หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    เกินคาด

    ในค่ำคืนนั้นทั้งลั่วอู่หลินและหลินชิงหลวนลอยอยู่บนฟ้าเหนือเมืองเพื่อสังเกตุการณ์ ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองมีการป้องกันหนาแน่นมากขึ้นเป็นอย่างมาก เหล่าทหารตรวจการหนาตายิ่ง

     

    "ท่านป้า ท่านว่าใครกันที่เป็นคนทรยศ"ลั่วอู่หลินกล่าวถามความเห็นของผู้เป็นป้าในทันที

     

    หลินชิงหลวนยกยิ้มและอดส่ายหน้าให้ไม่ได้ "หากให้ข้าเดาก็น่าจะเป็นตระกูลใหญ่นั่นแหละ น่าจะมีตระกูลไหนสักตระกูลอยากจะขึ้นมาแทนตระกูลหยางกระมัง"

     

    "ตระกูลใหญ่? ก็น่าคิดเหมือนกัน ตระกูลเจียงน่าสงสัยที่สุดเพราะมีบุตรชายที่เป็นอัจฉิยะอยู่ในขุมกำลังนั้นแต่ข้าว่ามันจะดูง่ายดายไปเสียหน่อย ตระกูลเสี่ยวจะบุคลิกของพวกเขาก็ดูเป็นนักรบและตรงไปตรงมา ตระกูลเจี่ยก็ขึ้นชื่อเรื่องการค้าดูไม่น่าจะสนใจการปกครองบ้านเมืองแต่อย่างใด สุดท้ายคือตระกูลหลี่ข้าไม่มีความเห็นกับตระกูลนี้เสียเท่าไรนัก"

     

    "หืม ทำไมละ? หวังว่าเหตุผลคงไม่ใช่เพราะเป็นตระกูลของศิษย์พี่เจ้าหรอกนะ"

     

    "ย่อมไม่ใช่ ที่ข้าบอกเช่นนั้นเพราะการกระทำของพวกเขาก็เหมือนกับคนปกติธรรมดาทั่วไป หากจะพูดว่าเป็นการเล่นละครตบตาก็ถือว่าเเนบเนียนมากเลยทีเดียว ดังนั้นข้าจึงไม่มีคำตอบในเรื่องนี้"ลั่วอู่หลินกล่าวอธิบายไป

     

    "แล้วเจ้าว่าใครเป็นคนทรยศ?"หลินอี้เฟยกล่าวถาม

     

    "หากจะให้ชี้เป้าเลยคงทำไม่ได้ แต่ข้าสืบได้"ลั่วอู่หลินยกยิ้มอย่างมีเลศนัย ทันใดนั้นเขาก็พุ่งลงไปยังเงาด้านล่างและหายไป

     

    หลินชิงหลวนที่ลอยอยู่บนฟ้าก็พลันยกยิ้มออกมา ความสามารถนี้ของหลานชายนางนับว่ายอดเยี่ยมเอาเสียมากๆในการสืบค้นข้อมูล ดังนั้นนางจึงยืนรอเขาอยู่กลางท้องนภาเช่นนี้อย่างสบายใจ

     

    "น้องชายเจ้าจะไปที่ไหนก่อนดี"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวถาม

     

    "ความจริงข้ามีสถานที่ๆคิดเอาไว้แล้ว แต่ตอนนี้ยังก่อน เพราะข้าอยากจะไปที่ตระกูลหลี่"ลั่วอู่หลินกล่าว ที่เขาตัดสินใจเช่นนี้แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องการสืบหาคนทรยศแต่อย่างใด แค่เขาอยากจะรู้เอามากๆว่าตระกูลหลี่เป็นตระกูลเช่นไรกันแน่ แล้วทำไมหลี่อิงถึงได้ไม่อยากกลับมานัก

     

    "ขอโทษด้วยภรรยาที่รัก ข้าขอสอดรู้สอดเห็นเสียหน่อยเถอะ"

     

    หลังจากที่เดินทางผ่านเงามานานลั่วอู่หลินก็มาถึงยังตระกูลหลี่แล้ว อีกทั้งเขายังสำรวจมันอย่างรวดเร็วจนไม่นานก็มาถึงยังตำหนักประชุมของเหล่าผู้อาวุโสที่ตอนนี้กำลังนั่งทำสีหน้าเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก

     

    "ไหนดูสิว่ามีอะไรพอที่จะเป็นประโยชน์บ้าง"ลั่อู่หลินทำตัวเองให้เบาบางและเร้นกายในความมืดมิดโดยไม่มีใครล่วงรู้แต่อย่างใด

     

    "ท่านประมุข! ตอนนี้เขตที่เราดูแลไม่มีอะไรผิดปกติขอรับ"ผู้อาวุโสคนหนุ่มกล่าว ประมุขตระกูลพยักหน้ารับและโบกมือให้ผุ้อาวุโสท่านนั้นกลับเข้าที่ไปในทันที ต่อมาก็มีผู้อาวุโสอีกคนที่นั่งโต๊ะทางซ้ายใกล้เคียงกับประมุขตระกูลมากที่สุดลุกขึ้นพร้อมกล่าว

     

    "ท่านประมุข จริงอยู่ว่าเรื่องเมืองก็สำคัญ แต่ความอยู่รอดของพวกเราเองก็สำคัญเหมือนกัน ตอนนี้ผู้อาวุโสลำดับสามของตระกูลซือกดดันพวกเราจนจะไม่เหตุผลที่จะปฏิเสธแล้ว หากไม่ส่งตัวหลี่อิงไปให้พวกเขาตระกูลเรามีหวังได้จบสิ้นแน่ ท่านประมุขเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว"

     

    "หึ ทำอะไรสักอย่าง?? ตอนนั้นใครกันที่คิดจะไล่นางไปไกลๆทว่าตอนนี้กลับคิดจะทำอะไรสักอย่าง มาถึงตอนนี้จะไปทำอะไรได้ หลี่อิงไม่ใช่แค่ศิษย์ธรรมดาๆของนิกายเปลวเพลิงโชติช่วงแต่นางเป็นถึงศิษย์ของลูกสาวผู้นำนิกาย ด้วยสถานะของแหล่งกำเนิดนักปรุงโอสถย่อมไม่มีใครไปบีบบังคับนางได้ แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร หืม!!"ประมุขตระกูลกล่าวอย่างเดือดดาล

     

    "โอ้ เกี่ยวกับภรรยาของข้าเสียด้วย ถือว่าโชคดีที่ได้ฟัง"ลั่วอู่หลินตั้งใจฟังด้วยความสนใจยิ่ง แน่นอนในเมื่อเขาเป็นสามีย่อมอยากรับรู้อยู่แล้วว่าภรรยาของตนเองเจออะไรมาบ้างกว่าจะกลายเป็นคนเย็นชาดังปัจจุบัน

     

    "ถะ ถ้าหากเราบอกตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงไปว่าบิดาของนางหรือผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งตระกูลซือต้องการตัวนางละ ด้วยฐานะตระกูลอันดับที่สองของดินแดนจะใช้อำนาจกดดันตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงและตระกูลหลินไม่ได้เชียวหรือ ท่านประมุขลองคิดให้ดีเถอะ หากให้หลี่อิงแต่งเป็นอนุของนายน้อยตระกูลซืออนาคตของตระกูลเราย่อมสดใส ถึงอย่างไรนางก็นอกคอกอยู่แล้วใช้ให้เป็นประโยชน์เสียหน่อยเถอะดีกว่าทิ้งให้สูญเปล่าไปเช่นนี้"ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งทางขวามือของประมุขตระกูลกล่าว ประมุขตระกูลหลี่ก็ทำสีหน้าครุ่นคิดในทันทีก่อนจะยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา

     

    ลั่วอู่หลินที่ได้ยินบทสนทนานี้ก็อดหงุดหงิดไม่ได้ แม้จะตกตะลึงเรื่องที่หลี่อิงเป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสสามตระกูลซือก็เถอะ แต่เจ้าคนพวกนี้คิดจะขายภรรยาของเขาเพื่อความรุ่งโรจน์ของตนเอง

     

    เรื่องนี้ทำให้เขาอยากจะฆ่าล้างตระกูลพวกมันเสียจริงๆ เมื่อได้ฟังมาถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็ดำดิ่งลงเงาและออกไป เพราะเกรงว่าหากฟังไปมากกว่านี้แล้วเผลอลงมือขึ้นมาและมันจะทำให้เสียงานใหญ่ได้

     

    "รอก่อนเถอะ คิดจะขายภรรยาข้างั้นหรือ คอยดูแล้วกันว่าเจ้าจะพบจุดจบเช่นไร"ลั่วอู่หลินยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางลงมือแน่ แต่จะให้หลี่ิอิงเป็นคนลงมือ เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวกับนางโดยตรงและต้องเป็นนางเท่านั้นที่จะตัดสินใจได้

     

    ชายหนุ่มทะยานร่างออกมา เขาพุ่งไปต่อยังสถานที่แห่งหนึ่งทิศตะวันตกของเมือง เนื่องจากเมื่อตอนที่เขาปลดปล่อยพลังแสงแห่งการเยียวยาออกมารักษาผู้คนเขาค้นพบสถานที่แห่งหนึ่งที่ต่อต้านพลังแสงของเขานั่นก็คือที่นี่ ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันต้องมีสิ่งผิดปกติอย่างแน่นอน

     

    ลั่วอู่หลินเดินทางมาถึงเบื้องหน้าของเขาคือถ้ำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งล้าง เมื่อกวาดจิตสัมผัสเข้าไปเขาพลันพบว่ามีสัญญาณชีวิตอยู่ด้านในจำนวนหลายสิบชีวิตด้วยกัน เมื่อเห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็ยกยิ้มและเคลื่อนที่ผ่านเงาเข้าไปด้านในทันที

     

    แต่ทว่าสิ่งที่เขาเห็นเมื่อเข้ามาก็พลันทำให้ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างอย่างช่วยไม่ได้ คนเหล่านี้ที่เขาพบไม่ได้มากจากตระกูลไหนในเมืองหยางเลย แต่กลับเป็นขุมกำลังหนึ่งที่ลั่วอู่หลินคิดว่ากำจัดมันจนหมดสิ้นแล้ว

     

    'มันคือเซิ่งหุน!!!'เขากล่าวขึ้นในใจ ใช่ มันคือขุมกำลังเซิ่งหุ่นจริงๆ และหากถามว่าทำไมชายหนุ่มถึงรู้ได้ นั่นเพราะลักษณะการแต่งตัวของพวกมัน สัญลักษณ์ และสุดท้ายคือพวกมันไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นอสูรที่มีหูหางสีดำและมีเขี้ยวแหลมคม เขาย่อมจำได้ขึ้นใจ

     

    'นี่แสดงว่าขุมกำลังนี้ มันไม่ได้มีแค่ดินแดนระดับต่ำสินะ จากที่เห็นพวกมันยังมีระดับสูงสุดแค่วีรชนชั้นที่สามเท่านั้น ข้าคงรจะลงมือเลยหรือรอโอกาสดี'ลั่วอู่หลินกล่าวในใจอีกครั้ง แต่แล้วเสียงไฉ่เยว่เอ่อรก็พลันดังขึ้นมา

     

    'น้องชาย นี่คงจะเป็นหน่วยข้อมูลและข่าวกรองของพวกมันเจ้าควรลงมือเสียตอนนี้ เพื่อไม่ให้ข่าวสารถึงมือศัตรู แล้วก็เหลือเอาไว้หนึ่งคนข้าจะดึงความทรงจำของพวกมันให้'ลั่วอู่หลินพยักหน้ารับในทันใด

     

    เขาค่อยๆเคลื่อนที่เข้าไปยังคนที่อยู่ระยะห่างที่สุดของพวกมัน พร้อมกับดึงเอาเคียวสีดำสบั้นคอของอีกฝ่ายและดึงลงเงาไป นับเป็นการลอบสังหารที่เงียบเชียบเอามากๆอีกทั้งนี่ยังเป็นยามราตรียิ่งแล้วใหญ่

     

    ลั่วอู่หลินลงมือลอบสังหารเช่นนี้คนแล้วคนเล่า จนในที่สุดก็เหลือไม่ถึงสิบคนแล้ว และดูเหมือนว่าหัวหน้าของพวกมันที่มีระดับวีรชนขั้นที่สามจะสัมผัสถึงสิ่งผิดปกติได้

     

    "แย่แล้ว โดนลอบโจมตี!!"หัวหน้าระดับวีรชนขั้นที่สามอุทานออกมาด้วยความตกใจ ทันใดนั้นเหล่าคนของมันที่เหลือพลันรวมกลุ่มกันในทันทีและมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัวที่ประดังเข้ามาในใจ

     

    "ใครกัน?? แน่จริงก็ออกมา!!"มันกล่าวออกมาเช่นนั้น เสียงหัวเราะร่าของชายหนุ่มก็พลันดังขึ้นมาในทันที พร้อมกับร่างกายของชายหนุ่มถือเคียวสีดำโผล่มาจากเงา

     

    "ข้าเองแล้วจะทำไม!!"

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน