ไหม้เกรียมย้อนคืนกลับมาเป็นมีสภาพสดใหม่ดั่งเดิม!ดวงตาสวีหยางอี้ลุกวาวในบัดดล ทั้งผลจูตัน  ทั้งไม้เทียนฉาว...ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากเถ้าถ่านลอยวนขึ้นกลางกลางอากาศ!

            สวีหยางอี้มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ละสายตาเพราะคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ไม่ได้เขียนอธิบายถึงเหตุการณ์แบบนี้

            พวกมันลอยอยู่ในอากาศได้สักพักจากนั้นวัตถุดิบทั้งหมดก็สลายกลายเป็นผีเสื้ออณูปราณสีขาวนวลตัวเล็กๆเริงระบำเย้าหยอกกันอยู่ในอากาศ จากนั้นก็บินมาเกาะตัวรวมกันกลายเป็นผีเสื้ออณูปราณเข้มข้นตัวเท่าฝ่ามือ!

            เพิ่งแปรสภาพได้ไม่นาน ก็กระพือปีกบินฉวัดเฉวียนราวกับหาทางหนีออกจากห้องมุมปากของสวีหยางอี้กระดกขึ้นทันที “คิดจะหนีงั้นเหรอ?”

            เขาขยับเท้าพุ่งเข้าหาผีเสื้อตัวนั้น แต่เพิ่งพุ่งออกมาได้ราวสามเมตรก็หยุดฝีเท้าลงทันที

            เขาเอื้อมมือออกมาด้านหน้าอย่างระวัง ลูบไล้เบาๆ 

            มีบางอย่าง...

            กำแพงผลึกใสโปร่งแสงมองไม่เห็นปรากฏขึ้นมาด้านหน้าเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ส่วนอีกด้านหนึ่งของกำแพงคือผีเสื้อที่กำลังบินร่อนหาทางออกไปทั่ว

            “นี่คือพลังของมันงั้นเหรอ?” ดวงตาเขาลุกวาวแม้ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่สิ่งที่โผล่ออกมาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์จะต้องเป็นบางสิ่งที่วิเศษเป็นแน่เขาจึงไม่มีความคิดจะปล่อยมันไปแม้แต่น้อย

            “พอดีเลย ทดสอบแกหน่อยแล้วกัน” เขาหักข้อนิ้วตัวเองดังกรอบเกร็งหน้าท้องสูดลมหายใจ บิดตัวพลางยื่นมือข้างหนึ่งออกไปข้างหน้ามืออีกข้างกำหมัดตั้งไว้ที่ข้างเอวท่าทางของเขาแลดูไม่เหมือนกระบวนท่าของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่กลับดูเหมือนวรยุทธ์ทั่วไปของคนธรรมดามากกว่า

            แต่ว่า... มือของเขาที่ตั้งอยู่บริเวณเอวดูเหมือนกำอะไรบางอย่างเอาไว้อักขระสีแดงฉานลึกลับลามขึ้นใต้ผิวหนังของเขาสีแดงเสียดตาส่องเล็ดรอดออกมาจากกำปั้นเป็นแฉกแสง

            นาทีนี้ หากมีผู้ฝึกตนที่เคยประมือกับสวีหยางอี้ยืนอยู่ตรงนี้พวกเขาจะต้องตั้งการ์ดป้องกันตัวขึ้นทันที เพราะว่าพลังจากหมัดของสวีหยางอี้ในตอนนี้ไม่น้อยหน้าไปกว่ากระบวนท่าบงกชเพลิงทศทิศเลย!

            มังกรเขียว[1]สิงสถิต!

            ครั้นบรรลุการหลอมโอสถสามขั้นตอน ก็ย่อมได้รับพลังวิเศษไปโดยปริยายแต่ด้วยเวลาที่เขามีอยู่ ทำให้ทำความเข้าใจได้แค่กระบวนท่ายุทธ์เวทที่ได้จากขั้นตอนการปรุงยาโอสถ

            ส่วนกระบวนท่ายุทธิ์เวทที่ได้จากขั้นตอนการควบแน่นขึ้นรูปโอสถและการสำเร็จโอสถเขายังไม่มีเวลาทำความเข้าใจมัน

            แต่กระบวนท่านี้ เขาเรียนรู้มันได้อย่างรวดเร็ว เพราะ...มันเป็นยุทธเวทในรูปแบบการต่อสู้ทางร่างกายที่พบได้น้อยมากจากรูปแบบพลังเวททั้งหมด!เป็นการประสานพลังเวทเข้ากับรูปแบบการต่อสู้ทางร่างกาย!

