Ghost & Doctor ผีวุ่นวายกับนายแพทย์อ่อนหัด

    ตอนที่ 73 ดอยหลวงเชียงดาว

    ตอนที่ 73“เอ่อคือว่าหมอดนัยคะ....” เสียงของหมอยูมิเรียกดนัยอย่างเขินอาย“เอาอีกชามสินะครับ” ดนัยหันมามองหมอยูมิก่อนจะพูด“ค่ะขออีกหนึ่งค่ะ” หมอยูมิยกมือขึ้นมาพลางชูชิ้นขึ้นหนึ่งนิ้วบ่งบอกว่าต้องการอีกหนึ่ง“หมอยูมิเดี๋ยวก็อ้วนหรอกกินเยอะไปแล้วนะ !!” รินะที่นั่งอยู่ข้างหมอยูมิกล่าวเตือน“โธ่คุณรินะไม่ต้องมาเตือนฉันเลยคุณน่ะสี่สามชามแล้วนะคะ!!” หมอยูมิพูดพลางหันไปมองชามอาหารที่ว่างเปล่าของรินะที่วางซ้อนกันไว้สามชาม“อ่ะแฮ่ม...ดนัยฉันก็ขออีกชามนะคราวนี้เอาเป็นปูนะ” ฮิคาริที่นั่งอยู่ข้างดนัยกระแอมขึ้นมา“เธอก็ด้วยเรอะ !!” ดนัยอุทานออกมาเพราะถ้าฮิคาริสั่งอีกชามก็จะเป็นสามที่สามเช่นกัน“ใช่ลองเนื้อกับไก่ไปแล้วก็อยากจะลองหลายๆอย่างน่ะเพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กินอีกเมื่อไหร่” ฮิคาริพูด“เฮ้อ...ก็ได้ๆใครจะสั่งเพิ่มมั้ยได้สั่งทีเดียว” ดนัยถอนหายใจออกมาพลางถามทุกคน“ฉันเอาเพิ่มค่ะ !!x3” ซากิ รินะ และหมอมิโฮะยกมือขึ้นทันทีที่ดนัยถาม“สรุปเอาทุกคนเลยสินะ” ดนัยยิ้มออกมาพลางถามทุกคนว่าจะเอาอะไรและเดินไปสั่งที่เจ้าของร้านซึ่งร้านอาหารที่ดนัยพาทุกคนมากินเป็นที่แรกในภาคเหนือนั้นก็คือร้านข้าวซอยนั่นเองที่นี่เป็นร้านข้าวซอยชื่อดังที่ทุกคนมักจะแวะมานั่นเองซึ่งดนัยก็นึกไม่ถึงว่าพวกเธอจะถูกใจรสชาติของข้าวซอยขนาดนี้หลังจากไปสั่งข้าวซอยเพิ่มให้พวกสาวๆดนัยก็กลับมานั่งรอเพราะเขากินไปสองชามก็อิ่มแล้วระหว่างรอพวกเธอกินก็มีสายเข้าดนัยยกมือถือออกมาดูก่อนจะเห็นว่าเป็นเบอร์แปลก“สวัสดีครับดนัยพูดสายครับ !!”คุณณัฐดนัยใช่มั้ยครับผมเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเชียงดาวนะครับพอดีข้อมูลในเอกสารออนไลน์ที่กรอกไว้มันไม่ครบเลยจะโทรมาสอบถามน่ะครับ เสียงปลายสายพูด“อ๊ะคุณเจ้าหน้าที่เองเหรอครับมันขาดข้อมูลอะไรเหรอครับ” ดนัยอุทานออกมาพลางถามเจ้าหน้าที่(ไรท์ : การขึ้นไปเที่ยวดอยหลวงเชียงดาวนั้นจะต้องทำการแจ้งและขออนุญาตจากทางเขตก่อนนะครับซึ่งการขออนุญาตจะต้องเขียนเอกสารขออนุญาตจะใช้เวลาประมาณ 15 วันเพราะฉะนั้นจึงไปแบบปุบปับไม่ได้เพราะบนดอยนั้นรองรับนักท่องเที่ยวได้แค่วันละ 150 คนเท่านั้น ส่วนเรื่องการขออนุญาตในนิยายของไรท์นั้นไรท์ก็แค่สมมุติให้สามารถเขียนคำร้องผ่านระบบออนไลน์ได้เท่านั้น)เป็นข้อมูลของอาชีพน่ะครับคุณณัฐดนัยยังไม่ได้กรอกข้อมูลอาชีพครับเจ้าหน้าที่ตอบ“อ๊ะโทษทีครับผมต้องส่งคำร้องขอขึ้นดอยใหม่หรือเปล่า !!” ดนัยขอโทษเจ้าหน้าที่ไปไม่ต้องหรอกครับแจ้งกับผมก็ได้เดี๋ยวผมใส่ให้เลยแต่ขอยืนยันก่อนนะครับว่ากรุ๊ปของคุณจะมาเป็นจำนวน 6 คนในวันพรุ่งนี้ถูกมั้ยครับ เจ้าหน้าที่ถามจำนวน“ใช่ครับเป็นคนไทย 1 และคนญี่ปุ่นอีก 5 ส่วนอาชีพก็เป็นแพทย์ 4 คนครับแล้วก็พยาบาล 2 คน” ดนัยยืนยันจำนวนคนและบอกข้อมูลที่ขาดไปหกคนแล้วก็แพทย์ 4 พยาบาล 2 สินะครับค่าใช้จ่ายและจำนวนลูกหาบที่ต้องการค่อยมาแจ้งพรุ่งนี้แล้วกันนะครับเจ้าหน้าที่บอก“ครับขอบคุณมากครับ” ดนัยพูดก่อนจะวางสายไป“เพื่อนโทรมาเหรอดนัย” ฮิคาริสงสัยเพราะเห็นดนัยคุยเป็นภาษาไทย“เพื่อนฉันแทบไม่มีใครรู้เลยว่ากลับมาไทยที่โทรมาเมื่อครู่เป็นเจ้าหน้าที่ของดอยหลวงที่เราจะไปพรุ่งนี้น่ะพอดีให้ข้อมูลไปไม่ครบเขาเลยโทรมาขอเพิ่ม” ดนัยบอก“เหรอแล้วติดปัญหาอะไรหรือเปล่า” ฮิคาริถาม“ไม่หรอก” ดนัยตอบจากนั้นข้าวซอยที่พึ่งจะไปสั่งก็มาส่งทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อยกว่าจะกินกันเสร็จก็เสียเวลาไปอีกยี่สิบนาทีหลังจากทุกคนอิ่มกันแล้วดนัยก็พาทุกคนไปเที่ยวไหว้พระในตัวเมืองเชียงใหม่ตอนแรกเขาว่าจะพาขึ้นดอยสุเทพแต่หลังกินอิ่มๆไม่พาไปดีกว่าเดี๋ยวก็อ้วกกันเสียเปล่าๆรอไปหลังวันที่ลงมาจากดอยก็ได้พอเวลาล่วงเลยมาบ่ายแก่ๆดนัยก็พาทุกคนไปเช็คอินที่โรงแรมเพื่อพักผ่อนก่อนจะนัดทุกคนอีกทีในตอนเย็นเพื่อไปซื้อของสำหรับขึ้นดอยพรุ่งนี้ห้างสรรพสินค้า“หมอดนัยเราไม่ต้องซื้อเต็นท์เหรอคะ” ซากิถามตอนนี้พวกเขากำลังดูเต็นท์สำหรับใช้นอนอยู่“ไม่ต้องหรอกครับแถวนั้นมีให้เช่าซื้อไปก็ใช้แค่คืนเดียวเสียดายแถมถ้าซื้อไปขากลับก็ต้องเสียเงินโหลดของอีกน่ะสิครับ” ดนัยพูด“เอ๋...แต่เช่าก็ไม่ได้ของใหม่น่ะสิคะ” ซากิส่งเสียงไม่พอใจ“นี่ดนัยเต็นท์มันแพงมากเหรอ” ฮิคาริที่เดินอยู่ข้างๆพูดตอนนั้นเองหมอยูมิที่กำลังเลือกเต็นท์กับรินะ ซากิและหมอมิโฮะอยู่ตะโกนเรียกเธอ“ฮิคาริดูเต็นท์หลังนี้สินอนได้ตั้งสิบคนแถมราคาแค่สามหมื่นเองถูกกว่าครีมที่ฉันใช้อีก !!” หมอยูมิตะโกนบอกอย่างตื่นเต้น“สามหมื่นก็ไม่แพงนี่นาซื้อไปเถอะดนัยยังไงขากลับเราก็ต้องจ่ายเงินโหลดของเพิ่มอยู่แล้วเพราะฉันยังไม่ได้ซื้อของฝากเลย” ฮิคาริพูดเออเราลืมไปเลยว่าฮิคาริกับหมอยูมิเป็นลูกคุณหนูตระกูลดังรวยอันดับต้นๆของประเทศเต็นท์ราคาสามหมื่นคงเหมือนเงินยี่สิบสำหรับพวกเธอถึงแม้ตอนนี้ฮิคาริจะมีปัญหาเรื่องโรงพยาบาลอยู่แต่เธอก็ยังรวยอยู่ดีดนัยคิดในใจเขานั้นลืมไปเลยว่าในกลุ่มของเขามีคนรวยอยู่แถมเงินเดือนของหมอและพยาบาลเองก็ไม่ได้น้อยเลยในญี่ปุ่นยิ่งมาอยู่ในประเทศที่ค่าครองชีพต่ำแบบไทยแล้วจะใช้เงินสองสามหมื่นบาทก็สบายๆเพราะถ้าเทียบเป็นเงินเดือนในญี่ปุ่นเงินแค่นี้มันแค่ 1 ใน 4 ของเงินเดือนเท่านั้น“เอาก็ได้ซื้อก็ซื้อเดี๋ยวฉันซื้อหลังเล็กของตัวเองด้วยก็ได้” ดนัยยอมในที่สุดพลางเดินไปดูเต็นท์หลังเล็กราคาพันกว่าบาท“ไม่ต้องหรอกใช้กับพวกฉันก็ได้” ฮิคาริพูด“เธอจะบ้าไงฉันเป็นผู้ชายนะ” ดนัยอุทานออกมา“ไม่เป็นไรหรอกน่าดูเหมือนเต็นท์ที่กำลังจะซื้อมีฉากกั้นห้องอยู่” ฮิคาริพูดพลางมองไปที่หมอยูมิที่กำลังสำรวจเต็นท์ที่กางโชว์เอาไว้อยู่ซึ่งมันมีฉากกั้นห้องที่สามารถเลื่อนมาจากข้างบนได้ดังนั้นจึงสามารถแยกความเป็นส่วนตัวได้“ไม่ดีหรอกมั้งแบบนั้น” ดนัยลังเล“เอาเถอะน่านายนี่เรื่องมากจริง” ฮิคาริพูดอย่างไม่คิดอะไรเพราะตอนที่เธอไปอยู่แอฟริกาเพื่อเป็นหมออาสานั้นเธอก็นอนรวมกับพวกหมออาสาผู้ชายออกบ่อยเพราะที่นั่นบางหมู่บ้านก็เลือกที่นอนมากไม่ได้“โอเคตามใจเธอแล้วกัน” ดนัยพยักหน้าอย่างปลงๆจากนั้นพอได้เต็นท์แล้วดนัยก็พาทุกคนไปซื้อพวกอาหารและเครื่องดื่มกันต่อซึ่งพวกอาหารที่เขาซื้อนั้นก็เป็นพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและพวกไส้กรอกเสียส่วนใหญ่เขาไม่อยากซื้อของสดเพราะมันปรุงลำบากส่วนเครื่องดื่มก็เป็นพวกกาแฟ ชาและเบียร์ (ผมไม่แน่ใจว่าบนดอยเอาเบียร์ขึ้นไปกินได้มั้ยนะครับแต่มันไม่น่าจะได้นะแต่นี่นิยายเอาเป็นว่าได้ละกัน)กว่าทุกคนจะซื้อของเสร็จก็ปาไปเกือบสองทุ่มพอกลับมาถึงโรงแรมดนัยก็เตือนให้ทุกคนนอนไวๆเพราะพรุ่งนี้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงในการเดินขึ้นไปบนดอยซึ่งถ้านอนไม่พอเดี๋ยวจะแย่เอาวันรุ่งขึ้นทุกคนตื่นขึ้นมาตอนเช้าและเมื่อกินอาหารกันอิ่มแล้วทุกคนก็ไปเก็บข้าวของที่จะไปขึ้นดอยวันนี้และออกจากโรงแรมไปตอนเก้าโมงเช้าซึ่งพวกเขายังไม่ได้เช็คเอาท์เพราะไม่อยากขนของไปหมดนั่นเองใช่เวลาขับรถกว่าสามชั่วโมงในที่สุดก็มาถึงทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาว“นี่ครับเอกสาร !!” ดนัยยื่นเอกสารออนไลน์ที่เซฟเอาไว้ในมือถือให้เจ้าหน้าที่ดู“หกคนสินะครับทั้งหมดร้อยแปดสิบบาทครับบวกกับค่ามัดจำขยะหกร้อยบาทสามารถมารับคืนได้ตอนขากลับถ้าเอาขยะลงมาด้วยครับแล้วข้าวของเยอะมั้ยครับ” เจ้าหน้าที่ถาม“ก็เยอะอยู่ครับ” ดนัยชี้ให้ดูข้าวของที่เอาลงมาจากรถตู้“คงต้องช่างกิโลก่อนนะครับจะได้รู้ว่าต้องจ้างลูบหาบกี่คนลูกหาบหนึ่งคนจะขนของได้แค่ยี่สิบกิโลนะครับ” เจ้าหน้าที่บอก“โอเคครับ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะให้เจ้าหน้าที่จัดการช่างน้ำหนักของที่เอามาให้ซึ่งของที่พวกเขาเอามานั้นก็ปาไปร่วมหกสิบกิโลเลยทีเดียวหลังจากจัดการเรียบร้อยแล้วดนัยก็ได้เจ้าหน้าที่ของดอยหลวงมาดูแลพาขึ้นดอยหนึ่งคนและลูกหาบคอยขนของให้อีกสามคนกลุ่มของดนัยได้ไม้เท้ามาคนละอันจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาพวกดนัยขึ้นเขากันทันทีระหว่างทางขึ้นเขาเจ้าหน้าที่ก็คอยแนะนำพรรณไม้หลากชนิดให้ดนัยและกลุ่มของเขาได้รู้จัก“พวกคุณนี่เก่งกันจังเลยนะครับเดินมากว่าสองชั่วโมงแล้วดูไม่เหนื่อยเลยทั้งที่แต่ละคนดูร่างบางกันทั้งนั้น” เจ้าหน้าที่พูด‘ฮ่ะๆพวกเราเป็นหมอน่ะครับกำลังขาดีอยู่แล้วเพราะวันนึงยืนในห้องผ่าตัดไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมงแค่เดินขึ้นเขาแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอกครับ” ดนัยพูด“อ๊ะจริงด้วยผมลืมไปเลยว่ากรุ๊ปพวกคุณเป็นหมอเป็นพยาบาลกันหมดทำงานกันอยู่ที่ญี่ปุ่นสินะครับ” เจ้าหน้าที่พยักหน้า“ใช่ครับพวกเราทำงานที่ญี่ปุ่น” ดนัยพยักหน้าพวกเขาเดินขึ้นเขามาเรื่อยๆจนกระทั่งในที่สุดก็มาถึงยอดเขา“ว้าว !!!x6” ทันทีที่มาถึงยอดเขาพวกเขาก็ร้องว้าวออกมาทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า“สวยจังเลยค่ะหมอดนัย !!” หมอยูมิพูด“ใช่สวยมากเลยนี่น่ะเหรอทะเลหมอก” รินะเองก็ตื่นเต้น“นั่นสิผมเองก็พึ่งเคยเห็นสวยเอาเรื่องเลยนะเนี่ย” ดนัยพยักหน้า“อากาศสดชื่นจังเลยนะคะ” ซากิสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อสูดอากาศสดชื่นเข้าไปในปอดให้ได้มากที่สุด“นี่หมอกจางลงมากแล้วนะครับถ้าเป็นเช้าๆหมอกจะจัดกว่านี้และสวยกว่านี้” เจ้าหน้าที่พูดเพราะตอนนี้เวลาเลยเที่ยงมาแล้วหมอกจึงบางลงไปมากแล้วแต่ก็ยังมีทะเลหมอกให้เห็นอยู่
    error loadedภาพดอยหลวงเชียงดาวจาก Google
