ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 76 : จักรวรรดิซวนหยวน

    ชิงเยว่ที่เห็นท่าไม่ดีก็ไม่กล้ารีรอ นางโค้งคำนับและหันหลังจากไปในทันที “ศิษย์จะไปเรียกศิษย์พี่มาเดี๋ยวนี้”


    เมื่อชิงเยว่ออกจากห้องไป ซูหยานก็กัดฟันด้วยแววตาที่แดงก่ำ ก่อนจะทุบโต๊ะไม้แกะสลักตรงหน้าจนกลายเป็นผุยผง! 


    “ศิษย์ไม่รักดี! ทำให้ข้าผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่พอ! ยังจะเชื้อเชิญหายนะเข้าบ้านอีกด้วย! หากเจ้ากลับมาในครั้งนี้ ข้าจะกักขังเจ้าในสำนักสักร้อยปีให้รู้สำนึก!” ซูหยานหอบหายใจอย่างหนักราวกับเป็นลมบ้าหมู มันอยากจะระบายความโกรธให้มากกว่านี้ แต่มันก็ได้สติกลับมา และภาวนาในใจว่าทุกอย่างต้องเรียบร้อยดี


    หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบ เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวที่มีใบหน้าสุขุมก้าวเข้ามา โดยมีชิงเยว่ยืนห่างออกไปไม่ไกล


    ครั้นเห็นข้าวของที่กระจัดกระจายภายในห้อง ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าที่มึนงง


    เขาเลือกที่จะเมินเฉย ก่อนจะรีบคำนับ “ท่านอาจารย์ หลิงฟานอยู่ที่นี่ ท่านมีคำสั่งใดให้ศิษย์หรือไม่?”


    “หลิงฟาน?” ซูหยานที่หอบหายใจแรงเงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นชายหนุ่มผู้นี้มันก็รีบเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ของเจ้าอยู่ที่ใด?”


    ชายหนุ่มนามหลิงฟานตอบกลับอย่างสุภาพ “ศิษย์พี่ออกไปทำภารกิจระดับทมิฬ คาดว่าจะกลับมาในอีกสามวัน”


    ซูหยานสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อสงบสติอารมณ์ “เอาล่ะ ข้ามีเรื่องให้เจ้าทำ รีบออกเดินทางไปยังเมืองหยางโจวแล้วลากคอหยางเซี่ยกลับมา! และจงจำไว้ว่าอย่าให้มันยุ่งเกี่ยวกับตระกูลจางเป็นอันขาด!”


    “ศิษย์น้องหยาง?” หลิงฟานที่ได้ยินก็รู้สึกสับสน “ศิษย์น้องทำอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือไม่?”


    “ไม่ต้องถามมาก!” ซูหยานตะคอก “แค่ทำตามคำสั่งของข้าก็พอ หากหยางเซี่ยกล้าวางมือบนตระกูลจาง มันไม่ตายดีแน่!”


    หลังจากปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ หลิงฟานจึงพยายามพูดให้ซูหยานใจเย็นลง “ท่านอาจารย์ ตระกูลจางเป็นเพียงตระกูลชั้นต่ำ ศิษย์น้องหยางสามารถแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว—”


    แต่แทนที่ซูหยานจะได้สงบสติอารมณ์ มันกลับตะคอกเสียงดังหนักกว่าเดิม “เจ้าโง่! ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตระกูลจาง! แต่มันอยู่ที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของตระกูลจางต่างหาก!”


    “เบื้องหลังของตระกูลจาง? ตระกูลจางมีผู้อยู่เบื้องหลังตั้งแต่เมื่อใด?” หลิงฟานพึมพำอย่างสับสน ชิงเยว่ที่เงี่ยหูฟังอยู่ไม่ไกลก็รู้สึกฉงนเช่นกัน


    ซูหยานกัดฟันและกล่าวด้วยเสียงแข็ง “เมื่อ 9 ปีก่อน ท่านจอมฟ้าเคยไปที่ตระกูลจางเป็นการส่วนตัวและต้องการรับจางหลินเป็นลูกศิษย์… แค่นี้เจ้าก็น่าจะเข้าใจแล้วใช่หรือไม่!?”


    รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิงฟานหายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยความกลัวถึงขีดสุด “ทะ-ท่านจอมฟ้า!? ท่านกำลังหมายถึงวีรบุรุษในตำนานแห่งแคว้นฉู่…”


    “จะเป็นใครไปได้อีกหากไม่ใช่ชายชราผู้นั้น!” ซูหยานพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา “ในเมื่อเจ้ารู้แล้วก็จงไปที่เมืองหยางโจวให้เร็วที่สุด! ตระกูลจางจะตายไม่ได้! หากตระกูลจางเกิดมีใครตายขึ้นมา ผู้ที่ต้องรับเคราะห์คือข้าและสำนักจักรพรรดิพิรุณที่เคยกดขี่ตระกูลจางในงานแต่งงานวันนั้น!”


    หลิงฟานที่เพิ่งจะตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้ก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ศิษย์เข้าใจ!”


    โดยไม่รอช้าเขาวิ่งออกจากห้องอย่างรีบเร่ง และได้ยินเสียงฝีเท้าที่ห่างไกลออกไป เห็นได้ชัดว่าหลิงฟานได้ใช้พละกำลังทั้งหมดเพื่อต้องการเดินทางไปที่เมืองหยางโจวให้เร็วที่สุด


    การตอบสนองของหลิงฟานทำให้ชิงเยว่ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงกว่าที่คิด นางค่อยๆก้าวเข้าไปและยกมือประสานขึ้น “ท่านอาจารย์ ข้าขอทราบได้หรือไม่ว่าท่านจอมฟ้าที่ท่านพูดถึงคือใคร?”


    นางมีลางสังหรณ์ว่าคนที่ปรมาจารย์ซูหยานกำลังหวาดกลัว อาจจะเป็นคนคนเดียวกับที่พ่อของนางเคยบอกเมื่อหลายปีก่อน


    ซูหยานจ้องมองด้วยสีหน้าที่หงุดหงิด “ที่สำนักมีหอสมุดอยู่ หากเจ้าอยากรู้อะไรก็แค่ไปที่นั่น ข้าขี้เกียจจะตอบคำถามของเจ้า”


    ชิงเยว่เข้าใจได้ว่าซูหยานไม่มีกะจิตกะใจที่จะอธิบายอะไรอีกต่อไป นางทำได้เพียงโค้งคำนับ “เช่นนั้นศิษย์ขอตัว”


    นางหันหลังและตัดสินใจกลับไปยังที่พำนักโดยไม่เซ้าซี้อีกต่อไป


    บัดนี้นางเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดซูหยานจึงไม่คิดที่จะวางมือบนตระกูลจางและเลือกที่จะใช้วิธีการลับๆล่อๆเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 


    ปรากฏว่าตระกูลจางยังมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่ผู้อาวุโสจากสำนักฝึกฝนก็ยังไม่กล้าแตะต้อง นับจากนี้นางต้องไปสืบค้นข้อมูลว่า ‘ท่านจอมฟ้า’ ที่ซูหยานหวาดกลัวคือใคร 


    จากนั้นชิงเยว่พลางยกขวดหยกขึ้นมาดูและกำมันไว้แน่น “ท่านพ่อ ไม่ต้องกังวล ข้าจะทำให้ตระกูลชิงตั้งตระหง่านในเมืองชิงโจวให้ได้ในเร็ววัน”


    .

    .

    .


    ~ เหนือน่านฟ้าทิศตะวันออกเมืองหยางโจว ~


    ระฆังสีทองลอยข้ามผ่านหมู่เมฆด้วยความสูงสุด โดยมีร่างของหยุนเหวินยืนโต้ลมด้วยอาภรณ์ที่พริ้วไหว 


    แต่กลับกันร่างของจางหลินเหมือนจะถูกกระชากด้วยกระแสลมกระโชก เขาใช้มือทั้งสองเกาะระฆังไว้ราวกับตีนตุ๊กแกเพื่อไม่ให้ร่วงลงไป


    หยุนเหวินที่เห็นท่วงท่าของจางหลินก็อดที่จะรู้สึกขบขันไม่ได้ เขาวางมือบนบ่าของเขาและถ่ายทอดปราณปกคลุมร่างของเขาไว้ “เจ้าไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ คงมิอาจต้านทานแรงกดอากาศในระดับนี้ได้ เจ้าเพียงแค่ต้องนั่งนิ่งๆห้ามขยับตัว”


    ร่างของจางหลินมีแสงสีทองเรืองรองห่อหุ้ม บัดนี้เขาสัมผัสได้ว่ากระแสลมและแรงกดอากาศที่ส่งผลต่อตัวของเขาเบาบางกว่าก่อนหน้านี้ถึงสิบเท่า “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือ”


    หยุนเหวินยิ้มพลางโบกมือ “แค่เรื่องเล็กน้อย”


    ระหว่างที่สองออกมาจากเขตของป่าอสูรร่ำไห้ จางหลินที่นั่งอย่างสงบมาตลอดทางก็ตัดสินใจเปิดประเด็น “ผู้อาวุโสหยุน ข้ามีคำถาม ไม่รู้ว่าท่านพอจะไขความกระจ่างให้ข้าได้หรือไม่?”


    หยุนเหวินไม่ได้หันกลับมา หากแต่กล่าวตอบว่า “หากเกี่ยวกับสำนักจักรพรรดิดารา ข้าขอไม่ตอบ เพราะเจ้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนัก”


    จางหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ พลางกล่าวเปิดประเด็นที่เขายังค้างคา “ผู้อาวุโส ท่านเคยได้ยินคำว่าซวนหยวนมาก่อนหรือไม่?”


    แต่เมื่อจางหลินกล่าวจบประโยค สีหน้าของหยุนเหวินก็กลายเป็นสีซีด เขาหันกลับไปหาจางหลินด้วยการแสดงออกที่ร้ายแรง “เจ้าหนู เจ้าไปรู้จักคำว่าซวนหยวนมาจากที่ใด!?”


    การแสดงออกบนใบหน้าของหยุนเหวินทำให้จางหลินผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะหาข้อแก้ตัวว่า “ข้าเคยเห็นคำๆนี้ในตำราเล่มหนึ่ง คำๆนั้นถูกสลักอยู่บนหยกขาว แต่ข้ามิอาจหาข้อมูลเพิ่มเติมของมันในเมืองหยางโจวได้เลย”


    หยุนเหวินที่ได้ยินก็ลูบหน้าอกอย่างโล่งใจ “เจ้าเป็นหนอนหนังสืออย่างที่ใครเขาเล่าลือกันจริงๆ เจ้ามีแม้กระทั่งข้อมูลที่ตระกูลชั้นนำก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ”


    จางหลินอดไม่ได้ที่จะเกาหัว


    “เอาเถอะ ถึงอย่างไรบอกเจ้าไปก็ไม่เสียหาย…” หยุนเหวินถอนหายใจ พลางมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าและกล่าวตอบในเวลาเดียวกัน “ซวนหยวนคือชื่อของหนึ่งในสามจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรหยวนเทียน พื้นที่ของจักรวรรดิซวนหยวนอยู่ห่างไกลออกไปอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรไร้ขอบเขต โดยมีจักรพรรดิซวนหยวนเป็นประมุขผู้ปกครองจักรวรรดิ”


    “ส่วนหยกซวนหยวนที่เจ้าพูดถึง คือตราสัญลักษณ์ของผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของจักรวรรดิซวนหยวนโดยตรง… หากแต่หยกซวนหยวนจะถูกมอบให้แก่ผู้ที่สร้างคุณงามความดีให้แก่จักรวรรดิเท่านั้น มันเปรียบได้ดั่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงเลยก็ว่าได้”


    คำตอบที่ได้รับทำให้จางหลินรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก “จักรวรรดิซวนหยวน? จักรวรรดิที่ท่านพูดถึงใหญ่กว่าแคว้นฉู่อีกหรือ?”


    หยุนเหวินอดไม่ได้ที่จะกลอกตา “ความกว้างของหกแคว้นใหญ่ยังไม่เท่าหนึ่งในสิบพื้นที่การปกครองของจักรวรรดิซวนหยวนเลยด้วยซ้ำ... แค่นี้เจ้าก็พอจะรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิซวนหยวนแล้วใช่หรือไม่?”


    จางหลินพูดไม่ออก เขาทำได้เพียงอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ 


    หยุนเหวินถอนหายใจก่อนจะกล่าวเสริม “แม้ว่าข้าจะไม่รู้ข้อมูลที่ลึกซึ้งมากนัก แต่ข้าพอจะรู้ว่า แม้แต่สายเลือดราชวงศ์ฉู่ก็จำต้องคุกเข่าเมื่ออยู่ต่อหน้าสายเลือดจักรพรรดิซวนหยวน! และสถานที่แห่งนั้นมีเพียงเชื้อพระวงศ์ของจักรพรรดิ และผู้ที่เคยตั้งรกรากในฐานะข้ารับใช้ของจักรพรรดิเท่านั้นที่จะย่างกรายเข้าไปได้…”


    จากนั้นเขาพลันถอนหายใจยาว “ในสายตาของคนจากจักรวรรดิ พวกเราก็ไม่ต่างจากมดตัวเล็กๆ ดีไม่ดีแม้แต่เจ้าสำนักก็อาจจะมีสถานะต่ำกว่าทาสในจักรวรรดิซวนหยวนเสียอีก”

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน