ผ่านการฝึกงานมาหลายเดือนน่านน้ำตัดสินใจได้แล้วว่าตนเองอยากเรียนอะไร หลังจากศึกษาสถานที่เรียนเป็ที่เรียบร้อย น่านน้ำรอวันเปิดรับสมัครอย่างใจจดใจจ่อ กาปฎิทินทุกวันจนถึงวันที่ตนเองรอคอย คนที่ช่วยพาน่านน้ำไปสมัครเรียนและให้คำแนะนำต่าง ๆ ก็คือเคน
ตอนแรกเฮียคินทร์อยากจะพามาเองแต่ติดตรงที่งานล้นมือไม่สามารถทิ้งมาได้เนื่องจากเกรงใจพ่อและพนักงานคนอื่น ๆ ยิ่ง่นี้เป็ที่จับตามองเป็พิเศษเพราะอีกไม่น่านรังสรรค์จะลงจากตำแหน่งประธานและให้ลูกชายขึ้นมาบริหารแทน ส่วนตัวเองก็ขอใช้บั้นปลายชีวิตกับภรรยาที่บ้าน อาจจะช่วยดูแลกิจการสาขาย่อยอื่น ๆ ไปด้วย
ใช้เวลาประมาณครึ่งวันกับการดำเนินเื่สมัครเรียน หลังจากนี้ต้องรอผลประการทางอีเมลว่าจะผ่านรอบแรกไปจนถึงรอบสอบสัมภาษณ์หรือเปล่า
“แวะหาอะไรกินก่อนกลับแล้วกัน”
ตามนิสัยของคนพูดน้อยอย่างเคนไม่คิดที่จะถามว่า้าหรือเปล่า จะออกไปทางทำตามที่ตัวเอง้าเสียมากกว่า แม้จะไม่ได้เป็การบังคับอีกฝ่าย ทว่าทำให้คนฟังต้องทำตามแต่โดยง่าย
น่านน้ำไม่ค่อยแปลกใจเท่าไรที่เคนไม่อยากรับ่ต่อจากพ่อเหมือนพี่ชายคนโต เพราะจากนิสัยของเ้าตัวแล้วค่อนข้างจะเดายาก ดูเผิน ๆ เหมือนจะเข้าถึงง่ายแต่ความจริงเคนไม่ชอบให้ใครเข้าหาก่อนสักเท่าไร ทั้งยังเป็คนพูดน้อยไม่ค่อยยิ้มแย้มสักเท่าไร ทว่าเวลามีเื่ไม่พอใจชายหนุ่มคนนี้เหมือนเพลิงไฟที่เอาน้ำมาราดก็ไม่ยอมดับลงง่าย ๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงความดุเอาไว้ กลับทำให้สาว ๆ หนุ่ม ๆ ไม่เกรงกลัวที่จะต่อแถวยื่นขนมจีบให้ไม่เว้นวัน แต่มีเหรอที่เคนจะเล่นด้วย แม้จะได้ชื่อว่าเสือผู้หญิงประจำคณะวิศวะก็เถอะ
เคนในสายตาคนอื่นอาจจะดูหยิ่งหรือดุดันมากแค่ไหนเขาไม่อาจรู้ แต่สำหรับน่านน้ำเคนเป็พี่ชายที่ใจดีกับเขามาก ๆ คนหนึ่ง แม้เ้าตัวจะไม่ค่อยพูดเพราะส่วนใหญ่จะแสดงออกผ่านการกระทำเสียมากกว่า อย่างเช่นตอนเรียนอยู่มัธยมเคนก็จะคอยดูแลยู่ห่าง ๆ คอยสังเกตอยู่ตลอด เหมือนวันนี้ที่ยอมไม่เข้าเรียนเพื่อพาเขามาสมัครเรียน โดยที่ไม่มีข้อแม้หรือบ่นออกมาสักคำ
“กินอะไร?” เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งเงียบอยู่นานสองนาน
“เอาเป็ผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวก็ได้ครับ”
“แค่นั้นครับ” เคนหันไปบอกพนักงานเสิร์ฟ ก่อนจะหยิบมือถือออกมาตอบแชทเพื่อนที่ส่งข้อความมาั้แ่เช้าแต่ยังไม่ได้ตอบ
เมื่อรอบตัวตกอยู่ในความเงียบน่านน้ำก็เริ่มทำตัวไม่ถูก ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ รอข้าวมาเสิร์ฟ พลันสายตาหันไปเห็นว่านอกร้านมีนักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งทำเอกสารตกปลิวว่อนไปเต็มพื้นถนน ครั้นเห็นว่ารอบ ๆ ไม่มีใครอยู่คนมีน้ำใจอย่างน้ำน่านก็ไม่อาจนั่งดูอยู่เฉย ๆ ได้ ลุกขึ้นไปช่วยเก็บแผ่นกระดาษคืนให้เ้าของ
“นี่ครับ”
“ขอบคุณนะครับ ผมซุ่มซ่ามไม่ทันระวังทำหล่นหมดเลย” คนพูดหัวเราะแห้ง ๆ
“ลองดูก่อนนะครับว่าครบหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักสูงกว่าเขานิดหน่อยมุ่ยหน้าเซ็ง ๆ กับความซุ่มซ่ามของตัวเอง ก้มลงนับเอกสารในมือว่าครบหรือเปล่า
“ครบครับ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะครับที่ช่วยเก็บ ไม่อย่างนั้นคงปลิวหายไปไหนต่อไหน”
“ไม่เป็ไรครับ”
“งั้นผมต้องขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ”
“ครับ”
น่านน้ำมองอีกฝ่ายเร่งฝีเท้าเดินออกไปไกล ก่อนจะกลับเข้ามาในร้าน สบสายตาเข้ากับดวงตาคมที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้วั้แ่แรก พร้อมคำถามที่ตามมาทันทีหลังจากเขานั่งลง
“รู้จักเหรอ”
“ไม่รู้จักครับ”
“รู้ใช่ไหมว่าสังคมในรั้วมหาลัยต่างจากมัธยม มันอาจจะแย่กว่าหรือดีกว่าก็ได้” จู่ ๆ เคนก็พูดขึ้นมาไม่ปี่ไม่มีขลุ่ย
“ครับ”
“อย่าให้ความใจดีของตัวเองทำร้ายตัวเองเข้าใจหรือเปล่า”
น่านน้ำพอจะเข้าใจว่าอีกคน้าที่จะสื่อถึงอะไร และก็เข้าใจด้วยว่าเคนเป็ห่วงเพียงแค่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เหมือนเฮียคินทร์กับคีน
เพราะครั้งก่อนที่มีเื่ตอนมอหก คำพูดของเคนเขายังจำได้ดี
“ถ้าคนอื่นมันเหี้ยมากนัก ก็เหี้ยกลับใส่มันไปบ้าง เป็คนดีมากไปก็ใช่ว่าพวกแม่งจะเกรงใจ เข้าใจไหมน่าน”
การสร้างมิตรภาพเป็เื่ที่ดี แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะอยากเป็มิตรกับเรา และใช่ว่าการเป็คนดีมีน้ำใจจะทำให้คนอื่นเคารพ ต่อหน้าอาจจะเป็อย่าง ลับหลังอาจจะเป็อีกอย่าง นั่นคือสิ่งที่เคนอยากสอนให้น่านเข้าใจ
...
ผ่านมาประมาณสองสัปดาห์ผลประกาศออกมาว่าเขาผ่านในรอบแรกแล้ว หลังจากนี้ก็รอไปสอบสัมภาษณ์เท่านั้น
น่านน้ำออกจากบ้านั้แ่เช้าเพื่อมาซื้อของไปทำบุญที่วัด ตั้งใจจะแวะไปไหว้คุณพ่อคุณแม่เพื่อบอกข่าวกับพวกท่าน
วันนี้ไม่มีใครว่างอยู่บ้านสักคน น่านน้ำเลยต้องออกมาคนเดียว ตอนแรกเขาคิดที่จะชวนคินทร์ออกมาด้วยกัน แต่เห็นว่าคนพี่มีงานต้องทำเลยไม่อยากรบกวน
บรรยากาศภายในวัดค่อนข้างจะเงียบสงบ มีพระสงฆ์ประจำวัดอยู่สามรูป และเณรอีกสองรูป คิดไปแล้วเขาเองก็เคยบวชเณรอยู่่หนึ่ง ตอนนั้นอาจจะยังเด็กถึงได้งอแงอยู่ตลอด ยังดีที่ตคุณพ่อคุณแม่แวะมาหาทุกวัน
ขาเรียวทอดน่องเดินเข้ามาในโบสพร้อมสังฆทานที่เตรียมมา หลังจากได้ทำบุญรู้สึกสบายใจขึ้นมาก ได้รับพรจากหลวงพ่อ ได้กรวดน้ำให้คุณพ่อคุณแม่
น่านน้ำเดินมาทางหลังวัด ซึ่งเป็สถานที่ของคนที่ตายไปแล้ว น่านน้ำหยุดลงตรงอัฐิบัวเก็บกระดูกของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งมีรูปคู่ของทั้งสองคนแปะอยู่ ร่างเล็กย่อตัวลงนั่งยอง ๆ วางช่อดอกไม้ที่เตรียมมาตรงแท่นวาง ก่อนจะจุดธูปหนึ่งดอก บอกกล่าวสิ่งที่อยากพูด
“น่านสอบติดมหาลัยแล้วนะครับคุณพ่อคุณแม่ ถ้าทั้งสองคนยังอยู่คงจะดีใจมาก ๆ เลยใช่ไหม ...คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็ห่วงน่านแล้วนะ ตอนนี้น่านมีความสุขดี ทุกคนในครอบครัวคุณรังสรรค์ใจดีกับน่านมาก” เอ่ยพูดทั้งน้ำตา ความรู้สึกมากมายปะปนกันไปหมด ทั้งใจหาย เสียดาย และดีใจ ก่อนปักธูปลงในกระถาง ฝ่ามือขาวปัดฝุ่นที่เกาะบนรูปภาพ พลางยกยิ้มบาง ๆ “น่านคิดถึงคุณพ่อคุณแม่นะครับ คิดถึงมาก”
