ผมนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ไม้บุนวมที่ฝ่ายเ้าของสถานที่ใช้คนจัดหามาให้อย่างอ้อยอิ่งตรงหน้าของผมมีชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันกับผมอีกสองคนที่แสดงท่าทางที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั่งอยู่โดยระหว่างพวกเราทั้งสามคนนั้นมีโต๊ะไม้ทรงกลมตัวไม่ใหญ่นักวางกั้นพวกเราเอาไว้
“เฮ้! นี่ชั้นติดป้ายประกาศตามหาพวกนายมาคุยนะเฮ้ย! ไม่ใช่มากินน้ำชาฟรี”ร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สำนักงานที่ไม่ควรจะมีในโลกนี้ท้าวคางบ่นพร้อมกับแบะปากทำหน้าเซ็งจิตก่อนจะใช้นิ้วกลางดันแว่นให้เข้าที่ แล้วหมุนเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่เล่นแก้เบื่อ
“ท่านผู้ดูแล...ท่านไม่คิดจะดื่มด่ำกับรสน้ำชานี้หน่อยเลยรึ?”ชายที่ครึ่งหน้าขวาถูกปิดไว้ด้วยหน้ากากโดยเปิดฝั่งซ้ายที่เต็มไปด้วยรอยแผลไฟลวกบนใบหน้าที่นั่งบนโซฟาหนังอย่างดีเอ่ยถามด้วยท่าทีที่สูงศักดิ์แล้วยกแก้วชาขึ้นมาละเมียดละไมกับรสชาติชาในแก้วที่ถูกเสิร์ฟมาให้ั้แ่ตอนที่เข้ามานั่งภายในห้องนี้
“เหอะ!ตลกเถอะ กระเดือกมันแต่ไอน้ำชารสแบบนี้มาจะปีละเนี่ย! เอียน!” คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าผู้ดูแลของหอสมุดลิเทียร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหงุดหงิด
“งั้นลองของหวานดูไหมละครับ?”ผมลองถามผู้ดูแลหอสมุดที่ยังคงหน้าบึ้งอยู่เช่นเดิมพร้อมกับยกตะกร้าที่ผมเอาติดตัวมาจากคฤหาสน์ให้ทั้งสองคนเห็น
“คุณด้วยนะครับ”ผมหันไปบอกชายอีกคนที่ยังคงจิบน้ำชาอยู่พร้อมกับลงมือตัดแบ่งเค้กสตอเบอรี่ขนาดหนึ่งปอนด์ออกมาเป็แปดส่วนแล้วนำลงใส่จานที่ผมเตรียมมาเอง ก่อนจะยื่นส่งไปให้พวกเขา
“โอ้ ขอบคุณมากนะ”ชายหน้ากากยิ้มก่อนจะยื่นมือมารับ
“ไอพวกของยิ่งหวานยิ่งแพงมันมาอีกแล้วเรอะ...เอาเถอะ...ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกินละนะ...”ท่านผู้ดูแลบ่นพึมพำพร้อมกับทำหน้าปุเลี่ยนๆก่อนจะรับจานจากผมอย่างจำใจ
ก็เข้าใจนั่นละครับว่าของหวานยุคนี้มันยิ่งหวานก็ยิ่งแพงยิ่งดูสูงศักดิ์ขึ้น แต่ผมไม่ทำไอของดาดๆแบบนั้นหรอกน่าผมคิดเช่นนั้นพร้อมอมยิ้มจิบน้ำชารอดูปฏิกิริยาของทั้งสองหลังจากเอาขนมเค้กที่ผมทำเข้าปาก
“เฮ้ย!”ฝ่ายผู้ดูแลหอสมุดหลุดเสียงใออกมาทันทีที่เค้กที่ผมทำเข้าไปในปากฝ่ายชายที่มีแผลไฟลวกบนหน้าเองก็นิ่งไปเล็กน้อยก่อนที่ทั้งคู่จะเคี้ยวเค้กในปากจนหมด
“นี่นายทำเองหรอ!”ผู้ดูแลหันมาถามผมทันทีที่พร้อมกับจ้วงเค้กในจานเข้าปากรัวๆส่วนอีกคนค่อยๆกินละเมียดละไมทีละน้อยด้วยใบหน้าอันมีความสุข แหม่คุณผู้ดูแลหอสมุดครับ ค่อยๆกินก็ได้ม้าง จ้วงเอาๆแบบนั้นระวังติดคอตายเอานะเอ้อ
“แค่กๆๆๆๆๆ!”น่านไง ไม่ทันขาดคำจริงๆด้วย ผมคิดเช่นนั้นก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายดื่มน้ำชาแก้อาการติดคอไปก่อนแล้วจึงค่อยพูด โดยมีชายอีกคนนั่งกินช้าๆรอฟังอย่างเงียบๆ
“ใช่ครับผมเป็คนทำเองนั่นละครับ อร่อยใช่ไหมละครับ ฮ่ะๆ”ผมตอบอีกฝ่ายก่อนจะหัวเราะเล็กน้อย ก็ไม่แปลกละนะครับที่ทั้งสองจะทำท่าทางแบบนั้นเพราะยุคนี้มันยิ่งทำของหวานหวานมากเท่าไหร่มันยิ่งดีแบบนี้ ตอนผมกินเข้าไปครั้งแรกนี่เล่นเอาซะทรมานเลยละครับ
คิดสภาพคุณเอาน้ำตาลทั้งถุงเทกรอกปากดูสิคิดถึงทีไรเล่นเอาซะสยองทุกทีมีแต่แพนเค้กของเซบาสเตียนนี่ละที่อร่อยที่สุดสำหรับผมแต่ผมเองก็อยากกินอย่างอื่นนอกจากแพนเค้กเหมือนกันนะ เลยมีแอบฝึกตอนว่างๆพอออกเดินทางไปทั่วตลอดสี่ปี เจอวัตถุดิบที่เหมือนๆกับโลกก่อนมากยิ่งขึ้นผมก็พยายามพัฒนาฝีมือให้มากขึ้นไปอีกกว่าจะได้รสชาติแบบเดียวกับที่เคยกินในโลกก่อน
“ถึงเราจะเจอของหวานที่หวานเกินจะบรรยายมาตลอดยี่สิบกว่าปีก็เถอะ...ในที่สุดก็เจอคนที่ทำรสชาติดีๆแบบนี้ซะทีขอบคุณท่านมาก” ชายท่าทางสูงศักดิ์กล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะมาจากครึ่งหน้าที่ถูกไฟลวกก็ตามแต่ก็ยังแสดงถึงความอบอุ่นอยู่ดี
ส่วนฝ่ายผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์นะหรอ...เงยหน้ามาถามว่าจะมีใครกินเค้กอีกไหมพอผมกับชายท่าทางสูงศักดิ์คนนั้นส่ายหน้าปุ๊บ เ้าตัวก็คว้าเค้กสตอเบอรี่ที่เหลืออยู่ไปจัดการเองคนเดียวจนหมดแล้วนั่งลูบท้องอย่างสบายใจ
“เอาละ!ไหนๆก็กินเค้กจิบน้ำชากันจบแล้ว คงได้เวลาแนะนำตัวกันแล้วม้างคุณๆท่านๆทั้งสอง” ท่านผู้ดูแลหอสมุดที่หายอืดจากเค้กเป็ที่เรียบร้อยแล้วก็เปลี่ยนท่าทางนั่งเป็มาดเข้ม ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากมีคราบครีมเล็กๆเลอะอยู่ที่มุมปากจนพวกผมสองคนที่เหลือหลุดหัวเราะออกมาเพราะอั้นกันไม่ไหวแล้ว
“อะไร๊!? พวกนายหัวเราะอะไรกันฟ่ะ!?” ชายสวมแว่นถามอย่างหงุดหงิดก่อนที่ผมกับอีกคนจะชี้ไปที่มุมปากที่เลอะครีมของอีกฝ่าย ทำให้เ้าตัวรีบเช็ด แล้วทำเข้มต่อพวกผมที่เหลือจึงหยุดหัวเราะ แล้วจึงเริ่มการแนะนำตัวกัน
“ในเมื่อชั้นเป็คนเรียกพวกนายมาที่นี่ชั้นจะเป็คนแนะนำตัวก่อนละกัน ชื่อใหม่ของชั้นคือคลูก้า ลิเทียร์ผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์คนปัจจุบัน” คลูก้าเอ่ยแนะนำตัวพร้อมกับฉีกยิ้มร่าแล้วเอนหลังลงกับพนักพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
เป็ฝ่ายผมเองซะมากกว่าที่แปลกใจกับนามสกุลของอีกฝ่ายเพราะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะมีคนนามสกุลเดียวกับผู้ก่อตั้งหอสมุดลิเทียร์ได้เพราะอะไรน่ะรึ? ก็เพราะว่าผู้ก่อตั้งหอสมุดลิเทียร์แห่งนี้ไม่มีลูกยังไงละ! แถมไม่เคยอุปการะเด็กคนไหนไว้เลยด้วยทำให้ตำแหน่งผู้ดูแลรุ่นต่อมาจากท่านถูกส่งให้กับตระกูลของคนสนิทของท่านผู้ก่อตั้งมาสองรุ่นแล้ว
ผมเองตอนนี้ก็ไม่อยากจะแย้งอะไรออกไปเพราะตัวเองก็ไม่แน่ใจนัก จึงปล่อยผ่านไปรอเ้าตัวเล่าเอง ก่อนที่ผมกับคลูก้าจะหันไปมองชายท่าทางสูงศักดิ์คนเดียวในห้องเชิงบอกให้แนะนำตัวเป็คนต่อไป
“ต่อไปก็เราสินะ...เราชื่อเฟอร์นิคัสอันบรา ยินดีที่ได้รู้จักนะทั้งสองท่าน” เฟอร์นิคัสแนะนำตัวพร้อมกับฉีกยิ้มบางเบาให้กับผมและคลูก้าก่อนจะยกแก้วชาขึ้นจิบโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
คนๆนี้คือคุณเฟอร์นิคัสคนนั้นจริงๆเรอะเนี่ย?ผู้มีสิทธิชิงตำแหน่งจักรพรรดิลำดับที่2คนนั้นอ่ะนะ? ยอมรับเลยว่าั้แ่กลับมาทั้งสัปดาห์ผมไม่ได้ตามข่าวตอนที่ตัวเองหายไปเลยแม้แต่น้อยถึงแม้ว่าผมจะเคยเจอกับเขาในงานเลี้ยงวันเกิดยัยแม่ทัพนั่นก็เถอะแล้วไหงพอเจอกันอีกทีหน้าฝั่งซ้ายเขาดันมีแผลไฟลวกเต็มหน้าแบบนั้น...ตลอดสี่ปีที่ผมหายหัวไปมันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?
“โฮ่...ผู้มีสิทธิชิงตำแหน่งจักรพรรดิลำดับที่6ดยุคเฟอร์นิคัส อันบราจริงๆด้วยสินะ” หา!?!?!?!?
“ดูท่านจะไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่เลยนะครับท่านคลูก้า ลิเทียร์” เดี๋ยวๆๆๆๆๆๆๆ ผมว่าผมเริ่มตามไม่ทันละไหงคุณเฟอร์นิคัสถึงเลื่อนตำแหน่งเป็ดยุคแทนท่านดยุคอันบราที่เป็พ่อไปได้เนี่ยยังไม่รวมถึงเื่ที่คุณเฟอร์นิคัสแกถูกลดลำดับลงไปพรวดพราดแบบนั้นอีกเริ่มจะงงตึบแล้วนะ!
“ก็แผลไฟไหม้ที่หน้านายมันเป็ที่โจษขันกันไปทั่วอาณาจักรขนาดนั้นเลยนี่ฟ่าถึงชั้นกับนายจะไม่เคยเจอกันก็เถอะแต่เอกลักษณ์ของนายก็ทำให้ชั้นตงิดๆใจเหมือนกันนะเอ้อว่าใช่ไหม” คลูก้าตอบแล้วท้าวคางมามองหน้าผมที่ทำสีหน้าอึ้งๆอยู่
“แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนไม่รู้เหมือนกันนะเนี่ย...ไปอยู่หลังเขาที่ไหนมากันฟ่ะ?”ผู้ดูแลหอสมุดเปรยออกมาพร้อมกับจ้องหน้าผมแล้วทำหน้าแบบประมาณว่าแกไม่รู้เรอะ?ก็คนมันไม่รู้นี่นา คนไม่รู้ไม่ผิดนะเอ้อ
“เราเองก็แปลกใจเหมือนกันนะที่ท่านไม่ทราบเื่ของเรา?”ฝ่ายดยุคเฟอร์นิคัสเองก็ถามอย่างแปลกใจผมเองก็แปลกใจเหมือนกันนั่นละว่าคุณไปผจญกับอะไรมาหน้าถึงได้เป็แบบนั้นเอา
“อา...ช่างเหอะๆถึงตานายแนะนำตัวแล้ว”ดูท่าคลูก้าเขาจะี้เีซักไซ้ผมแล้วแฮะผมจึงปรับท่าทางการนั่งเล็กน้อยแล้วกระแอ้มไอก่อนจะเอ่ยแนะนำตัว ในขณะที่ทั้งสองยกน้ำชาขึ้นจิบ
“ผมชื่อนาธานครับ...นาธานเมลฟอร์ด ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณผู้ดูแลหอสมุดคลูก้า ท่านดยุคเฟอร์นิคัส”สิ้นคำ ทั้งสองก็สำลักน้ำชาทันที
“พรู๊ดดดดดดดดด!แค่กๆๆๆๆๆ! นี่นายคือบุตรชายคนเล็กของบ้านเมลฟอร์ดเรอะ!?”ทางคลูก้านี่เล่นพ่นออกมาเป็สายเลยแฮะ...ดีหน่อยที่ทางดยุคเฟอร์นิคัสเขาแค่สำลักนิดหน่อยไม่ได้ทุเรศแบบอีกคน...
“แค่กๆๆ!...คุณชายเมลฟอร์ดหรอนั่น!?” ผมพยักหน้ารับกับคำถามของทั้งสองมันมีอะไรน่าใ- เฮ้ย! สถานะของผมตอนนี้มันระบุว่าตายไปแล้วนี่หว่า!ผมที่พึ่งนึกขึ้นมาได้จึงยิ้มแหยๆ แล้วจึงบอกกับสองคนนั้นว่า
“เอ่อ...เื่มันยาวน่ะครับแฮะๆ...” สิ้นคำตอบของผม ทั้งสองก็ยังคงทำหน้ามึนๆไปซักพักก่อนที่คลูก้าจะได้สติขึ้นมาคนแรก แล้วหันไปหาดยุคเฟอร์นิคัส
“ว่าแต่...นายไม่รำคาญไอหน้ากากแผลไฟลวกนั่นมั้งเรอะ?”
“รู้ด้วยสินะ”ดยุคเฟอร์นิคัสกล่าวพร้อมรอยยิ้มทางผมที่ยังคงตามเื่ไม่ทันเช่นเดิมจึงทำหน้างงจนกระทั่งดยุคเฟอร์นิคัสถอดหน้ากากออก
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาปรากฏออกมาให้ผมและคลูก้าได้ยลโฉมฝ่ายคลูก้าดูเหมือนว่าจะเป็ไปอย่างที่ตัวเขาคิด แต่ทางผมนี่ติดสตั้นไปเรียบร้อย ไอหน้ากากนั่นมันอะไรกันละนั่น! ครึ่งนึงมันก็เป็หน้ากากธรรมดาๆอยู่หรอกแต่ไหงอีกครึ่งมันเป็แผลไฟลวกได้เล่า! ช่างโลกนี้ทำได้ถึงขนาดนี้เลยเรอะ!?
