ชิลกล่าวเสียงค่อย วาดตามองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่ามีเพียงต้นไม้และผืนดิน จึงถอนหายใจ ยกเท้าก้าวไปทางที่สัมผัสจิตวิญญาณตรวจพบสิ่งก่อสร้าง
เดินผ่านต้นไม้ที่รายล้อมตามทางอยู่พักใหญ่ ครู่หนึ่งก็พบก้อนหินทรงกลมขนาดเล็กที่ผิวหนังถูกขัดมาอย่างดี วาดตามองเพียงเล็กน้อย จึงก้าวเท้าต่อ กระนั้นเมื่อพ้นมาได้เพียงสิบเมตรกลับพบว่ามีหินแบบเดียวกัน แต่ขนาดใหญ่กว่าก้อนแรกประมาณหนึ่งฟุตตั้งอยู่ เลยตัดสินใจเพ่งสัมผัสจิตวิญญาณจนพบว่า ยังคงมีก้อนหินทรงกลมเรียงเป็นแนวยาวตามทางเดิน และทุกก้อนจักมีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ
ด้วยความสนใจใคร่รู้ชิลจึงพุ่งตัวไปยังจุดสิ้นสุดอันมีก้อนหินขนาดใหญ่วางไว้ ก่อนใบหน้าอันสง่างามจะเผยยิ้ม แหงนมองหินทรงกลมขนาดพอกับยักษ์ป่าขนโลหิตสองตัวยืนซ้อนกัน
แม้จะพอเดาได้อยู่บ้างว่าหินพวกนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝน กระนั้นก็ไม่ได้คิดทำอะไรกับพวกมัน หยุดนิ่งเพียงไม่กี่นาทีจึงก้าวเดินต่อ
ใช้เวลาประมาณสามสิบลมหายใจ ศาลาอันเต็มไปด้วยดอกไม้จำนวนมากบนหลังคาก็เผยให้เห็น มันตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดเล็กที่ด้านข้างมีผืนทะเลสาบอันกว้างใหญ่มากด้วยวัชพืชและดอกไม้นานาพันธุ์ใต้น้ำ
อย่างไรสิ่งที่สะดุดตากลับหาใช่ศาลาหรือความสวยงามของเหล่าธรรมชาติรังสรรค์ แต่กลับเป็นคู่บุรุษสตรีที่กำลังยืนจ้องหน้าเข้าหากันด้วยใบหน้าดำมืดราวโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน คล้ายทั้งสองพร้อมลงมือสังหารฝ่ายตรงข้ามได้ทุกเมื่อ
ทว่าที่น่าแปลกก็คือ เมื่อครู่ชิลได้ส่งสัมผัสจิตวิญญาณมาตรวจสอบพื้นที่แถบนี้กลับไม่พบทั้งคู่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาเพิ่งมา หรือไม่ก็..
‘ทั้งสองใช้อาคมกำบังกาย’
จ้องมองหนึ่งบุรุษหนุ่มหนึ่งสตรีงาม ชิลจึงตัดสินใจยกมือวาดอักขระ ร่ายอาคมกำบังกายใส่ตัวเอง ก่อนเดินเข้าไปหามุมต้นไม้ใกล้ที่เกิดเหตุ โบกไม้โบกมือส่งพลังงานสวรรค์ทำความสะอาดเศษหญ้าบนพื้น พอได้ที่ก็ย่อตัวนั่งลงชมคนทะเลาะกัน
อย่างไรเขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว การทำเช่นนี้เพื่อฆ่าเวลาถือเป็นเรื่องอันสมควรอยู่หลายส่วน
ราวกับรู้ว่ามีคนกำลังรับชม ทันทีสายลมได้วาดไหว พลิ้วชุดคลุมขาวของชายหนุ่มตีออกไปด้านข้าง นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้องมองสตรีเรือนผมสีกลีบบัวบาน ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ
เมื่อเห็นท่าทีบุรุษเรือนผมดำเงา สตรีผมสีกลีบบัวเลยหันหน้ามองไปยังผืนน้ำด้วยท่าทางใคร่คิด นัยน์ตาสีหยกสะท้อนประกายน้ำยามอรุณ นิ่งค้างสามลมหายใจจึงหันกลับมา นำมือจับกระโปรงแน่นด้วยร่างอันสั่นเทา
สายตามากอารมณ์ของบุรุษผมดำจ้องมองมือขาวนวลที่ขยำกระโปรง เลยส่ายหัวเบา หลับตา พร้อมระเบิดพลังงานสวรรค์อันรุนแรงจนเปลี่ยนผืนฟ้าเป็นสีขาว
ปัง!~
พลันร่างชิลได้กลายเป็นหนักอึ้ง แม้จะอยู่ไกลจากจุดที่ทั้งสองอยู่พอควร อย่างไรด้วยแรงกดดันอันมหาศาลเช่นนี้เป็นปกติที่เขาจะโดนลูกหลงไปด้วย
‘ระดับสัมผัสอีกแล้วรึ’
นัยน์ตาองุ่นจ้องมองบุรุษผมดำด้วยท่าทางจริงจัง กระนั้นยังไม่ทันหายใจทั่วท้อง สตรีผมสีกลีบบัวก็ระเบิดพลังงานปฐพี ส่งให้พื้นดินโดยรอบสั่นสะเทือนราวเกิดแผ่นดินไหว ก่อนพลังงานสีเหลืองจะพุ่งจากร่างนางตรงขึ้นฟ้าแบ่งเขตน่านฟ้าเป็นสองส่วน
บัดนี้หากมองจากระยะไกลจักเห็นท้องฟ้าถูกแบ่งครึ่งโดยด้านหนึ่งมีสีขาวด้านหนึ่งมีสีเหลือง
‘นางก็ระดับสัมผัส!’
ชิลเบิกตากว้างอันยากเกินอธิบาย แม้ในยุคกาลก่อนที่อาคัทบันทึก ภายในสามขุมอำนาจแห่งทะเลอสูรคำราม ก็ไม่อาจมองหาระดับสัมผัสได้ง่ายดายนัก ทว่าปัจจุบันสถานที่แห่งนี้กลับสามารถพบระดับสัมผัสหรือมากกว่าได้ถึงสามคนภายในวันเดียว
ยังไม่ทันได้คิดตริตรองมากความ จู่ๆชายหนุ่มผมดำก็กล่าวขึ้นเสียงดัง
“เหตุใดจึงไม่ฟังข้า!!”
หญิงสาวใช้ดวงตาสีหยกจิกมองใบหน้าอันหล่อเหล่าของบุรุษตรงหน้า ใบหน้างดงามหมดจดดูหม่นเศร้า คล้ายมีน้ำไหลปริ่มตรงหางตา ทิ้งช่วงไม่กี่วิจึงกล่าว
“ศิษย์พี่ ข้าบอกไปแล้วใช่หรือไม่ว่ามันคือถั่ว!!”
พลังงานสีเหลืองระเบิดระลอก ส่งกระแสน้ำในทะเลสาบด้านข้างถูกตีกระจายจนเกิดเป็นคลื่น
“มิใช่! มันคือเกาลัด!!!”
เสียงคำรามอันดังก้องสั่นสะเทือนผืนฟ้า พร้อมเกิดประกายสายฟ้าวิ่งผ่านในหมู่เมฆ กระนั้นเมื่อลองฟังบทสนทนาของทั้งคู่กลับดูแปลกพิกลอยู่ไม่น้อย
“ท่านช่างดื้อด้าน!!”
“เจ้าสิที่ดื้อด้าน!”
ร่างมากอำนาจทั้งสองค่อยๆลอยขึ้นฟ้า พร้อมคลื่นพลังงานอันรุนแรงจนเกิดริ้วสายฟ้าวิ่งพล่านทำลายพื้นดินและผืนน้ำโดยรอบ อย่างไรน่าประหลาดที่แม้จะมีการระเบิดพลังอันสามารถสังหารผู้อยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายในพริบตา ศาลาดอกไม้กับเหล่าวัชพืชจำนวนมากทั้งใต้และบนผืนน้ำกลับไม่มีสิ่งใดโดนลูกหลง
ไม่นานร่างของบุรุษและสตรีก็ลอยขึ้นสูง จนเห็นเพียงจุดเล็กหากแหงนมองจากพื้นดิน ก่อนทั้งคู่จะยกมือวาดอักขระไปบนอากาศด้วยแววตามุ่งมั่น
การตวัดวาดเส้นอาคมด้วยความเร็วอันมากล้น ทำให้ชิลต้องมองทั้งสองอย่างจริงจัง เขาผู้มีความเข้าใจบทอาคมระดับหลอมรวมวงเวทไม่สามารถคาดเดาบทอาคมที่ทั้งสองกำลังร่ายบนฟ้า กระนั้นทิ้งช่วงเพียงครู่ อักขระจำนวนมากที่ถูกร่ายก็หลอมรวมกันเป็นอักษรตัวใหญ่ พร้อมกับนัยน์ตาองุ่นที่เบิกกว้าง
“!!”
“กระดาษ!”
“ค้อน!!”
เปรี้ยง!
ริ้วสายฟ้าขนาดยักษ์ผ่าลงใจกลางระหว่างคนทั้งสอง ค้างอยู่หลายนาที มือขาวนวลของสตรีผู้เขียนคำค้อนก็ทิ้งดิ่งลงข้างตัวอย่างอิดโรย พลางเคลื่อนร่างบางลงมายืนบนพื้น นำมือกุมหน้าอก หอบหายใจหนักหน่วงด้วยความเหนื่อยล้า
เห็นสตรีผมสีบัวบานท่าทางไม่สู้ดี บุรุษผมดำจึงลอยล่องมาหยุดยืนหน้านางพร้อมกล่าวเสียงค่อย
“ศิษย์น้อง..”
“ขออภัยศิษย์พี่! ข้าเข้าใจแล้วว่ามันคือเกาลัด”
ว่าแล้วก็ผสานมือก้มโค้งด้วยท่าทางซื่อตรง นี่ทำให้ผู้เป็นศิษย์พี่เผยยิ้มบาง ยื่นมือไปลูบหัวสตรีคล้ายท่าทางปลอบประโลมน้องสาวตัวน้อย
“มิเป็นไร เจ้าเข้าใจแล้วก็ดี”
มองเห็นการกระทำทั้งคู่จากระยะไกล ชิลก็ยิ้มเหยเก ถ้อยคำมากมายถูกรวมในหัวหมุนสองสามตลบสุดท้ายก็ออกมาเป็นคำว่า
‘พวกเสียสติ’
เขาส่ายหัวพลางถอนหายใจ ความคาดหวังจักเห็นพวกระดับเหนือสัมผัสปะทะกันถูกสลายทั้งโดนบดซ้ำจนไม่เหลือซาก ถึงอย่างนั้นในช่วงที่กำลังทำท่าเซ็งแซ่หลับตาคิดเรื่องมากมาย จู่ๆเสียงอันคุ้นหูก็ดังขึ้น
“หืม? วัฏจักรเคลื่อนย้าย เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
ทันทีชิลดีดร่าง ทิ้งระยะห่างกว่าสิบเมตรมองคู่บุรุษสตรีที่ปรากฏตัวตรงจุดเดิมที่เขาอยู่
‘เป็นไปไม่ได้’
นัยน์ตาองุ่นหรี่แคบ พร้อมท่าทางตึงเครียด ปัจจุบันเขาไม่รู้ว่าทั้งคู่เป็นมิตรหรือศัตรู หากเป็นมิตรก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าเป็นศัตรูคงนับได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าคราเจอคลายสมดุลเมื่อคราอยู่ผสานกาย อีกทั้งเขาไม่ทราบว่าเหตุใดอาคมกำบังกายที่ร่ายซ้อนมากถึงสองชั้นจึงถูกตรวจพบ แม้เป็นระดับสัมผัสก็ไม่น่าหาเจอรวดเร็วและง่ายดายเช่นนี้
“คนจากล่างน้ำตกขึ้นมาได้อย่างไร”
สตรีผมสีบัวบานกล่าวเสียงเรียบ
“โอ้ ไม่เลวเลย”
ชายผมดำเสริม นี่ทำให้สตรีด้านข้างหันมอง
“หมายความว่าอย่างไร”
“ศิษย์น้องสังเกตดูกระแสพลังงานบนตัวเขาดีๆสิ”
“หืม”
จบประโยคสตรีผมสีบัวบานจึงเลื่อนสายตามาทางชิล
เห็นเด็กชายตรงหน้ามีท่าทีระมัดระวัง เลยเพ่งสัมผัสจิตวิญญาณเข้าตรวจสอบ
“อาคมกำบังกาย ไม่สิ”
ดวงตาคู่งามจ้องมองอยู่หลายลมหายใจ สักพักก็เบิกกว้าง
“ร่ายอาคมสองชั้น เป็นไปได้อย่างไร!”
“ไม่ทราบว่าเขาร่ายเองหรือมีผู้ร่ายให้ หากมีผู้ร่ายให้ก็มองเห็นเพียงสองคนในหมู่เกาะหมื่นอสรพิษที่สามารถ ซึ่งเราก็รู้จักกันดี”
บทสนทนาอันผ่อนคลายของทั้งคู่ ส่งให้ชิลจริงจังมากกว่าเดิม การที่สามารถมองกระแสพลังงานจากการร่ายบทอาคมออก แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจด้านอาคมวงเวทของทั้งสองไม่ต่ำเตี้ย ทั้งยังมีสัมผัสจิตวิญญาณเฉียบคมกว่าคนปกติ ด้วยรากฐานฝึกฝนอันสูงส่ง พอนำทุกสิ่งมารวมกันก็แสดงให้เห็นความน่ากลัวของพวกเขา
‘มิใช่พวกระดับสัมผัสธรรมดา’
ชิลกดตัวลงเล็กน้อย ใคร่คิดหาทางออกเผื่อสถานการณ์ไม่คาดฝันอยู่หลายแบบ ราวกับในหัวมีหนังสือนับแสนเล่มถูกเปิดพร้อมกัน ระหว่างที่สัตว์ประหลาดสองตนกำลังยืนคุยสัพเพเหระ ไม่นานรอยยิ้มจางก็ผุดขึ้น พร้อมท่าทางอันเคร่งเครียดแปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย
เมื่อทั้งสองพบว่าภาษากายเด็กชายผิดแปลก จึงพากันปั้นหน้ามึนงง ก่อนที่ร่างของบุรุษผมดำจะเข้าประชิดตัวชิลราวภาพตัด
เพียงเสี้ยววิดาบวารีหลั่งไหลได้ปรากฎ พร้อมขีดเส้นแสงสีขาวลงมาจากฟากฟ้า
ฟึบ~
บุรุษผมดำมองทักษะดาบอันทรงพลังด้วยความตกใจ สาเหตุหนึ่งเพราะเขาไม่คิดว่าชิลจะโจมตีฉับพลันเช่นนี้ ทว่าอีกสาเหตุก็คือ เพลงดาบเมื่อครู่ช่างงดงามนัก อย่างไรการชื่นชมความงามจำต้องมาทีหลัง เขาทำการยื่นมือที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานสวรรค์ บีบไปยังเส้นแสง ทำลายมันราวกับของไร้ค่า
ถึงอย่างนั้นในระหว่างที่เส้นแสงสีขาวแหลกสลายกระจายเป็นพลังงานดิบออกไปด้านข้าง สีหน้าบุรุษผมดำกลับหม่นเศร้าเล็กน้อย
“น่าเสียดาย”