ใช้เวลาอยู่คนเดียวในวัดเกือบครึ่งวัน เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ก่อนจะนั่งรถมาที่บ้านเก่า ซึ่งตอนนี้กลายเป็พื้นที่ว่างเปล่าไปแล้ว บ้านที่เขาเคยอยู่ถูกรื้อถอดจนไม่เหลือซาก ทั้งยังถูกปล่อยขายสมราคาที่ดินหลายสิบไร่
น่านน้ำเดินสำรวจรอบ ๆ เพราะไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ส่วนนั้นได้ บรรยายแถวบ้านยังร่มรื่นเหมือนตอนที่เขายังเด็ก ภาพความทรงจำเก่า ๆ ไหลย้อนเข้ามาในหัวเป็ฉาก ๆ ชีวิตสิบห้าปีที่เขาเคยอยู่ที่นี่มีเื่ราวดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย แม้มองไปจะไม่เห็นบ้านแล้ว แต่เขายังคงจำทุกอย่างได้ดี
นึกเสียดายที่ตอนนั้นเขายังเด็กเกินไป หากโตเหมือนตอนนี้เขาคงทำงานเก็บเงินเพื่อซื้อที่ดินแปลงนี้คืนมา
รอบข้างไม่ค่อยมีเพื่อนบ้าน เพราะเป็พื้นที่ส่วนบุคคล ระหว่างเขตแดนจะมีกำแพงกั้นเอาไว้
Rrrrr...
ระหว่างเดินเล่นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สายที่โทรเข้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็ขาประจำเลยก็ว่าได้
[อยู่ไหนครับน่าน เฮียกลับบ้านมาไม่เจอ]
“น่านออกมาทำบุญที่วัดครับ แล้วก็ตอนนี้อยู่แถว ๆ บ้านเก่าของคุณพ่อ”
[ไปคนเดียวเหรอ ทำไมไม่โทรหาเฮีย]
“น่านเห็นเฮียต้องทำงานเลยไม่อยากกวน”
[แชร์โลเคชันมาให้เฮียทางแช็ตหน่อยครับ เดี๋ยวไปรับ]
“ครับ”
หลังวางสายน่านน้ำปักหมุดที่อยู่ของตัวเองส่งให้อีกฝ่ายทันที พลันเหลือบไปเห็นเวลาบนหน้าจอก็ใเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะเดินเล่นเพลินจนเวลาล่วงเลยมาถึงสี่โมงเย็นแล้ว
น่านน้ำนั่งเล่นแถวนั้นรอคินทร์มารับ ระยะทางจากบ้านวิรุฬห์โยธินถึงที่นี่ใช้เวลาพอสมควร ไหนจะ่เลิกงานแบบนี้รถคงติดน่าดู
.
.
เวลาเกือบห้าโมงครึ่งคิทร์ก็มาถึงที่น่านน้ำอยู่ ลงจากรถมาหาเด็กหนุ่มก่อนเป็อย่างแรก
“รอนานไหมครับ ยุงกัดหรือเปล่า”
คินทร์จับตัวน่านน้ำหันไปหันมาสำรวจดูว่ามีส่วนไหนบนร่างกายผิดแปลกไปบ้างหรือเปล่า
“แค่นิดเดียวเองครับเฮีย”
“กลับไปถึงบ้านเฮียจะเอายามาทาให้”
น่านน้ำพยักหน้าหงึกหงักรับคำ พลางยกยิ้มหวานครั้นถูกอีกฝ่ายใส่ใจมากขนาดนี้
“แล้วน่านมาที่นี่ทำไมครับ”
“แค่คิดถึงน่ะครับ เลยอยากกลับมาดู เพิ่งรู้ว่าเขารื้อบ้านออกไปแล้ว” ใบหน้าจิ้มลิ้มหงอยลงเล็กน้อย ทว่าเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ก่อนจะกลับมายิ้มสดใสดังเดิม “กลับกันดีกว่าครับ ใกล้จะมืดแล้ว”
“ครับ”
เ้าของรถเปิดประตูให้คนน้องได้ขึ้นไปนั่งก่อนจะกลับมาฝั่งคนขับ คินทร์มองบ้านเก่าของน่านน้ำผ่านกระจกข้าง เขาเพิ่งรู้ว่าเมื่อก่อนน่านน้ำเคยอยู่ที่นี่ เห็นสีหน้าแววตาที่หม่นลงก็พอจะรู้ได้ว่าน่านน้ำคงกำลังรู้สึกไม่ดี ทว่าคินทร์ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เอื้อมมือไปจับมือของอีกฝ่ายสอดประสานเอาไว้แน่น พลันมุมปากกระตุกขึ้นเป็รอยยิ้มเล็ก ๆ เมื่อน่านน้ำกระชับนิ้วจับมือเขาแน่นขึ้น
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์