อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

บทที่ 219 เทศกาลกำแพงเปิดม่าน

        เสียงแตรเขาสัตว์ดังกังวานก้องไปทั่วทั้งเมืองไพร์ล็อก เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของ ‘เทศกาลกำแพง’ ประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่ชาวเมืองต่างเฝ้ารอคอย แสงแดดยามเช้าสาดส่องกระทบหน้าผาทั้ง 2 ด้านที่ตั้งตระหง่านโอบล้อมเมืองเอาไว้ราวกับป้อมปราการเหล็กกล้า ด้วยภูมิประเทศของไพร์ล็อกที่ตั้งอยู่สุดขอบทวีปและถูกขนาบด้วยแนวเขาสูงชัน ทำให้สถาปัตยกรรมและบ้านเรือนถูกสร้างไล่ระดับลดหลั่นกันไปตามความลาดชันของพื้นที่ ถนนหินปูที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปตามเนินเขาในวันนี้ถูกประดับประดาไปด้วยธงทิวหลากสีสันเพื่อเฉลิมฉลอง

        ขบวนเสด็จของราชวงศ์เคลื่อนตัวออกจากประตูปราสาทอย่างช้าๆ นำขบวนโดยรถม้าเปิดประทุนคันใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง บนนั้นมีพระราชาอัลเฟรดในชุดฉลองพระองค์เต็มยศที่ดูสง่างาม นั่งเคียงข้างกับราชินีเอลิเซียผู้มีสิริโฉมงดงามจนสะกดทุกสายตา รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความร่าเริงและอ่อนโยนขององค์ราชินี ทำเอาชาวเมืองที่มารอรับเสด็จสองข้างทางต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องต้อนรับด้วยความปีติยินดี

        พระราชาอัลเฟรดปั้นหน้ายิ้มแย้มและโบกมือให้กับประชาชนอย่างสมพระเกียรติ เขาไม่ได้รู้สึกกลุ้มใจหรือเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกชายตัวแสบที่หายตัวไปเลยแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดีว่าภายใต้รอยยิ้มไร้เดียงสานั้นซ่อนความอันตรายไว้ระดับไหน ทว่าเมื่อมองไปที่เบาะนั่งฝั่งตรงข้ามที่เคยมีร่างเล็กๆ นั่งอยู่เป็นประจำ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหวงๆ ในใจอยู่บ้าง การไม่มีเสียงพูดเจื้อยแจ้วหรือรอยยิ้มยียวนของเจ้าลูกชายในวันสำคัญแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนงานเทศกาลขาดสีสันบางอย่างไป

        ตามหลังรถม้าของกษัตริย์และราชินี คือรถม้าของเหล่าสายเลือดแห่งราชวงศ์ไพร์ล็อก บนรถม้าคันนั้นมีเจ้าหญิงทั้งสองประทับอยู่ ทว่าบรรยากาศรอบตัวของพวกเธอกลับแตกต่างจากรถม้าคันหน้าอย่างสิ้นเชิง

        เจ้าหญิงลิลิธในชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มที่ขับเน้นผิวขาวผ่อง เธอนั่งหลังตรงสง่างาม ทว่าใบหน้างดงามนั้นกลับเรียบเฉยไร้อารมณ์ราวกับรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตานัยน์ตาสีแดงเพลิงมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย มือเรียวเล็กยกขึ้นโบกทักทายประชาชนด้วยจังหวะที่เชื่องช้าและเป็นกลไกราวกับตุ๊กตาที่ถูกไขลาน ในหัวของเธอไม่ได้สนใจเสียงโห่ร้องชื่นชมหรือบรรยากาศงานเทศกาลเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในความคิดของอัจฉริยะเวทสายฟ้าผู้นี้ คือน้องชายตัวดีของเธอที่ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

