ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงรองเท้าบนส้นสูงก้าวย่างไปตามทางเดินที่คุ้นเคย รินรดาในวัยสิบเก้าปีกำลังเดินตรงไปตามถนนเล็ก ๆ ในซอยด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มกว้าง ตอนนี้เธอมีความสุขที่สุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากวันนี้แฟนหนุ่มของเธอได้เดินทางกลับมาจากต่างจังหวัดแล้ว
“เราจะได้เจอกันแล้วนะไทย” รินรดาพึมพำเบา ๆ คนเดียวพลางเดินยิ้มไปด้วย ก่อนจะฮัมทำนองเพลงรักออกมาอย่างอารมณ์ดีไปตลอดทาง
เธอกับทินภัทรคบหากันมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่ก็ต้องมีอันได้แยกจากกันไปอยู่คนละจังหวัด เนื่องจากอีกฝ่ายต้องไปแพทย์ที่มหาวิทยาลัยอื่น ส่วนเธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน แต่ถึงตัวจะไกลกันมากแค่ไหน ทว่าหัวใจของเธอกับเขาก็ใกล้กันอยู่ตลอดเวลา เขามักจะโทรหาเธอบ่อย ๆ วิดีโอคอลคุยกันก่อนนอนทุกคืน แถมตอนตื่นก็มักจะส่งข้อความมาอรุณสวัสดิ์ตอนเช้าทุกวันอีกต่างหาก
ั้แ่เลื่อนสถานะจากเพื่อนมาเป็แฟนเธอก็มีความสุขมากขึ้น เขาเป็แฟนที่แสนดีเสมอ ทั้งอ่อนโยน สุภาพ และคอยฟังเธอบ่นโดยไม่เคยขัด และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือเขามีเธอคนเดียวในใจ เช่นเดียวกับที่เธอเองก็มีเขาแค่คนเดียวในใจตลอดมาเช่นกัน
“ว่าแต่ไทยจะชอบแกไหมนะ เ้าดอกไม้ช่อน้อย แต่เอ๊ะ! ถ้าเป็เราให้ไทยก็น่าจะชอบทุกอย่างนี่เนอะ ทำตัวเื่มากกับเขาไม่เป็หรอก” พูดแล้วรินรดาก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาอย่างอารมณ์ดีขณะมองช่อดอกไม้ในมือไปด้วย
ทินภัทรไม่เคยเื่มาก ไม่เคยมีปากเสียงกับใครเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าคนรอบข้างหรือคนใกล้ตัวจะพูดจะบอกอะไร เขาก็มักจะยินยอมพร้อมใจทำให้ไปเสียหมด จนบางครั้งเธอก็แอบคิดว่าอยากให้แฟนหนุ่มผู้แสนดีของเธอหัดรู้จักปฏิเสธคนอื่นซะบ้าง ยกเว้นปฏิเสธเธอ
“เป็เด็กดีของรินต่อไปนะไทย ถ้ารู้ว่าดื้อหรือแอบไปมองสาวเมื่อไหร่นะ โดนดีแน่” รินรดาย่นจมูกใส่ช่อดอกไม้ที่มีรูปคู่ของเธอกับเขาแปะอยู่้า ก่อนจะกอดช่อดอกไม้นั้นแนบอกด้วยความคิดถึง เช่นเดียวกับที่เธอคิดถึงทินภัทรที่ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน
วันนี้เธออุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามาแต่งหน้า แต่งตัว และทำผมสวย ๆ แล้วรีบนั่งรถเมล์ไปยังร้านขายดอกไม้ที่อยู่ในเมืองเพื่อเลือกซื้อดอกทานตะวันมา เพราะดอกไม้ชนิดนี้เป็ตัวแทนแห่งความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ ถึงแม้ว่าช่อจะไม่ได้ใหญ่อะไรมากมาย แต่เธอก็ตั้งใจเลือกและจัดช่อเองกับมือ และที่สำคัญไปกว่านั้น วันนี้เธอตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ค้างคืนที่ห้องของเขาจนเช้า!