    “เราไปเลือกที่ตั้งเต็นท์กันเถอะดนัยฉันเริ่มหิวแล้วล่ะ” ฮิคาริพูด“โอเคฉันเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน” ดนัยพยักหน้าก่อนจะบอกให้เจ้าหน้าที่หาจุดตั้งเต็นท์ให้ไม่นานก็ได้จุดสวยๆซึ่งหน้าที่ตั้งเต็นท์นั้นเป็นของเจ้าหน้าที่และเหล่าลูกหาบที่มีประสบการณ์ซึ่งพวกดนัยก็ให้ทิปค่าตั้งเต็นท์ไปนิดหน่อยหลังจากตั้งเต็นท์เสร็จทุกคนก็เอาข้าวของที่แบกมาด้วยเข้าไปเก็บในเต็นท์“หือฮิคารินั่นเธอเอากระเป๋าอะไรมาด้วยน่ะ” ดนัยที่กำลังเก็บของและเลือกที่นอนอยู่ถามฮิคาริ“นี่น่ะเหรอ !!” ฮิคาริยกกระเป๋าในมือให้ดู“ใช่ใบนั้นแหละไม่น่าจะใช่กระเป๋าเครื่องสำอางเลยนะ” ดนัยสงสัยเพราะกระเป๋าในมือเธอนั้นเป็นกระเป๋าคล้ายกระเป๋าเอกสารแถมยังดูแข็งแรงมากด้วย“ก็ของจำเป็นน่ะไม่ต้องสนใจมากหรอกพอดีติดนิสัยจากตอนที่อยู่แอฟริกา” ฮิคาริพูดพลางเอามันวางไว้ใกล้ที่นอนเธอเมื่อดนัยเห็นฮิคาริไม่อยากจะบอกว่าคืออะไรจึงไม่เซ้าซี้ถามต่อเขาหยิบเตาแก๊สพกพาและกาต้มน้ำออกไปด้านนอกเพื่อต้มน้ำให้เดือดเตรียมกินอาหารกลางวันกันจากนั้นทุกคนก็ออกมาจากเต็นท์พร้อมบะหมี่กระป๋องที่เลือกซื้อมาเมื่อวานพวกเขาเริ่มกินอาหารกลางวันกันจนอิ่มเมื่อทุกคนอิ่มก็นั่งพักผ่อนบ้างก็เดินไปหามุมถ่ายรูปสวยๆโดยเฉพาะซากิกับรินะที่ถ่ายรูปไปทั่วส่วนดนัยนั้นเดินมาที่ริมผาแห่งหนึ่งก่อนจะนั่งลงและมองออกไปยังภาพวิวทัวทัศน์อันสวยงามของธรรมชาติ“นายไม่ไปถ่ายรูปกับเขาหรือไง”“ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปน่ะแค่มองวิวแบบนี้แล้วเก็บไว้ในความทรงจำก็พอแล้วสำหรับฉัน” ดนัยตอบพลางหันไปมองฮิคาริที่เดินเข้ามาและหย่อนก้นนั่งลงข้างเขา“เหรอฉันเองก็ไม่ค่อยชอบถ่ายเหมือนกัน” ฮิคาริบอก“นั่นสินะเธอคงไม่ชอบถ่ายรูปอย่างที่บอกเพราะในอินเตอร์เน็ตยังหารูปเธอไม่ได้เลย” ดนัยพูดเพราะถึงแม้ฮิคาริจะมีชื่อเสียงแต่ก็ไม่มีรูปเธอเลยในอินเตอร์เน็ตและตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่ที่มากับดนัยก็เดินเข้ามาเตือน“อ๊ะพวกคุณอย่าไปนั่งตรงนั้นครับมันอันตราย !!”“อ้าวตรงนี้มันอันตรายเหรอครับขอโทษครับผมไม่รู้เพราะไม่เห็นมีป้ายเตือนบอก” ดนัยหันมาขอโทษเจ้าหน้าที่พลางบอกฮิคาริว่าเจ้าหน้าที่บอกว่ามันอันตรายไม่ให้นั่งพวกเขาทั้งคู่จึงถอยมาหน่อย“ตรงนั้นมันเป็นดินน่ะครับมันไม่ใช่หินจึงรับน้ำหนักได้ไม่เยอะถึงวิวตรงนั้นมันจะสวยแต่ก็อันตรายดีนะครับที่ไม่ใช่ตอนเช้าเพราะถ้าเป็นตอนเช้าดินมันจะนุ่มจากน้ำค้างที่ตกลงมามีโอกาสที่ดินตรงริมผาจะสไลด์ลงไปได้ครับ” เจ้าหน้าที่อธิบายว่ามันอันตรายอย่างไร“แบบนี้นี่เองขอบคุณมากครับ” ดนัยพยักหน้าพลางขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่มาเตือนเขาจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ไปปล่อยให้นักท่องเที่ยวอย่างดนัยและฮิคาริได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติอันงดงาม“อ่า...สบายชะมัดไม่อยากกลับไปทำงานเลยให้ตายเถอะ” ดนัยล้มตัวลงนอนกับพื้นหญ้านุ่มๆมองท้าฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆ“ถ้านายไม่กลับไปทำงานฉันก็แย่น่ะสิฉันต้องการให้นายช่วยกอบกู้ชื่อเสียงโรงพยาบาลฉันนะ !!” ฮิคาริที่นั่งอยู่ข้างๆบ่นก่อนจะล้มตัวลงนอนบ้าง“พูดเล่นหรอกน่าฉันยังอยากเป็นหมออยู่เพราะฉันยังต้องการช่วยคนต่อไป” ดนัยพูด“ก็ดีแล้วถ้านายยังเลือกเส้นทางหมอคงช่วยคนได้อีกหลายพันหลายหมื่นชีวิต” ฮิคาริบอกพวกเขาทั้งคู่นอนพักผ่อนอยู่แบบนั้นหลายชั่วโมงจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มจะตกดินจึงกลับไปที่เต็นท์เพื่อเริ่มกินอาหารเย็นระหว่างที่กินอาหารเย็นกันอยู่ดนัยก็ได้ยินเสียงนินทาจากเต็นท์ข้างๆ“อ๊าก...มึงดูพี่ชายเต็นท์นั้นดิมากับผู้หญิงห้าคนว่ะฮาเร็มชัดๆ”“นั่นดิแต่ละคนแจ่มๆทั้งนั้นเลยอิจฉาโว้ย !!”“แม่งทำไมพวกเรามีแต่ผู้ชายวะไม่มีฮาเร็มแบบพี่เขาบ้าง”ดนัยได้ยินเสียงเด็กผู้ชายนินทาเขาเป็นภาษาไทยเขาเหลือบมองก่อนจะเห็นว่ากลุ่มที่นินทาเขานั้นเป็นกลุ่มเด็กผู้ชายมัธยมปลายสามคนดนัยเห็นดังนั้นจึงยิ้มให้กวนๆและยักคิ้วใส่ไปที“อ๊าก........แม่งพี่เขายักคิ้วเยาะเย้ยว่ะ” เด็กมัธยมพวกนั้นร้องออกมาเมื่อเห็นดนัยยักคิ้วใส่“หมอดนัยเป็นอะไรเหรอคะรู้จักเด็กพวกนั้นเหรอ” หมอยูมิที่กำลังย่างไส้กรอกอยู่ถามหลังจากเห็นดนัยมองไปยังเต็นท์ข้างๆ“อ้อเปล่าครับแค่แกล้งเด็กพวกนั้นเฉยๆ” ดนัยส่ายหน้า“หือไปแกล้งอะไรเด็กล่ะคะนั่นหมอดนัย” หมอมิโฮะที่ได้ยินที่คุยกันสงสัย“ก็เด็กพวกนั้นน่ะสินึกว่าผมเปิดฮาเร็มเลยพากันอิจฉาน่ะ” ดนัยพูด“หมอดนัยก็คงน่าอิจฉาจริงนั่นแหละค่ะดูสิมาเดทกับผู้หญิงสวยๆตั้งห้าคน” รินะพูด“มาเที่ยวครับมาเที่ยวผมไม่ได้มาเดทคู่ชีวิตผมน่ะมอบให้คนไข้ไปแล้วครับ” ดนัยพูด“โธ่หมอดนัยอย่าพูดแบบนั้นสิคะถ้ามีโอกาสรีบมีแฟนเลยนะคะเดี๋ยวพออายุเกินเลขสามแล้วจะเสียดายแบบฉันนะคะดูสิจะสี่สิบแล้วยังหาแฟนไม่ได้เลย” หมอมิโฮะบอก“ทำงานในโรงพยาบาลแบบเราคงหาแฟนได้ยากแล้วล่ะค่ะหมอมิโฮะยิ่งเป็นศัลยแพทย์แบบพวกคุณด้วยแล้ววันๆอยู่แต่ห้องผ่าตัดถึงเจอคนไข้แต่ก็สลบอยู่แถมทำงานมากกว่าสิบชั่วโมงขนาดพยาบาลอย่างพวกเราเจอคนไข้บ่อยยังหาแฟนไม่ค่อยจะได้เลย” รินะบอก“นั่นสิคะศัลยแพทย์แบบพวกคุณฉันไม่ค่อยเห็นจะมีแฟนกันเลยจะมีแฟนได้ก็ต้องอาศัยการดูตัวเอา” ซากิพยักหน้า“ฮือ...แค่จะดูตัวยังหาเวลาว่างยากเลยค่ะพอมีเวลาว่างก็ไม่อยากออกไปไหนเพราะอยากพักผ่อน” หมอมิโฮะทำหน้าเศร้าทุกคนคุยกันสนุกสนานจนกระทั่งใกล้เที่ยงคืนขณะนี้เหลือเวลาอีกหนึ่งนาทีจะได้เวลาขึ้นปีใหม่แล้วนะครับทุกคนมาร่วมนับถอยหลังไปพร้อมๆกันกับผมนะครับ !!!!! เสียงดีเจจากวิทยุที่เจ้าหน้าที่เปิดดังไปทั่วบริเวณและเมื่อถึงสิบวิสุดท้ายนักท่องเที่ยวที่อยู่บนยอดดอยแห่งนี้ก็เริ่มนับพร้อมๆกัน“หก !!” เสียงของซากิเริ่มนับ“ห้า !!” รินะนับต่อ“สี่ !!” หมอมิโฮะนับด้วย“สาม !!” หมอยูมิเองก็นับ“สอง !!” ฮิคารินับต่อจากหมอยูมิ“หนึ่ง !!” ดนัยนับเป็นคนสุดท้าย“ศูนย์ !!!!x6” ทุกคนนั้นพร้อมกัน“สวัสดีปีใหม่ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เสียงนักท่องเที่ยวทุกคนดังไปทั่วบริเวณยอดดอยวันต่อมา“เฮ่หมอยูมิไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน !!” ดนัยที่ตื่นขึ้นมาในตอนหกโมงเช้าปลุกหมอยูมิ“อืม...หมอดนัยไปดูเลยค่ะฉันไม่ไหวยังแฮงก์อยู่เลย” หมอยูมิตอบดนัยด้วยเสียงงัวเงียเมื่อคืนเธอดื่มจนเกือบตีสาม“ไม่ไปดูจริงเหรอพระอาทิตย์วันปีใหม่เลยนะ” ดนัยถามเพื่อความแน่ใจ“ไม่เป็นไรค่ะปกติก็ไม่ค่อยได้ดูอยู่แล้ว” หมอยูมิพูดเบาๆก่อนจะนอนต่อไม่สนใจดนัยอีกดนัยจึงลองไปปลุกคนอื่นดูปรากฎว่าไม่มีใครไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกับเขาเลยเพราะอยากนอนกันหมดและเมื่อเขาหันไปดูที่นอนของฮิคาริก็เห็นว่ามันว่างเปล่าหือฮิคาริไม่อยู่เหรอ !! ดนัยแปลกใจก่อนจะออกไปดูนอกเต็นท์และก็เห็นฮิคารินั่งอยู่ข้างนอกในมือถือแก้วกาแฟอยู่“ไงตื่นเช้านะเนี่ยออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเหรอ” ดนัยออกมาพลางถามฮิคาริ“อือนายล่ะจะดูเหมือนกันเหรอ” ฮิคาริตอบพลางพยักหน้า“ใช่คนอื่นไม่ยอมตื่นเลย” ดนัยบอก“ก็ช่วยไม่ได้นะเมื่อคืนพวกนั้นดื่มกันหนักนี่นาจะมีแต่นายกับฉันนี่แหละที่กินไปแค่คนละกระป๋อง” ฮิคาริพูด“ก็ไม่ได้กะเมานี่นากินแค่เอาบรรยากาศพอ” ดนัยยักไหล่ก่อนจะเดินไปชงกาแฟบ้างและมานั่งข้างฮิคาริตอนนั้นเองที่เต็นท์ข้างๆก็มีการเคลื่อนไหวดนัยมองไปก่อนจะเห็นเด็กมัธยมปลายเมื่อวานมุดออกมาจากเต็นท์“ไงบอยกาแฟมั้ย !!” ดนัยส่งเสียงทักไปทันที“อ้าวพี่ดนัยออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกันเหรอพี่” เด็กที่ชื่อบอยพูดพลางเดินมาหาดนัย“ใช่เพื่อนล่ะ” ดนัยพยักหน้าพลางชงกาแฟให้เด็กคนนี้เมื่อคืนเขาได้ทำความรู้จักเด็กพวกนี้แล้วเพราะหลังจากฉลองปีใหม่เสร็จก็มานั่งสังสรรค์ด้วยกันจึงรู้จักชื่อกันอยู่บ้าง“เดี๋ยวก็ออกมาพี่” บอยพูดก่อนจะรับแก้วกาแฟที่ดนัยชงให้และเดินกลับไปที่เต็นท์จากนั้นไม่นานเพื่อนของบอยก็มุดออกมาจากเต็นท์และขอกาแฟจากดนัยบ้างก่อนจะขอตัวไปหามุมนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นกันสามคนครึ่งชั่วโมงต่อมาแสงสีทองก็เริ่มสาดส่องลับขอบฟ้าพระอาทิตย์ปีใหม่ได้ขึ้นมาให้คนบนยอดดอยหลวงเชียวดาวได้ยลโฉมกันแล้ว“สวยดีนะไม่ได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นมานานแล้วนะเนี่ย” ดนัยพูด“ฉันเองก็เหมือนกันจำได้ล่าสุดเคยดูตอนเด็กตอนพ่อกับแม่ฉันยังอยู่นั่นแหละ” ฮิคาริเองก็ไม่ได้ดูมานานแล้วเช่นกัน“อืมฉันเองก็เหมือนกันตั้งแต่ 17 ปีที่แล้วตอนนั้นก็มาดูวันปีใหม่เนี่ยแหละแต่เป็นปีใหม่ไทย” ดนัยพูดพลางนึกถึงเขานั้นเคยมา“ปีใหม่ไทย ??” ฮิคาริทำหน้าสงสัย“ทุกเดือนเมษายนช่วงสงกรานต์ถ้าเป็นประเทศไทยจะถือว่าวันนั้นเป็นวันปีใหม่น่ะ” ดนัยบอก“อ๊ะช่วงสงกรานต์นั่นมันวันที่พ่อกับแม่นาย....”“อืมใช่...หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่เคยไปเที่ยวหรือได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนอีกเลย” ดนัยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆตอนนั้นเองดนัยก็ได้ยินเสียงพวกเด็กมัธยม“เฮ่มาเซลฟี่กัน !!”ดนัยได้ยินเสียงเด็กพวกนั้นก่อนจะหันไปและเห็นว่าเด็กพวกนั้นกำลังนั่งอยู่ริมผาที่ดนัยกับฮิคาริเคยนั่งเมื่อวานซึ่งเจ้าหน้าที่เตือนดนัยเอาไว้ว่ามันเป็นดินและอันตรายมีโอกาสเกิดดินสไลด์ได้ยิ่งเป็นตอนเช้าที่ดินยังนุ่มอยู่ยิ่งเสี่ยง“เฮ้ยบอยอย่าไปนั่งตรง........” ดนัยกำลังจะส่งเสียงเตือนแต่ยังไม่ทันพูดจบประโยคจู่ๆก็เกิดเสียงครืนดังขึ้นครืน !!!!!!!!!!!!!!!!!! เสียงดินริมผานั่นสไลด์ลงไปต่อหน้าต่อตาดนัยเด็กมัธยมปลายสามคนนั้นตกลงไปพร้อมผาที่เป็นดินตรงนั้นเสียแล้วกรี๊ด !!!!!!/เฮ้ย !!!!!!! เสียงนักท่องเที่ยวที่เห็นเหตุการณ์ต่างกรีดร้องด้วยความตกใจออกมาทันทีจบ...

    คล้ายกับเรื่อง Ghost & Doctor ผีวุ่นวายกับนายแพทย์อ่อนหัด ที่คุณอ่าน