        ในขณะที่ฝั่งตรงข้าม เจ้าหญิงเรเชลในชุดเดรสสีเอิร์ธโทนดูหรูหรา กำลังพยายามทำหน้าที่ของ ‘เจ้าหญิงองค์ใหม่’ อย่างสุดความสามารถ เธอปั้นรอยยิ้มกว้างที่พยายามให้ดูสดใส ทว่ามันกลับดูแข็งขืนและฝืนธรรมชาติอยู่ลึกๆ มือของเธอโบกทักทายฝูงชนอย่างแข็งขัน พยายามแสดงท่าทีเป็นมิตรและสง่างามเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ แต่ในใจของเธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระวนกระวายไม่เป็นสุข

        ท่ามกลางเสียงโห่ร้องชื่นชมความงามของราชินีและเจ้าหญิงทั้งสอง ชาวเมืองหลายคนที่ยืนอยู่สองข้างทางก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

        “เอ๊ะ ปีนี้เจ้าชายขยะไม่มาด้วยงั้นเหรอ?” ชายคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนข้างๆ เบาๆ เพื่อไม่ให้ทหารยามได้ยิน “นั่นสิ ปกติถึงจะเกิดมามีพลังเวทอ่อนด้อยจนทำประโยชน์อะไรแทบไม่ได้ แต่ก็เห็นเสนอหน้ามาร่วมพิธีเปิดตลอดนี่นา…”

        เสียงนินทาลับหลังดังแทรกขึ้นมาเป็นหย่อมๆ สำหรับชาวเมืองส่วนใหญ่และพวกขุนนาง เออร์วินก็ยังคงเป็นเพียง เจ้าชายขยะ' ที่มีดีแค่เกิดมาในราชวงศ์เท่านั้น การที่เขาไม่ปรากฏตัวในวันนี้ไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ชาวเมืองนัก แต่มันกลับเป็นหัวข้อให้พวกเขานำไปซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปาก

        แบรดกับเจมส์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนไม่ได้พูดอะไรแต่สายตาของพวกเขากวาดมองรถม้าขบวนนั้นไปมา ในขณะที่แบรดยังคงดูสงบนิ่งกลับเป็นเจมส์ที่สีหน้าดูซับซ้อนอย่างเห็นได้ชัด

        “ไม่มีเจ้าชายในขบวน!!!” เจมส์พูดขึ้นซึ่งสิ่งนี้มันแทบจะตอกย้ำความจริงที่แบรดได้บอกเขาว่าเออร์วินคือคนแคระนักล่าค่าหัวที่พวกเขาตามหา ในใจเขาก็จะยังรู้สึกยากจะเชื่อ แต่การที่ไม่มีเจ้าชายในขบวนก็แทบจะหมายความว่าเจ้าชายไม่ได้อยู่ที่เมืองนี้ เดิมทีเจมส์ยังคิดแค่ว่าการที่เจ้าชายไม่ได้มาที่บ้านของพวกเจคอาจจะต้องเตรียมตัวรับการเสด็จมาเยือนของพระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรีย แต่การที่เขาไม่ได้อยู่ในขบวนเสด็จมันก็แค่จะตอกย้ำสิ่งที่แบรดได้บอกเขา

        “เป็นเจ้าชายคนนั้นจริงๆ หรอ”

        แบรดนิ่งเงียบก่อนจะตอบเพื่อนเขาว่า

        “ที่พวกข้ากับท่านคาทาริน่าสงสัยก็มีแค่เขาเท่านั้น มันอาจจะดูน่าเหลือเชื่อไปบ้างแต่อย่าลืมสิว่าจากข้อมูลที่เรามี เขาเคยลงมือสังหารลูกชายของขุนนางจากเมืองอื่นมาแล้วนะ”

        เจมส์ก็หาเหตุผลมาโต้แย้งอีก

        “แต่ว่านั่นอาจจะเป็นเพราะอาร์ติแฟกต์ก็ได้นี่เพราะตามข้อมูลที่เรามีเขาได้อาร์ติแฟกต์มาจากพ่อค้านั่นไม่ใช่หรอ”