ทางดยุคเฟอร์นิคัสที่เห็นผมทำหน้าสตั้นเหมือนมีคนเอาไม้มาฟาดหัวจึงตัดสินใจเล่าเื่ของเขาให้ผมและคลูก้าฟัง
ตอนที่เขาอายุครบ10ขวบนั้นอยู่ดีๆเ้าตัวก็เกิดป่วยกะทันหัน ไม่ได้สติไปถึงสัปดาห์นึงเต็มๆตอนนั้นความทรงจำในชาติก่อนของเขากลับมาซึ่งนั่นหมายความว่าเขาเป็คนแรกที่มาถึงโลกใบนี้นั่นเอง
ด้วยความทรงจำในชาติก่อนที่กลับมาทำให้การพัฒนาของเขาเป็ไปได้อย่างรวดเร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกันซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็ที่จับตามองของคนรอบข้าง และได้กลายเป็หนึ่งในผู้มีสิทธิชิงตำแหน่งจักรพรรดิไป
หลังจากที่ผมถูกระบุว่าตายไปแล้วประมาณสองปีก็เกิดเหตุเพลิงไหม้คฤหาสน์ของดยุคอันบราและตำหนักล่องลมของเขา ส่งผลให้มีคนจำนวนมากเสียชีวิตรวมถึงพ่อและแม่ของเขาด้วย
เป็เวลากว่าสองปีที่เขาไม่ออกมาพบปะผู้คนแสร้งอ้างอาการาเ็จากแผลไฟไหม้ที่ไม่มีเลยแม้แต่น้อยมีบ้างที่เขานั้นจะออกมาจากเขตตำหนักล่องลม แต่ก็ไม่เคยไปไกลกว่าเขตพระราชวังซึ่งเขาก็พึ่งจะกลับออกมาพบเจอผู้คนแบบเต็มรูปแบบเมื่อเดือนที่แล้วเท่านั้นเอง
“เห...เื่มันเป็แบบนี้นี่เองสินะครับ...”ผมเอ่ยออกมาพร้อมกับลูบคางใช้ความคิดใครกันน้ากล้าเล่นงานตระกูลอันบราที่เ้าตระกูลคนก่อนเป็ถึงรัฐมนตรีฝ่ายการคลังกันแถมกะจะฆ่าเขายกครัวแบบนี้ ก็แสดงว่าอีกฝ่ายเองก็ต้องมีอำนาจพอตัวอยู่เหมือนกันถึงได้ไม่มีหลักฐานให้สาวแบบนี้
“ดูท่าจะเป็เื่ยุ่งยากน่าดูเลยนะแต่ก็เอาเถอะ ขืนคิดอะไรมาก นายคงไม่มานั่งจุมปุ๊กอยู่ตรงนี้หรอกจริงไหม?”
“ก็อย่างที่ท่านคลูก้าว่านั่นละท่านนาธานแต่ว่าใครจะเป็คนเล่าต่อจากเราละ?” ดยุคเฟอร์นิคัสถามต่อเมื่อเห็นว่าเื่ของตนผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
“งั้นชั้นขอละกันเื่ของเ้านาธานเอาไว้ที่หลังสุดเลย” คลูก้าบอกพลางทำมือปัดๆเสมือนว่าเื่ของผมเอาไว้ทีหลังสุดก่อนจะเริ่มเล่าถึงเื่ของตัวเอง
เ้าตัวนั้นถูกวาปมาที่โลกนี้พร้อมกับบ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบของน้าชายเมื่อหนึ่งปีก่อนซึ่งนั่นหมายความว่าเขาเป็คนสุดท้ายที่เดินทางมาถึงที่โลกนี้
โดยจุดที่เขาโผล่มาคือสวนด้านหลังของหอสมุดที่ล้อมกำแพงเอาไว้ในขณะที่เ้าตัวกำลังติดสตั้นอยู่นั้นเอง ผู้ดูแลหอสมุดคนก่อนก็ออกมาต้อนรับเขาพร้อมพาไปยังห้องรับรอง
ผู้ดูแลคนก่อนเล่าว่ามีคำทำนายถึงการมาของเขาเอาไว้ จะเรียกว่าคำทำนายก็ไม่ถูกต้องนักเพราะมันแม่นยำมากเนื่องจากระบุถึงวันและเวลานวมถึงสิ่งที่จะโผล่มาพร้อมตัวเขาโดยคนที่ให้คำทำนายเอาไว้คือผู้ก่อตั้งหอสมุดลิเทียร์นี้ขึ้นมา
ก่อนที่ผู้ดูแลหอสมุดคนก่อนจะมอบรูปภาพหนึ่งที่เขาอ้างว่าเป็ภาพของผู้ก่อตั้งให้กับเขาซึ่งนั่นทำให้เ้าตัวติดสตั้นไปอีกรอบเนื่องจากรูปที่ได้มาเป็รูปของน้าชายที่หายตัวไปั้แ่เขายังเด็กๆ
และยังไม่ทันที่สติของเ้าตัวจะกลับมาได้ดีคุณผู้ดูแลก็ใช้จังหวะนั้นยัดเยียดตำแหน่งผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์ให้ทันทีทำให้เขากลายเป็ผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์รุ่นที่4อย่างเป็ทางการ
“พูดแล้วชั้นก็ยังคงหงุดหงิด...ไอแก่นั่นมันเ้าเล่ห์ฉิบเป๋ง...”คลูก้าที่เล่าจบท้าวคางหันหน้าไปอีกทางพร้อมกับขบเขี้ยวฟันอย่างหงุดหงิดใจส่วนผมกับดยุคเฟอร์นิคัสนะรึ?อึ้งกันั้แ่เ้าตัวบอกว่าผู้ก่อตั้งคนแรกเป็ญาติของตัวเองแล้วน่ะสิ
มันเป็เื่ประหลาดมากจริงๆนะไหนจะเื่คำทำนายที่โคตรจะแม่นนั่น ไหนจะเื่ที่ผู้ก่อตั้งหอสมุดเป็น้าชายอีกอย่างกับว่าคลูก้าถูกล็อกให้มาที่นี้ั้แ่แรกแล้ว จะว่าซวยสุดๆก็ได้เลยละมั้ง
“แล้วฝ่ายลูกสาวของท่านผู้ดูแลคนก่อนไม่คัดค้านเลยรึ?เราจำได้ว่าหล่อนอยากจะเป็ผู้สืบทอดหอสมุดนี่?” ดยุคเฟอร์นิคัสถามพร้อมกับเลิกคิ้วอย่างแปลกใจอ้อ คงหมายถึงนักปราชญ์หญิงคนนั้นละมั้ง ถึงผมจะไม่เคยเห็นหน้าก็เถอะแต่ด้วยชื่อเสียงของหล่อน แล้วยังเป็ถึงสหายสนิทอีกคนขององค์จักรพรรดินีด้วยเลยดังพอตัวเลยละ
“ยัยบ้านั่นอ่ะนะ?มาป่วนชั้นทุกวันจนท้าพนันไปน่ะ พอแพ้ ชั้นเลยให้หล่อนไปเป็บรรณารักษ์รักษาการประจำวันแบบยาวๆไปเลยน่ะตัดปัญหา” หนุ่มแว่นพูดพลางดันแว่นให้เข้าที่พร้อมกับฉีกยิ้มและหัวเราะแบบตัวร้ายในหนังเขาทำกันก่อนที่เขาจะบ่นยับเกี่ยวกับความป่วนของนักปราชญ์หญิงคนนั้นที่เ้าตัวต้องเจอมาตลอดหนึ่งปี
ดยุคเฟอร์นิคัสกับผมที่นั่งฟังสิ่งที่คลูก้าบ่นออกมาก็ฉีกยิ้มแห้งๆให้กันรอจนกระทั่งคลูก้าระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมาจนหมด การสนทนาของพวกเราจึงเดินต่อ
“ถึงตาท่านเล่าแล้วละครับท่านนาธาน”ดยุคเฟอร์นิคัสกล่าวในขณะที่คลูก้ากำลังกระดกน้ำชาแก้กระหายจากการบ่นยาวเกือบสิบนาทีผมฉีกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเล่าถึงเื่ราวของตัวเอง
“นี่แกแกล้งตายเพราะแค่อยากจะถอนหมั้นเนี่ยนะ?”คลูก้าที่ฟังผมเล่าจนจบเบ้หน้าขณะยกกาน้ำชาเติมชาในแก้วของตน
“เราเองก็ไม่นึกว่าท่านนาธานจะกล้าได้กล้าเสียขนาดนี้นะเนี่ย...”ฝ่ายดยุคเฟอร์นิคัสเองก็พูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆให้กับพฤติกรรมของผมเมื่อสี่ปีก่อนก็เข้าใจละนะครับว่ามันน่าละเหี่ยใจ แต่ผมเองก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้งละนะ...เพราะถ้าตอนนั้นผมไตร่ตรองให้ดีๆคงไม่วุ่นวายแบบทุกวันนี้หรอก...
“คุยกันมาตั้งนานจะคุยกันแบบเกรงอกเกรงใจไปตลอดชั้นว่าชั้นก็ไม่ไหวนา พวกนายเรียกชั้นว่าคลูสละกัน”คลูก้า...ไม่สิ คลูสบอกพวกผมด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ นั่นจึงทำให้ผมกับดยุคเฟอร์นิคัสเผยรอยยิ้มออกมาอย่างยินดีกับมิตรภาพของพวกเราที่กำลังก่อตัวขึ้น
“ชื่อผมมันย่อไม่ได้แฮะ...เรียกผมว่านาธานละกันครับไม่ต้องเติมคำสุภาพมาให้ผมก็ได้นะครับดยุคเฟอร์นิคัส” คำพูดของผมเรียกเสียงหัวเราะจากปากของดยุคเฟอร์นิคัสก่อนเ้าตัวจะฉีกยิ้มบางๆ แล้วตอบผม
“นาธานเองก็เหมือนกันนั่นละไม่ต้องมาใส่ยศนำหน้าชื่อเราเลย เรียกเราว่าเฟอร์ก็พอ” สิ้นคำเราทั้งสองก็หัวเราะออกมา
“อ้าว!แล้วพวกนายไม่ต้องบอกให้ชั้นไม่เรียกอย่างสุภาพมั้งเรอะนาธาน?เฟอร์?” ฝ่ายคลูสเองดูเหมือนจะสงสัยที่ผมกับเฟอร์จะบอกให้ต่างฝ่ายเท่านั้นว่าไม่ต้องเรียกกันอย่างสุภาพโดยไม่มีเ้าตัวรวมอยู่ด้วย
“ั้แ่เข้ามาในห้องนี้คลูสเคยเรียกพวกผมอย่างสุภาพซะที่ไหนละครับ จริงไหมครับเฟอร์?” ผมตอบกลับไปจนฝ่ายคลูสเบ้ปาก แล้วยิ่งเฟอร์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำตอบของผมเ้าตัวก็พ่นลมออกมาอย่างหงุดหงิดแล้วบ่นงึมงำใส่พวกผมจนอดกันไม่ได้ที่จะหัวเราะก่อนที่ผมจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“แต่จะว่าไป...พวกเรานี่...ไม่มีคนไหนมาโลกนี้เหมือนกันเลยนะครับ” ผมเปรยออกมา ก่อนที่ทั้งสองคนจะหยุดชะงักไปครู่นึงแล้วทำหน้าประมาณว่าจริงด้วยออกมา
“ชั้นวาปมาทั้งตัวกับบ้าน”
“เรามาเกิดใหม่”
“ส่วนผมนี่สิงร่างคนอื่นเลย”สิ้นคำของเราทั้งสาม พวกเราก็หัวเราะกันออกมาอย่างสุดเสียงวันแรกที่ผมมาที่โลกนี้ เคยแอบเหงาเพราะตัวเองต้องจากโลกเก่ามาแถมยังไม่มีใครที่คุยกันได้อย่างสนิทใจ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ผมคิดเช่นนั้นพร้อมกับหยุดหัวเราะพร้อมกับทั้งสองคนก่อนที่การสนทนาของพวกเราจะเริ่มกันต่อด้วยความสนุกสนาน
เพราะป้ายประกาศของคลูสเมื่ออาทิตย์ก่อนนี้...ดูท่า...ผมจะได้เพื่อนใหม่แฮะแถมตั้งสองคนซะด้วยสิ