บทที่94
ตามหาไป๋เฟิ่ง
ภายในเมืองหลวงมหานครแห่งความเจริญรุ่งเรืองบนถนนเส้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยผู้คนร่างของบุรุษที่สวมใส่ชุดสีครามรูปร่างสง่างามใบหน้าดูดีกำลังเดินอยู่พร้อมกับสะพายกล่องไม้ที่อยู่บริเวณด้านหลัง
ผู้ที่กำลังเดินอยู่มิใช่ใครอื่นลู่หยางในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลายามบ่ายของวันหลังจากที่ทำธุระที่จวนตระกูลสวีเสร็จเรียบร้อยเขาก็ได้แยกจากคุณชายเว่ยพร้อมกับมาเดินภายในเมือง
ตั้งแต่มาที่เมืองหลวงแห่งนี้และเริ่มทำการรักษาคุณชายน้อยแห่งตระกูลสวีมันก็ทำให้เขานั้นแทบจะไม่มีเวลาว่างเว้นเลยตอนนี้การรักษาเริ่มคงที่เขาเลยมีเวลามาทำธุระของตนเองบ้าง
ลู่หยางเดินอยู่บนถนนพร้อมกับใช้ดวงตาของตนเองมองไปทางด้านซ้ายและขวาอยู่ตลอดเวลา
ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นหลักของเมืองมีผู้คนมากมายเดินทางไปมาคนที่สัญจรอยู่บนถนนเส้นนี้เองก็มีไม่ใช่น้อยและผู้คนเหล่านั้นที่กำลังสัญจรอยู่บนถนนเส้นนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีฐานะปานกลางถึงฐานะระดับสูงทั้งสิ้น
หลังจากที่เดินภายในถนนเส้นนี้มาสักพักลู่หยางหยุดเท้าของตนเองวิ่งบริเวณกลางถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนยกมือขึ้นมาลูบคลำศีรษะด้วยท่าทางหนักใจจากนั้นก็ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วกล่าวขึ้นด้วยท่าทางเน็ตเหนื่อย “ แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ของข้าจะหาทางพบนางได้อย่างไรกันเนี่ย”
ลู่หยางเขาที่แยกตัวออกมาเพราะว่าอยากจะทำกิจกรรมและธุรกิจของตนเองให้สำเร็จ
เขายังคงจำได้ดีว่าการเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้บุตรสาวของเขาได้ฝากอันใดเอาไว้บ้าง
โดยที่บุตรสาวของเขานั้นทำการฝากถุงผ้านั้นเอามาให้กับแม่ทัพใหญ่ไป๋แต่ในตอนนี้สิ่งที่มันกำลังทำให้เขาหนักใจก็คือจะหานางพบได้อย่างไร
ภายในเมืองหลวงแห่งนี้กว้างใหญ่และใหญ่โตเป็นอย่างมากแน่นอนว่าชื่อของแม่ทัพใหญ่มันเองก็คงจะมีแต่ผู้คนรู้จัก
ถึงแม้ว่าผู้คนจะรู้จักมากมายแต่ว่าคนอย่างเขาจะขอพบนางได้อย่างไรมือยิ่งคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกปวดหัว
หลังจากที่ยืนคิดอยู่สักพักเขาก็ได้ปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมาภายในหัว“ ถ้าเช่นนั้นเช่นนี้แล้วกัน ”
ลู่หยางได้ตรงดิ่งเข้าไปหาท่านป้าผู้หนึ่งที่ตั้งแผงขายของอยู่บริเวณริมทางเพื่อทำการสอบถามข้อมูลบางอย่าง
เมื่อทำการสอบถามข้อมูลได้เรียบร้อยแล้วเขาก็เดินตรงออกจากบริเวณนั้นมุ่งตรงไปตามเส้นทางที่ตัวของเขาได้ล่วงรู้มา