            ถ้าจะพูดให้ถูกในบรรดาผู้ฝึกตนชาวมนุษย์ไม่มีใครใช้รูปแบบการต่อสู้ทางร่างกาย!เพราะร่างกายของมนุษย์ไม่เหมาะนำมาใช้ต่อสู้กับพลังเวท ในทางกลับกันผู้ฝึกตนชาวปีศาจมักใช้กระบวนท่าต่อสู้ทางร่างกายเป็นเรื่องปกติดังนั้นด้วยความแตกต่างทางกายภาพทำให้ร่างกายของมนุษย์ไม่เหมาะสมแก่การฝึกยุทธเวทที่ใช้ร่างกายต่อสู้ไปโดยปริยาย

            ทั้งนี้ก็ย่อมมีกรณียกเว้น

            ผู้ก่อตั้งอวี้หลินเว่ยอย่างหยุนเฮ้อเจินเหรินเคยต่อสู้แบบใช้ร่างกายเข้าปะทะกับร่างปีศาจโบราณห้าร้อยปีอย่างเฮยซานเจินเหรินหลายพันศิลปะการต่อสู้ทางร่างกายถูกงัดออกมาใช้สู้กับร่างปีศาจได้อย่างสูสีจนภูเขาถล่ม แม่น้ำสาดกระจายเป็นวงกว้าง ไม่ใช่เพราะพลังเวทอันท่วมท้นแต่เป็นผลจากการฝึกฝนขัดเกลาร่างกาย! วิชาต่อสู้ทางร่างกายนั้นเอง!

            แม้ไม่ค่อยมีผู้ฝึกตนชาวมนุษย์ที่ฝึกวิชาต่อสู้ทางร่างกายแต่ถ้ามีหลุดโผล่มาสักคน คนๆนั้นจะต้องได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาต่อสู้ทางร่างกายโบราณมาอย่างเข้มงวดแน่นอน!แม้เป็นสุดยอดวิชา แต่ก็ไม่ใช่ที่ขั้นเลี่ยนชี่จะทะลึ่งไปฝึกกันง่ายๆเพราะกระบวนการฝึกอันแสนหฤโหดของมันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนทั่วไปรับไหว

            ดังนั้นวิชายุทธเวทต่อสู้ทางร่างกายจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อยเสียอีก!

            เขาได้รับกระบวนท่ามังกรเขียวสิงสถิตนี้มาอย่างบังเอิญ และเหนือความคาดหมาย...หมัดปะทะเนื้อ การต่อสู้ประชิดตัวคือรูปแบบการต่อสู้ที่เขาชอบอยู่แล้วนับว่าเป็นทุนเดิมที่เขามีติดตัว

            “มังกรเขียว...” เขามองกำแพงโปร่งแสงด้วยแววตาคุวาวพละกำลังในร่างกายเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนผีเสื้ออีกฝั่งหนึ่งจะรู้ตัวมันจึงพยายามบินหนีอย่างบ้าคลั่ง

            “สิงสถิต!”

            “ตู้ม!” หลังจากตะโกนคำปลดปล่อยอณูปราณทั่วทั้งห้องก็แปรปรวนอย่างบ้าคลั่ง!ลำแสงแหลมคมเรียวเล็กสีแดงก็พุ่งเข้าโจมตีด้านหน้าด้วยความเร็วที่มองตามไม่ทัน!

            เหลือเพียงร่องรอยเป็นเงาแสงลวงตาติดอากาศ!

            เพียงเสี้ยวพริบตา... มวลอากาศถูกฝ่าแหวก!ราวกับกรงเล็บมังกรไร้รูปร่างฟาดฟัน!

            “เคร้ง!” เสียงแตกดังขึ้น กำแพงโปร่งแสงพังทลาย!มันไม่อาจขวางทางเขาได้อีกต่อไป! ทว่าอยู่ๆ ด้านหน้าบังเกิดมวลพลังกดดันวิญญาณที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าของเขาขึ้นมาฉับพลัน!

            นี่มันอะไรกัน?

            ดวงตาของสวีหยางอี้พลันลุ่มลึกลงทันที

            ผีเสื้อที่เกิดจากการควบแน่นของอณูปราณ... มีตบะอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลาง!

            ทันใดนั้น ผีเสื้ออณูปราณกระพือปีกสร้างแรงลมอันรุนแรงจนเขาต้องหรี่ตาลงตามมาติดๆ เคียววายุจำนวนมากระดมพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมแรงกระพือปีกดั่งห่าฝน!

            “เชี่ย!” สวีหยางอี้ไม่เวลาเวลาคิดเรื่องอื่นพลันยกมือไขว้กันกลางหน้าอกทันที เปล่งเสียงตะโกน “โล่กระดองแห่งบาป!”

            เมื่อระดับตบะเพิ่มขึ้น โล่กระดองแห่งบาปก็ยกระดับขึ้นแสงสีทองควบตัวรวมกันเป็นโล่แสงด้านหน้าเขาทันที โล่เพิ่งปรากฏได้ไม่นาน เคียววายุจำนวนมากก็ระดมพุ่งเข้าใส่บังเกิดเสียงกระทบไม่ขาดสาย

            “เคร้งคร้าง!” เสียงเคียวกระทบโล่ดังไม่ขาดช่วง ผนังหินปรากฏรอยถูกเฉือนฟันทั่วห้อง!เป็นรอยลึกหนึ่งช่วงแขนเต็มไปหมด! ราวกับเทพแห่งศาสตราปลดปล่อยดาบกระบี่ออกมาเริงระบำ!

            แม้แต่อากาศยังถูกฟัน!

            สวีหยางอี้ลดการ์ดป้องกันลง ไม่คิดว่า... ผีเสื้อตัวเล็กน่ารักจะมีพลังร้ายกาจขนาดนี้!

            “สังเวยชีพ!” เขาใช้ใช้วรยุทธ์ร้อยกระบวนท่าทันทีโล่แสงสีทองที่เริ่มหรี่ลงภายใต้การโจมตีอย่างต่อเนื่องของเคียววายุกลับมาสุกสว่างอีกครั้งด้วยการเสริมพลังจากกระบวนท่าพลีชีพเข้าไป!

            แต่ก็ประคองต่อได้อีกสามวินาที

            ในที่สุดการโจมตีดั่งห่าฝนกระหน่ำก็แผ่วลงขณะที่ผีเสื้อตัวนั้นปลดปล่อยเคียววายุออกมา ก็หลบลำแสงสีแดงไปด้วยไม่รู้โผล่มาจากไหน แต่... มันหลบไม่พ้น

            ลำแสงสีแดงเร็วกว่า!

            สวีหยางอี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผากมองผีเสื้อตัวนั้นด้วยสายตาเยือกเย็น ลำแสงสีแดงเมื่อครู่ยิงโดนมันเต็มๆ

            ตอนนี้ มันไม่ขยับแล้ว

            แค่นี้เองเหรอ?

            สวีหยางอี้รู้สึกไม่พอใจ นี่เป็นพลังเวทโฉมใหม่เชียวนะไม่ว่าจะเป็นพลังทำลายหรือรูปลักษณ์ที่ดูอลังการของมันล้วนดูทรงพลังและสง่างามแต่ทำไมอีกฝ่ายกลับดูเหมือนไม่เป็นอะไร ก็แค่หยุดการโจมตีลงเฉยๆ

            “ครั้งหน้าค่อยหาคนมาทดสอบแล้วกัน...”เขากำหมัดคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “เมาปาเอ้อหรือว่าหลี่จงหยวนดี?”

            “ตู้ม!!!!” นาทีที่เขาก้มหน้าครุ่นคิดบังเกิดวงคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าระเบิดออกมาจากรอบๆ ตัวผีเสื้อ!นั่นมันคลื่นพลังที่เกิดจากการสั่นเขย่าอนุภาคของอากาศจนเกิดเป็นคลื่นระเบิด!

            “แครกๆๆ !!” หลังจากผีเสื้อตัวนั้นปลดปล่อยคลื่นระเบิดออกมา กำแพงหินซับเสียงสีดำสนิทด้านหน้าเขาที่เต็มไปด้วยรอยฟันก็แตกแขนงเป็นตาข่ายแมงมุม!ถ้าแรงระเบิดรุนแรงกว่านี้ เกรงว่าคงทำลายห้องฝึกตนนี้ได้เลย!

            “แกรก... แครก... แครก....” รอยแตกแขนงบนพนังส่งเสียงทว่าดวงตาสวีหยางอี้กลับสะท้อนแววตาตื่นเต้นออกมา เหมือนเขาจะเข้าใจความลับของมังกรเขียวสิงสถิตขึ้นมาแล้ว

            เป็นพลังเวทระยะประชิด

            อีกฝ่ายไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีกายหยาบมันจึงดูเหมือนไม่เป็นอะไรหลังจากถูกโจมตี แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นคน...เกรงว่าสภาพคงยับเยิน!

            อีกทั้งเป็นพลังที่มีความเร็วอันน่ากลัว...