        “จริงอยู่ว่าที่ตอนนั้นเขามีอาร์ติแฟกต์อยู่ในมือ แต่พ่อค้าที่มอบมันให้กับเขาก็บอกเองไม่ใช่หรอว่านั่นเป็นแค่ปืนที่ยิงกระสุนธาตุออกไปเท่านั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย แม้แต่ตัวพ่อค้าเองก็ยังไม่รู้สึกเชื่อด้วยซ้ำว่าด้วยอาวุธนั่นเขาจะสามารถสังหารผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูรได้ และอีกอย่างอย่าลืมนะว่าเจ้าชายเออร์วินผู้นี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ได้สังเกต” แบรดเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เขาเคยใช้เรเปียร์เล่นงานพวกเจคมาแล้ว แล้วตามข้อมูลที่ได้มาจากท่านคาทาริน่าคนแคระนักล่าค่าหัวคนนี้ก็มีดาบรูปร่างแปลกประหลาดแถมยังใช้วิชาดาบนั้นได้อย่างเชี่ยวชาญด้วย ถ้าเจ้าชายเออร์วินคือคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ใช่หรอที่จะมีทักษะการต่อสู้สูงระดับนั้นได้ เจ้าที่เป็นสายบู๊น่าจะเข้าใจนี่ว่าความต่างระหว่างคนที่เคยต่อสู้จริงกับคนที่เอาแต่เก่งในโรงฝึกมันต่างกันขนาดไหน”

        เจมส์ที่ได้ฟังสหายของตนชี้แจงก็ได้แต่นิ่งคิดเพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่แบรดพูดนั้นมีเหตุผลอย่างยิ่ง การที่เจ้าชายใช้เรเปียร์เล่นงานพวกเจคนั้นพวกเขาก็เคยคิดว่าอาจจะมีคนลอบให้การช่วยเหลือ แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะถ้าเป็นเจ้าชายลงมือด้วยตัวเองมันก็แทบจะพลิกทันที แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่สามารถนำภาพเจ้าชายที่มักเล่นเกมกับพวกเขา พูดจาไพเราะสมกับเป็นเด็กที่ได้รับการอบรม แถมทำอาหารเก่งอย่างไม่น่าเชื่อว่าเขาเองก็เป็นราชนิกูลคนหนึ่ง จนพวกเขาแทบจะลืมไปแล้วว่านี่คือเด็ก 10 ขวบ มาปนกับนักล่าค่าหัวคนนั้นได้ เจมส์ที่คิดถึงตรงนี้ก็ส่งสายตาไปยังขบวนเสด็จอีกครั้งก่อนจะพูดว่า

        “มิน่าเจ้ากับท่านคาทาริน่าถึงน่าสงสัยเขา” แล้วถามเพื่อนเขาว่า “เจ้าคิดว่าพระราชากับพระราชินี… พ่อแม่ของเขาจะรู้เรื่องนี้หรือรู้เห็นเป็นใจด้วยไหม”

        แบรดยืนนิ่งมีสีหน้าลำบากใจก่อนจะตอบว่า

        “เรื่องนี้พวกเราเองก็ไม่ทราบคงต้องรอกำลังเสริมจากศาสนจักรแต่ที่แน่ๆ เจ้ายังจำสัมผัสที่ท่านคาทาริน่าสัมผัสได้ทันทีที่เหยียบเมืองนี้ได้ไหม”

        เจมส์พยักหน้า

        “จำได้สิตอนนั้นท่านคาทาริน่าถึงกับพูดออกมาว่า ‘มหาจอมเวทย์’ ตอนนั้นพวกเราเองก็ไม่เชื่อ แต่เจ้าคิดว่าในเมืองเล็กๆ เมืองนี้จะมีระดับมหาจอมเวทย์อยู่จริงๆ หรอ”