หลังจากที่เดินไปบนเส้นทางนั้นสักพักใหญ่ๆสุดท้ายแล้วเขาก็ได้เดินทางมาถึงเป้าหมายของเขาโดยที่เป้าหมายของเขานั้นมันตั้งอยู่บนถนนเส้นหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นถนนเส้นหลักของเมือง
พื้นที่ที่เขาเดินทางมาถึงอยู่ในเขตใจกลางเมืองที่มีสิ่งก่อสร้างสูงใหญ่มากมายและสิ่งที่มันอยู่เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้คือจวนขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณด้านหน้า
บุรุษที่สวมใส่ชุดสีครามสะพายกล่องไม้ยืนอยู่เบื้องหน้าของจวนที่ใหญ่โตด้านหน้าของตนเองเขาถึงกับยกมือของตนเองขึ้นมาแล้วก็ขยี้ตาของตนเองหนึ่งคราเพื่อให้ตนเองมั่นใจว่าตัวของเขานั้นไม่ได้ตาฝาด
สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าจวนแห่งนี้มีกำแพงหินสูงใหญ่บนกำแพงนั้นถูกสลักเอาไว้ด้วยลวดลายงดงามตระการตาเป็นงานศิลปะชิ้นเอก
ประตูด้านหน้าที่เป็นประตูทางเข้าขนาดใหญ่มันใหญ่โตแถมยังดูทำขึ้นมาอย่างประณีตบ่งบอกถึงฐานะ
นี่เพียงแค่มองเห็นภายนอกเท่านั้นไม่ต้องกล่าวถึงพื้นที่ของสถานที่แห่งนี้เลยจวนแห่งนี้มีความใหญ่โตมากที่สุดเท่าที่เขานั้นเคยเห็นมาแล้ว
ก่อนหน้านี้อยู่ที่เมืองตี้หนานเขานั้นได้พบเจอจวนอันใหญ่โตของตระกูลเว่ยรู้สึกตกตะลึงที่มันมีขนาดใหญ่โตขนาดนั้น
แต่ในตอนนี้มาพบเจอกับจวนที่อยู่ด้านหน้าของเขาเขาแทบจะไม่อยากเชื่อสายตาของตนเองเลยมันใหญ่โตกว่าจวนตระกูลเว่ยไม่รู้ตั้งกี่เท่า
สถานที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าของเขามันคือจวนตระกูลไป๋
สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่อยู่อาศัยของแม่ทัพไป๋เมื่อครู่เขาได้คิดว่าถ้าเริ่มจะทำการตามหานางก็ต้องเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ก่อนเลยทำการมุ่งตรงเข้าไปสอบถามเส้นทางในการเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้
แต่เมื่อเดินทางมาถึงจริงๆเขาเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสถานที่แห่งนี้มันจะใหญ่โตมากมายขนาดนี้
ความรู้สึกของเขาได้ตอนนี้กล่าวได้เลยว่าเขานั้นไม่กล้าแม้แต่จะทำการเข้าไปเคาะประตูด้านหน้า
ลู่หยางในตอนแรกเขาก็รู้สึกว่าตนเองนั้นแสนไกลไม่ได้ดูยังแย่แต่ในตอนนี้เมื่อมาถึงสถานที่ใหญ่โตด้านหน้าเขาเพิ่งเคยรู้สึกว่าตัวเองนั้นแต่งกายแย่ก็วันนี้เพราะว่าเครื่องแต่งกายที่เขาสวมใส่มันดูไม่เหมาะสมกับสถานที่ที่จะเข้าไป
มันทำให้เขานั้นรู้สึกหนักใจได้แต่ขมวดคิ้วแล้วทำใบหน้าสลดจ้องมองกับสิ่งที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง‘จะเอาอย่างไรดีถ้าแต่งกายเช่นนี้เดินเข้าไปคงจะไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอนว่ารู้จักกับแม่ทัพใหญ่’
ดวงตาของเขาจ้องมองบริเวณด้านหน้าจวนอยู่สักพักแต่ในการที่เขายืนอยู่เบื้องหน้าและก็ใช้ดวงตาของตนเองต้องมองที่ประตูทางเข้าอยู่เช่นนั้นมันเลยทำให้พวกผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่ด้านหน้าต่างพากันสงสัย
บริเวณประตูทางเข้าด้านหน้ามันเป็นประตูทางเข้าที่ถูกเปิดเอาไว้เป็นประตูทางเข้าหลักของจวน
และบริเวณนั้นเองก็มีชายที่เป็นผู้คุ้มกันร่างกายใหญ่โตประมาณสี่ถึงห้าคนยืนเฝ้าอยู่พวกมันเป็นชายร่างกายกำยำถือไม้พลองยาวอยู่ในมือข้างขวา
รูปลักษณ์ภายนอกดูน่าเกรงขามสมกับเป็นผู้คุ้มกันของจวนแม่ทัพใหญ่พวกมันเริ่มทำการหันมองกันไปมาด้วยความสงสัยหลังจากที่เห็นเบื้องหน้าของตนเองไม่ยืนอยู่
ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องรู้สึกสงสัยอยู่แล้วสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ธรรมดาทั่วไปเพราะแบบนั้นเลยน้อยคนนักที่จะมายืนจ้องบริเวณทางเข้าเช่นนั้นและยืนจ้องอยู่นานสองนานไม่แปลกที่มันจะทำให้พวกผู้ควบคุมการเหล่านั้นเริ่มแสดงความสงสัยออกมา
ในตอนนี้ดวงตาของพวกมันกำลังจ้องมองอย่างจริงจังขมวดคิ้วมุ่นหลังจากที่หันไปสนทนาและก็พูดคุยกันสักพักพวกผู้คุ้มกันเหล่านั้นเดินตรงดิ่งเข้ามาหาเขาในทันที
ลู่หยางยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเขาแสดงท่าทางตื่นตัวเมื่อเห็นผู้คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่เหล่านั้นเดินเข้ามา
เพียงแค่พริบตาเดียวพวกมันประมาณสี่ถึงห้าคนที่มีร่างกายสูงใหญ่ก็มายืนล้อมรอบร่างกายของเขาเอาไว้หมด
คนพวกนั้นแสดงใบหน้าข่มขวัญโดยการขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันใช้ดวงตาที่จริงจังต้องมองมาที่เขา
ลู่หยางไม่ได้เกรงกลัวกับท่าทางข่มขู่เขาได้แต่หนักใจและยกมือขึ้นมากุมขมับของตนเอง
หนึ่งในผู้คุ้มกันพวกนั้นรับหน้าที่ในการอาสาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ๆหนึ่งก้าวและก็เอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็ว“ เจ้าเป็นผู้ใดกันเหตุใดมายืนด้อมๆมองๆแถวนี้ ”
ลู่หยางเมื่อโดนเอ่ยถามเช่นนั้นเขารู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เขาไม่มีสิทธิ์หรือว่าไม่มีหนทางที่จะปฏิเสธหรือว่าแก้ตัวแล้ว
เพราะแบบนั้นเขาเลยทำใจดีสู้เสือสูดหายใจเข้าลึกลึกและก็ทำการกล่าวอธิบายกับผู้ที่อยู่ด้านหน้าด้วยท่าทางนอบน้อม“ ขอถามพวกท่านหน่อยสถานที่แห่งนี้ใช่จวนตระกูลไป๋หรือไม่ ”
ผู้คุ้มกันผู้นั้นที่อยู่ด้านหน้าพยักหน้าตอบรับกลับมาแต่มันก็ยังคงแสดงใบหน้าที่เคร่งขรึมเพื่อข่มขวัญเขาอยู่ตลอดเวลา
“ ถ้าเช่นนั้นท่านแม่ทัพใหญ่ไป๋เฟิ่งอยู่ที่สถานที่แห่งนี้หรือไม่ ”หลี่หยางตัดสินใจในการเอ่ยถามออกไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกมันก็ยิ่งแสดงใบหน้าที่สงสัยมากขึ้นไปอีกพวกมันใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองมาที่บุรุษที่อยู่กลางวงล้อมของพวกมันมากขึ้น
สายตาของชายผู้ที่มีร่างกายกำยำที่อาสารับหน้าที่ในการเข้ามาสนทนากับเขามันจ้องมองเขาอย่างพิกลและก็กล่าวขึ้นมาหลังจากที่ใช้ดวงตาของมันจ้องมองเขามาสักพักใหญ่ๆ “เจ้าเป็นผู้ใดกันถ้าไม่เคยพบเจอเจ้ามาก่อน ”
พวกมันสี่ถึงห้าคนกำลังสงสัยกับตัวตนของผู้ที่อยู่ด้านหน้าเป็นว่าพวกมันนั้นไม่เคยพบเห็นคนผู้นี้มาก่อน
ตัวของพวกมันไม่เคยพบเห็นคนผู้นี้มาก่อนถ้าเป็นคนที่จะมาขอพบท่านแม่ทัพใหญ่ก็คงจะต้องเป็นคนที่มีหน้าที่หรือว่ามีตำแหน่งในราชสำนักไม่น่าจะแต่งกายเช่นนี้
พวกมันทำงานที่สถานที่แห่งนี้มาเป็นเวลานานๆแทบจะไม่เคยเห็นผู้ใดเดินทางมาขอพบท่านแม่ทัพใหญ่เลย
เพราะว่าตัวของนางมีสหายน้อยยิ่งนักแล้วสหายส่วนใหญ่ที่เป็นสหายกับนางก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนในกองทัพที่นางนั้นร่วมสู้กันมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน
นางไม่เหมือนสตรีทั่วไปที่จะมีสหายเป็นคุณหนูหรือว่าคุณชายของตระกูลต่างๆ
เพราะแบบนั้นเมื่อผู้ที่อยู่ด้านหน้าแต่งกายเช่นนี้เข้ามามองดูเครื่องแต่งกายพวกมันเลยรู้สึกสงสัยและประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ลู่หยางมองดูครั้งเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าแต่งกายเช่นนี้ไม่ใช่ขุนนางภายในราชสำนักอีกทั้งเครื่องแต่งกายก็ไม่ได้ดูดีขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นคุณชายของตระกูลใหญ่จะมีก็มีแต่เพียงแค่ใบหน้าที่หล่อเหลาและสง่างามมากกว่าบุรุษทั่วไป
หลังจากที่โดนเอ่ยถามถึงตัวตนเช่นนั้นลู่หยางได้ทำการตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว“ ตัวของข้าเป็นสหายของท่านแม่ทัพใหญ่เดินทางมาในครั้งนี้เพื่ออยากจะขอพบ ”
เมื่อได้ยินเรื่องแอบอ้างว่าเป็นสหายพวกมันยิ่งขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันมันไม่เคยได้ยินว่าท่านแม่ทัพใหญ่มีสหายเช่นนี้มาก่อนแล้วก็ไม่เคยเห็นคนนี้มาเยี่ยมเยียนที่จวนเลยสักครั้งเลยรู้สึกสงสัยมากขึ้นไปอีก
แต่เมื่อเดินทางมาในฐานะแขกพวกมันโดนอบรมมาดีมากพอที่จะไม่พูดจาหรือว่าไม่เสียมารยาทการที่สงสัยในตัวตนของอีกฝ่ายคนผู้นั้นก็เลยเอ่ยถามออกมาโดยใช้หลักการ“ตอนนี้ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่อยู่ที่จวนคงจะกล่าวเรียนไม่ได้ตัวของเจ้ามีอันใดยืนยันหรือไม่ว่าเป็นสหายของท่านแม่ทัพ..”
เมื่อโดนคนผู้นั้นพูดออกมาเช่นนั้นตัวของเขาถึงกับหยุดนิ่งลู่หยางอาปากค้างเขาบังเกิดความหนักใจขึ้นมาในทันที
จบบท