ตอนที่หกสิบเก้า ดยุกหมูอ้วนไม่ใช่พระเอกโชวเน็น
หลังจากผมส่งพวกแดนเซอร์ไปสอนท่าเต้นและทักษะของนักเต้นและนักดนตรีต่างๆให้กับมาเรียอยู่ข้างๆตอนนี้ผมก็พยายามยกก้อนหินให้ทันมาเรีย
นี่คือความแตกต่างของอัจฉริยะกับคนธรรมดา
Economic of action เศรษฐศาสตร์ของการกระทำ
แรงงานลงไปน้อยที่สุดได้ผลลัพธ์กลับมาที่สุดบรรลุเป้าหมายในการสร้างกำลังกล้ามเนื้อได้ตามที่ต้องการมาเรียก็สามารถไปฝึกอย่างอื่นได้จนมีทักษะมากกว่าผมในภาพรวมนั่นเอง
แต่ก็ไม่เป็นไรในโลกที่มีจอมมารที่คิดจะครองโลกจริงๆผมก็ไม่คิดว่าขัดขวางมาเรียในการที่จะได้ทักษะสูงขึ้นมันจะมีประโยชน์ต่อผมตรงไหน
“ทำภารกิจระดับล่าง”
“เพิ่มค่าสถานะ”
“เพิ่มทักษะและกลยุทธ”
หากแบ่งคร่าวๆของกิจกรรมในแต่ละส่วนของแฟมิเลียของผมก็ได้ราวๆนี้ผมพยายามทำให้เป็นระบบอย่างที่เคยเห็นคนในโลกปัจจุบันทำมา
ว่าเราต้องมีสถานที่ฝึกซ้อมที่ดีและหน่วยสนับสนุนและกลยุทธจะค่อยๆออกมาจากการวิเคราะห์และข้อมูลที่ได้จากสถานการณ์จริงๆ
เมื่อเราไม่มีความเก่งขนาดมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าเราก็ต้องค่อยๆทดลองกันไปตามประสบการณ์ที่ต้องมีความผิดพลาดกลางทางแน่แต่ผมพยายามให้ความผิดพลาดนั้นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
และผมเริ่มคิดว่าจากการดูนักผจญภัยแล้ว
แนวความคิดกองทัพใหญ่ของทหารอาจจะไม่เหมาะ
แต่ต้องการการฝึกแบบหน่วย”แรนเจอร์”หรือหน่วยคอมมานดด ที่อาศัยความสามารถส่วนตัวสูงของแต่ละคน สามารถเคลื่อนไหวในพื้นที่ของศัตรูได้แม้จะขาดความช่วยเหลือจากหน่วยหลัก
เรียกว่าการส่งนักผจญภัยกลุ่มหนึ่งประมาณห้าคนไปเสี่ยงชีวิตโดยฝ่ายอาณาจักรไม่ต้องส่งเสบียงบำรุงนั่นเอง เพราะเส้นทางนั้นช่างอันตราย ไม่เหมาะกับการเคลื่อนกำลังทหารขนาดใหญ่หรือเปลืองงบประมาณกองทัพมากเกินไปที่จะใช้กองทัพไปปราบ
ผมคงไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดของนักผจญภัยได้ทั้งหมดแต่ผมคิดว่าผมจะค่อยๆเอาแนวคิดและวิธีการของแนวคิด”แรนเจอร์”หรือหน่วยคอมมานโดแบบสมัยใหม่ให้ค่อยๆซึมซับไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
แม้พวกเขาจะทำงานโดดเดี่ยวกลางวงศัตรูขาดการติดต่อกับแนวหลัง แต่ผมสามารถให้กลยุทธในการที่พวกเขาจะรอดชีวิตกลับมาติดต่อกับฐานบัญชาการหลักของผมให้ได้หากได้รับการฝึกสอนเทคนิคต่างๆมามากเพียงพอแล้ว
เพราะผมกังวลว่าพวกเขาจะเริ่มเบื่อและเริ่มจะไปไหนมาไหนตามใจตนเองอยู่เหมือนกันผมถึงได้ให้เงินให้อาหารให้เหล้าอย่างสบายใจแก่พวกเขามาตลอด
ว่าไปแล้วตามสไตล์ดยุกหมูอ้วนกองทัพของดยุกหมูอ้วนก็ทานอาหาร จัดงานเลี้ยงร้องรำทำเพลงตลอดแม้ในยามสงครามเพราะรวยกว่าชาวบ้านเขานั่นล่ะนะ
การจ่ายเงินไม่ใช่ปัญหาหากสามารถสร้างขวัญกำลังใจได้ดีและยังคุมวินัยไม่ให้เสียไปได้ล่ะก็
อีกอย่างการทานอาหารเพิ่มกล้ามเนื้อหรือทานเนื้อมอนสเตอร์ก็เป็นการเพิ่มพลังที่ค่าสถานะที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง
ผมถึงได้ไม่คิดจะลดหุ่นแต่คิดจะเพิ่มพลังนั่นเองลดปริมาณไขมันลงเพิ่มกล้ามเนื้อให้มากขึ้น
หุ่นจึงน่าจะแตกต่างไปจาก”นักเรียนม.ปลายธรรมดาของญี่ปุ่น”อยู่พอสมควรล่ะนะ
อึ้บ ฮ่า
ราวกับได้ยินเสียงตึ่งตึ้งในหัวแต่กำลังของผมก็มากขึ้นเรื่อยๆอย่างน้อยปริมาณค่าพลังกายก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ววกว่าคนธรรมดาเพราไอเท็มที่ช่วยการฝึกฝนค่าสถานะและเพลงประกอบจากมาเรียที่เพิ่มค่าประสบการณ์เวลาทำกิจกรรมต่างๆที่จะได้ค่าประสบการณ์มากขึ้นหากได้ฟังเพลงจากอาชีพนักดนตรี นักเต้นหรืออยู่ในขอบเขตของทักษะLearning ของพวกบัณฑิต
ที่ถือว่าผมใช้แรงงานพวกเขาอย่างหนักหน่วงมากในการทำกิจกรรมฝึกซ้อมเพิ่มค่าพลังกลยุทธหรือว่าทักษะต่างๆนี้ แต่จะมากจะน้อยต้องเพิ่มอย่างใดอย่างหนึ่ง
ให้เราสามารถก้าวหน้าไปเรื่อยๆในวันนี้ได้ก็พอ
ฮึบย่า
ให้วันนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อวานและพรุ่งนี้แข็งแกร่งกวาวันนี้เพิ่มไปทีละนิดอย่างไม่หยุดยั้ง
ฮึบย่า
เพื่อให้สักวันเราจะได้มองย้อนกลับไปว่าเรามาไกลกว่าจุดเริ่มแรกที่เราอยู่แล้ว
กองอิฐที่เขายกมาสูงเท่ากับเจ้าตัวมูมักไพร์ม
แต่เอ่อ...นี่แค่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งวันเลยนะ?ไอ้ดยุกหมูอ้วนมันเก่งขนาดนี้เลยหรือนี่? ถึงจะไม่เว่อเท่ามาเรียแต่มันห่างกันไม่มากเท่าที่คิดเลยนี่นา
ผมนึกว่าตนเองจะทำได้แบบพระเอกโชวเน็นสักหน่อยที่ไล่ตามมาเรียที่เป็นนางเอก
แต่ผมลืมไปดยุกหมูอ้วนมันเป็นตัวร้ายลำดับต้นๆหากไม่นับจอมปีศาจเลยนี่หว่า
นี่หมายความวว่าหากดยุกหมูอ้วนมันติดขี้เกียจมันคงเอาชนะทุกคนและยึดครองอาณาจักรไปได้ด้วยกำลังแล้วหรือนี่ ? ไม่ใช่มานั่งอ้วนกินเหล้าเมายามั่วสตรีไปวันวัน
หรืออีกทฤษฎีหนึ่ง ผมหันปมองมาเรียที่ยิ้มแย้มร้องเพลงได้ไม่หยุดในช่วงที่ผมกำลังขนอิฐไปมาอยู่น่าจะเพราผลลัพธ์จากการยกอิฐจำนวนมากที่ทำให้กำลังความอดทนของเธอทะลุกราฟไปแล้ว
ว่าเพราการร่วมปาร์ตี้ในกลุ่มกับมาเรียมีผลทำให้ผมเลื่อนระดับพลังได้ดีขึ้นแบบเดียวกับพวกตัวละครหนุ่มๆที่ปาร์ตี้เดียวกับเธอ
ที่จากเด็กมีพรสวรรค์ในโรงเรียนถึงขนาดไปจัดการกริฟกาเรี่ยนเวเฮเมียร์และบาบารัสที่เป็นระดับบอสได้ในเวลาไม่ถึงสามปี
“นายท่านเก่งจังเลยค่ะ สู้ๆนะคะ”
มาเรียป้องปากตะโกนมาทางผมผมสีทองของเธอเปล่งประกายไปมากับแสงอาทิตย์ยามเย็นนัยน์ตาสีเขียวที่ชวนสะกดคน..เฮ้ยหรือว่าเพราะอาชีพนักดนตรีมันมีส่วนเพิ่มค่าเสน่ห์ทำให้ผมจ้องมองเธอเลยมึนๆไปเหมือนกันแม้จะเตรียมใจมาก่อน?
ไมได้การล่ะเราต้องหาครูฝึกสอนมาสอนทักษะการป้องกันทางจิตใจให้กับตัวเรานอกจากมาเรียแล้วก็มีมอนสเตอร์บางคนหรือคนร้ายหญิงบางคนที่เก่ง charm ในการสะกดศัตรูให้เป็นทาสเสน่ห์ทำงานต่างมือเท้าของเธอ
ส่วนผมไม่ใช่พระเอกโชวเน็น ผมไม่ฝากความหวังไว้กับพลังใจที่จะต่อต้านค่าเสน่ห์ได้หรอกนะ
ผมน่าจะต้องเตรียมอุปกรณ์เวทมนตร์ป้องกันตนเองและคนอื่นๆรอบตัว
เพราไม่ได้หมายความว่ามีแต่เราเท่านั้นที่จะโดนสะกดคนข้างกายเราโดนสะกดด้วยวิชาเสน่ห์ charm ผลลัพธ์ก็คงเลวร้ายไม่ต่างกัน หากมองในแง่หนึ่งที่ไม่ใช่เกมส์จากมุมมองของโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว
วิชาเสน่ห์นั้นน่ากลัวมากๆเพราะพี่กล้ามแข็งแกร่งเท่าไรหากพวกเขาโดนสะกดก็จะกลายเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งมาทำร้ายผมได้มากเท่านั้น
มันก็มีสกิลที่เหมือนกับข้อเสียคือ rage ความโกรธที่จะทำให้ไม่โดนสะกดด้วยเสน่ห์ charmได้ง่ายๆ แต่ปัญหาคือตอนนี้ จะโจมตีคนที่อยู่รอบข้างแบบไม่เลือกแต่มองในแง่ดีในสถานการณ์ที่เลวร้ายคือในช่วงที่โกรธและบ้าคลั่งอยู่นั้นคนอื่นก็ไม่สามารถสะกดให้พี่กล้ามหลงเสน่ห์จนมาทำร้ายเราได้เช่นกัน
หมายความว่าเราต้องกังวลเรื่องการใช้เสน่ห์ลอบเข้ามาในกองทัพของพวกเรามากกว่าการบุกมาตรงๆซึ่งหน้าอีกนั่นเอง
แปร๋น
มูมักไมเนอร์เอาน้ำสัปปะรดจากงวงมาขยี้หัวผมที่มันเขินเนื่องจากผมไปเผลออุ้มมมูมักไมเนอร์ที่อยู่ข้างๆแทนที่จะเป็นกองอิฐเพราะใจลอย
“โทษทีนะมูมัก”
แปร๋น
ตึง
ผมวางเจ้ามูมักไมเนอร์ลงกับพื้นจนพื้นสะเทือน