ตอนที่ 10: คลื่นลมเมื่อกลับคืน
บรรยากาศบนเรือข้ามฟากขนาดใหญ่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก องครักษ์ของเฟิงหลวนยืนเรียงรายอยู่รอบรถม้าของเฟิงหวง กางกั้นสายตาจากคนภายนอกราวกับกำแพงมนุษย์ สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
เฟิงหลวนเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ นางเดินมาหยุดอยู่ข้างรถม้า ไม่ได้เข้ามาข้างใน แต่พูดผ่านม่านที่ปิดอยู่ "พี่สาม ท่านคิดว่านี่เป็ฝีมือของผู้ใด?"
น้ำเสียงของนางเ็า แต่กลับแฝงไว้ด้วยความ้าคำตอบอย่างแท้จริง
เสียงที่ตอบกลับมาจากในรถม้าดูอ่อนล้าและสั่นเครือเล็กน้อย "ข้า...ข้าไม่รู้...แต่คนที่เกลียดชังข้าในวังหลวงมีอยู่ไม่น้อย...พี่รองเฟิงหลงเกลียดที่ข้าโดดเด่นกว่าเขา...พี่สี่เฟิงเยว่ก็ไม่พอใจที่ข้าเคยได้รับคำชมจากเสด็จพ่อมากกว่า...หรืออาจจะเป็คนจากตระกูลแม่ทัพใหญ่ที่เสียผลประโยชน์ไปเพราะข้าในอดีต...ใครก็ได้ทั้งนั้น"
คำตอบของเฟิงหวงนั้นสมบูรณ์แบบ เขากล่าวถึงทุกคนที่เป็ไปได้ ทำให้ดูเหมือนว่าเขาเป็เพียงเป้านิ่งที่น่าสงสารซึ่งถูกรุมล้อมด้วยศัตรูรอบด้าน เขากำลังโยนเหยื่อล่อหลายชิ้นลงไปในน้ำ เพื่อดูว่าปลาตัวไหนจะฮุบเหยื่อก่อน
เฟิงหลวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง คำตอบของพี่ชายไม่ได้ช่วยให้นางรู้อะไรมากขึ้น แต่กลับทำให้ภาพความขัดแย้งในวังหลวงซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม นางไม่ได้พูดอะไรต่อและกลับไปประจำตำแหน่งของตน
เมื่อขบวนเสด็จขึ้นฝั่งอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็พบว่ามีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งมารอรับอยู่แล้ว นำโดยขันทีาุโในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม ใบหน้าของเขาฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็มิตรแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนอสรพิษ เขาคือ เกากงกง คนสนิทของพระจักรพรรดินี ซึ่งเป็พระมารดาขององค์ชายสี่ เฟิงเยว่
"โอ๊ย! ท่านองค์ชายสามเพคะ! ในที่สุดท่านก็กลับมาอย่างปลอดภัย!" เกากงกงร้องเสียงแหลมอย่างดีใจจนเกินจริง "พระจักรพรรดินีทรงเป็ห่วงท่านจนแทบไม่เป็อันเสวยเลยนะเพคะ!"
เขาปรี่เข้าไปหาเฟิงหวงที่เพิ่งก้าวลงจากรถม้า ทำทีเป็ช่วยประคองอย่างเอาอกเอาใจ โดยไม่แม้แต่จะชายตามององค์หญิงเจ็ดที่ยืนอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเป็การแสดงออกถึงการไม่ให้เกียรติทางการเมืองอย่างชัดเจน
เฟิงหลวนเพียงแค่แค่นเสียงเ็า นางไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับขันทีน่ารังเกียจผู้นี้
ขบวนเสด็จจึงเคลื่อนตัวต่อไป โดยมีขบวนของเกากงกงเข้าร่วมด้วย ทำให้ตอนนี้มีอำนาจถึงสามกลุ่มที่เดินทางไปด้วยกัน สร้างแรงกดดันที่มองไม่เห็นขึ้นมาตลอดเส้นทาง
ในที่สุด กำแพงสูงตระหง่านของเมืองหลวงเทียนหลงก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา มันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามกว่าเมืองเมฆาหยกนับสิบเท่า เมื่อขบวนเคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้าไป ชาวบ้านและยอดยุทธ์ต่างพากันหยุดมองและซุบซิบกันอย่างเซ็งแซ่
"นั่นองค์ชายสามนี่! ได้ยินว่ากลายเป็คนพิการไปแล้ว!"
"ดูสิ ซีดเซียวเหมือนคนขี้โรคจริงๆ น่าเสียดายพร์"
"แล้วนั่นองค์หญิงเจ็ดกับขันทีเกา...ดูเหมือนการกลับมาครั้งนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว"
เฟิงหวงได้ยินทุกอย่าง แต่ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย เขารู้ว่านี่เป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
ขบวนเสด็จไม่ได้ตรงไปยังตำหนักองค์ชาย แต่กลับมุ่งหน้าตรงไปยังเขตพระราชวังต้องห้าม และหยุดลงเบื้องหน้าประตูที่ใหญ่ที่สุดและสง่างามที่สุด... ประตูพลัง์
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดลง ทุกสายตาจับจ้องมาที่ขบวนของพวกเขา ราวกับกำลังรอชมละครฉากสำคัญ
ทันใดนั้น เสียงที่ทรงอำนาจของขันทีเฝ้าประตูก็ดังขึ้นกึกก้องไปทั่วบริเวณ
"องค์ฮ่องเต้มีราชโองการ...ให้องค์ชายสาม เฟิงหวง และองค์หญิงเจ็ด เฟิงหลวน เข้าเฝ้า ณ ตำหนักว่าราชการ...บัดนี้!"
ใบหน้าของเฟิงหลวนเคร่งขรึมขึ้นทันที การถูกเรียกเข้าเฝ้าที่ตำหนักว่าราชการทันทีที่กลับมาถึงนั้นเป็เื่ที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง มันบ่งบอกว่าองค์ฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับเื่นี้เป็อย่างมาก
ภายในรถม้า เฟิงหวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาที่เคยแสร้งทำเป็อ่อนแอตลอดการเดินทาง บัดนี้กลับมาทอประกายแสงแห่งความหลักแหลมและเยือกเย็นอีกครั้ง
่เวลาแห่งการเอาชีวิตรอดและการเดินทางได้สิ้นสุดลงแล้ว
บัดนี้...เขาได้กลับมาสู่ใจกลางของสนามรบที่แท้จริง
ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้นช้าๆ เฟิงหวงเตรียมที่จะก้าวเท้าแรกของเขาลงบนแผ่นดินของวังหลวง...เพื่อเผชิญหน้ากับเสด็จพ่อ พี่น้อง และคลื่นอำนาจทั้งหมดที่เขารอคอยจะมาสั่นคลอน