ฉินอวี้หลันทบทวนอาการของท่านปู่ฉินในใจ เกรงว่ายามนั้นท่านปู่คงเส้นเืในสมองแตกจึงเป็อัมพาต ทนทรมานมานานยี่สิบปี เกรงว่าท่านปู่ฉินคงอยากตายนานแล้ว เพียงแต่พูดไม่ได้และไม่รู้จะบอกทุกคนอย่างไร
หลังจากลังเลอยู่นาน สุดท้ายฉินอวี้หลันก็ทนแข็งใจไม่ไหว นางกินข้าวเช้าง่าย ๆ จากนั้นหยิบของในห้องวิจัยยาสองสามอย่างที่น่าจะมีประโยชน์กับท่านปู่ฉิน มุ่งหน้ากลับบ้านตระกูลฉิน
อย่างไรเสีย วันที่ฉินจิ่วออกเรือน นางไปคารวะอำลาท่านปู่ฉิน ยังจดจำแววตาห่วงใยของเขาได้ ที่จริงหลายปีมานี้ทุกคนไม่ค่อยใส่ใจท่านปู่ฉินนัก มีเพียงนางเท่านั้นที่ดูแลไม่ห่าง
เห็นแก่ความห่วงใยสายนั้น ฉินอวี้หลันอยากช่วยเท่าที่ช่วยได้ แม้นางไม่รู้วิชาแพทย์ แต่อาศัยเพียงความรู้ด้านสมุนไพรที่นางมี น่าจะสามารถช่วยท่านปู่ฉินได้ไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังไม่รู้อาการที่แน่ชัด คงต้องหาโอกาสเชิญท่านหมอไปตรวจดูสักหน่อย นางจะได้จัดสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ตรงกับอาการได้ไม่ผิดพลาด
หมู่บ้านที่นางอยู่ในตอนนี้เรียกว่า ‘หมู่บ้านลั่วจี’ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านที่เป็บ้านเดิมราวสิบหลี่ หมู่บ้านนั้นเรียกว่า ‘หมู่บ้านหยางมู่’
นับแต่เดินทางออกจากบ้านมา เห็นได้ชัดว่ายาสมุนไพรปรับสมดุลและยาบำรุงร่างกายของฉินอวี้หลันได้ผลมากเพียงใด ร่างกายที่อ่อนแอจนน่าละเหี่ยใจของนางดีขึ้นแล้วจริง ๆ ผ่านการบำรุงมาสามวัน ตลอดการเดินทาง นางหยุดพักเพียงสี่ครั้งเท่านั้น
ปลายยามซื่อ ฉินอวี้หลันเห็นต้นหยางมู่สูงตระหง่านอยู่ไกล ๆ ก็พลันโล่งใจ ในที่สุดนางก็ไม่ได้หลงทางและมาถึงจุดหมายเสียที
เดิมฉินจิ่วไม่เคยออกจากหมู่บ้าน ชีวิตของนางเคยไปไกลสุดก็วันที่ออกเรือนไปบ้านสามีนั่นแหละ ยังดีที่นางมีความทรงจำอันเลือนรางอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงทำอันใดไม่ได้
เมื่อมาถึงหมู่บ้านหยางมู่ ฉินอวี้หลันทวนความทรงจำ บ้านตระกูลฉินตั้งอยู่โดดเดี่ยวบริเวณชายขอบของหมู่บ้าน คิดว่าคงหาพบได้ไม่ยากนัก
ขณะที่นางกำลังก้มหน้าก้าวเดินไปอย่างช้า ๆ นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกด้วยความแปลกใจจากด้านหน้า
“นี่ไม่ใช่อาจิ่วตระกูลฉินหรอกหรือ? เ้าเพิ่งแต่งออกไปคงกลับบ้านเดิมวันนี้สินะ แต่เหตุใดเ้ามาคนเดียวเล่า? คงมิใช่ว่าสามีเ้ารังเกียจที่เ้าจะตายมิตายแหล่จึงไล่กลับบ้านเดิมหรอกนะ”
“ป้าสะใภ้หวัง วันนี้อากาศไม่ร้อน ท่านไม่ลงแปลงนาหรือเ้าคะ? แต่เอ๊ะ ข้าเดินผ่านทุ่งนาเมื่อครู่ เห็นลุงหวังเดินไปกับใครคนหนึ่ง ข้านึกว่าเป็ท่านเสียอีก ที่แท้ท่านก็อยู่ที่นี่นี่เอง” ฉินอวี้หลันมีภาพจำของสตรีตรงหน้า และรู้ว่าควรจัดการอย่างไร
ในความทรงจำของฉินจิ่วนั้น ป้าสะใภ้หวังคนนี้ปากคอร้ายกาจ เื่ใด ๆ ที่ผ่านปากนางจำต้องฟังอย่างระวัง ไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมด สิบส่วนมีความจริงอยู่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น
นางเป็คนที่ชอบบิดเบือนข่าวสารที่สุดในหมู่บ้าน ดังนั้นห่างนางได้ก็ต้องห่าง หากหลบไม่พ้นก็ต้องชักนำให้นางหันไปสนใจเื่อื่น เช่นที่ฉินอวี้หลันเพิ่งทำไปเมื่อครู่
“เ้าเห็นเมื่อไร? ตาเฒ่าหวังกับหญิงแพศยาคนนั้นไปทางไหนแล้ว? เ้ารีบบอกมา” ป้าสะใภ้หวังเต้นเร่า เ้าคนไม่เอาถ่านนั่นเริ่มทำตัวเหลวไหลอีกแล้ว
“เมื่อครู่ข้าหยุดพักตรงหัวแปลงนา เห็นท่านลุงหวังไปทางตีนเขาแล้วเ้าค่ะ” ฉินอวี้หลันบอกอย่างหวังดี
ป้าสะใภ้หวังรีบเดินจ้ำอ้าวไปทางตีนเขาทันที แต่แล้วนางก็หยุดชะงัก หันกลับมาบอกฉินจิ่วอย่างหวังดีก่อนรีบจากไป
“เออ ใช่! ข้าลืมไปเลย นางหนูอาจิ่วบ้านฉิน เ้ารีบกลับบ้านไปเร็ว บ้านเ้าเกิดเื่ใหญ่แล้ว เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน”
ฉินอวี้หลันขมวดคิ้ว บ้านฉินก็มีเื่ตลอดอยู่แล้ว ยังจะมีเื่อะไรร้ายแรงได้อีกเล่า?
ฉินอวี้หลันเดินไปตามความทรงจำ เมื่อใกล้ถึงบ้านฉินก็เห็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่มุงอยู่หน้าบ้าน พร้อมเสียงกระซิบกระซาบเซ็งแซ่ไปหมด
“หม่าซื่อไร้ยางอายจริง ๆ นึกไม่ถึงว่ากำจัดลูกเลี้ยงขี้โรคไปแล้ว ยังจะลงมือกับพ่อแม่สามีอีก”
“นี่ก็เป็เวรกรรมไม่ใช่หรือ? ตาเฒ่าฉินก่อนนี้ร่างกายแข็งแรง ยังพอปกป้องคุ้มภัยให้ฉินอู่หลางได้บ้าง ถึงแม้ฉินอู่หลางไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ ของตัวเองก็จริง แต่เขาก็เลี้ยงดูอย่างดี แต่พอเขาล้มป่วยลง หยางซื่อกับเฉินซื่อกลับเอาเงินทองที่นามรดกต่าง ๆ ที่ฉินหวางเตรียมไว้ให้บุตรชายไปส่งเสียลูกตัวเองจนได้ดิบได้ดี กดหัวฉินอู่หลางเสียจนเป็แบบนี้ ต่อให้ตาเฒ่าฉินมีใจก็ไม่อาจลุกขึ้นมาทำอะไรได้แล้ว”
“นั่นน่ะสิ ข้าจำได้ว่าปีนั้นฉินหวางเดินทางไปชายแดน ขนทรัพย์สินเงินทองไปมากมาย หากเขาฝากบุตรชายเอาไว้กับตาเฒ่าฉิน มีหรือจะไม่ทิ้งอันใดเอาไว้ให้เลย”
“ฉินหวางต้องโทษขับออกจากเมืองหลวง ไม่คิดว่าบั้นปลายชีวิตจะหวนคืนเมืองหลวงได้สำเร็จ ทั้งชีวิตเหลือบุตรชายคนนี้คนเดียว ยังมาถูกบ่าวใจทรามเหยียบย่ำ เมียตาเฒ่าฉินนี่มัน… ไม่ใช่คนจริง ๆ”
“นั่นน่ะสิ ครั้งนี้ฉินหวางเดินทางมารับบุตรชาย แต่พวกเขากลับตายกันหมดเสียแล้ว ไม่รู้ว่าฉินหวางจะโกรธเกรี้ยวเพียงใด เกรงว่าจะลงโทสะกับพวกเราแล้วทีนี้”
“ได้อย่างไรกัน? พวกเราไม่รู้เสียหน่อยว่าฉินอู่หลางจะเป็ทายาทของฉินหวาง คนตระกูลฉินยังมีลูกหลาน อย่างไรก็ไม่ใช่พวกเราที่เอาเปรียบฉินอู่หลางเสียหน่อย”
“ยายเฒ่าสองคนนี่ก็ช่างชั่วร้ายเสียจริง ก่อเื่เอาไว้ ตัวเองกลับหนีตายเสียนี่”
“หม่าซื่อกำลังจะได้ดีแล้วแท้ ๆ ไม่น่าด่วนใจเร็วลงมือเลย ถึงยายเฒ่าสองคนจะสมควรตาย แต่อย่างไรก็มีบุญคุณเลี้ยงดูฉินอู่หลางมา”
“ผายลมน่ะสิ บุญคุณหรือความแค้น ที่สุดแล้วก็ยังไม่ชัดหรอกนะ”
“แต่ถึงอย่างนั้น หม่าซื่อก็ไม่ควรลงมือวางยาพ่อแม่สามี หญิงใจโฉดเช่นนี้ บ้านไหนรับเข้าไปก็มีแต่โชคร้ายมาเยือน สงสารอู่หลางกับลูก ๆ จริง ๆ หญิงชั่วเช่นนี้ตายเสียก็ดี”
ฉินอวี้หลันยืนฟังเงียบ ๆ อยู่ด้านหลัง นับว่านางจับใจความสำคัญได้หมดแล้ว
ที่แท้ความไม่พอใจที่สะสมมาเนิ่นนานของหม่าซื่อะเิออกมาแล้ว ที่คาดไม่ถึงก็คือนางลงมือวางยาผู้เฒ่าทั้งสามในบ้าน และนางก็ได้ตายตามผู้เฒ่าทั้งสามไปแล้ว
แต่ที่ฉินอวี้หลันคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงนั้น กลับเป็เื่ชาติกำเนิดของบิดาได้เปล่าผู้นั้น ที่เป็ถึงบุตรชายของผู้มีบรรดาศักดิ์ ช่างคาดไม่ถึงเสียจริง
อีกทั้งเหตุผลที่บ้านตระกูลฉินแยกห่างจากหมู่บ้าน ก็เพราะมีความลับที่ต้องรักษา ทั้งความลับนั้นคือการซ่อนเร้นปกปิดและให้ที่พักพิงแก่ครอบครัวผู้มีความผิด ซึ่งก็คือบิดาของนาง ฉินอู่หลาง
เพราะเหตุนี้นี่เอง มิน่าล่ะ ท่านย่าทั้งสองจึงจงเกลียดจงชังบิดาของนางถึงเพียงนั้น
“ขอทางหน่อย ๆ เ้าหน้าที่จากที่ว่าการมาถึงแล้ว”
ฉินอวี้หลันถูกชาวบ้านดันจนถอยออกมา ตะกร้าใส่สมุนไพรและยาถูกชนจนหกกระจาย
“อ๊ะ! ยาของข้า” ฉินอวี้หลันก้มลงเก็บสมุนไพร ใช้ร่างเล็ก ๆ ของนางบังยาที่หกเกลื่อนพื้นเอาไว้
“อาจิ่ว?”
“อาจิ่ว เ้ามาั้แ่เมื่อไรกัน? มาเร็วเข้า บ้านเ้าเกิดเื่ใหญ่แล้ว อย่ามัวสนใจยาไร้ค่าเ่าั้อยู่เลย”
ฉินอวี้หลันถูกมือของใครหลายคนพยุงขึ้นมา พร้อมผลักนางไปเบื้องหน้า ข้ามผ่านประตูบ้านตระกูลฉินไป
ในบ้านตระกูลฉินซึ่งเป็บ้านดินขนาดห้าห้อง กลางลานบ้านวางร่างสองร่างคลุมด้วยผ้าหยาบสีทึบ มีอีกร่างนอนอยู่บนตั่งยาวในห้องโถง มองดูก็รู้ว่าคนใต้ผ้าหมดลมไปนานแล้ว
เ้าหน้าที่จากที่ว่าการสองนายกำลังตรวจสอบศพทั้งสาม ส่วนอีกนายกำลังตรวจสอบศพที่อยู่ห่างออกไป
ฉินอวี้หลันยืนงงอยู่พักหนึ่ง นางค่อย ๆ กวาดตามองหาคนในความทรงจำจนได้พบในที่สุด
ฉินอู่หลางที่ขายังเปื้อนโคลนกอดเด็กน้อยสามคนเอาไว้ในอ้อมแขน ด้านหน้ามีร่างที่คลุมด้วยผ้าหยาบสีซีด
ขณะที่คนในครอบครัวของอาเจ็ดทั้งเจ็ดคนรวมตัวอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ล้วนเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เด็กเล็กยังมีน้ำตานองหน้า
“ท่านพ่อ” ฉินอวี้หลันเดินไปข้างฉินอู่หลาง นางร้องเรียกด้วยเสียงแ่เบา
ฉินอู่หลางแววตาเลื่อนลอย ดูเหมือนยังไม่ได้สติจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ฉินอวี้หลันถอนหายใจ นางค่อย ๆ แงะหัวไชเท้าทั้งสามหน่อออกมาจากอ้อมแขนบิดา
เด็กน้อยทั้งสามเพิ่งอายุห้าขวบปี พวกเขาไม่สามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้าน เพียงเห็นผู้คนมากมาย ในใจจึงเกิดความตื่นกลัว ครั้นเห็นพี่สาวซึ่งหายหน้าไปหลายวันก็เบะปากร่ำร้องหา
“พี่สาว”
“พี่ ๆ”
ครั้นลูกน้อยหลุดจากอ้อมแขน ฉินอู่หลางพลันไขว่คว้าร่างที่ใกล้ที่สุดเข้ามาแนบกาย
“ลูกข้า ลูกของข้า!”
ฉินอวี้หลันไม่มีทางเลือก จำต้องปล่อยให้บิดากอดเด็กคนหนึ่งเอาไว้ ตนเองดึงเด็กสองคนเข้ามากอดไว้ พลางตะล่อมถามหนึ่งในเด็กแฝดอย่างอ่อนโยน
“เฮ่าเกอ เ้าบอกพี่สาวมา เกิดเื่ใดขึ้นกันแน่ เหตุใด..”
ฉินอวี้หลันรู้ว่าเด็กน้อยฉินเฮ่าเป็เด็กฉลาด ในสามพี่น้อง ฉินเฮ่าเป็คนแรกที่สื่อสารรู้เื่และพูดจาคล่องแคล่วที่สุด
“ท่านอาสะใภ้เจ็ดทำอาหารจานเนื้อ ท่านปู่ท่านย่าแอบกินเนื้อไม่แบ่งพวกเรา ท่านแม่กลับมาทะเลาะกัน ท่านย่ารำคาญแบ่งเศษเนื้อให้พวกเรา ท่านย่ายังด่าว่าท่านพ่อไม่เอาไหน ปล่อยให้ท่านแม่ขายพี่สาว ท่านแม่เถียงท่านย่า ท่านย่าโกรธมาก ท่านแม่ก็โกรธมาก ต่อมา.. ต่อมาท่านแม่ก็กินเนื้อแล้วลงไปนอน ท่านปู่ท่านย่าก็นอน ทุกคนไม่ตื่นเลย อาสะใภ้เจ็ดร้อง พี่ชายพี่สาวร้อง พี่หงหงไปตามท่านพ่อมา ท่านพ่อ.. ท่านพ่อ..”
ฉินอวี้หลันฟังแล้วก็อึ้งไป นางเรียบเรียงความคิดเล็กน้อย มองไปที่อาสะใภ้เจ็ดสายตาเย็นเยียบ
ท่านอาเจ็ดแต่งภรรยาสองคน แต่ตอนนี้มีเพียงเฉินซื่อที่คอยปลอบโยนเด็ก ๆ ท่านอาเจ็ดและบุตรชายทั้งสองไม่อยู่ และอู๋ซื่อก็หายไป