ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 47 พบชายหน้าบากที่เมืองหลวง

     

    เช้าวันรุ่งขึ้น การทดสอบเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ก็สิ้นสุดลง

     

    เจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ เดินทางกลับเมือง Y พร้อมกับหลี่ต้าป้าว หลังจากที่เซี่ยฮุยคุยกับหลี่ต้าป้าว เขาก็ตัดสินใจที่จะอยู่ที่เมืองหลวงต่อ

     

    ตอนที่เซี่ยฮุยมาถึงที่นี่ เขาได้นำสัมภาระทุกอย่างใส่เข้ามาในกระเป๋าไอเท็มของตัวเองแล้ว

     

    หลังจากส่งเจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ กลับบ้าน เซี่ยฮุยก็เตรียมตัวเพื่อเดินทางไปเที่ยวรอบเมืองหลวงเพียงลำพัง

     

    คงเป็นเพราะตอนนี้ยังเช้าอยู่ พระอาทิตย์จึงค่อนข้างใกล้กับทิศตะวันตก

     

    แสงสว่างสาดส่องไปยังสถานที่ต่าง ๆ ของเมืองหลวง อีกทั้งยังทำให้เกิดแสงสีทองสว่างไสวราวกับเป็นอนาคตของพระเจ้าอย่างไรอย่างนั้น

     

    เมืองหลวงไม่ได้เป็นแค่เพียงเมืองแห่งหนึ่งเท่านั้น ที่นี่เป็นเมืองที่สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของอาณาจักรเซี่ยเฟิงด้วย

     

    บนถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินสวนผ่านไปมา ใบหน้าของพวกเขามีความเย่อหยิ่งสมกับอัตลักษณ์ความเป็นประชากรของเมืองหลวงแห่งนี้

     

    พวกเขามีความมั่นใจและภูมิใจในตัวเอง!

     

    เซี่ยฮุยเดินผ่านถนนเพียงเส้นเดียวแต่กลับรู้สึกได้ถึงพลังจากผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่น้อย ผู้ที่มีความแข็งแกร่งขอบเขตพิเศษขั้น 9 มีมากกว่าสิบคน

     

    สุดยอดอย่างที่คิดไว้จริง ๆ!

     

    เซี่ยฮุยแอบอุทานอยู่ภายในใจ สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือแม้ว่าเขาจะปิดระบบการเปิดใช้พลังลมปราณไปแล้ว แต่กลุ่มคนเหล่านั้นที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ซึ่งมีทักษะเป็นเอกลักษณ์กลับหันมามองเซี่ยฮุย อีกทั้งยังมองด้วยรูม่านตาที่หดตัวลงราวกับกำลังรู้สึกประหลาดใจ

     

    ผู้ฝึกยุทธ์...อีกทั้งยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 9 ด้วย อายุเพียงเท่านี้แต่กลับมีความแข็งแกร่งถึงขั้นนี้...

     

    เขาไม่ได้สวมใส่ชุดนักเรียน แต่สวมด้วยเสื้อสเวตเตอร์บาง ๆ หนึ่งตัวที่เขาใส่อยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังปิดบังใบหน้าเล็กน้อยด้วยฮู้ดที่ติดอยู่กับเสื้อ ด้านหลังสบายกระเป๋าเป้ใบเล็ก และกำลังกวาดตามองไปรอบ ๆ

     

    ท่าทางดูมีพิรุธของเขาดึงดูดความสนใจของผู้ลาดตระเวน ด้วยเหตุนี้คนคนนั้นจึงเดินตรงมาหาเซี่ยฮุยอย่างรวดเร็ว

     

    เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ เซี่ยฮุยจึงรีบหันกลับไปมอง

     

    ผู้ลาดตระเวนเป็นชายหนุ่มอายุราว ๆ 30 ปี เขาคือผู้มีความแข็งแกร่งขอบเขตพิเศษขั้น 6 ความแข็งแกร่งของเขาถือว่าไม่เลวเลย

     

    ตอนที่ผู้ลาดตระเวนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา อีกฝ่ายก็พูดด้วยเสียงนิ่งสงบ “คุณผู้ชายคงไม่ใช่คนของเมืองหลวงแห่งนี้สินะครับ รบกวนแสดง ID ระบุตัวตนด้วยครับ”

     

    เซี่ยฮุยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้พูดอะไรเพราะเขารู้ดีว่าท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของเขาคงทำให้คนอื่นเข้าใจผิด

     

    เขาเปิดสายรัดข้อมือและกดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นข้อมูลก็ลอยขึ้นมาด้านบนหน้าจอ

     

    สายรัดข้อมือชนิดพิเศษบนข้อมือของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตรวจสอบข้อมูลของเขา เสียง “ติ๊ด ๆ” ดังขึ้นพร้อมกับแสงสีเขียวที่กะพริบอยู่สองสามครั้ง จากนั้นเขาก็กดปิดระบบบนสายรัดข้อมือ

     

    สีหน้าท่าทางของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม ใบหน้าที่เคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มขณะพูดกับเซี่ยฮุย “ที่แท้ก็เป็นนักเรียนใหม่ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับที่หนึ่งนี่เอง ในเมื่อเป็นนักเรียนของที่นี่ก็คงต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงอีกสี่ปี ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นี่นะครับ”

     

    “แต่ว่า...”

     

    เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เนื่องจากคุณเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ดังนั้นจำเป็นต้องยื่นเรื่องทำใบรับรองของผู้ฝึกยุทธ์ด้วย ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณสะดวกหรือเปล่าครับ?”

     

    เมื่อเข้าสู่ขอบเขตพิเศษก็จะถูกเรียกว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์

     

    ผู้ฝึกยุทธ์คือผู้ที่มีพลังเหนือมนุษย์ธรรมดาโดยทั่วไป และมีพลังทำลายล้างสูงมาก

     

    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ผู้ฝึกยุทธ์ลงทะเบียน ถ้าหากผู้ฝึกยุทธ์ต้องการพกพาอาวุธ หลังจากที่ทำการลงทะเบียนแล้วก็จะสามารถพกพาอาวุธไปได้ทั่วทุกหนแห่ง

     

    แน่นอนว่าอาวุธของที่นี่ไม่ใช่อาวุธธรรมดาโดยทั่วไป แต่เป็นอาวุธที่สามารถรองรับพลังปราณรวมถึงเสริมพลังการโจมตีให้สูงขึ้นได้

     

    ยกตัวอย่างเช่นนวมอำนาจจักรพรรดิ ถ้าหากตอนนี้เขาสวมใส่มันก็คงจะหนีความผิดไม่พ้น

     

    ข้อหาพกพาอาวุธโดยไม่มีใบอนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย แต่การลงโทษก็ไม่ได้ร้ายแรงเท่าไหร่นัก เพียงแค่ต้องจ่ายเงินก้อนโตก็เท่านั้น

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยไม่ได้พูดอะไร เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนก็พูดอธิบายว่า “เดิมที่นักเรียนของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งจะมีคนจัดการดูแลเรื่องใบรับรองนี้ให้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม และคุณก็อยู่ที่นี่เพียงลำพัง ดังนั้นพวกผมจะทำหน้าที่ดูแลเรื่องใบรับรองให้กับผู้ฝึกยุทธ์แบบชั่วคราวให้ก่อนครับ”

     

    เซี่ยฮุยรู้ดีว่าเมื่อผู้ฝึกยุทธ์มีอาวุธที่สามารถทำร้ายผู้อื่นอยู่ในครอบครอง จำเป็นต้องมีบางสิ่งเพื่อยับยั้งชั่งใจพวกเขาเหล่านั้น

     

    ผู้ฝึกยุทธ์ภายในเมืองหลวงมีจำนวนเยอะมาก ผู้คนมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันไป แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเช่นเดียวกัน

     

    แม้ว่าจะลงทะเบียนไปแล้วและไม่ได้มีประโยชน์มากมายเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อย ๆ มันก็ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้งาน

     

    ยกเว้นกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ที่มีความชั่วร้ายอยู่ในตัว ถ้าหากเป็นผู้ฝึกยุทธ์โดยทั่วไปต่างก็เดินอยู่บนเส้นทางศีลธรรมอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ

     

    “โอเคครับ ว่าแต่ต้องไปทำที่ไหนครับ?”