        แบรดส่ายหน้า

        “เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันแต่ข้าคิดว่าสัมผัสของท่านคาทาริน่าไม่น่าจะเป็นแค่การคิดไปเอง” แบรดยืนนิ่งสายตาของเขามองไปยังขบวนเสด็จ ไล่ตั้งแต่พระราชาและพระราชินีจนถึงองค์หญิงทั้งสอง “ตอนนี้พวกเราทำได้แค่รอเท่านั้นและหวังว่าท่านคาทาริน่าจะปลอดภัยดี”

        เจมส์พยักหน้ายอมรับว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก่อนจะได้ยินเพื่อนของเขาพูดว่า

        “ถ้าอย่างนั้นในระหว่างที่รอก็เที่ยวงานเทศกาลซะหน่อยดีไหม”

        “เที่ยวงานเทศกาล? ในเวลาอย่างนี้เนี่ยนะ”

        แบรดแบมือพร้อมกับยักไหล่ให้เพื่อน

        “ก็ทำไงได้ล่ะตอนนี้เราทำได้แค่รอนี่ระหว่างนั้นก็ลองเที่ยวเล่นงานเทศกาลหน่อยแล้วกันคิดซะว่าผ่อนคลายระหว่างภารกิจ”

        เจมส์ถึงกับพูดไม่ออกแต่เขาก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่แบรดพูดนั้นไม่ผิด เพราะตอนนี้สิ่งที่พวกเขาทำได้มีแค่นี้จริงๆ สุดท้ายเขาก็ต้องถอนหายใจแล้วชวนกันเดินจากไป

        ขบวนรถม้าหลวงเคลื่อนตัวไปตามถนนศิลาที่ทอดตัวลงสู่ชั้นล่างสุดของเมือง ก่อนจะไปหยุดลงที่ลานกว้างหน้าประตูปราการหลัก บริเวณนี้คือจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ปิดกั้น ‘ช่องเขาไพร์’ ภูมิประเทศที่ราวกับป้อมปราการธรรมชาติแห่งนี้คือรากฐานความมั่นคงที่ทำให้เมืองเล็กๆ สุดขอบทวีปอาร์เคนัสยังคงยืนหยัดอยู่ได้

        เมื่อรถม้าจอดสนิท พระราชาอัลเฟรดก้าวลงมาแล้วเดินขึ้นไปบนแท่นพิธีที่ถูกจัดเตรียมไว้ โดยมีราชินีเอลิเซียและเจ้าหญิงทั้งสองประทับยืนอยู่ด้านหลัง เสียงซุบซิบนินทาและเสียงอื้ออึงของฝูงชนเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังผู้นำของเมือง

        “พี่น้องชาวไพร์ล็อกทั้งหลาย!” เสียงอันทรงพลังของพระราชาอัลเฟรดดังก้องไปทั่วลานกว้าง “จงมองดูความยิ่งใหญ่ที่โอบล้อมพวกเราไว้ หน้าผาที่สูงชัน หุบเขาที่ไม่อาจปีนป่าย ปราการธรรมชาติและกำแพงที่แข็งแกร่งเหล่านี้คือโล่ที่คอยปกป้องพวกเราจากสัตว์อสูรและภัยอันตรายจากโลกภายนอกมาหลายชั่วอายุคน”

        พระราชาทอดสายตามองประชาชนที่กำลังรับฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง

        “ในวันนี้ พวกเรามารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองให้กับความเข้มแข็งนั้น ข้าขอขอบคุณพวกท่านทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันทำให้เมืองของเรายังคงรุ่งเรืองและสงบสุข ในนามแห่งกษัตริย์ไพร์ล็อก ข้าขอเปิดงานเทศกาลกำแพง ณ บัดนี้!”

