ณ ฟากตะวันตกของเมืองหลวง อันเป็ที่ตั้งของเหล่าจวนขุนนางฝ่ายบู๊ จวนสกุลหลี่ตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม สถาปัตยกรรมของจวนนั้นแตกต่างจากจวนขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะประดับด้วยสวนดอกไม้อันอ่อนช้อย ที่นี่กลับมีลานฝึกซ้อมอันกว้างขวาง ประดับด้วยชั้นวางอาวุธที่ส่องประกายวาววับยามต้องแสงอาทิตย์ บ่งบอกถึงอำนาจบารมีของรองเ้ากรมกลาโหมหลี่ได้อย่างชัดเจน
ภายในห้องโถงรับรองที่ตกแต่งด้วยพรมหนังสัตว์และหัวกวางประดับผนัง ร่างสูงสง่าของหลี่เจี๋ยกำลังนั่งจิบชาอยู่เงียบๆ ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับฉายแววครุ่นคิดอันล้ำลึก ความอัปยศอดสูที่ได้รับจากเซี่ยหยางเมื่อวันก่อนยังคงเป็ดั่งหนามแหลมที่ทิ่มแทงใจเขาอยู่ไม่คลาย
“ท่านพี่ใหญ่ เรียกเยว่หลินมามีเื่อันใดหรือเ้าคะ?”
เสียงหวานใสดุจระฆังแก้วดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของดรุณีน้อยในอาภรณ์สีชมพูสดใส นางคือหลี่เยว่หลิน น้องสาวร่วมมารดาเพียงคนเดียวของหลี่เจี๋ย นางมีใบหน้างดงามน่ารักน่าเอ็นดู และเป็ที่รู้กันดีว่านางรักและเทิดทูนพี่ชายของนางยิ่งกว่าสิ่งใด
หลี่เจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองน้องสาว รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก เขาผายมือให้นางนั่งลงข้างๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและแฝงความเศร้าสร้อย “เยว่หลิน...พี่ชายมีเื่อยากจะขอให้เ้าช่วยสักเื่หนึ่งจะได้หรือไม่?”
“เื่อะไรกันเ้าคะท่านพี่ หากเป็เื่ที่เยว่หลินช่วยได้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ เยว่หลินก็จะทำให้ท่านพี่จนสำเร็จ!” นางตอบอย่างแข็งขัน
หลี่เจี๋ยถอนหายใจยาว แสร้งทำทีเป็ทุกข์ใจอย่างสุดซึ้ง “มันเป็เื่ของ...คุณหนูฉินเหมยอิง”
เพียงได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของหลี่เยว่หลินก็เป็ประกายขึ้นมาทันที “พี่เหมยอิงหรือเ้าคะ? นางเป็อะไรไปหรือเ้าคะ?”
“พี่ชายเพียงแค่เป็ห่วงนาง...นางช่างน่าสงสารที่ต้องมาผูกติดกับคนไร้หัวใจเช่นเซี่ยหยาง” เขาเริ่มบิดเบือนความจริงอย่างแเี “วันก่อนพี่พบนายผู้นั้นที่ตลาดโดยบังเอิญ เพียงแค่จะเข้าไปทักทายด้วยความหวังดี เขากลับแสดงท่าทีหยิ่งยโสไม่ไว้หน้าพี่เลยแม้แต่น้อย แต่ที่น่าเจ็บใจกว่านั้น คือท่าทีของเขาดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากหมั้นหมายเลยสักนิด เขากลับดูสบายอกสบายใจ เดินเลือกซื้อของราวกับไม่มีเื่ใดให้ต้องกังวล...พี่เห็นแล้วก็อดปวดใจแทนนางไม่ได้”
“อะไรนะเ้าคะ!” หลี่เยว่หลินอุทานออกมาด้วยความใ “เขาทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ! ช่างไม่ให้เกียรติพี่เหมยอิงเลย!”
“ใช่หรือไม่เล่า...” หลี่เจี๋ยกล่าวเสริม “พี่ชายอยากจะให้นางได้ตาสว่าง แต่พี่เป็บุรุษ หากพูดอะไรไปจะดูไม่เหมาะสม มีเพียงเ้าเท่านั้น...เยว่หลิน ในฐานะสหายสนิทของนาง เ้าเท่านั้นที่จะสามารถเตือนนางได้”
ด้วยความรักพี่ชายและความเชื่ออย่างสุดใจว่าสหายรักกำลังถูกหลอกลวง หลี่เยว่หลินจึงพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น “ท่านพี่ไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ! เยว่หลินจะรีบไปพบพี่เหมยอิงเดี๋ยวนี้! ป่านนี้นางคงจะอยู่ที่เรือนชาชิวสุ่ยเป็แน่ ข้าจะทำให้นางได้เห็นธาตุแท้ของคุณชายเซี่ยผู้นั้นให้จงได้!”
ณ ย่านการค้าที่หรูหราที่สุดใจกลางเมืองหลวง เรือนชาชิวสุ่ยตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ที่นี่คือสถานเริงรมย์ชั้นสูงสำหรับเหล่าคุณหนู และฮูหยินจากตระกูลใหญ่โดยเฉพาะ ทุกอย่างภายในถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง พื้นปูด้วยหินหยกขัดมัน โต๊ะและเก้าอี้ทำจากไม้หอมหายาก มีฉากกั้นปักลายวิหคสวยงามเพื่อความเป็ส่วนตัว เสียงบรรเลงกู่เจิ้งแ่เบาดังคลอเคล้าไปกับกลิ่นหอมของชาชั้นเลิศและเครื่องหอมราคาแพง
รถม้าอันโอ่อ่าของสกุลหลี่มาจอดเทียบที่หน้าประตู หลี่เยว่หลินก้าวลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม นางเดินเข้าไปด้านใน กวาดสายตามองหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อร์ที่รีบเข้ามาต้อนรับ “วันนี้คุณหนูฉินมาที่นี่หรือไม่?”
“มาขอรับคุณหนูหลี่ เชิญทางนี้เลยขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์โค้งคำนับแล้วเดินนำนางไปยังห้องส่วนตัวที่อยู่ชั้นบนสุด
เมื่อมาถึงหน้าห้อง หลี่เยว่หลินก็เห็นสหายรักของนางนั่งจิบชาอยู่กับคุณหนูจากสกุลอื่นอีกสองสามคนจริงดังคาด
“พี่เหมยอิง!” นางร้องเรียกอย่างสดใส ก่อนจะรีบเดินยิ้มแฉ่งเข้าไปนั่งร่วมวงอย่างถือวิสาสะ
คุณหนูฉินเหมยอิงนั้นงดงามและหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของตนเองอยู่เสมอ แต่ใน่หลายวันที่ผ่านมานี้ นางกลับรู้สึกหงุดหงิดและอับอายกับข่าวลือเื่คู่หมั้นของตนเองจนแทบไม่อยากออกไปพบเจอผู้ใด
หลังจากทักทายกันพอเป็พิธี หลี่เยว่หลินก็เริ่มเปิดฉาก “การแสดง” ของนางทันที นางแสร้งทำเป็นึกขึ้นได้ “โอ้ จริงสิพี่เหมยอิง...วันก่อนข้าเจอคุณชายเซี่ยที่ตรอกหงฮว่าซื่อด้วยนะเ้าคะ”
คุณหนูฉินชะงักมือที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย “แล้วอย่างไรเล่า?”
“ข้าก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีนะเ้าคะ...” หลี่เยว่หลินทำสีหน้าลำบากใจ “คือ...ท่านพี่เจี๋ยของข้าเพียงแค่จะเข้าไปทักทายเขาด้วยความปรารถนาดีเท่านั้น แต่คุณชายเซี่ยกลับดูไม่พอใจนัก...แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือ...ท่าทีของคุณชายเซี่ย ดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านความเป็ความตายมาเลยแม้แต่น้อย เขาดู...สบายอารมณ์...เดินโบกพัดเลือกซื้อของราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกให้ต้องกังวล แถมยังงดงามจนสตรีทั้งตลาดต้องเหลียวมองตาม...ข้าเห็นแล้วก็อดเป็ห่วงท่านไม่ได้เลยพี่เหมยอิง...ดูเหมือนเขาจะไม่เห็นความสำคัญของเื่การหมั้นหมายของตัวท่านเลยแม้แต่น้อย”
วาจาทุกคำของหลี่เยว่หลินนั้นเคลือบด้วยน้ำผึ้งแต่แฝงไว้ด้วยยาพิษ มันจี้เข้าไปในใจดำของคุณหนูฉินอย่างจัง!
เพล้ง.!
ถ้วยชาในมือของคุณหนูฉินสั่นระริกจนน้ำชากระฉอกออกมา นางวางมันลงบนโต๊ะเสียงดังกว่าปกติ ใบหน้างามที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ซีดเผือดสลับแดงก่ำ ใจเต้นระรัวด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง!
‘ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง! ที่ข้าต้องมานั่งกลุ้มใจอับอายผู้คนอยู่ที่นี่...แต่เขากลับไปเดินเที่ยวเล่นอย่างมีความสุข ไม่ทุกข์ร้อนใดๆ! สกุลเซี่ย! พวกเ้าช่างหยามเกียรติข้าและวงศ์ตระกูลเกินไปแล้ว!’
นางลุกพรวดขึ้นยืนทันที “ข้ามีธุระด่วน ต้องขอตัวกลับก่อน!” นางกล่าวเสียงแข็ง ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คุณหนูคนอื่นๆ มองหน้ากันอย่างงุนงง มีเพียงหลี่เยว่หลินที่ลอบยิ้มอย่างสมใจอยู่เื้ั
ตลอดเส้นทางกลับจวน คุณหนูฉินร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจกลั้น น้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มนั้นไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่เป็น้ำตาแห่งความอัปยศอดสูและความโกรธแค้น
ทันทีที่ถึงจวนฉิน นางก็รีบวิ่งเข้าไปยังห้องหนังสือของบิดาโดยไม่ฟังคำทัดทานของบ่าวไพร่
“ท่านพ่อ! ท่านต้องให้ความเป็ธรรมแก่ลูกด้วย!” นางกระทืบเท้าร่ำไห้ปานจะขาดใจ
เสนาบดีฉินที่กำลังอ่านฎีกาอยู่ถึงกับใ “เหมยอิง! เกิดเื่อันใดขึ้น!”
“สกุลเซี่ย! พวกมันกำลังเหยียบย่ำเกียรติของพวกเราอยู่! คุณชายเซี่ยผู้นั้นไม่เคยเห็นลูกอยู่ในสายตา เขาออกไปเดินเที่ยวเล่นอย่างมีความสุข ทิ้งให้ลูกต้องมาอับอายผู้คน! ท่านพ่อ! หากท่านยังนิ่งเฉยต่อไป ลูกคงไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกแล้ว!”
เมื่อได้ฟังเื่ราวทั้งหมด ประกอบกับเห็นน้ำตาของบุตรสาวสุดที่รัก เพลิงโทสะของเสนาบดีฉินก็ะเิออกมาดังลั่น!
“บังอาจ! สกุลเซี่ยมันชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว..!”
เพล้งงง..!
เขาปาถ้วยชาในมือลงกับพื้นจนแตกกระจาย.! ก่อนจะหันไปตวาดสั่งพ่อบ้านที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู
“ไป! ไปเตรียมพู่กันกับกระดาษมาให้ข้าเดี๋ยวนี้! ข้าจะเขียนสาส์นถึงเสนาบดีเซี่ยจิ้งหงเอง! บอกเขาไปว่า...ภายในหนึ่งเดือน! หากบุตรชายของเขายังไม่มาคุกเข่าขอขมาด้วยตนเอง เื่การหมั้นหมายให้ถือเป็จบสิ้น..! และนับจากนี้ไป สกุลฉินกับสกุลเซี่ย...คือปรปักษ์กัน..!”
ยามบ่ายคล้อย ท้องฟ้าเหนือจวนสกุลเซี่ยยังคงสดใส ทว่าบรรยากาศภายในกลับเริ่มมีเมฆหมอกแห่งความขัดแย้งตั้งเค้าขึ้นมาอย่างเงียบงัน
ณ ห้องโถงใหญ่ของเรือนประธาน เสนาบดีเซี่ยจิ้งหงกำลังนั่งตรวจดูฎีกาที่นำกลับมาจากในวัง แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ขับเน้นให้ใบหน้าอันเคร่งขรึมของเขาดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น ความเงียบสงบถูกทำลายลงเมื่อพ่อบ้านเซี่ยผู้ชราภาพรีบก้าวเข้ามารายงานด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“เรียนนายท่าน...พ่อบ้านจากจวนสกุลฉินมาขอเข้าพบขอรับ...แจ้งว่ามีสาส์นเร่งด่วน”
พู่กันในมือของเสนาบดีเซี่ยชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขาวางมันลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย “ให้เขาเข้ามา”
ไม่นานนัก พ่อบ้านจวนฉินในอาภรณ์สีเข้มก็เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่นอบน้อมตามธรรมเนียม แต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทระนงอย่างไม่อาจปิดบัง เขาประสานมือโค้งคำนับ ก่อนจะยื่นม้วนสาส์นที่ประทับตราครั่งสีแดงสดของสกุลฉินส่งให้บ่าวรับใช้ของสกุลเซี่ย เพื่อนำไปมอบให้เสนาบดีเซี่ยต่อไป
ทันทีที่สายตาของเสนาบดีเซี่ยเหลือบไปเห็นตราประทับนั้น...เพลิงโทสะที่มองไม่เห็นก็พลันลุกโชนขึ้นมาในอก!
‘สาส์นเร่งด่วน?’ เขานึกหยันในใจ ‘เื่ไร้สาระของพวกเด็กๆ กลับทำราวกับเป็เื่คอขาดบาดตายระดับราชสำนัก! สกุลฉิน...ช่างอวดดีเสียจริง!’
ความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางสี่แยกแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจ เขาคือเสนาบดีกรมพิธีการผู้ทรงเกียรติ แต่บัดนี้กลับต้องมาถูกขุนนางระดับต่ำกว่ากันส่งคนมา “ทวงถามความรับผิดชอบ” ถึงหน้าประตูบ้าน มันคือการหยามเกียรติกันอย่างที่สุด!
ทว่า...บนใบหน้าของเขากลับไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย เขารับสาส์นนั้นมาถือไว้ในมือด้วยท่าทีเรียบเฉย ราวกับเป็เพียงเอกสารธรรมดาฉบับหนึ่ง
“ก็แค่คนสกุลฉิน...จะมาวิเศษวิโสอะไรกันหนักหนา” ความคิดอันเย่อหยิ่งผุดขึ้นมาในใจ ก่อนที่เขาจะปรายตามองพ่อบ้านสกุลฉินแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ารับทราบแล้ว หากไม่มีเื่อื่นใดแล้วก็กลับไปเถิด”
เขาไม่ได้เปิดอ่านสาส์นนั้นต่อหน้าแขก แต่เลือกที่จะแสดงความเหนือกว่าด้วยการไม่ให้ความสำคัญกับมัน พ่อบ้านสกุลฉินมีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น แต่ก็ทำได้เพียงโค้งคำนับรับคำแล้วล่าถอยจากไปแต่โดยดี
เมื่อเงาร่างของคนจากสกุลฉินลับหายไปจากห้องโถงแล้ว พ่อบ้านเซี่ยจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็กังวล “นายท่าน...เื่นี้...”
เสนาบดีเซี่ยไม่ได้ตอบคำ เขาเพียงแค่โบกมือไล่ให้ทุกคนออกไปให้พ้น เมื่อภายในห้องโถงอันกว้างขวางเหลือเพียงเขาตามลำพัง ความสงบนิ่งบนใบหน้าจึงค่อยๆ สลายไป
เขาหักตราประทับครั่งออกอย่างไม่ไยดี คลี่ม้วนกระดาษออกอ่านอย่างรวดเร็ว เนื้อหาในสาส์นนั้นหยาบคายและเต็มไปด้วยโทสะยิ่งกว่าที่เขาคาดไว้...คำว่า
“คุกเข่าขอขมา”...กำหนด “เส้นตายหนึ่งเดือน”...และคำขู่ที่ว่าจะกลายเป็ “ปรปักษ์”... ทุกตัวอักษรคือการสาดน้ำมันเข้ากองไฟโทสะของเขาโดยแท้!
แกร็ก..!
มือใหญ่ของเขาขยำสาส์นนั้นจนยับยู่ยี่คามือ เส้นเืบนขมับเต้นตุบๆ ใบหน้าเคร่งขรึมบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด “ฉินจงเหยียน! เ้ากล้าดีอย่างไร!”
ทว่า...หลังจากระบายโทสะออกมาเพียงชั่วครู่ เขาก็ค่อยๆ คลายมือออกอย่างช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ความเป็นักการเมืองผู้เจนจบในเกมแห่งอำนาจกลับเข้ามาแทนที่ความโกรธเกรี้ยวอย่างรวดเร็ว
เขาเดินออกจากห้องโถง ตรงไปยังศาลาริมสระปลาหลี่ฮื้อ อันเป็สถานที่ที่เขาโปรดปรานที่สุดในยามที่้าใช้ความคิด
สายลมยามบ่ายพัดโชยมาต้องใบหน้าให้เย็นลงเล็กน้อย เขายืนนิ่งอยู่ริมสระ ทอดสายตามองไปยังฝูงปลาหลี่ฮื้อหลากสีสันที่กำลังแหวกว่ายอย่างอิสระเสรี สองมือไพล่หลังกำสาส์นที่ยับยู่ยี่นั้นไว้แน่น
‘เื่ทั้งหมดนี้...เป็เพราะเ้าลูกไม่รักดีคนนั้น!’ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นคือการโทษบุตรชายของตนเอง ‘หากมันไม่ก่อเื่โง่เขลาขึ้นมาแต่แรก เื่ราวก็คงไม่บานปลายมาถึงเพียงนี้!’
เขารู้ดีว่าหาก้าให้เื่จบลงอย่างง่ายดายที่สุด ก็เพียงแค่ลากคอเ้าลูกชายตัวดีไปคุกเข่าที่หน้าจวนสกุลฉิน ทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงได้...แต่การทำเช่นนั้น...ก็เท่ากับยอมรับว่าสกุลเซี่ยเป็ฝ่ายผิดและยอมก้มหัวให้กับอำนาจของสกุลฉิน! ซึ่งเป็สิ่งที่เกียรติยศของเขาไม่อาจยอมรับได้!
เขาหยิบอาหารปลาขึ้นมาโปรยลงไปในสระ ฝูงปลาหลี่ฮื้อกรูกันเข้ามาแย่งชิงอาหารกันอย่างชุลมุน ภาพนั้นสะท้อนถึงการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักที่เขาคุ้นเคยเป็อย่างดี
‘พันธมิตรกับสกุลฉินนับว่ามีประโยชน์...แต่ก็ใช่ว่าจะหาผู้อื่นมาแทนที่ไม่ได้’ ดวงตาของเขาหรี่ลงอย่างเ้าเล่ห์ ‘ในเมื่อสกุลฉินคิดจะหักหน้าข้า...ข้าก็ไม่จำเป็ต้องเหลือเยื่อใยไมตรีต่อกันอีกต่อไป’
พลันนั้น...ภาพใบหน้าอันงดงามและสงบนิ่งของบุตรีคนโต...เซี่ยอวี้เหวิน ก็ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด
‘ใช่แล้ว...ข้ายังมีอวี้เหวินอยู่’
เขาลอบยิ้มที่มุมปากอย่างเ็า หากการเกี่ยวดองกับสกุลฉินต้องล่มสลายลง เขาก็เพียงแค่หาพันธมิตรใหม่ที่แข็งแกร่งกว่ามาแทนที่เท่านั้น บุตรีของเขาอายุสิบเจ็ดปีแล้ว งดงามทั้งรูปโฉมและกิริยา เป็ที่หมายปองของบุตรชายขุนนางมากมาย หากเขาเอ่ยปากขึ้นมา ย่อมมีตระกูลใหญ่โตอีกนับสิบที่พร้อมจะส่งเทียบทาบทามมาให้ถึงจวน
‘ตระกูลของท่านราชครู...หรือจวนของท่านแม่ทัพฝ่ายเหนือ...ล้วนเป็ตัวเลือกที่ไม่เลว’
ในสมองของเขา บุตรสาวได้กลายเป็ “หมาก” ตัวสำคัญบนกระดานการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว ความสุขหรือความรู้สึกของนางนั้น...ไม่เคยอยู่ในสมการความคิดของเขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคิดหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองได้แล้ว เพลิงโทสะในใจก็มอดลงจนเกือบสนิท ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นของการเป็นักวางแผน
เขาตัดสินใจแล้ว...ว่าจะยังไม่ทำอะไรในตอนนี้
เขาทอดสายตามองไปยังทิศที่เป็ที่ตั้งของเรือนไผ่หยก...เรือนพักของบุตรชายคนโต
‘ข้าจะรอดู...ว่าเ้าลูกชายตัวดีที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปแล้วคนนั้น...จะมีปัญญาจัดการกับ "คำขาด" นี้ได้หรือไม่’ เขานึกในใจ ‘นี่คือการทดสอบ หากเ้าผ่านไปได้ ข้าอาจจะยอมมองเ้าใหม่...แต่หากเ้าล้มเหลว...เ้าก็ต้องยอมรับชะตากรรมที่ข้าจะเป็ผู้ขีดให้...รวมถึงพี่สาวของเ้าด้วย’
เสนาบดีเซี่ยโปรยอาหารปลาลงไปเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงเงาสะท้อนของตนที่บิดเบี้ยวอยู่บนผิวน้ำที่กำลังสั่นไหว...ดุจเดียวกับจิตใจอันซับซ้อนและเ็าของเขา
หนึ่งคอมเม้น หนึ่งดวงหัวใจ คือกำลังใจของนักประพันธ์