
“รีบเชิญคณะท่านอาวุโสเข้ามาเถอะจ้ะ”นักบวชหญิงตอบอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นหญิงรับใช้ก็พานักบวชชรากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในห้องประมาณสี่ห้าท่าน หลี่จึงรีบลุกขึ้นแล้วก้มศีรษะแสดงคำเคารพ
"คารวะคณะท่านผู้อาวุโสทั้งหลายทุกท่านค่ะ"หญิงสาวนักบวชทักทายด้วยความอ่อนน้อม “มิทราบว่าพวกท่านจะมาที่นี่ จึงไม่ได้ตระเตรียมต้อนรับ ข้าต้องขออภัยด้วยนะคะ” ในบรรดากลุ่มนักบวชอาวุโสที่เดินเข้ามา ในคณะมีบุคคลที่หลี่เพิ่งพบพานในสภาถึงสองคน นั้นคือเครติส ประธานสภาจักรวรรดิและนักบวชหญิงฟาลาเวล อยู่ด้วย “มิได้แม่หญิงคนดี พวกเราตั้งหากที่มาพบโดยมิได้แจ้งก่อน ต้องขออภัยให้คนแก่ใจร้อนด้วยนะจ้ะ”นักบวชหญิงวัยชรานามฟาลาเวลกล่าว น้ำเสียงต่างจากครั้งที่พบพานในสภา เธอโค้งก้มขอขมาด้วยท่าทีสง่างามพร้อมรอยยิ้มอันอ่อนโยน“เรามาพูดคุยตามประสานักบวชกันเถอะจ้ะ ไม่ต้องถืออาวุโส ไม่ต้องพิธีรีตอง...” ถึงหญิงชราจะเอ่ยเช่นนั้น แต่หลี่รู้กาลเทศะวางตัว เธอรู้จักนักบวชหญิงฟาลาเวลเป็นอย่างดี ในฐานะนักบวชหญิงชั้นสูงอาวุโสที่สุด และยังเป็นเชื้อพระวงศ์สายเลือดตรงแห่งอาณาจักรเทวตัธ ดินแดนของธาวิสเบล เทพแห่งปัญญา หนึ่งในสามมหาอาณาจักรใหญ่ที่ผนวกเข้ากันเป็นผืนแผ่นดินศวาติในปัจจุบัน เธอเป็นนักบวชหนึ่งในนักบวชที่มีความสามารถมาตั้งแต่อายุยังน้อย แม้จะชราภาพมากแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนมากมายเรียกขานฉายาตัวตนของหญิงชราว่าเจ้าหญิงนักบวชผู้งดงามแห่งเทวตัธอยู่เสมอ “ขออภัยต้องเรียนตามตรงค่ะ ทุกท่านมาพบข้าที่นี่? มิทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ?”หลี่ถามอย่างสุภาพ “ถูกต้องแล้วท่านหญิงหลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับท่านหญิงโดยตรง”เครติสให้คำตอบ อัครบิดาผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดทั้งสามศาสนาหันไปยังนักบวชที่พาด้วยอีกสองท่าน “เพราะเป็นเช่นนั้น จึงเชิญท่านนักบวชอาวุโสแห่งนิกายดวงตาคนอื่นมาที่นี่ด้วย”พูดจบก็ผายมือไปหานักบวชอีกสองท่านที่มาด้วย "คารวะท่านหญิงหลี่ผินฮวา ลูกศิษย์ของท่านผู้กล้าเมย์ พวกเราคณะผู้อาวุโสแห่งนิกายดวงตาส่วนกลาง ต่างเห็นท่านหญิงในสภาแล้ว ท่านพูดได้ยอดเยี่ยมมาก รวมทั้งพลังแสดงนิมิตอันน่าอัศจรรย์ เป็นมติเอกฉันท์ที่มิเคยเห็นมานานนับแต่สงครามกับพวกมารคราวก่อน” ชายชราผู้สวมชุดสีฟ้าเอ่ยเสียงดัง เขาสวมชุดนักบวชชั้นสูงเต็มยศ เป็นคนรูปร่างเล็ก ผิวคล้ำ อายุประมาณหกถึงเจ็ดสิบปี น้ำเสียงท่าทีดูขึงขัง สวมผ้าบังใบหน้าเฉกเช่นเดียวกับหลี่
“มิกล้า ท่านผู้อาวุโสกล่าวเกินไป! ข้าเพียงทำตามประสงค์ของเทพเจ้า เป็นสิ่งที่พอจะสามารถทำได้เพื่อจักรวรรดิศวาติ เหล่านักปราชญ์แห่งศวาติ” นักบวชหญิงตอบตามตรง “เป็นเกียรตินัก ที่ได้พบพานลูกศิษย์ของผู้กล้าเมย์นะคะ”นักบวชคนที่สี่กล่าว เธอเป็นสตรีร่างอวบเจ้าเนื้อ“พวกข้าในฐานะส่วนกลางนิกาย มีข่าวสารมามอบให้ท่านหญิงด้วย แต่ก่อนนั้นต้องเรียนถามท่านหญิงสักสองสามคำถาม” คำถามสองสามข้ออะไรหนอ เป็นเหตุให้ผู้อาวุโสมาที่นี่? หลี่คิดในใจ “หากไม่เหนือกว่าบ่าแรง ด้วยความยินดีค่ะ”นักบวชสาวอ่อนน้อมก่อนพูดต่อ“ว่าแต่ จะถามเรื่องอะไรหรือคะ?” "เรื่องของท่านหญิงเล็กน้อย"นักบวชชายผิวคล้ำผู้ขึงขังกล่าว“เรียนถามท่านหญิงหลี่ ปีนี้ท่านหญิงเป็นนักบวชมากี่ปีแล้วหรือครับ?” หลี่เคยตระเตรียมซักซ้อมเรื่องประวัติของตนมากับเจ้านครมาคัสแล้วหลายครั้ง เพื่อเอาไว้ใช้ในการประชุมสภา เธอจึงตอบอย่างฉะฉาน“ประมาณสิบแปดปีแล้วค่ะ ข้าปีนี้ข้ายี่สิบสามบริบูรณ์ค่ะ” "น้อยคนที่จะบวชตั้งแต่เด็กเช่นนั้น!"เขาอุทานเมื่อได้ยิน“ท่านหลี่ได้รับใช้ท่านเมย์มานานแล้วใช่ไหมครับ?” ""หลี่ทบทวนคำถามในใจก่อนตอบอย่าวเร็ว“ข้าได้เป็นลูกศิษย์ติดตามท่านอาจารย์เมื่อสงครามจบลงไปค่ะ” “เพียงพอแล้วล่ะ”ฟาลาเวลผู้อาวุโสแทรกขึ้น สีหน้าของเธอแสดงถึงความพึงพอใจอย่างชัดเจน“ทั้งอายุในการเข้ารีตหรือการรับใช้ผู้กล้าเมย์ เท่าที่ข้าได้ยิน ข้าคิดว่าท่านหญิงหลี่มีคุณสมบัติเพียงพอแล้ว” “ข้าก็คิดเช่นนั้น”เครติสเห็นพ้อง "เห็นชัดว่าท่านเมย์เลือกเธอแล้ว" “คุณสมบัติ? การเลือกอะไรหรือคะท่านผู้อาวุโสทั้งสอง?” นักบวชสาวย้อนถาม "ท่านหลี่...ท่านเป็นลูกศิษย์ที่ท่านเมย์รับเพียงผู้เดียวเท่านั้น"นักบวชร่างอวบพูดแทรกขึ้นทันที“เวลานี้มีเพียงคนในนิกายดวงตาเราเท่านั้นที่ทราบเรื่องท่านเมย์'ป่วย'หนัก ข้าคิดว่าท่านหญิงหลี่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ จริงไหมคะ?” น้ำเสียงของอีกฝ่ายเน้นย้ำคำว่า ป่วย อย่างชัดเจน จนทำให้ลูกศิษย์ต้องหันไปมองด้วยความสงสัยและขุ่นเคืองเล็กน้อย เป็นที่รู้กันอยู่แต่เพียงในหมู่นักบวชในนิกายเท่านั้น ซึ่งต่างก็ทราบความจริงเรื่องผู้กล้าเมย์ที่นครวาริส และคำสั่งประมุขนิกายอันเป็นสุดว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องราวออกไป ตราบจนกว่าเรื่องจะกระจ่างออกมาเอง...ดังนั้นมันจึงควรเป็นความลับไม่ควรพูดหรือเอ่ยถึง สำหรับหลี่ มันเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนักที่จะพูดออกมา ในขณะที่มีอัครบิดาเครติสและนักบวชหญิงชราฟาลาเวลอยู่ในที่นี้ด้วย “ข้าคิดว่าพูดเรื่องอาการป่วยหนักของท่านอาจารย์เมย์ ไม่ใช่ประเด็นเรื่องสมควรพูดนะคะท่าน” ลูกศิษย์ของผู้กล้านักบวชแสดงจุดยืนผ่านคำพูดของเธอ เป็นความโกรธเพียงเล็กน้อยซึ่งเธอเผยออกมา นักบวชอีกฝ่ายหนึ่งยอมก้มศีรษะลงอย่างอ่อนน้อมและพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ขึงขังและจริงจัง“มิได้มีเจตนาให้ท่านโกรธเคือง ท่านหลี่…แม้จะปิดข่าวได้สนิทใจด้วยจิตวิญญาณแห่งนักบวชศักดิ์สิทธิ์ หากแต่วันหนึ่งความจริงย่อมต้องปรากฏ หาก‘เรื่องที่ท่านเมย์ป่วย’ข่าวแพร่ออกไปภายนอก กระแสศรัทธาในผู้กล้าเมย์กับนิกายของผู้คน จะต้องวิตกกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแน่...เพื่อการณ์นั้นแล้ว เราจึงต้องการท่านหญิงหลี่ครับ” “ต้องการข้า?... ข้าไม่เข้าใจความหมายของท่าน?” สองนักบวชจากนิกายดวงตาย่อตัว คล้ายคุกเข่าลงเล็กน้อยจากนั้นจึงเอ่ย “เพื่อให้เจตนารมณ์ของท่านเมย์ยังคงอยู่ต่อไป ทางส่วนกลางจึงมีมติอย่างเป็นทางการลงมาแล้วครับ ท่านหลี่ผินฮวา ท่านเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม มีศักดิ์เป็นลูกศิษย์ท่านเมย์ มีสิทธิโดยชอบธรรมตามหลักนิกาย ที่จะได้รับเลือกเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิสืบทอดตำแหน่งของท่านหญิงเมย์ ในฐานะประมุขสูงสุดแห่งการพยากรณ์ จ้าวแห่งนิกายดวงตาดาราเวียนว่ายคนถัดไปครับ” คำพูดของอีกฝ่าย ทำให้หลี่ตะลึงไปชั่วขณะ"อะไรนะคะ?...แต่ว่าตำแหน่งประมุขนิกายนี้ ยังเป็นของท่านอาจารย์เมย์มิใช่หรือ?"เธอแย้งต่อคณะผู้อาวุโส ท่ามกลางความสับสนของหลี่ เสียงผู้ที่ให้คำตอบแก่เธอก็ดังขึ้นจากปากของประธานสภาจักรวรรดิสูงสุด"คณะนักบวชจากส่วนกลางได้แจ้งข่าวเรื่องนี้แก่ข้ามาสักพักแล้ว"เครติสกล่าว"พวกเขาเชื่อมั่นในตัวท่านและอาจารย์ของท่าน จึงขอให้ข้ามารับรองท่านหญิงหลี่ให้ดำรงตำแหน่งอย่างไม่เป็นทางการ จากนี้ท่านหญิงจะเป็นเสมือนตัวแทนชั่วคราว ในระหว่างที่ผู้กล้าเมย์กำลังพักรักษาตัวอยู่ในนครวาริส" เมื่อประธานสภาจักรวรรดิพูดเสร็จ ฟาลาเวลก็มองมายังหลี่แล้วเอ่ยเสริมขึ้น "ซึ่งในการรับตำแหน่ง ประมุขสูงสุดของนิกาย จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้นำสามศาสนาหรือก็คืออัครบิดาเครติสเท่านั้น" นักบวชหญิงชราแห่งเทวตัธกล่าวอย่างหนักแน่น ก่อนจะเดินไปหาหญิงสาวเจ้าของเรือนผมน้ำตาลแดงตรงหน้า"ส่วนข้าในฐานะนักบวชหญิงอาวุโสสูงสุดของสภาจักรวรรดิ จึงมารับฟังด้วยในฐานะพยาน และตัวแทนสาวกแห่งเทพแห่งปัญญา ขอเจ้าจงสบายใจเถอะ" "ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีภัยคุกคามเช่นนี้ แม้นจะไม่มีพิธีสถาปนาประกาศอย่างทางการ หากแต่ท่านหญิงก็ควรจะได้รับการรับรองจากเราทุกคน"นักบวชหญิงร่างท้วมกล่าวขณะก้มศีรษะ"เพื่อยืนยันว่าตำแหน่งประมุขนิกายสูงสุด จะยังคงมีผู้สืบทอดต่อไป เพื่อในอนาคตของผู้ศรัทธาและจักรวรรดิ ขอท่านหญิงโปรดรับตำแหน่งตัวแทนประมุขสูงสุดของนิกายด้วยเถอะค่ะ" "แต่อาจมีผู้มีสิทธิได้รับตำแหน่งนี้มากกว่าข้า..." "อาจารย์เมย์เป็นผู้มีสิทธิเลือกครับ"นักบวชผู้เฒ่านิกายดวงตาชี้แจ้ง"และท่านเมย์ได้เลือกท่านแล้ว" คำพูดนั้นทำให้หลี่ไร้ข้อโต้แย้ง สำหรับหญิงสาว มันคือภาระตำแหน่งอันหนักอึ้ง ซึ่งเธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับ ภายหลังจากเรื่องของอาจารย์ ฉับพลันหญิงสาวก็หวนคิด หากเรื่องราวทั้งหมดตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งการได้พบพาน ทั้งเป็นลูกศิษย์กับอาจารย์เมย์ อาจจะเป็นภาระหน้าที่ที่ถูกลิขิตไว้แล้วโดยสวรรค์อยู่ก่อนแล้วก็เป็นได้... การตัดสินใจของเธอเวลานี้...คือโอกาสการลิขิตอนาคตของตนเอง ซึ่งอาจเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เธอเคยเผชิญมาตลอดชีวิต "ไม่ว่าอย่างไร ...เวลานี้ตำแหน่งประมุขนิกายดวงตายังคงเป็นของท่านอาจารย์เมย์" หลังจากตึกตรองอยู่ชั่วครู่ นักบวชหญิงก็ตอบด้วยสีหน้าอันมุ่งมั่น"เพื่อจักรวรรดิและผู้คนที่ยังศรัทธา ข้าขอน้อมรับว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งค่ะ" ในคืนนั้นเอง พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อต้อนรับว่าที่ประมุขคนใหม่แห่งนิกายดวงตาก็ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องราวหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่น้อยคนนักจะได้มีเพียงน้อยคนจะล่วงรู้...
ขณะเดียวกัน ณ หมู่บ้านแสงจันทรา จักรวรรดิต้าจิน "ท่านผู้กล้า จงเจริญ! ท่านผู้กล้า จงเจริญ!"ชาวบ้านทั้งหลายต่างตะโกนโห่ร้อง ภายหลังการจัดการอสูรของสองผู้กล้าจนสิ้นซากแล้ว พวกเขาก็กล้าที่จะเดินออกมาจากบ้าน
“ขอบคุณท่านผู้กล้าที่ช่วยเหลือพวกเรา!”
“ขอบคุณที่ช่วยลูกหลานของหมู่บ้านนี้เอาไว้!”
"เอ่อ ขอบคุณทุกท่านมาก ข้าได้รับคำขอบคุณมากพอแล้วล่ะนะ"ซือหลินพูดด้วยรอยยิ้มปั้นยาก"แต่ข้าต้องขอตัวก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่นะ!"
"เอ๊ะ ท่านผู้กล้าจะไปไหนหรือ? เรารวมตัวจัดฉลองเพื่อท่านนะ อย่างน้อยก็รับสินน้ำใจตอบแทนเถอะ!"ชาวบ้านผู้หนึ่งตะโกนบอก ก่อนตามมาด้วยเสียงอีกมากมายเห็นพ้องต้องกัน
"พอดีมีทายาทต้องไปดูแลก่อนนะ"ชายวัยกลางคนตอบอย่างรวดเร็วจนชาวบ้านต่างสงสัย ชายวัยกลางคนหันหลังให้ฝูงชน ก่อนที่เขาจะกวักมือไปหาเพตราแล้วพูด
"ข้าไว้ใจนางจัดการเรื่องทั้งหลายต่อ"ซือหลินแตะไหล่เบาๆพร้อมเดินเร็วๆไปด้วย"ตรงนี้ฝากด้วยนะเพต!"
"อะ...อื้ม"

"เจอกันที่โรงเตี๊ยม!"ซือหลินตะโกนพร้อมเดินฉับๆ
"ได้เลย แล้วไปเจอกัน!"อัศวินหญิงพูดพลางเก็บธนูไว้ด้านหลัง หลังจากมองซือหลินพยายามเดินจ้ำอ้าวจากไป เพตราก็หันมองชาวบ้านทั้งหลาย
"ยังไงขอบคุณมากค่ะที่ช่วยเหลือ มีเรื่องที่ข้าอาจต้องชี้แจ้งต่อทุกคนพอดีเลย"เธอกล่าว
"เรื่องชี้แจ้งหรือ?"ชาวบ้านทั้งหลายเอ่ย
อัศวินหญิงผมแดงพยักหน้า"ต่อไปขอให้ทุกท่านช่วยจัดเวรยามและขอให้ระงับการขยายเมืองก่อน"เพตราประกาศ"จนกว่าเราจะสืบรู้ว่าเรื่องทั้งหมดมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่?"
"เรื่องทั้งหมดไม่ใช่เพราะพวกอสูรมารจิ้งจอกหรอกหรือ?"ชาวบ้านถาม
"มีความเป็นได้ที่ตัวการที่แท้จริงล่อหลอกพวกมันมา"ผู้ได้ชื่อว่ามันสมองของกลุ่มผู้กล้าตอบ"ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องสืบสาวราวเรื่องให้มั่นใจเสียก่อน..."
“พวกเราได้ยินที่ท่านหญิงพูดแล้วนะ รีบจัดการตามนั้นเลย!”
“แล้วก็ข้ามีเรื่องจะถามพวกเจ้าสักหน่อย”เพตราเอ่ยถาม“ในหมู่บ้านนี้มีตำนานแห่งพงไพรใช่หรือเปล่า พอจะเล่าที่ไปที่มาได้ไหม ว่าเป็นแบบไหนกัน”
ชายหนุ่มในหมู่บ้านคนหนึ่งเอ่ย“เป็นตำนานน่ะครับ ว่ามีผู้พิทักษ์ต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้านเพื่อคอยคุ้มครองแผ่นดินนี้ พวกผู้หลักผู้ใหญ่ต่างเชื่อกันว่าเรื่องทั้งหมดมาจากอาถรรพณ์เทพแห่งพงไพรทั้งสิ้น”
“มีคำเล่าหรือไม่ว่าเธอแห่งพงไพรหน้าตาเป็นอย่างไร?”อัศวินแทรกถาม
“บ้างก็ว่าเป็นจำแลงกลายเป็นสัตว์ใหญ่ แปลงเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นเด็กก็ได้ครับ”เขาตอบ เมื่อได้ยินคำว่าเด็ก เพตราก็นึกถึงร่างเด็กปริศนาที่ตนเจอ เธอนึกความเป็นไปได้ในหัวก่อนเอ่ยถามต่อ
“แล้วพอเริ่มตัดต้นไม้ก็เริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ครับท่านผู้กล้า”
“ความเสียหายส่วนใหญ่เป็นพวกปศุสัตว์ใช่หรือเปล่า?”
“ปศุสัตว์ที่ตายนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยครับ ส่วนใหญ่เป็นตัวที่แก่มากแล้วทั้งนั้น ปัญหาส่วนใหญ่เป็นการทำลายบ้านช่องมากกว่า พอมันกลายเป็นข่าวลือน่ากลัว มันก็เป็นปัญหาให้พวกพ่อค้า นักเดินทางก็ไม่กล้าผ่านมาเลยครับ ทำให้ต้องอ้อมเดินทางไปเมืองหลวงลำบากขึ้น”
เพตราตรึกตรองในห้วงความคิด
“…แสดงว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อาจเพิ่งเริ่มขึ้นก็เป็นได้”
เนินแห่งหนึ่ง ชายป่าใกล้หมู่บ้านจันทรา
"อะไรนะ? เจ้าพวกนั้นคือผู้กล้าเหรอ!"เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด“คนผมแดงพอเข้าใจ แต่ตาลุงแก่ๆคนนั้นด้วยนะเหรอผู้กล้า!? ผู้กล้าในตำนานเนี่ยนะ?”
"ใช่เจ้านาย เป็นผู้กล้าในตำนานเลยนะ!"เสียงแหลมอีกเสียงกล่าว
"เอ๊ะ ผู้กล้าเหรอเจ้านาย!? ถ้างั้นเขาก็อาจจะช่วยพวกเราได้น่ะสิ? จริงไหมเจ้านาย?"เสียงที่สามเอ๊ะใจหันไปถามผู้เป็นเจ้านาย
"เจ้าบ้า! ไม่ได้ยินเหรอว่าพวกนั้นเป็นผู้กล้านะ ถ้าช่วยชาวบ้านแบบนี้ ก็เท่ากับว่าตอนนี้อยู่คนละฝั่งกัน ไม่ใช่พวกเราแล้ว"
"แต่สมัยสงคราม เราก็อยู่ฝ่ายเดียวกันนะเจ้านาย"เสียงผู้น้อยกล่าว
"พอที ถ้ารู้ว่าเป็นผู้กล้า ก็ไม่ต้องออมมือออมไม้กันแล้ว!"
"เราจะลงมือกับมนุษย์และผู้กล้าจริงๆเหรอเจ้านาย?”
"อย่ากลัว! จงจำไว้ว่าพวกมนุษย์ไว้ใจไม่ได้ ได้ยินไหม? ไว้ใจไม่ได้! ยิ่งผู้กล้ายิ่งอันตรายมากที่สุดเลย! เราต้องจัดการมัน ก่อนที่มันจะจัดการเรา! ตามไปเล่นงานพวกมันกันเถอะ!"
เมื่อพูดจบร่างปริศนาทั้งสามก็ค่อยๆเคลื่อนหายไปวับกลับเข้าไปในป่าด้านหลัง...
[บทส่งท้าย] ภาคกลาง จักรวรรดิต้าจิน
"ขอบใจท่านมาก ท่านเซวาตีที่ช่วยเหลือพวกเรา"มารหนุ่มพูดขึ้นในสภาพอิดโรย ขณะที่ท้ังสามกำลังบินเหนือท้องฟ้าจักรวรรดิต้าจิน
ร่างใต้ผ้าคลุมสีดำเอ่ย เผยให้เห็นเขาและแว่นตาของเจ้าตัว"ข้าเพียงทำตามบัญชา จากนี้ต่อไปพวกเจ้าต้องแปลงโฉม แล้วใช้นามอื่นซะ ให้ถือว่าตัวตนเก่าได้ตายไปในคุกแล้ว...ข้าจะเปิดประตูมิติพาเจ้าทั้งสองกลับไปหาท่านขุมพลโดยปลอดภัย จงอย่ากังวล"
"...ขอบใจ"เสียงมารหญิงกล่าวในสภาพไม่ต่างจากฝ่ายชาย ร่างนั้นซูบผอมจนต้องช่วยประคอง
"ข้ายังนึกว่าเจ้าทั้งคู่อาจฆ่าตัวตายไปแล้วดีกว่ายอมถูกมนุษย์จับกุม"เซวาตีกล่าวพลางพึมพำมนตราสร้างประตูมิติ
"คราแรกข้าก็คิดเช่นนั้น...แต่ถ้าข้าชิงตายไปก่อน นางจะลำบาก"มารหนุ่มกล่าว"และข้าต้องสะสางเรื่องเก่าให้สิ้นไปก่อน"
"ฮืม มารชั้นสูงที่ทนงในศักษ์ศรีมีความคิดเช่นนี้ด้วยหรือ?"ผู้ช่วยการแหกคุกกล่าว"อะไรทำให้เจ้าเปลี่ยนไปได้ป่านนี้กัน?"
ประตูมิติปรากฏขึ้นต้องหน้าก่อน ...
หากกล่าวว่าความคิดเปลี่ยนไป เพราะมนุษย์ชายชราที่พร่ามเรื่องลูกวัยทารก...จะมีใครเชื่อที่ตนพูดออกไปไหนหนอ?
มารหนุ่มนึกในใจกับคำถามที่เขาเลี่ยงตอบ...
จบกันไปแล้วนะ กับตอนที่25 โอ้โห ขอฝากโปรเจคนิยายเรื่องนี้ ถ้าชอบกดกดเข้าชั้นหนังสือ ถ้าถูกใจก็อย่าลืมแวะมารีวิวกันได้นะ สามารถพูดคุยคอมเมนต์ได้ด้วยน่า เย้ วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีจ้า