            ยังวิเคราะห์ไม่เสร็จ ผีเสื้อตัวนั้นก็ส่องแสงสว่างเสียดตาออกมาจากนั้นก็กลายเป็นอณูแสงสีแดงเล็กละเอียดจำนวนมหาศาลลอยเกาะกลุ่มพุ่งเข้าหาสวีหยางอี้ และแทรกซึมลงไปในผิวหนัง

            “วูบ...”ความทรงจำช่วงหนึ่งปราก​ฏขึ้นมาในห้วงสมองเขาอย่างไม่มีสัญญาณบอกกล่าว ดวงตาแวววาวของสวีหยางอี้ปิดลงพร้อมนั่งขัดสมาธิลงทันที

            ผ่านไปสิบนาที เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งสีหน้าแววตาสะท้อนอารมณ์อันซับซ้อนออกมา

            “ภูตวิญญาณโอสถ...” เขาลูบคางครุ่นคิด จากความทรงจำเมื่อครู่เขาเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าผีเสื้อตัวนี้คืออะไร

            ภูตวิญญาณโอสถ...ในการหลอมยาโอสถแต่ละครั้งอาจให้กำเนิดวิญญาณของสิ่งมีชีวิตขึ้นมาแม้แต่ในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ก็อธิบายไว้ไม่ชัดเจน เขียนอธิบายไว้อย่างลวกๆ“มีมาแต่โบราณ”

            มันมีพลังพิเศษบางอย่างแฝงอยู่บางตัวช่วยให้ผู้ฝึกตนพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด บางตัวช่วยเพิ่มประสาทสัมผัสรับรู้ให้เฉียบคมมากขึ้นยิ่งไปกว่านั้นบางตำนานเล่าขานว่าบางตัวมีพลังพิเศษช่วยชะล้างร่างกายปรับเปลี่ยนไขกระดูกถอดร่างเกิดใหม่เพื่อเปลี่ยนร่างกายคนๆนั้นให้เป็นร่างอ่อนของภูตวิญญาณโอสถขั้นสูง!

            “ความทรงจำเมื่อครู่ น่าจะเป็นความทรงจำของภูตวิญญาณโอสถตัวเมื่อครู่”เขานึกคิด “เคยได้ยินมาว่า มีปรมาจารย์โอสถยุคโบราณท่านหนึ่งทำการหลอมยาเอกเม็ดหนึ่งจากนั้นปรากฏภูตวิญญาณโอสถขึ้นมาช่วยให้เขาบรรลุตบะระดับสูงได้...มันเป็นพลังระดับไหนกันนะ...”

            สวีหยางอี้​ยังคงระวังตัวอยู่ เพราะขณะที่ภูตวิญญาณโอสถนำมาซึ่งพลังพิเศษหายากก็นำพาความท้าทายและอันตรายมาในเวลาเดียวกัน

            ภูตวิญญาณโอสถทุกตัวมีสติปัญญา

            ด้วยสัญชาตญาณของมัน มักปฏิเสธการถูกจับคุม นอกเสียจากจะเอาชนะมันได้...สำหรับตำรายาระดับสูง เมื่อภูตวิญญาณโอสถปรากฎ เป็นไปได้ว่าอาจจะกลายร่างเป็นมังกรหรือพญาหงส์!

            ภูตวิญญาณโอสถในระดับนี้ อย่าว่าแต่จับกุมมันเลย ปรมาจารย์หลอมยาไม่ถูกมันฆ่าตายเสียก่อนก็เป็นบุญกะลาหัวแล้ว!

            ในความทรงจำของภูตวิญญาณโอสถตัวนี้ยังไม่เคยมีใครจับกุมภูตวิญญาณโอสถมังกรหรือพญาหงส์ได้!

            “แต่นี่... ยังไม่ใช่ภูตวิญญาณโอสถขั้นสูง...” สวีหยางอี้หรี่ตาลงความทรงจำนี้ยังแสดงเหตุการณ์หนึ่งให้เห็น...

            ในวันที่มหาศาสดาโอสถอย่างจางเต้าหลิงสำเร็จมหาโอสถมังกรพยัคฆ์ได้ปรากฏ...ภูตวิญญาณร่างมนุษย์!

            ภูตวิญญาณร่างมนุษย์ตัวนั้นไม่เพียงมีตบะในระดับเดียวกับจางเต้าหลิงยิ่งไปกว่านั้น... ยังมีสติปัญญาณเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า!


    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] มังกรเขียว หรือชางหลงเป็นสัตว์เทพประจำทิศตะวันออกตามตำนานจีน เป็นตัวแทนของธาตุไม้และฤดูใบไม้ผลิ

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน