ตอนที่ 22 อาชิวแสนขี้บ่น (1)
อย่างไรก็ตาม อาชิวได้บอกกับเยี่ยซินเอาไว้แล้วว่าไม่ได้รู้สึกถึงความประสงค์ร้ายบนตัวของอีกฝ่ายแต่อย่างใด และตอนนี้เยี่ยซินเองก็ไม่ใช่คู่ต่อกรของพวกเขาด้วย ทั้งยังมีคนในครอบครัวอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้ ทำได้แค่ทำเป็นไม่รู้เท่านั้น ในเมื่อพวกเขาอยากจะเฝ้า ก็เฝ้าไปเถอะ ขอแค่ไม่ทำอะไรไม่ดีต่อคนในครอบครัวก็ปล่อยพวกเขาไปเสีย ตัวเองจะได้ไม่ต้องเฝ้ายามตอนกลางคืนด้วย
ทั้งคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังไม่ทันที่ฟ้าจะสว่างหลี่ซิน...ไม่สิ เยี่ยซินก็ตื่นแล้ว นางตัดสินใจว่าจะทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแถวนี้เสียก่อน จึงออกจากถ้ำมายังเพิงที่เห็นเมื่อคืน
ในเพิงเหลือเสาอยู่แค่ไม่กี่ต้น ซ้ำยังเน่าผุไปตั้งนานแล้ว บนนั้นเต็มไปด้วยรูแมลงเจาะ แทบจะใช้งานไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ เหยียบเข้าไปก็คงหัก ดังนั้นเอามาใช้เป็นฟืนก่อไฟยังดีเสียกว่า ถือว่านำของเสียมาใช้ใหม่ด้วย
เยี่ยซินตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะเข้าไปในภูเขาอีกครั้ง ไปตัดเอาต้นไม้ที่ใหญ่และแข็งแรงหน่อยมาสักสองสามท่อน ไม่ใช่อะไรหรอก จะสร้างเพิงแบบง่ายๆ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแต่ว่า...
เมื่อเยี่ยซินนึกถึงแม่ลูกเยี่ยซื่อที่ทั้งตัวเล็กและอ่อนแอขนาดนั้น หากจะสร้างเพิงอาศัยชั่วคราวสักหลัง เกรงว่าคงไม่ง่ายเลย คงไม่พ้นที่จะต้องไปหาคนมาช่วยอีก เมื่อคิดถึงจุดนี้ ดวงตาของเยี่ยซินพลันมีประกายวาบ ถามอาชิวที่อยู่ข้างกาย “อาชิว สองคนนั้นไปแล้วหรือยัง”
“เมี้ยว ยังเลย ยังอยู่บนต้นสนใหญ่ไม่ใกล้ไม่ไกลข้างหน้านั่นไง” อาชิวเลียสางขนตัวเองไปพลางตอบกลับเนือยๆ
เยี่ยซินครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตามมาด้วยมุมปากที่ยกยิ้ม จากนั้นเดินมุ่งหน้าไปยังต้นสนตามที่อาชิวบอกทันที เมื่อมาถึงโคนต้นก็เงยหน้ามองไปยังคนทั้งสองที่กอดกระบี่เอาไว้แต่หลับตาอยู่บนง่ามไม้ ก่อนจะหยิบกิ่งไม้มาตีเคาะเข้าที่ลำต้น เอ่ยเสียงลั่น
“ในเมื่อยังไม่อยากกลับ ก็ลงมาช่วยกันหน่อยสิ ข้าต้องการไม้มาสร้างกระท่อมจำนวนหนึ่ง ขอท่านทั้งสองช่วยขึ้นเขาไปหาอันที่เหมาะสมให้ทีเถิด”
ฉางชิงและฉางหย่วนที่อยู่บนต้นไม้มองตากัน ต่างก็มองเห็นถึงความตกตะลึงในแววตาของกันและกัน นี่นางกำลังพูดคุยกับพวกเขาอย่างนั้นหรือ อีกอย่าง นางเจอพวกเขาตั้งแต่เมื่อไรกันล่ะ
“ทำไมกัน ไม่ยินดีหรือ หรือว่าพวกเจ้ายังต้องกลับไปถามเจ้านายพวกเจ้ากันล่ะ”
สิ่งที่เยี่ยซินพูดนั้นสมเหตุสมผลดี ไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังหยิบเอาหยกแขวนของเสิ่นฉางเฮ่าออกมาจากมิติด้วย แกว่งมันไปมาอยู่ในมือด้วยสีหน้าเริงร่าสบายอารมณ์ นางไม่พอใจคนเหล่านี้มาตั้งนานแล้ว
ทั้งๆ ที่ตนเองทำเรื่องดีไปแท้ๆ ช่วยเหลือหนุ่มน้อยผมขาวนั่น แต่กลับถูกคนมาเฝ้าราวกับเป็นขโมยอย่างไรอย่างนั้น คอยสะกดรอยเฝ้าดูอยู่ในมุมมืดทั้งวัน มันช่างน่าโมโหเสียจริง ตัวเองก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ แล้วจะไม่ให้นางได้ระบายเสียหน่อยหรือ
“พวกเรา... จะไปเดี๋ยวนี้!” สองพี่น้องฉางชิงฉางหย่วนมองตากันอีกครั้ง รีบตอบรับแล้วไปตัดไม้ทันที เห็นหยกแขวนก็เหมือนเห็นนายท่าน พวกเขาไม่กล้าต่อต้านหรอก
เพียงแค่ในตอนนี้ในใจของทั้งสองกำลังคิดว่า พวกเขาประมาทเกินไปแล้ว เหตุใดถึงไม่รีบกลับให้เร็วกว่านี้ ทำไมจะต้องไปสงสัยด้วยว่านางมาทำอะไรที่เขาต้าชิง ดีเสียจริง ตอนนี้กลายเป็นทหารหนุ่มที่ถูกใช้แรงงานไปเสียแล้ว
หากแค่เพียงเพราะอยากตอบแทนที่เคยช่วยชีวิต นายท่านสามารถใช้วิธีอื่นตอบแทนก็ยังได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาหยกแขวนประจำตัวของตนเองให้กับนางเลย ต้องรู้เอาไว้ว่า หยกแขวนนี่เป็นสิ่งที่มีเพียงชิ้นเดียวทั่วทั้งเทียนเย่ว์ ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งระบุตัวตนของนายท่านเท่านั้น แต่ยังแสดงว่าเป็นเจ้าของหอจันทราอีกด้วย
ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้านี่มันคืออะไรกัน นายท่านไม่เพียงแต่ให้พวกเขาคอยเฝ้านางทั้งบ่าย แต่ยังให้อยู่จนกว่าอีกฝ่ายจะปลอดภัยถึงจะกลับได้ แถมยังให้พวกเขาอยู่เฝ้าที่นี่ทั้งคืนเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้าไปรบกวนทำร้าย ซ้ำยังมอบหยกแขวนที่เป็นของระบุตัวตนแก่นางอีก เช่นนั้นก็พูดได้แล้วว่านายท่านเองก็ให้ความสำคัญกับนางมาก นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย หรือว่านายท่านคิดอย่างอื่นกับแม่นางสกุลหลี่ผู้นี้กันนะ
แต่ว่า...แม่นางสกุลหลี่ผู้นี้แม้จะน่าสนใจ ทว่ารูปโฉมก็...ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นจะกล้ากล่าวชมเลยจริงๆ นายท่านปฏิเสธปล่อยเหล่าคุณหนูผู้ดีรูปโฉมงดงามไปตั้งมากมาย กลับมาสนใจหญิงชาวบ้านหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ นี่มัน...รสนิยมของนายท่าน...มันช่าง...ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ
หากพวกเขาได้รู้ว่าหยกแขวนของเจ้านายตัวเองนั้นเป็นเยี่ยซินที่ฉกฉวยเอาไปเอง ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะคิดทำอย่างไรต่อไปกันแน่
เยี่ยซินมองดูแผ่นหลังของทั้งสองที่รีบเร่งขึ้นเขาไป คิ้วก็ขมวดแน่น เดิมทีนางแค่อยากจะเตือนอีกฝ่ายว่าตัวเองเห็นพวกเขามาตั้งนานแล้ว หวังว่าพวกเขาจะสำรวมเสียหน่อย และไม่ต้องมาอีก คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะไปช่วยตัดไม้จริงๆ เยี่ยซินอดที่จะก้มมองดูหยกแขวนในมือตัวเองไม่ได้ นางไม่คิดว่าตัวเองจะดูน่าเกรงขามขนาดนั้นหรอกนะ
ช่างเถอะ แรงงานที่ไม่ต้องจ่ายเงิน จะไม่ใช้ก็คงเสียเปล่า ถือเป็นดอกเบี้ยเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขามาเฝ้าสอดส่องนางก็แล้วกัน เมื่อคิดเช่นนั้นเยี่ยซินก็โยนหยกแขวนลอยไปในอากาศ เก็บเข้ามิติไป ให้อาชิวยืนยันว่ารอบข้างไม่มีใครแล้ว ตัวเองก็แทรกตัวเข้ามิติไปเช่นกัน
นางอยากจะเข้ามาดูตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่พวกเสิ่นฉางเฮ่าดันเฝ้าอยู่ด้านนอก นางจึงทำอะไรไม่ได้
เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ในมิติเปลี่ยนไปมากทีเดียว เยี่ยซินไม่คิดเลยว่าสูตรโกงของตัวเอกที่ข้ามมิติจะทำได้ถึงขนาดนี้ อากาศเริ่มมีกลิ่นหอมหวานมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสูดหายใจเข้าไปก็ทำให้สดใสปลอดโปร่งโล่งไปหมด
ผักป่าที่โยนเข้ามาเมื่อวานทั้งหมดนั้นฝังรากเติบโตอยู่ที่มุมมุมหนึ่งแล้ว ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมีชีวิตชีวา มองดูแล้วให้ความรู้สึกสดใสเป็นอย่างมาก ยังมีลูกซานเย่าก็แตกหน่อต้นอ่อนแล้วเรียบร้อย กลายเป็นเถาวัลย์
เยี่ยซินไม่คิดที่จะปลูกผักป่าเยอะนัก วันหลังหากมีเงินแล้วยังต้องซื้อพวกเสบียงอาหารและยังต้องปลูกผักทั่วไปอีก ผักป่าก็แค่เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่านั้นเอง