        สิ้นเสียงประกาศ เสียงแตรเขาสัตว์ก็ดังกังวานขึ้นอีกครั้ง ประสานกับเสียงโห่ร้องไชโยของชาวเมืองที่ดังสนั่นหวั่นไหว

        บรรยากาศของงานเทศกาลเริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคักทันที ถนนหินปูที่ลดหลั่นกันไปตามทางลาดชันของเมืองถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเส้นทางแห่งความรื่นเริง สองข้างทางเต็มไปด้วยซุ้มร้านค้าที่ชาวเมืองนำสินค้าและอาหารออกมาวางขาย กลิ่นหอมของเนื้อเสียบไม้ย่างร้อนๆ ซุปมันฝรั่ง และขนมอบสดใหม่ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ดึงดูดทั้งชาวเมืองและนักเดินทางต่างถิ่นให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอย

        ตามลานกว้างในชั้นต่างๆ ของเมือง มีการจัดแสดงของคณะนักดนตรีเร่ร่อนและนักแสดงปาหี่ที่คอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับเด็กๆ ทว่าจุดที่ดูจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากเป็นพิเศษในวันแรกของการจัดงานกลับเป็นร้านแผงลอยขายอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หลายจุด

        เสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขึ้น

        “อ้าวเร่เข้ามาเร่เข้ามาของว่างแสนอร่อยมารอทุกคนแล้วเชิญมาซื้อกันได้เลยค่า” เนียที่ตอนนี้ตะโกนเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน เหล่าชาวเมืองหลายคนเมื่อเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กน่ารัก ก็ลองเสียงเข้ามาอุดหนุนดูว่าเธอคนนี้ขายอะไร

        “แม่หนูขายอะไรหรอ” เป็นสตรีนางหนึ่งพูดขึ้น

        เนียยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า

        “ขายเครปกับไอติมหลอดค่ะ”

        “เครปกับไอติมหลอด?” ผู้หญิงคนนั้นทวนคำ เพราะเธอไม่เคยได้ยินชื่ออาหารทั้ง 2 อย่างนี้มาก่อน

        “ลองกินดูสิคะอร่อยนะคะนี่คือไอติมหลอดค่ะ” พูดจบเนียก็หยิบไอติมหลอดแท่งเล็กๆ ที่เธอแยกไว้สำหรับให้ลูกค้าลองชิมดู ซึ่งมันเป็นไอติมหลอดสีแดงสด อีกฝ่ายรับมาแล้วก็ลองกลับคำหนึ่งดู ปรากฏว่าเธอถึงกับทำตาโตทันที ก่อนจะร้องออกมาว่า

        “อร่อย!!!” แล้วเธอก็รีบถามทันทีว่า “นี่แม่หนูไอ้สิ่งนี้คืออะไรหรอขายเท่าไหร่”

        เหล่าผู้คนที่มารอดูด้วยความสนอกสนใจ เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของผู้หญิงคนนั้นก็ยิ่งรู้สึกสนใจในอาหารที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เนียกอดอกยิ้มแป้นตอบว่า

        “เจ้าสิ่งที่เขาเรียกว่าไอติมหลอดค่ะอร่อยใช่ไหมล่ะคะมีหลายรสเลยนะคะ ตามสีเลย ถ้าสีส้มก็เป็นรสส้ม ถ้าสีแดงก็เป็นรสสตอเบอรี่ ถ้าสีขาวก็เป็นรสนม เราขายเป็นชุดค่ะชุดละ 3 แท่ง ใน 3 แท่งนั้นสามารถคละรสได้เลยนะคะ ชุดนึงก็ราคา 1 เหรียญทองแดงเท่านั้นค่ะ ไม่ทราบว่าคุณป้าจะรับกี่ชุดดีคะ”

        ผู้หญิงคนนั้นที่ได้ฟังก็รีบตอบทันทีว่า

        “ถ้าอย่างนั้นป้าขอ 1 ชุดแล้วกันนะเอาคละรสมาเลยนะจ๊ะ”

        “ได้ค่ะคุณป้า” เนียรับคำแล้วหันไปพูดกับพวกลูกน้องของเจคที่ด้านหลังเธอ “เอา 1 ชุดคละรส”

        และผู้หญิงคนนั้นก็หันไปสนใจร้านค้าที่อยู่ติดกัน

        “แล้วนั่นอะไรจ๊ะเป็นของร้านเดียวกันเหรอหนู”

        เนียยิ้มและแนะนำว่า

        “ใช่ค่ะเป็นร้านเดียวกันค่ะคุณป้า นั่นเรียกว่าเครปลองชิมสักนิดไหมล่ะคะอร่อยนะคะ”

        ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าลองชิมดูทันทีที่ที่กัดไปคำแรกเธอถึงกับต้องทำตาเป็นประกายทันที ผู้คนรอบบริเวณยิ่งให้ความสนใจกับอาหารที่แปลกใหม่นี้ แน่นอนว่าผู้หญิงคนนั้นต้องสั่งซื้อเครปด้วย จากนั้นผู้คนจำนวนมากก็แห่กลุ่มซื้อไอติมหลอดกับเครป เนียกับมองคนเหล่านั้นด้วยความขึงขัง

        “นี่ทุกคนต่อแถวนะใครไม่ต่อแถวเนียจะไม่ขายให้นะบอกก่อน” เนียยืนเท้าเอวพร้อมกับทำหน้าจริงจัง เหล่าคนที่มารุมซื้อไม่ได้เห็นท่าทางเหล่านั้นก็พากันยิ้มแต่ก็ยอมต่อแถวแต่โดยดี ทางด้านร้านอื่นๆ ก็เช่นกัน ด้วยความที่เออร์วินเห็นว่าเนียมีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะค้าขาย เขาถึงปล่อยให้เธอจัดการด้วยตัวเอง และและไม่น่าเชื่อว่ากลยุทธ์ที่เนียจะใช้ดึงลูกค้า ก็คือการใช้จุดเด่นของลูซี่กับเดซี่มาเป็นตัวดึงดูด โดยเนียจะให้ลูซี่กับเดซี่ประจำการอยู่คนละร้าน และแน่นอนว่ามันให้ผลดีเกินคาดเพราะลูกค้าต่างสนใจพวกเธอ เลยทำให้ลูกค้าแน่นร้านจนพวกเธอแทบจะไม่ได้พัก

        ขณะที่บรรยากาศของงานเทศกาลกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้คนต่างพากันเฉลิมฉลองงานเทศกาลประจำปี และพากันสนใจอาหารแปลกใหม่นี้ ภายในอุโมงค์ใต้ดินกลับให้บรรยากาศที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

        ท่ามกลางซากศพของหนูจำนวนมากมาย ทั้งจบชีวิตจบชีวิตด้วยการถูกยิงและถูกฟัน มีเลือดไหลนองไปหมด เออร์วินที่ตอนนี้กำลังก้มลงใช้มือที่ถือดาบคาตานะเล่มสั้นยันพื้นในขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังถือปืนลูกโม่ไว้ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดไม่ได้มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเหมือนทุกที นัยน์ตาสีแดงเพลิงจ้องมองตรงไปข้างหน้าซึ่งที่ตรงนั้น เต็มไปด้วยซากศพหนูจำนวนมากและท่ามกลางซากศพเหล่านั้นมีร่างอันงดงามของคาทาริน่ายืนอยู่ ตัวเธอในตอนนี้ไม่ได้ถูกมัดแต่กลับเป็นอิสระ ดาบแสง 3 เล่ม ลอยอยู่บนอากาศรอบตัวเธอ ดวงตาสีน้ำทะเลลึกมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อย

        เออร์วินพูดในใจสั้นๆ ว่า

        ‘เวรแล้ว’


คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน