ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 193 ทนได้หรือไม่

            เพียงแต่ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นไม่เข้าใจเลยจริงๆ...พระองค์ทรงนึกไม่ออกเลยว่าหลงเซี่ยวอวี่จะมาสร้างความวุ่นวายที่หน้าประตูวังหลวงด้วยเหตุใด?

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดฮ่องเต้เหวินอิ้นรู้ดีว่าหลงเซี่ยวอวี่ทำสิ่งต่างๆ ได้ดีและมีเหตุผลอยู่เสมอทั้งยังวางตัวอย่างเป็นกลางและสงบ มีเพียงบางครั้งที่ไม่อาจคาดเดาได้เท่านั้น

            แต่ไม่ว่าในกรณีใดเขาจะไม่ถามหลงเซี่ยวอวี่เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้แม้ว่าหลงเซี่ยวอวี่จะทำมันโดยตั้งใจก็ตาม เขาก็จะไม่ตั้งคำถามกับมัน

            เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นต้องการให้หลงเซี่ยวอวี่สามารถสร้างปัญหาในวังหลวงแม้ว่าบางสถานการณ์จะทำให้ฮ่องเต้ขุ่นเคืองก็ตาม

            เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างน้อยก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าในใจของหลงเซี่ยวอวี่เขายังคงมีฐานะบิดาอยู่เช่นเดิม

            น่าเสียดาย...แม้แต่ความหวังอันน้อยนิดนี้มันยังกลายเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าที่สุดในใจของฮ่องเต้เหวินอิ้น

            ดังนั้นไม่ว่าหลงเซี่ยวอวี่จะร้องขอสิ่งใดต่อฮ่องเต้เหวินอิ้นพระองค์ก็จะทรงเห็นชอบด้วยโดยไม่มีเหตุผลและไม่คำนึงถึงว่ามันเป็นเพราะเหตุใด

            ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลงเซี่ยวอวี่มีคำร้องขอกับบิดาของตนเพียงคำเดียวเท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งเดียว คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับมู่จื่อหลิงเมื่อไม่นานมานี้

            ฮ่องเต้เหวินอิ้นไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งบุตรชายที่แสนจะเย็นชาของพระองค์จะเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าหาเขาเพียงเพราะผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมันน่ากลัวมากจริงๆ

            จากจุดนี้จะเห็นได้ว่ามู่จื่อหลิงอยู่ในตำแหน่งใดภายในหัวใจของหลงเซี่ยวอวี่เป็นตำแหน่งที่สำคัญมากเพียงใด ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถจินตนาการได้

            อาจจะเป็นอย่างที่หลงเซี่ยวเจ๋อพูดไว้ก่อนหน้านี้…รักเรือนนี้ต้องรักยันอีกา[1]

            ดังนั้น ในเวลาต่อมาฮ่องเต้เหวินอิ้นจึงเพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาของไทเฮาทำตามความปรารถนาของหลงเซี่ยวอวี่อย่างเฉียบขาดให้มู่จื่อหลิงสอบสวนคดีนี้และช่วยชีวิตหลงเซี่ยวหนาน

            ระหว่างฮ่องเต้เหวินอิ้นและหลงเซี่ยวอวี่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นบิดาและบุตรที่สนิทสนมกันมากพอที่จะพูดคุยกันได้ทุกเรื่องแต่กลับดูเหมือนยังมีช่องว่างระหว่างกัน

            หลังจากทยอยถอยร่นออกจากราชสำนักไปเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ก็ละทิ้งตัวตนที่ใช้แต่เดิมในยามอยู่หน้าพระพักตร์ของเจ้าแห่งแผ่นดินไปจนหมดต่างพากันแสดงสีหน้าขำขันออกมา

            ภายในตำหนักจินหลวนที่ว่างเปล่าฮ่องเต้เหวินอิ้นยังคงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรสูงส่งพระเนตรมองไปยังท้องฟ้าสีครามไร้ขอบเขตนอกห้องโถงจิตใจของพระองค์ราวกับล่องลอยออกไปไกล...

            ในความคิดของพระองค์คำพูดที่ฝังลึกในใจปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เรือนร่างที่บอบบางและอ่อนนุ่มนั้นเฝ้าหลอกหลอนตนในความฝัน

            คนผู้นั้นก็คืออวิ๋นจิ่นหญิงผู้เป็นที่รักที่สุดในชีวิตของเขา

            หลังจากการประสบอุบัติเหตุของจิ่นเฟยในปีนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลงเซี่ยวอวี่ก็อยู่ในสถานะที่อึดอัดมาโดยตลอด

            กล่าวให้แม่นยำยิ่งขึ้นนั่นคือท่าทีที่หลงเซี่ยวอวี่มีต่อเขาไม่เย็นชาแต่ก็ไม่อบอุ่น [2]

            ราชวงศ์เป็นตระกูลที่โหดเหี้ยมที่สุด

            มีบางอย่างที่แม้แต่ฮ่องเต้ผู้ได้รับเกียรติให้นั่งบนบัลลังก์อันสูงศักดิ์ก็ยังไม่อาจทำอะไรกับมันได้

            อุบัติเหตุของจิ่นเฟยไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ย่อมมีเหตุมาจากการชิงดีชิงเด่นและต่อสู้ภายในวังหลัง

            หากไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นความสัมพันธ์ของเขากับหลงเซี่ยวอวี่จะไม่เป็นเช่นนี้

            แค่มีบางอย่างเกิดขึ้นและยามนี้ทุกอย่างไม่สามารถแก้ไขได้...การแสดงออกของฮ่องเต้เหวินอิ้นจึงค่อนข้างคลุมเครือแววตาอันลุ่มลึกเต็มไปด้วยความโศกเศร้าลึกล้ำ ทั้งยังมีความอ้างว้างสุดจะพรรณนา

            อย่างที่ทุกคนทราบแม้ว่าหลงเซี่ยวอวี่จะมีทัศนคติที่ค่อนข้างเฉยชาต่อฮ่องเต้เหวินอิ้นแต่ตราบใดที่มีปัญหาที่ยากจะแก้ไขได้ หลงเซี่ยวอวี่ก็ยังคงเข้ามาช่วยเขาแก้ปัญหาอย่างลับๆ

            เพียงแต่ว่าแม้กระทั่งฮ่องเต้เหวินอิ้นก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ!

            ฮ่องเต้เหวินอิ้นรู้เพียงแต่ว่าหลี่ซินหย่วนผู้พิทักษ์แผ่นดินจะเข้ามาช่วยพระองค์แก้ปัญหาบ้านเมืองที่ไม่สามารถแก้ไขได้เป็นครั้งคราวแต่เขาไม่รู้ว่ามีหลงเซี่ยวอวี่อยู่เบื้องหลังด้วย

            -

            ยามไทเฮาทรงทราบว่ามู่จื่อหลิงได้ ‘หลบหนี’ ออกไปด้วยรถม้าและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยไทเฮาก็โยนถ้วยชากระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาวในมือของตนด้วยความโกรธ

            เกิดเสียงดังเพล้งตามด้วยถ้วยชาแตกละเอียด น้ำชาสาดกระเซ็น

            องครักษ์ที่เข้ามารายงานคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวไม่กล้าพูดสิ่งใดแม้ว่าชาร้อนจะสาดกระเซ็นมาโดนก็ตาม

            เห็นได้ว่าพระเนตรของไทเฮาเบิกกว้างนางตำหนิอย่างโกรธจัด “อะไรหนีไปแล้ว? หนีไปแล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ไปลากตัวกลับมา?”

            “ขอไทเฮาโปรดเย็นพระทัยลงก่อน...ในยามที่พวกข้าน้อยไปถึงฉีหวางเฟยก็เสด็จหนีไปไม่เห็นเงาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์กัดฟันรายงานออกมาด้วยท่าทางหวาดกลัว

            สิ่งที่องครักษ์กล่าวมานั้นมีทั้งเรื่องจริงและเท็จแต่ในยามที่พวกเขาไปถึง พวกของมู่จื่อหลิงก็ ‘หายตัวไป’ พร้อมกับรถม้าจริงๆ

            “ใจเย็น? เจ้าจะให้อายเจียระงับโทสะได้อย่างไรแม้กระทั่งคนพวกเจ้าก็ไม่อาจพากลับมาได้อายเจียเลี้ยงดูพวกเจ้ามาเปล่าประโยชน์แล้วจริงๆ”ไทเฮาโกรธจัดจนเส้นโลหิตบนหน้าผากกระตุกอย่างรุนแรง

            เห็นได้ชัดว่าอยู่ห่างจากประตูวังเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าคนไร้ประโยชน์เหล่านี้กลับปล่อยให้เป็ดที่กำลังจะบินหนีสามารถบินหนีออกไปได้มันน่าโมโหจริงๆ!

            หากครั้งนี้มู่จื่อหลิงกลับไปได้อย่างปลอดภัย...

            ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดไทเฮาจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจเล็กน้อยด้วยวิธีการอันลื่นไหลของมู่จื่อหลิงก่อนหน้านี้ หากนางต้องการนำตัวมู่จื่อหลิงเข้าวังเพื่อลงโทษอีกมันอาจจะไม่ง่ายถึงเพียงนั้น

            เมื่อต้องเผชิญกับการตำหนิอย่างเกรี้ยวกราดของไทเฮาองครักษ์จึงเกิดอาการตัวสั่น เขาคุกเข่าอยู่ในตำแหน่งเดิมด้วยความทุกข์ที่ไม่อาจพูดออกมาได้!

            แม้ว่าพวกเขาจะเห็นเพียงภาพติดตาของรถม้าที่แล่นผ่านไปในชั่วพริบตาแม้จะเป็นเพียงแวบเดียวการเหลือบมองจากสายตาที่น่าหวาดกลัวนั้นก็ยังสามารถทำให้พวกเขาหวาดหวั่นได้

            เป็นเพราะนั่นคือรถม้าของฉีอ๋องไม่ต้องกล่าวถึงว่ารถม้าที่ลากโดยม้าสองตัวนั้น ทั้งยังเป็นรถม้าสี่ล้อคันใหญ่ปกติแล้วมันจะไม่สามารถวิ่งได้ไม่ต้องพูดถึงความเร็วของม้าเปินเหลยและม้าเมฆาที่ลากรถนั้นมันเป็นม้าที่ไม่มีม้าตัวใดสามารถเทียบเคียงได้

            เพียงแค่บอกว่ารถม้าเป็นรถม้าของฉีอ๋องพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าไปยั่วยุฉีอ๋องที่อยู่ด้านในได้หากไม่มีรับสั่งเพิ่มเติมจากไทเฮา พวกเขาจะหาญกล้าไล่ตามไปได้อย่างไร? จะกล้าได้อย่างไรกัน?

            ทันทีที่พวกเขาเห็นรถม้าทุกคนเข้าใจโดยปริยายแล้ว พวกเขายอมทำให้ไทเฮาผู้อยู่ตรงนี้ขุ่นเคืองยังดีกว่ารุกรานฉีอ๋องผู้กระหายเลือดที่แสนจะเย็นชา!

            และจนถึงตอนนี้ต่อหน้าไทเฮา การปรากฏตัวของหลงเซี่ยวอวี่ ก็ยังคงถูกเก็บไว้ในความมืด

            ดังนั้นในเวลานี้ไทเฮาผู้โกรธเคืองจึงออกคำสั่งให้รีบตามไปหยุดมู่จื่อหลิงที่ ‘หลบหนี’ ไปได้อย่างรวดเร็ว

            แต่นางไม่รู้ว่าผู้ที่ออกไปทำตามรับสั่งของตนจะไม่มีวันกลับมาอีกเมื่อพวกเขาจากไป

            หลังจากที่องค์หญิงอันหย่าถูกหามกลับเข้ามาในวังนางซึ่งหมดสติไปนาน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นมาแม้แต่น้อย

            ยามไทเฮาเห็นองค์หญิงอันหย่าผู้บริสุทธิ์และน่ารักนอนอยู่บนเตียงที่มีเศษไม้สกปรกอย่างไร้ชีวิตชีวาราวกับคนตายไทเฮาก็ตกใจจนแทบเป็นลม

            นางเดินไปที่เตียงอย่างสั่นสะท้านใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเศร้า “หย่าเอ๋อร์ เสด็จย่าอยู่นี่แล้ว! หย่าเอ๋อร์…”

            ไม่ว่าไทเฮาจะเรียกองค์หญิงอันหย่าที่นอนอยู่บนเตียงอย่างไรนางก็ยังคงนิ่งเฉย ใบหน้าของนางซีดเซียวราวกับคนตาย

            ไทเฮาได้รับการประคับประคองจากนางกำนัลในวังสองคนนางประคองร่างของตนไว้ไม่อยู่ รีบออกคำสั่งอย่างกระวนกระวายและโกรธเคือง“ไป...ไปเรียกหมอหลวงที่อยู่ในวังมาให้หมด”

            เดิมทีไทเฮาคิดว่าไม่ว่ามู่จื่อหลิงจะกล้าหาญเพียงใดนางก็ควรรู้ว่าควรหยุดที่ตรงไหนแต่นางคาดไม่ถึงว่ามู่จื่อหลิงจะทรมานหลานสาวผู้แสนล้ำค่าของนางได้ถึงขนาดนี้

            เมื่อเห็นหลานสาวผู้น่ารักไม่อาจออกปากพูดสิ่งใดกับนางได้สักคำอย่างที่เป็นอยู่ในยามนี้ความโกรธในใจของไทเฮาก็เกินคำบรรยายเกรงว่านางในยามนี้กำลังอยากจะฉีกอกของมู่จื่อหลิงออกเป็นชิ้นๆ ด้วยมือของนางเอง

            จนอดทนไว้ก็ไม่อาจทำได้แล้ว!

            มู่จื่อหลิงกล้าดีอย่างไรถึงมาถอนขนบนหัวเสือ[3] หากมีอะไรเกิดขึ้นกับหย่าเอ๋อร์ของนางจริงๆนางจะให้มู่จื่อหลิงชดใช้สำหรับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

            ไทเฮามีสีหน้าบูดบึ้งหมัดใต้แขนเสื้อของนางกำแน่น เล็บเรียวยาวฝังลึกอยู่ในฝ่ามือ

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในช่วงเวลานี้ ความเร็วของม้าเร็วมากเกรงว่าต่อให้ต้องวิ่งไปกลับจวนฉีอ๋องอีกสักรอบก็ยังมีเวลามากพอ

            ในขณะที่ไทเฮาซึ่งออกรับสั่งไปนั้นกำลังรอแล้วรอเล่าแต่พระนางก็ยังต้องรอข่าวคราวของผู้ที่ออกไปทำตามรับสั่งของตนต่อไปไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถนำตัวของมู่จื่อหลิงกลับมายังวังหลวงได้หรือไม่

            ขณะเฝ้ามององค์หญิงอันหย่าที่ถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มหมอหลวงความโกรธแค้นในพระทัยของไทเฮาที่กำลังรอให้มู่จื่อหลิงถูกพาตัวเข้ามาก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            เมื่อมองดูกลุ่มหมอหลวงมีใบหน้าเศร้าสร้อยทั้งยังส่ายศีรษะไทเฮาก็ยิ่งกังวลเป็นอย่างมาก ใบหน้าของนางยิ่งน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ

            เห็นเพียงใบหน้าของนางที่ดูเป็นกังวลอย่างมากทั้งยังหันมาพูดขึ้นเสียงใส่นางกำนัลและขันทีที่อยู่ข้างกายว่า “มันนานมากแล้วเหตุใดถึงยังไม่สามารถพาฉีหวางเฟยมาที่นี่ได้อีก”

            แต่ก่อนที่การตำหนิของไทเฮาจะจบลงได้มีใครบางคนรีบวิ่งออกมาจากห้องโถงเพื่อบอกข่าวร้ายบางอย่างกับพระนาง...

            คนผู้นั้นคือหนึ่งในผู้ที่ออกไปทำตามรับสั่งของนางเข้ามารายงานว่า ระหว่างทาง จู่ๆ ม้าก็สะดุดกลางทาง จนคนตกลงจากหลังม้าตายไปแล้ว!

            เมื่อไทเฮาได้ยินคำนั้น พระทัยของนางก็ยิ่งหงุดหงิดเดือดดาลยิ่งขึ้น

            ม้าที่ดีสะดุดทั้งยังตกม้าตาย? จะเป็นไปได้อย่างไรถึงเวลาต้องเลือกแล้ว และไทเฮาก็ยังเลือกที่จะไม่เชื่อ

            ไทเฮาที่ทรงกลัดกลุ้มได้ออกรับสั่งใหม่ในทันทีนางส่งคนไปเพิ่มอีกสองสามคน แม้ว่านางจะต้องไล่ตามไปถึงจวนฉีอ๋อง นางก็จะต้องปราบปรามมู่จื่อหลิงให้จงได้

            เพียงแต่...ครั้งนี้จะผ่านไปด้วยดีไหม?

            -

            มู่อี๋เสวี่ยถูกส่งกลับไปที่จวนจงอี้โหว

            ยามนี้จวนจงอี้โหวขนาดใหญ่ตกต่ำอย่างสมบูรณ์นอกจากคนรับใช้สองสามคนแล้ว ก็เหลือเพียงมู่อี๋เสวี่ยกับไป๋ซู่ซู่เท่านั้น

            ในสวนเสวี่ย

            ไม่นานหลังจากที่มู่อี๋เสวี่ยกลับมานางถูกปลุกขึ้นมาจากความเจ็บปวดจากบาดแผลบนร่างกายอีกครั้ง

            นางย่นใบหน้าจนบูดบึ้ง ค่อยๆลืมตาขึ้นมานางเห็นไป๋ซู่ซู่นั่งอยู่ข้างเตียงด้วยท่าทางสงบและกำลังใส่ยาให้แก่นางน้ำตาในดวงตาของมู่อี๋เสวี่ยไหลไม่หยุด

            แม้ว่าในใจของมู่อี๋เสวี่ยจะมีความเจ็บปวดและเกลียดชังไม่รู้จบแต่เพราะบาดแผลที่ริมฝีปากของนาง นางจึงทำได้เพียงคร่ำครวญไม่กล้าเปิดปากร้องเสียงดัง

            แต่สิ่งที่ทำให้มู่อี๋เสวี่ยเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมคือไป๋ซู่ซู่ที่ดูเหมือนจะไม่สนใจอาการบาดเจ็บและความเจ็บปวดของนางเลย

            ไม่เพียงเท่านั้นแต่ในยามนี้ไป๋ซู่ซู่ไม่ได้ดูเศร้าเลยแม้แต่น้อย

            ถึงกระนั้นมู่อี๋เสวี่ยก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด นางขยับปากที่มีแผลจนดูไม่เหมือนริมฝีปากเบาๆว่า “ท่านแม่ ข้าไม่อยากเสียโฉม ข้าไม่อยาก...”

            แต่ก่อนที่มู่อี๋เสวี่ยจะคร่ำครวญเสร็จ...

            ยามเผชิญหน้ากับมู่อี๋เสวี่ยผู้น่าสงสารใบหน้าของไป๋ซู่ซู่ยังคงสงบนิ่ง และนางใส่ยากับมู่อี๋เสวี่ยอย่างใจเย็น

            เห็นเพียงนางที่ชำเลืองมองมู่อี๋เสวี่ยอย่างเย็นชาทั้งยังพูดอย่างตรงไปตรงมาเพียงประโยคเดียวว่า “แม่บอกเจ้าแล้วจงอย่าไปยุ่งกับคนที่ไม่ควรยุ่งด้วย อย่าคิดถึงคนที่ไม่ควรจะคิดถึงยามนี้เป็นเช่นนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของเจ้าเอง”

            กลายเป็นว่ามารดาของนางรู้เรื่องนี้แล้วนางรู้ว่าผู้ใดเป็นคนทำให้นางเป็นเช่นนี้?

            เมื่อได้ยินเช่นนี้มู่อี๋เสวี่ยก็ตกตะลึง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ “เหตุใด?”

            เหตุใดในท้ายที่สุด...เหตุใดมารดาของนางถึงยังปกป้องมู่จื่อหลิงนางหญิงเลวบุตรสาวของนางคือผู้ใดกันแน่?

            หากไม่ใช่เพราะมู่จื่อหลิงนางหญิงเลวนางจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร?

            มู่อี๋เสวี่ยยังคงร้องตะโกนในใจความคับข้องใจและความไม่พอใจที่ควบคุมไม่ได้แทบจะระเบิดออก

            เพียงไม่กี่คำแต่ไป๋ซู่ซู่ก็ยังรู้ดีว่ามู่อี๋เสวี่ยต้องการจะถามถึงสิ่งใดมีเพียงความหนาวเย็นประเดี๋ยวเดียวที่เผยออกมาในการแสดงออกนางไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก

            “จำไว้ว่าต้องดูแลตนเองให้ปลอดภัยและประพฤติตัวให้ดีเรื่องอื่น...เจ้าจะเข้าใจในภายหลัง”หลังจากที่ไป๋ซู่ซู่ใส่ยาให้กับมู่อี๋เสวี่ยเสร็จแล้ว นางก็เอ่ยประโยคนี้แล้วจากไป

            เมื่อเห็นร่างของไป๋ซู่ซู่กำลังห่างออกไปไกลมู่อี๋เสวี่ยรู้สึกว่าหัวใจเป็นเหมือนเถ้าถ่าน [4] ใจของนางเต็มไปด้วยความเกลียด...

            -

            เป็นเวลาหลายวันติดต่อกันที่มู่จื่อหลิงอยู่ในจวนฉีอ๋อง ‘อย่างเชื่อฟัง’ เพื่อเฝ้ารอให้ไทเฮามาเรียกตัวนางไปสอบสวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

            แม้ว่านางจะครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่นานแต่นางก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับไทเฮาอย่างไร นางเพียงต้องแสดงเล่ห์เหลี่ยมเมื่อถึงเวลานั้น

            หากแต่...

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] รักเรือนนี้ต้องรักยันอีกา (爱屋及乌) เป็นสำนวนมีความหมายว่าเมื่อคิดจะรักเรือนหลังนี้ก็ต้องรักแม้กระทั่งนกอีกาที่เกาะอยู่บนหลังคาเรือนหรือเมื่อรักเขาก็ต้องรักทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขามีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Loveme love my dog ที่มักจะนำมาใช้ในปัจจุบัน

            [2] ไม่เย็นชาแต่ก็ไม่อบอุ่น (不冷不热) เป็นสำนวน มีความหมายว่ามีทัศนคติทั่วไปต่อคนผู้นั้น หรือไม่ได้รู้สึกอะไรต่อคนผู้นั้น

            [3] ถอนขนบนหัวเสือ (老虎头上拔毛) เป็นคำอุปมา มีความหมายว่า กล้าหาญมากหรือกล้าทำโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา

            [4] หัวใจเป็นเหมือนเถ้าถ่าน (心如死灰) เป็นสำนวน มีความหมายว่าสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367