“รอรินก่อนนะไทย วันนี้ไทยได้ตกเป็ของรินแน่ หึ ๆ” ร่างเล็กเร่งฝีเท้าเดินต่อไปตามเส้นทางตรงหน้า ซึ่งบ้านของทินภัทรต้องเดินลึกเข้าไปในซอยอีกเล็กน้อย
ใช้เวลาเดินต่อไม่ถึงห้านาทีรินรดาในชุดเดรสปาดไหล่สีแดงสุดเซ็กซีก็มาถึงจุดหมายปลายทาง เธอยืนเช็กเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองอีกครั้งว่าสวยสะพรั่งพร้อมเจอคนรักหรือยัง ก่อนจะถอดรองเท้าแล้วค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดบ้านไป
บ้านของทินภัทรเป็บ้านกึ่งไม้กึ่งปูนสองชั้น ชั้นล่างทำด้วยปูนอย่างดี ส่วนชั้นบนยังคงเป็ไม้ และด้านนอกก็มีบันไดที่สามารถเดินขึ้นชั้นสองได้เลย รินรดาไปมาหาสู่กับทินภัทรบ่อยครั้งแล้ว เพราะฉะนั้นเธอจึงรู้ดีว่าเขาชอบหมกตัวอยู่ในห้องนอนที่อยู่บนสองด้วยการอ่านหนังสือหรือฟังเพลงทั้งวัน
ก๊อก! ก๊อก!
“ไทย! เปิดประตูให้รินหน่อย” รินรดายืนรอสักพักก็ไร้เสียงและวี่แววใดตอบกลับจากคนข้างใน
“....”
“ไทย! ไทยอยู่ไหม รินมาหา!” เธอส่งเสียงเรียกอีกครั้งแต่ข้างในก็ยังคงเงียบสนิทเช่นเดิม
“หรือจะออกไปซื้อของ” คิดแล้วรินรดาก็ยืนนิ่งอยู่คนเดียวหน้าประตูไม้บานเฟี้ยม ก่อนจะตัดสินใจเดินลงไปยังหน้าบันไดอีกครั้งเพื่อเช็กให้แน่ใจ เพราะตอนถอดรองเท้าเธอจำได้ว่าเห็นรองเท้าแตะคู่ใจของทินภัทรถอดวางไว้ก่อนหน้าแล้ว
“ก็ยังอยู่นี่นา แล้วทำไมไม่มาเปิดล่ะ” พูดแล้วรินรดาก็เดินขึ้นไปบนบ้านอีกครั้ง ครั้งนี้เธอไม่ได้ะโเรียกอีกแล้ว แต่หยิบมือถือออกมากดเบอร์โทรหาเขาแทนซะเลย
รินรดายืนฟังเสียงรอสายอยู่นานหลายนาที แต่ทางปลายทางก็ไม่มีทีท่าว่าจะกดรับง่าย ๆ เธอจึงโทรไปเรื่อย ๆ ครั้งที่หนึ่งก็แล้ว ที่สองก็แล้ว จนกระทั่งมาถึงครั้งที่สิบ ทินภัทรก็ยังไม่คิดจะรับสายจนเธอเริ่มจะถอดใจแล้ว
“เป็อะไรของเขาเนี่ย ปกติรับสายไวมากนี่นา ไทย! ถ้าไทยยังเงียบแบบนี้รินจะกลับแล้วนะ งอนแล้วด้วย!” รินรดาส่งเสียงออกไปอีกครั้งด้วยความหงุดหงิดปนน้อยใจ แต่ก็ยังไม่มีเสียงใด ๆ ตอบรับกลับมา
“ถ้าเราโทรไปครั้งนี้แล้วไม่รับนะ จะงอนให้ง้อให้เข็ด!” เธอโทรหาเขาอีกครั้ง แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมจนสุดท้ายเธอก็ถอดใจ รินรดาผละโทรศัพท์ออกจากใบหู ในขณะที่กำลังจะกดวางเธอก็ได้ยินเสียงของตกด้านหลังบานประตู
“ไทยเหรอ! ไทยอยู่ในนั้นใช่ไหม!”
ครั้งนี้ไม่มีเสียงตอบรับเช่นเคย แต่พอลองแนบหูกับบานประตูก็มีเสียงของสายเรียกเข้าเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
“ไทย...”
ยังไม่ทันจะได้ออกแรงผลักอยู่ ๆ บานประตูตรงหน้าก็แง้มออกอย่างง่ายดายราวกับมีคนเปิดมันจากด้านในให้เธอ
“ไทย รินไม่เล่นนะไทย” เธอบอกด้วยเสียงสั่น ๆ และแววตาที่เริ่มหวาดกลัวขึ้นมา แต่ก็ยังทำใจกล้ามองเข้าไปข้างในเพื่อหาที่มาของเสียงเรียกเข้า ซึ่งตอนนี้มือถือของทินภัทรก็กำลังนอนแอ้งแม้งสั่นครืดคราดอยู่บนพื้นข้างโต๊ะ ราวกับมันเพิ่งหล่นมาจากตรงนั้นจากการที่เธอโทรไปหลายสาย
“มือถือก็อยู่ แล้วไทยไปไหนนะ” เธอพูดพร้อมกับกวาดตามองทะลุความมืดไปด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากนาน ๆ ทีบ้านทินภัทรจะคนเข้ามาอยู่และทำความสะอาดสักครั้ง หนำซ้ำบ้านหลังนี้ก็ยังอยู่สุดซอยห่างไกลจากบ้านคนอื่นอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเื่โจรคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้สำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ
“ไทย รินกลัวแล้วนะ” รินรดาเอ่ยเสียงเบาอีกครั้ง ตอนนี้หางตาของเธอเริ่มปริ่มน้ำเพราะความหวาดกลัวแล้ว แต่ทินภัทรก็ยังไม่ตอบอะไรกลับมาเช่นเดิม
ปึง! ปึง!
“ว้าย!!” รินรดาใจนร้องออกมาดังลั่นเมื่อจู่ ๆ สายลมก็พัดเข้ามาจนหน้าต่างในห้องนอนตีเข้ากับวงกบจนเกิดเสียงดัง
“ใหมด คนยิ่งขวัญอ่อนอยู่ด้วย” เธอพูดพลางยกมือขึ้นทาบอกที่กระเพื่อมขึ้นลงจากการหอบหายใจ
“ระ รินขออนุญาตนะไทย” พูดจบรินรดาก็ค่อย ๆ วางฝ่ามือแตะลงไปยังบานประตูไม้ตรงหน้าที่ปิดไม่สนิทก่อนจะใช้แรงผลักเพียงเล็กน้อยบานประตูก็แง้มเปิดออกอย่างง่ายดาย
“ไทย”
ยังคงไร้เสียงตอบรับกลับมา แม้เธอจะบุกรุกเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนตัวของเขาแล้วก็ตาม
รินรดามองด้านในอีกครั้งอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เนื่องจากเธอเกรงว่าทินภัทรจะรู้สึกไม่ดีที่เธอเดินดุ่ม ๆ เข้ามาถึงห้องนอนเขาแบบนี้ แต่อีกใจเธอก็เริ่มวูบโหวงใจคอไม่ดีแปลก ๆ คลับคล้ายคลับคลาว่ามีเื่บางอย่างเกิดขึ้น
หญิงสาวกวาดสายตามองไปตามพื้นไม้ซึ่งตอนนี้ดูสะอาดหมดจดราวกับเพิ่งมีคนมาทำความสะอาดไป แต่กลับมีกองหนังสือมากมายกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น เมื่อเห็นดังนั้นหัวใจเธอก็เต้นแรงราวกับจะหลุดจากขั้ว
“ไทย รินขอเข้าไปนะ” รินรดาเอ่ยด้วยเสียงแ่เบาแล้วค่อย ๆ ผลักบานประตูให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตากลมโตเพ่งสำรวจไปยังเตียงกว้างเป็ที่แรก ซึ่งตอนนี้ปราศจากเ้าของห้องนอนอยู่ แถมดูจากสภาพของผ้าปูและผ้าห่มแล้วนั้น เหมือนเมื่อคืนไม่ได้มีการใช้งานเลยเสียมากกว่า
“....”
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันอยู่ชั่วครู่ พร้อมทั้งเสียงเต้นกระหน่ำของหัวใจรินรดาที่กำลังรัวเร็วขึ้นทุกที เธอกวาดตามองสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนจะเงยขึ้นไปยังฝ้าบนเพดานอย่างช้า ๆ ซึ่งตอนนี้...
“ไทย!!!!!”
มีร่างของทินภัทรห้อยโตงเตงอยู่บนนั้น