ภาพดอยหลวงเชียงดาวจาก Google“เราไปเลือกที่ตั้งเต็นท์กันเถอะดนัยฉันเริ่มหิวแล้วล่ะ” ฮิคาริพูด“โอเคฉันเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน” ดนัยพยักหน้าก่อนจะบอกให้เจ้าหน้าที่หาจุดตั้งเต็นท์ให้ไม่นานก็ได้จุดสวยๆซึ่งหน้าที่ตั้งเต็นท์นั้นเป็นของเจ้าหน้าที่และเหล่าลูกหาบที่มีประสบการณ์ซึ่งพวกดนัยก็ให้ทิปค่าตั้งเต็นท์ไปนิดหน่อยหลังจากตั้งเต็นท์เสร็จทุกคนก็เอาข้าวของที่แบกมาด้วยเข้าไปเก็บในเต็นท์“หือฮิคารินั่นเธอเอากระเป๋าอะไรมาด้วยน่ะ” ดนัยที่กำลังเก็บของและเลือกที่นอนอยู่ถามฮิคาริ“นี่น่ะเหรอ !!” ฮิคาริยกกระเป๋าในมือให้ดู“ใช่ใบนั้นแหละไม่น่าจะใช่กระเป๋าเครื่องสำอางเลยนะ” ดนัยสงสัยเพราะกระเป๋าในมือเธอนั้นเป็นกระเป๋าคล้ายกระเป๋าเอกสารแถมยังดูแข็งแรงมากด้วย“ก็ของจำเป็นน่ะไม่ต้องสนใจมากหรอกพอดีติดนิสัยจากตอนที่อยู่แอฟริกา” ฮิคาริพูดพลางเอามันวางไว้ใกล้ที่นอนเธอเมื่อดนัยเห็นฮิคาริไม่อยากจะบอกว่าคืออะไรจึงไม่เซ้าซี้ถามต่อเขาหยิบเตาแก๊สพกพาและกาต้มน้ำออกไปด้านนอกเพื่อต้มน้ำให้เดือดเตรียมกินอาหารกลางวันกันจากนั้นทุกคนก็ออกมาจากเต็นท์พร้อมบะหมี่กระป๋องที่เลือกซื้อมาเมื่อวานพวกเขาเริ่มกินอาหารกลางวันกันจนอิ่มเมื่อทุกคนอิ่มก็นั่งพักผ่อนบ้างก็เดินไปหามุมถ่ายรูปสวยๆโดยเฉพาะซากิกับรินะที่ถ่ายรูปไปทั่วส่วนดนัยนั้นเดินมาที่ริมผาแห่งหนึ่งก่อนจะนั่งลงและมองออกไปยังภาพวิวทัวทัศน์อันสวยงามของธรรมชาติ“นายไม่ไปถ่ายรูปกับเขาหรือไง”“ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปน่ะแค่มองวิวแบบนี้แล้วเก็บไว้ในความทรงจำก็พอแล้วสำหรับฉัน” ดนัยตอบพลางหันไปมองฮิคาริที่เดินเข้ามาและหย่อนก้นนั่งลงข้างเขา“เหรอฉันเองก็ไม่ค่อยชอบถ่ายเหมือนกัน” ฮิคาริบอก“นั่นสินะเธอคงไม่ชอบถ่ายรูปอย่างที่บอกเพราะในอินเตอร์เน็ตยังหารูปเธอไม่ได้เลย” ดนัยพูดเพราะถึงแม้ฮิคาริจะมีชื่อเสียงแต่ก็ไม่มีรูปเธอเลยในอินเตอร์เน็ตและตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่ที่มากับดนัยก็เดินเข้ามาเตือน“อ๊ะพวกคุณอย่าไปนั่งตรงนั้นครับมันอันตราย !!”“อ้าวตรงนี้มันอันตรายเหรอครับขอโทษครับผมไม่รู้เพราะไม่เห็นมีป้ายเตือนบอก” ดนัยหันมาขอโทษเจ้าหน้าที่พลางบอกฮิคาริว่าเจ้าหน้าที่บอกว่ามันอันตรายไม่ให้นั่งพวกเขาทั้งคู่จึงถอยมาหน่อย“ตรงนั้นมันเป็นดินน่ะครับมันไม่ใช่หินจึงรับน้ำหนักได้ไม่เยอะถึงวิวตรงนั้นมันจะสวยแต่ก็อันตรายดีนะครับที่ไม่ใช่ตอนเช้าเพราะถ้าเป็นตอนเช้าดินมันจะนุ่มจากน้ำค้างที่ตกลงมามีโอกาสที่ดินตรงริมผาจะสไลด์ลงไปได้ครับ” เจ้าหน้าที่อธิบายว่ามันอันตรายอย่างไร“แบบนี้นี่เองขอบคุณมากครับ” ดนัยพยักหน้าพลางขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่มาเตือนเขาจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ไปปล่อยให้นักท่องเที่ยวอย่างดนัยและฮิคาริได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติอันงดงาม“อ่า...สบายชะมัดไม่อยากกลับไปทำงานเลยให้ตายเถอะ” ดนัยล้มตัวลงนอนกับพื้นหญ้านุ่มๆมองท้าฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆ“ถ้านายไม่กลับไปทำงานฉันก็แย่น่ะสิฉันต้องการให้นายช่วยกอบกู้ชื่อเสียงโรงพยาบาลฉันนะ !!” ฮิคาริที่นั่งอยู่ข้างๆบ่นก่อนจะล้มตัวลงนอนบ้าง“พูดเล่นหรอกน่าฉันยังอยากเป็นหมออยู่เพราะฉันยังต้องการช่วยคนต่อไป” ดนัยพูด“ก็ดีแล้วถ้านายยังเลือกเส้นทางหมอคงช่วยคนได้อีกหลายพันหลายหมื่นชีวิต” ฮิคาริบอกพวกเขาทั้งคู่นอนพักผ่อนอยู่แบบนั้นหลายชั่วโมงจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มจะตกดินจึงกลับไปที่เต็นท์เพื่อเริ่มกินอาหารเย็นระหว่างที่กินอาหารเย็นกันอยู่ดนัยก็ได้ยินเสียงนินทาจากเต็นท์ข้างๆ“อ๊าก...มึงดูพี่ชายเต็นท์นั้นดิมากับผู้หญิงห้าคนว่ะฮาเร็มชัดๆ”“นั่นดิแต่ละคนแจ่มๆทั้งนั้นเลยอิจฉาโว้ย !!”“แม่งทำไมพวกเรามีแต่ผู้ชายวะไม่มีฮาเร็มแบบพี่เขาบ้าง”ดนัยได้ยินเสียงเด็กผู้ชายนินทาเขาเป็นภาษาไทยเขาเหลือบมองก่อนจะเห็นว่ากลุ่มที่นินทาเขานั้นเป็นกลุ่มเด็กผู้ชายมัธยมปลายสามคนดนัยเห็นดังนั้นจึงยิ้มให้กวนๆและยักคิ้วใส่ไปที“อ๊าก........แม่งพี่เขายักคิ้วเยาะเย้ยว่ะ” เด็กมัธยมพวกนั้นร้องออกมาเมื่อเห็นดนัยยักคิ้วใส่“หมอดนัยเป็นอะไรเหรอคะรู้จักเด็กพวกนั้นเหรอ” หมอยูมิที่กำลังย่างไส้กรอกอยู่ถามหลังจากเห็นดนัยมองไปยังเต็นท์ข้างๆ“อ้อเปล่าครับแค่แกล้งเด็กพวกนั้นเฉยๆ” ดนัยส่ายหน้า“หือไปแกล้งอะไรเด็กล่ะคะนั่นหมอดนัย” หมอมิโฮะที่ได้ยินที่คุยกันสงสัย“ก็เด็กพวกนั้นน่ะสินึกว่าผมเปิดฮาเร็มเลยพากันอิจฉาน่ะ” ดนัยพูด“หมอดนัยก็คงน่าอิจฉาจริงนั่นแหละค่ะดูสิมาเดทกับผู้หญิงสวยๆตั้งห้าคน” รินะพูด“มาเที่ยวครับมาเที่ยวผมไม่ได้มาเดทคู่ชีวิตผมน่ะมอบให้คนไข้ไปแล้วครับ” ดนัยพูด“โธ่หมอดนัยอย่าพูดแบบนั้นสิคะถ้ามีโอกาสรีบมีแฟนเลยนะคะเดี๋ยวพออายุเกินเลขสามแล้วจะเสียดายแบบฉันนะคะดูสิจะสี่สิบแล้วยังหาแฟนไม่ได้เลย” หมอมิโฮะบอก“ทำงานในโรงพยาบาลแบบเราคงหาแฟนได้ยากแล้วล่ะค่ะหมอมิโฮะยิ่งเป็นศัลยแพทย์แบบพวกคุณด้วยแล้ววันๆอยู่แต่ห้องผ่าตัดถึงเจอคนไข้แต่ก็สลบอยู่แถมทำงานมากกว่าสิบชั่วโมงขนาดพยาบาลอย่างพวกเราเจอคนไข้บ่อยยังหาแฟนไม่ค่อยจะได้เลย” รินะบอก“นั่นสิคะศัลยแพทย์แบบพวกคุณฉันไม่ค่อยเห็นจะมีแฟนกันเลยจะมีแฟนได้ก็ต้องอาศัยการดูตัวเอา” ซากิพยักหน้า“ฮือ...แค่จะดูตัวยังหาเวลาว่างยากเลยค่ะพอมีเวลาว่างก็ไม่อยากออกไปไหนเพราะอยากพักผ่อน” หมอมิโฮะทำหน้าเศร้าทุกคนคุยกันสนุกสนานจนกระทั่งใกล้เที่ยงคืนขณะนี้เหลือเวลาอีกหนึ่งนาทีจะได้เวลาขึ้นปีใหม่แล้วนะครับทุกคนมาร่วมนับถอยหลังไปพร้อมๆกันกับผมนะครับ !!!!! เสียงดีเจจากวิทยุที่เจ้าหน้าที่เปิดดังไปทั่วบริเวณและเมื่อถึงสิบวิสุดท้ายนักท่องเที่ยวที่อยู่บนยอดดอยแห่งนี้ก็เริ่มนับพร้อมๆกัน“หก !!” เสียงของซากิเริ่มนับ“ห้า !!” รินะนับต่อ“สี่ !!” หมอมิโฮะนับด้วย“สาม !!” หมอยูมิเองก็นับ“สอง !!” ฮิคารินับต่อจากหมอยูมิ“หนึ่ง !!” ดนัยนับเป็นคนสุดท้าย“ศูนย์ !!!!x6” ทุกคนนั้นพร้อมกัน“สวัสดีปีใหม่ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เสียงนักท่องเที่ยวทุกคนดังไปทั่วบริเวณยอดดอยวันต่อมา“เฮ่หมอยูมิไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน !!” ดนัยที่ตื่นขึ้นมาในตอนหกโมงเช้าปลุกหมอยูมิ“อืม...หมอดนัยไปดูเลยค่ะฉันไม่ไหวยังแฮงก์อยู่เลย” หมอยูมิตอบดนัยด้วยเสียงงัวเงียเมื่อคืนเธอดื่มจนเกือบตีสาม“ไม่ไปดูจริงเหรอพระอาทิตย์วันปีใหม่เลยนะ” ดนัยถามเพื่อความแน่ใจ“ไม่เป็นไรค่ะปกติก็ไม่ค่อยได้ดูอยู่แล้ว” หมอยูมิพูดเบาๆก่อนจะนอนต่อไม่สนใจดนัยอีกดนัยจึงลองไปปลุกคนอื่นดูปรากฎว่าไม่มีใครไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกับเขาเลยเพราะอยากนอนกันหมดและเมื่อเขาหันไปดูที่นอนของฮิคาริก็เห็นว่ามันว่างเปล่าหือฮิคาริไม่อยู่เหรอ !! ดนัยแปลกใจก่อนจะออกไปดูนอกเต็นท์และก็เห็นฮิคารินั่งอยู่ข้างนอกในมือถือแก้วกาแฟอยู่“ไงตื่นเช้านะเนี่ยออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเหรอ” ดนัยออกมาพลางถามฮิคาริ“อือนายล่ะจะดูเหมือนกันเหรอ” ฮิคาริตอบพลางพยักหน้า“ใช่คนอื่นไม่ยอมตื่นเลย” ดนัยบอก“ก็ช่วยไม่ได้นะเมื่อคืนพวกนั้นดื่มกันหนักนี่นาจะมีแต่นายกับฉันนี่แหละที่กินไปแค่คนละกระป๋อง” ฮิคาริพูด“ก็ไม่ได้กะเมานี่นากินแค่เอาบรรยากาศพอ” ดนัยยักไหล่ก่อนจะเดินไปชงกาแฟบ้างและมานั่งข้างฮิคาริตอนนั้นเองที่เต็นท์ข้างๆก็มีการเคลื่อนไหวดนัยมองไปก่อนจะเห็นเด็กมัธยมปลายเมื่อวานมุดออกมาจากเต็นท์“ไงบอยกาแฟมั้ย !!” ดนัยส่งเสียงทักไปทันที“อ้าวพี่ดนัยออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกันเหรอพี่” เด็กที่ชื่อบอยพูดพลางเดินมาหาดนัย“ใช่เพื่อนล่ะ” ดนัยพยักหน้าพลางชงกาแฟให้เด็กคนนี้เมื่อคืนเขาได้ทำความรู้จักเด็กพวกนี้แล้วเพราะหลังจากฉลองปีใหม่เสร็จก็มานั่งสังสรรค์ด้วยกันจึงรู้จักชื่อกันอยู่บ้าง“เดี๋ยวก็ออกมาพี่” บอยพูดก่อนจะรับแก้วกาแฟที่ดนัยชงให้และเดินกลับไปที่เต็นท์จากนั้นไม่นานเพื่อนของบอยก็มุดออกมาจากเต็นท์และขอกาแฟจากดนัยบ้างก่อนจะขอตัวไปหามุมนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นกันสามคนครึ่งชั่วโมงต่อมาแสงสีทองก็เริ่มสาดส่องลับขอบฟ้าพระอาทิตย์ปีใหม่ได้ขึ้นมาให้คนบนยอดดอยหลวงเชียวดาวได้ยลโฉมกันแล้ว“สวยดีนะไม่ได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นมานานแล้วนะเนี่ย” ดนัยพูด“ฉันเองก็เหมือนกันจำได้ล่าสุดเคยดูตอนเด็กตอนพ่อกับแม่ฉันยังอยู่นั่นแหละ” ฮิคาริเองก็ไม่ได้ดูมานานแล้วเช่นกัน“อืมฉันเองก็เหมือนกันตั้งแต่ 17 ปีที่แล้วตอนนั้นก็มาดูวันปีใหม่เนี่ยแหละแต่เป็นปีใหม่ไทย” ดนัยพูดพลางนึกถึงเขานั้นเคยมา“ปีใหม่ไทย ??” ฮิคาริทำหน้าสงสัย“ทุกเดือนเมษายนช่วงสงกรานต์ถ้าเป็นประเทศไทยจะถือว่าวันนั้นเป็นวันปีใหม่น่ะ” ดนัยบอก“อ๊ะช่วงสงกรานต์นั่นมันวันที่พ่อกับแม่นาย....”“อืมใช่...หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่เคยไปเที่ยวหรือได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนอีกเลย” ดนัยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆตอนนั้นเองดนัยก็ได้ยินเสียงพวกเด็กมัธยม“เฮ่มาเซลฟี่กัน !!”ดนัยได้ยินเสียงเด็กพวกนั้นก่อนจะหันไปและเห็นว่าเด็กพวกนั้นกำลังนั่งอยู่ริมผาที่ดนัยกับฮิคาริเคยนั่งเมื่อวานซึ่งเจ้าหน้าที่เตือนดนัยเอาไว้ว่ามันเป็นดินและอันตรายมีโอกาสเกิดดินสไลด์ได้ยิ่งเป็นตอนเช้าที่ดินยังนุ่มอยู่ยิ่งเสี่ยง“เฮ้ยบอยอย่าไปนั่งตรง........” ดนัยกำลังจะส่งเสียงเตือนแต่ยังไม่ทันพูดจบประโยคจู่ๆก็เกิดเสียงครืนดังขึ้นครืน !!!!!!!!!!!!!!!!!! เสียงดินริมผานั่นสไลด์ลงไปต่อหน้าต่อตาดนัยเด็กมัธยมปลายสามคนนั้นตกลงไปพร้อมผาที่เป็นดินตรงนั้นเสียแล้วกรี๊ด !!!!!!/เฮ้ย !!!!!!! เสียงนักท่องเที่ยวที่เห็นเหตุการณ์ต่างกรีดร้องด้วยความตกใจออกมาทันทีจบ...