     

    เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยยินดีให้ความร่วมมือ ใบหน้าของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา “ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากเลยครับ แค่เปิดหน้าจอสายรัดข้อมือก็เพียงพอแล้ว”

     

    ได้ยินเช่นนั้นเซี่ยฮุยก็ทำตามที่เจ้าหน้าที่บอกทันที

     

    และมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่อีกฝ่ายบอกจริง ๆ หลังจากที่เขากดบนหน้าจอสายรัดข้อมือเพียงไม่กี่ครั้ง และเชื่อมต่อมาที่สายรัดข้อมือของเซี่ยฮุย เพียงไม่กี่อึดใจบนสายรัดข้อมือของเขาก็ปรากฏใบรับรองผู้ฝึกยุทธ์ชั่วคราวแล้ว

     

    “เรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ”

     

    หลังจากเจ้าหน้าที่จัดการเรื่องใบรับรองให้เขาแล้ว อีกฝ่ายก็พูดอวยพรเขาตามมารยาท “ขอให้มีความสุขกับเมืองหลวงแห่งนี้ครับ”

     

    พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป

     

    เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว เซี่ยฮุยก็ก้มหน้ามองสายรัดข้อมือของตัวเองและกดเข้าไปดูใบรับรองผู้ฝึกยุทธ์ทันที

     

    ชื่อ : เซี่ยฮุย

    เพศ : ชาย

    ที่อยู่ : หมู่บ้านห้าวงแหวน ตึก 15 ห้องพัก 501 เมือง Y

    สถานศึกษา : มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่ง

    ความแข็งแกร่ง : ******

     

    หลังจากกวาดตามองรายละเอียดที่อยู่บนนั้น และไม่พบข้อมูลของความแข็งแกร่งระบุอยู่บนนั้น เขาก็แอบรู้สึกชื่นชมสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา

     

    อาณาจักรเซี่ยเฟิงให้ความสำคัญกับการเก็บความลับข้อมูลส่วนตัวของประชากรภายในเมืองได้เป็นอย่างดี นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างมาก

     

    หลังจากเรียบร้อยแล้ว เซี่ยฮุยก็ออกเดินทางต่อ

     

    เขาเริ่มจากหาร้านอาหารข้างทางเพื่อเติมพลังให้ตัวเองเป็นสิ่งแรก จากนั้นเขาก็เริ่มตั้งพิกัดเพื่อเดินสำรวจวิวทิวทัศน์ของที่นี่

     

    “เฮ้อ...ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย”

     

    หลังจากผ่านไปยังสถานที่ต่าง ๆ จนถึงสถานที่ที่เป็นจุดที่พีคที่สุด เซี่ยฮุยกลับรู้สึกว่าวิวทิวทัศน์ไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่คิดไว้

     

    ไม่ใช่เพราะวิวทิวทัศน์เหล่านี้ไม่สวย แต่เป็นเพราะเขาเห็นมันเยอะเกินไปจนทำให้เริ่มเกิดความเหนื่อยล้า ดังนั้นความตื่นตาตื่นใจที่มีก่อนหน้านี้จึงหายไปหมดแล้ว

     

    อีกอย่างตอนนี้ก็ดึกมากแล้วด้วย

     

    แสงไฟส่องสว่างในยามราตรีทำให้เมืองหลวงมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น

     

    เซี่ยฮุยเดินทอดน่องอยู่บนถนนใหญ่อย่างช้า ๆ เขาไม่ได้สนใจสถานที่เจริญรุ่งเรืองเหล่านั้น แต่เขากลับสนใจไปยังสถานที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป

     

    เขาเดินไปตามทางเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดมุ่งหมาย เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเดินไปที่ไหน แต่เสียงผู้คนที่อยู่รอบตัวเริ่มเบาบางและเริ่มเงียบสงัดแล้ว

     

    จู่ ๆ เซี่ยฮุยก็เกิดอาการใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ขึ้นมาอย่างฉับพลัน

     

    ตอนที่เขาแหงนหน้าขึ้น เขาก็พบว่าจุดที่ห่างออกไปราว ๆ สิบกว่าเมตรมีเงาของคนสองคนคนยืนอยู่ตรงนั้น

     

    ภายใต้แสงสว่างจากหลอดไฟ เซี่ยฮุยจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้ชายสองคนสวมใส่ด้วยเสื้อคลุมกันหนาว

     

    “มีอะไรหรือเปล่า?”

     

    ตอนที่เซี่ยฮุยเดินเข้าไปไกล ๆ ก็พบว่าสองคนนั้นยืนขวางทางของเขา จากนั้นหนึ่งในนั้นก็ถามด้วยท่าทางระมัดระวังว่า “พอดีฉันมีเรื่องอยากจะถามหน่อย”

     

    แผลเป็นรูปทรงคล้ายตะขาบบนใบหน้าของชายคนนั้น แค่เห็นรอยแผลก็รู้สึกได้ถึงเจตนาที่ไม่ดีบางอย่างของคนคนนี้ “ฉันอยากให้นายไปสถานที่แห่งหนึ่งกับพวกฉันหน่อย”

     

    ทั้งสองคนยืนประกบซ้ายขวาเซี่ยฮุยและมองเขาไม่วางตา “ถ้าเป็นไปได้ หวังว่านายจะยอมร่วมมือแต่โดยดี อย่าคิดขัดขืน ถ้าหากผิวหนังเปราะบางของนายได้รับบาดเจ็บฉันคงรู้สึกเจ็บปวดหัวใจมากแน่ ๆ”

     

    รอยยิ้มของชายหน้าบากดูแปลกประหลาด สิ่งนี้ทำให้เซี่ยฮุยอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังถูกปล้นชิงทรัพย์หรือเปล่านะ?

     

    ซวยแล้ว!

     

    “น้องสาม นี่เป็นเป้าหมายของพวกเรานะ เก็บความคิดสกปรก ๆ ของนายหน่อยเถอะ รอให้ได้เงินจากนายจ้างเมื่อไหร่ นายอยากจะทำอะไรก็เชิญ”

     

    โชคดีที่ตอนที่เซี่ยฮุยกำลังจะลงมือ ชายอีกคนก็พูดห้ามชายหน้าบากเสียก่อน

     

    ด้วยเหตุนี้เซี่ยฮุยจึงล้มเลิกความคิดที่จะลงมือกับทั้งสองคนนี้ไปชั่วขณะ ในเมื่อมีผู้ว่าจ้าง ถ้าเช่นนั้นเขาก็ขอรอให้เห็นหน้าผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้เต็มสองลูกตาก่อนก็แล้วกัน

     

    “พวกเราจะไปไหนเหรอ?”

     

    เซี่ยฮุยแสร้งทำเป็นตื่นตระหนก อีกทั้งยังมองทั้งสองคนด้วยท่าทางน่าเวทนา

     

    “ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง”

     

    ชายหน้าบากยังคงพูดอย่างไม่เป็นมิตร ยิ่งเห็นท่าทางเงอะงะของเซี่ยฮุย เขาก็ยื่นมือออกมาคว้าร่างของเซี่ยฮุยและลากไปยังสถานที่แห่งหนึ่งทันที

     

    เมื่อเห็นท่าทางของทั้งคู่ ดวงตาของเซี่ยฮุยก็แอบประกายแสงสลัวขึ้น ภายในใจก็แอบนึกเสียดาย เพราะก่อนหน้านี้เขาคิดไว้ว่าจะชวนสองคนนี้พูดคุยอีกสักสองสามประโยค