(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 36 เนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทรา

            ท่ามกลางความวุ่นวายของเหล่าผู้อาวุโสที่ต่างก็ล้อมวงตรวจสอบดวงเนตรของหญิงสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


            ในจังหวะเดียวกัน หลัวหยางที่มีความสามารถในการมองเห็นโชคชะตาก็แสดงความประหลาดใจ


            เมื่อสายตาของเขาจับจ้องไปยังเหนือศีรษะของหญิงสาวผู้นั้น


            ภาพเรืองรองที่ปรากฏอยู่เหนือศีรษะกลับมีการเปลี่ยนแปลงในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


            ตอนแรกชายหนุ่มเห็นเพียงแสงสีม่วงหม่นซึ่งบ่งบอกถึงโชคชะตาระดับสี่ ปานกลางไปทางดี มักเป็นบุตรแห่งโชคชะตาที่มีอยู่มาก หากได้รับการชี้แนะที่เหมาะสมก็อาจเติบใหญ่เป็นยอดฝีมือได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สะเทือนฟ้าดิน


            ทว่าหลังจากการตรวจสอบของเหล่าผู้อาวุโสที่ตื่นตระหนกและประกาศว่าหญิงสาวมีดวงเนตรสุริยันจันทราอย่างชัดเจนแล้ว แสงชะตาเหนือศีรษะของหญิงสาวกลับเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เปล่งประกายเรืองรองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


            สีม่วงค่อยๆเลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยแสงแดงสดอันเปี่ยมด้วยพลังของความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่


            เป็นแสงแห่งโชคชะตาระดับหกที่หาได้ยากมากยิ่งขึ้น


            “สีแดง.. ระดับหก? หรือว่านี่จะเป็นโชคชะตาที่แท้จริงของนางกันแน่?”


            หลัวหยางกระซิบกับตนเอง ในแววตาเต็มไปด้วยแววเข้าใจบางอย่างที่ผุดขึ้นในห้วงสำนึก


            【ถูกต้องแล้วศิษย์รัก】


            【นั่นหมายถึงโชคชะตาของหญิงสาวคนนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนไงล่ะ】


            【ชะตาชีวิตที่ตกอยู่ในห้วงระกำลำบาก ทั้งหมดนั้นจะถูกชำระล้างและปูทางใหม่ให้มีอนาคตที่เจิดจรัสยิ่งขึ้น เพราะดวงเนตรสุริยันจันทราที่นางได้ครอบครองอยู่นั้นมีคุณสมบัติในการย้อนคืนพลังแห่งชะตา ทำให้พรหมลิขิตซึ่งเคยมืดมนกลับสว่างไสวอย่างไม่อาจห้ามได้】


            【เมื่อถูกรับรู้โดยผู้ที่เห็นคุณค่า เพชรยังไงก็คือเพชร มันไม่มีทางปิดบังได้อย่างแน่นอนหรอก】


            คำกล่าวนั้นก้องกังวานในหัวของหลัวหยางดั่งเสียงแห่งสัจธรรม เขาพยักหน้าในใจและเข้าใจในสิ่งที่ระบบพยายามจะบอก


            สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาในวันนี้มิใช่เพียงเหตุการณ์บังเอิญ มันคือจุดเปลี่ยนตังหาก จุดเริ่มต้นของสายธารแห่งโชคชะตาทั้งมวล


            ขณะที่หลัวหยางยังคงสงบและเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ


            ภายในอีกแถวหนึ่งที่ไม่ไกลกันนัก หลงเซียวเหยา ยุตรแห่งโชคชะตาระดับแปดก็พลันอ้าปากค้างด้วยความตกใจอย่างมิอาจควบคุม ดวงตาเบิกโพลง สายตาไล่มองหญิงสาวที่มีดวงเนตรเรืองรองคู่นั้นอยู่กลางวงล้อมด้วยจิตใจที่สับสนวุ่นวาย


            “ท่านอาจารย์.. หญิงสาวคนนี้นางมีดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทราจริงๆน่ะเหรอ?”


            เขากล่าวออกมาในใจด้วยความไม่แน่ใจ ก่อนเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นภายในจิตใจของเขาอย่างชัดเจน เป็นเสียงของจิตวิญญาณที่สถิตอยู่ภายในแหวนวิญญาณของเขา นั่นคือเสียงของผู้เฒ่าเหยา จิตวิญญาณเก่าแก่ผู้มีประสบการณ์มาเนิ่นนาน


            “ไม่ผิดเลย ข้าแน่ใจ ถึงนางจะยังไม่ได้เปิดการบำเพ็ญเพียรอย่างเป็นทางการ แต่สัญลักษณ์แห่งตะวันและจันทราก็ได้สะท้อนออกมาในม่านตาแล้วอย่างเด่นชัด กระทั่งข้าที่มีชีวิตอยู่มายาวนานยังเคยพบเจอคนที่มีดวงเนตรคู่นี้เพียงสองหรือสามคนเท่านั้น”


            “แล้วแต่ละคนก็แข็งแกร่งถึงระดับเปลี่ยนแปลงสวรรค์ได้เลยทีเดียว”


            “หากมองในด้านพรสวรรค์แล้ว หญิงสาวคนนี้นางไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าที่มีกายาเก้ามังกรสวรรค์เลยสักนิด!”


            คำกล่าวอันเต็มไปด้วยความหนักแน่นและจริงจังของผู้เฒ่าเหยาทำให้หลงเซียวเหยารู้สึกถึงความสั่นคลอนบางอย่างในใจ


            ความภาคภูมิใจและความมั่นใจที่เคยมีในพรสวรรค์อันสูงส่งของตนเองกลับถูกสั่นสะเทือนอย่างเงียบงัน


            เขามองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่กลางสายตานับพันคู่นั้นด้วยสายตาที่ปนเปด้วยอารมณ์ซับซ้อน


            ตัวของมันรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก และไม่เคยคิดเลยว่าในการทดสอบครั้งนี้จะมีผู้ที่โดดเด่นไม่แพ้กับตนปรากฏขึ้นมาอีกคนหนึ่ง แถมยังเป็นผู้หญิงธรรมดาที่ดูเหมือนไม่มีอะไรโดดเด่นตั้งแต่แรก หากบัดนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจทั้งหมดในงานไปแล้ว


            ขณะเดียวกัน ชายชราหวังฉี ผู้ผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์ก็ได้ก้าวเดินฝ่ากลุ่มผู้อาวุโสเข้ามาอย่างสงบ


            ดวงตาของชายชรานั้นฉายแววครุ่นคิดเคร่งขรึม


            “แม่หนูน้อย.. ไปตรวจสอบพรสวรรค์ของตนที่เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงเสียเถิด!”


            “หากทุกสิ่งเป็นจริงเช่นที่เห็น.. เสานั้นจักตอบรับตัวเจ้าด้วยความสัตย์แห่งฟ้า”


            ประโยคดังกล่าวแฝงไว้ด้วยความคาดหวังอันลึกซึ้ง จนทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณต้องตั้งใจฟัง


            “ขะ.. เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”


            หญิงสาวที่ดูคล้ายกับจะประหม่าอยู่แต่แรกพลันตอบกลับด้วยความตั้งใจ


            ค้อมศีรษะให้อย่างอ่อนน้อม ก่อนจะเดินตรงไปยังบริเวณด้านในของลานซึ่งตั้งเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงเอาไว้อย่างโอ่อ่า


            หญิงสาวก้าวเข้าไปภายใน ทำให้เกิดเป็นบรรยากาศที่สงบเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนชัดเจน


            ตัวของนางหยุดยืนเบื้องหน้าเสาศักดิ์สิทธิ์ ยกมือขึ้นช้าๆด้วยความเคารพและวางมือสัมผัสลงบนแท่งเสาอย่างแผ่วเบา


            “ครืนนนนนนนนน!”


            ทันใดนั้นพื้นลานก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงเริ่มเปล่งแสงสว่างออกมาเป็นระลอกดั่งสายรุ้งที่ระเบิดออกจาก


            จุดศูนย์กลาง แสงสีรุ้งนั้นหมุนวนขึ้นสู่ฟากฟ้าเป็นวงคลื่นสลับซ้อนกันหลายชั้น ก่อนจะกระจายออกเป็นประกายแสงจรัสฟ้าไปทั่วทั้งลาน


            ผู้คนทั้งหลายที่ยืนอยู่โดยรอบต่างถึงกับยืนตะลึงไม่อาจขยับตัวได้


            เปลวแสงสว่างสีรุ้งนั้นแตกกระจายไปยังท้องฟ้าเหนือศีรษะ กลายเป็นม่านแสงประหลาดที่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ


            “พะ.. พรสวรรค์สีรุ้ง?! พรสวรรค์ที่เหนือกว่าระดับสิบ.. เหนือพรสวรรค์ทั้งปวง นางมีร่างศักดิ์สิทธิ์จริงๆ!”


            “ไม่ผิดแน่นอน! ดวงเนตรสุริยันจันทราของนางเป็นของจริง!”


            “น่าเหลือเชื่อ ตอนแรกข้ายังไม่มั่นใจนักเมื่อเห็นสัญลักษณ์ในม่านตา”


            “แต่พอได้รับการทดสอบจากเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงโดยตรง ทุกอย่างมันก็ไม่มีทางผิดพลาดได้อีกแล้ว!”


            เสียงผู้เฒ่าหวังฉีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความชื่นชม


            ในท่ามกลางประกายแสงสีรุ้งที่ยังคงระเบิดกว้างออกไปทั่วทั้งลานกว้างราวกับภาพเทพนิยาย


            ท้องฟ้าที่เคยแจ่มจ้าก็กลับกลายเป็นหม่นมัว เงาลางๆของอะไรบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือผืนฟ้า แสงจากเสาศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆถูกกลืนกินด้วยเงาสลัวที่โอบล้อมลงมา ดวงเนตรขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า มันมีขนาดใหญ่เกินห้าสิบจั้ง


            ครึ่งหนึ่งของดวงเนตรนั้นเรืองแสงดั่งดวงตะวันแผดเผาที่สามารถทำให้สรรพสิ่งแหลกสลายด้วยความร้อนเร่าร้อน


            ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งกลับเย็นเยียบดั่งแสงจันทร์ที่สามารถแช่แข็งแม้แต่จิตวิญญาณ


            มันคือดวงเนตรแห่งสุริยันจันทราในรูปแบบแห่งฟ้า สะท้อนพลังของผู้ครอบครองลงสู่โลกภายนอก


            “นะ.. นี่มัน..”


            ผู้คนที่ยืนอยู่ในลานเมื่อได้เห็นต่างพากันตกตะลึงพรึงเพริด ดวงตานั้นเหมือนสะกดผู้คนให้จมอยู่ในห้วงแห่งแรงกดดันประหนึ่งเทพเจ้าบนสวรรค์ได้หันมาจ้องมองโลกมนุษย์ ผู้ที่ได้สบตามันราวกับได้มองเห็นอาทิตย์และจันทราสาดส่อง ประหนึ่งวิหารแห่งแสงและเงาที่สะท้อนกัน


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน