คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 114 : ล่างน้ำตก

     

            ชิลกล่าวเสียงค่อย วาดตามองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่ามีเพียงต้นไม้และผืนดิน จึงถอนหายใจ ยกเท้าก้าวไปทางที่สัมผัสจิตวิญญาณตรวจพบสิ่งก่อสร้าง

     

            เดินผ่านต้นไม้ที่รายล้อมตามทางอยู่พักใหญ่ ครู่หนึ่งก็พบก้อนหินทรงกลมขนาดเล็กที่ผิวหนังถูกขัดมาอย่างดี วาดตามองเพียงเล็กน้อย จึงก้าวเท้าต่อ กระนั้นเมื่อพ้นมาได้เพียงสิบเมตรกลับพบว่ามีหินแบบเดียวกัน แต่ขนาดใหญ่กว่าก้อนแรกประมาณหนึ่งฟุตตั้งอยู่ เลยตัดสินใจเพ่งสัมผัสจิตวิญญาณจนพบว่า ยังคงมีก้อนหินทรงกลมเรียงเป็นแนวยาวตามทางเดิน และทุกก้อนจักมีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ

     

            ด้วยความสนใจใคร่รู้ชิลจึงพุ่งตัวไปยังจุดสิ้นสุดอันมีก้อนหินขนาดใหญ่วางไว้ ก่อนใบหน้าอันสง่างามจะเผยยิ้ม แหงนมองหินทรงกลมขนาดพอกับยักษ์ป่าขนโลหิตสองตัวยืนซ้อนกัน

     

            แม้จะพอเดาได้อยู่บ้างว่าหินพวกนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝน กระนั้นก็ไม่ได้คิดทำอะไรกับพวกมัน หยุดนิ่งเพียงไม่กี่นาทีจึงก้าวเดินต่อ

     

            ใช้เวลาประมาณสามสิบลมหายใจ ศาลาอันเต็มไปด้วยดอกไม้จำนวนมากบนหลังคาก็เผยให้เห็น มันตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดเล็กที่ด้านข้างมีผืนทะเลสาบอันกว้างใหญ่มากด้วยวัชพืชและดอกไม้นานาพันธุ์ใต้น้ำ

     

            อย่างไรสิ่งที่สะดุดตากลับหาใช่ศาลาหรือความสวยงามของเหล่าธรรมชาติรังสรรค์ แต่กลับเป็นคู่บุรุษสตรีที่กำลังยืนจ้องหน้าเข้าหากันด้วยใบหน้าดำมืดราวโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน คล้ายทั้งสองพร้อมลงมือสังหารฝ่ายตรงข้ามได้ทุกเมื่อ

     

            ทว่าที่น่าแปลกก็คือ เมื่อครู่ชิลได้ส่งสัมผัสจิตวิญญาณมาตรวจสอบพื้นที่แถบนี้กลับไม่พบทั้งคู่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาเพิ่งมา หรือไม่ก็..

     

             ‘ทั้งสองใช้อาคมกำบังกาย’

     

            จ้องมองหนึ่งบุรุษหนุ่มหนึ่งสตรีงาม ชิลจึงตัดสินใจยกมือวาดอักขระ ร่ายอาคมกำบังกายใส่ตัวเอง ก่อนเดินเข้าไปหามุมต้นไม้ใกล้ที่เกิดเหตุ โบกไม้โบกมือส่งพลังงานสวรรค์ทำความสะอาดเศษหญ้าบนพื้น พอได้ที่ก็ย่อตัวนั่งลงชมคนทะเลาะกัน 

     

            อย่างไรเขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว การทำเช่นนี้เพื่อฆ่าเวลาถือเป็นเรื่องอันสมควรอยู่หลายส่วน

     

            ราวกับรู้ว่ามีคนกำลังรับชม ทันทีสายลมได้วาดไหว พลิ้วชุดคลุมขาวของชายหนุ่มตีออกไปด้านข้าง นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้องมองสตรีเรือนผมสีกลีบบัวบาน ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ

     

            เมื่อเห็นท่าทีบุรุษเรือนผมดำเงา สตรีผมสีกลีบบัวเลยหันหน้ามองไปยังผืนน้ำด้วยท่าทางใคร่คิด นัยน์ตาสีหยกสะท้อนประกายน้ำยามอรุณ นิ่งค้างสามลมหายใจจึงหันกลับมา นำมือจับกระโปรงแน่นด้วยร่างอันสั่นเทา

     

            สายตามากอารมณ์ของบุรุษผมดำจ้องมองมือขาวนวลที่ขยำกระโปรง เลยส่ายหัวเบา หลับตา พร้อมระเบิดพลังงานสวรรค์อันรุนแรงจนเปลี่ยนผืนฟ้าเป็นสีขาว

     

            ปัง!~

     

            พลันร่างชิลได้กลายเป็นหนักอึ้ง แม้จะอยู่ไกลจากจุดที่ทั้งสองอยู่พอควร อย่างไรด้วยแรงกดดันอันมหาศาลเช่นนี้เป็นปกติที่เขาจะโดนลูกหลงไปด้วย

     

             ‘ระดับสัมผัสอีกแล้วรึ’

     

            นัยน์ตาองุ่นจ้องมองบุรุษผมดำด้วยท่าทางจริงจัง กระนั้นยังไม่ทันหายใจทั่วท้อง สตรีผมสีกลีบบัวก็ระเบิดพลังงานปฐพี ส่งให้พื้นดินโดยรอบสั่นสะเทือนราวเกิดแผ่นดินไหว ก่อนพลังงานสีเหลืองจะพุ่งจากร่างนางตรงขึ้นฟ้าแบ่งเขตน่านฟ้าเป็นสองส่วน

     

            บัดนี้หากมองจากระยะไกลจักเห็นท้องฟ้าถูกแบ่งครึ่งโดยด้านหนึ่งมีสีขาวด้านหนึ่งมีสีเหลือง

     

             ‘นางก็ระดับสัมผัส!’

     

            ชิลเบิกตากว้างอันยากเกินอธิบาย แม้ในยุคกาลก่อนที่อาคัทบันทึก ภายในสามขุมอำนาจแห่งทะเลอสูรคำราม ก็ไม่อาจมองหาระดับสัมผัสได้ง่ายดายนัก ทว่าปัจจุบันสถานที่แห่งนี้กลับสามารถพบระดับสัมผัสหรือมากกว่าได้ถึงสามคนภายในวันเดียว

     

            ยังไม่ทันได้คิดตริตรองมากความ จู่ๆชายหนุ่มผมดำก็กล่าวขึ้นเสียงดัง

     

             “เหตุใดจึงไม่ฟังข้า!!”

     

            หญิงสาวใช้ดวงตาสีหยกจิกมองใบหน้าอันหล่อเหล่าของบุรุษตรงหน้า ใบหน้างดงามหมดจดดูหม่นเศร้า คล้ายมีน้ำไหลปริ่มตรงหางตา ทิ้งช่วงไม่กี่วิจึงกล่าว

     

             “ศิษย์พี่ ข้าบอกไปแล้วใช่หรือไม่ว่ามันคือถั่ว!!”

     

            พลังงานสีเหลืองระเบิดระลอก ส่งกระแสน้ำในทะเลสาบด้านข้างถูกตีกระจายจนเกิดเป็นคลื่น

     

             “มิใช่! มันคือเกาลัด!!!”

     

            เสียงคำรามอันดังก้องสั่นสะเทือนผืนฟ้า พร้อมเกิดประกายสายฟ้าวิ่งผ่านในหมู่เมฆ กระนั้นเมื่อลองฟังบทสนทนาของทั้งคู่กลับดูแปลกพิกลอยู่ไม่น้อย

     

             “ท่านช่างดื้อด้าน!!”

     

             “เจ้าสิที่ดื้อด้าน!”

     

            ร่างมากอำนาจทั้งสองค่อยๆลอยขึ้นฟ้า พร้อมคลื่นพลังงานอันรุนแรงจนเกิดริ้วสายฟ้าวิ่งพล่านทำลายพื้นดินและผืนน้ำโดยรอบ อย่างไรน่าประหลาดที่แม้จะมีการระเบิดพลังอันสามารถสังหารผู้อยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายในพริบตา ศาลาดอกไม้กับเหล่าวัชพืชจำนวนมากทั้งใต้และบนผืนน้ำกลับไม่มีสิ่งใดโดนลูกหลง

     

            ไม่นานร่างของบุรุษและสตรีก็ลอยขึ้นสูง จนเห็นเพียงจุดเล็กหากแหงนมองจากพื้นดิน ก่อนทั้งคู่จะยกมือวาดอักขระไปบนอากาศด้วยแววตามุ่งมั่น

     

            การตวัดวาดเส้นอาคมด้วยความเร็วอันมากล้น ทำให้ชิลต้องมองทั้งสองอย่างจริงจัง เขาผู้มีความเข้าใจบทอาคมระดับหลอมรวมวงเวทไม่สามารถคาดเดาบทอาคมที่ทั้งสองกำลังร่ายบนฟ้า กระนั้นทิ้งช่วงเพียงครู่ อักขระจำนวนมากที่ถูกร่ายก็หลอมรวมกันเป็นอักษรตัวใหญ่ พร้อมกับนัยน์ตาองุ่นที่เบิกกว้าง

     

             “!!”

     

             “กระดาษ!”

     

             “ค้อน!!”

     

            เปรี้ยง!

     

            ริ้วสายฟ้าขนาดยักษ์ผ่าลงใจกลางระหว่างคนทั้งสอง ค้างอยู่หลายนาที มือขาวนวลของสตรีผู้เขียนคำค้อนก็ทิ้งดิ่งลงข้างตัวอย่างอิดโรย พลางเคลื่อนร่างบางลงมายืนบนพื้น นำมือกุมหน้าอก หอบหายใจหนักหน่วงด้วยความเหนื่อยล้า

     

            เห็นสตรีผมสีบัวบานท่าทางไม่สู้ดี บุรุษผมดำจึงลอยล่องมาหยุดยืนหน้านางพร้อมกล่าวเสียงค่อย

     

             “ศิษย์น้อง..”

     

             “ขออภัยศิษย์พี่! ข้าเข้าใจแล้วว่ามันคือเกาลัด”

     

            ว่าแล้วก็ผสานมือก้มโค้งด้วยท่าทางซื่อตรง นี่ทำให้ผู้เป็นศิษย์พี่เผยยิ้มบาง ยื่นมือไปลูบหัวสตรีคล้ายท่าทางปลอบประโลมน้องสาวตัวน้อย

     

             “มิเป็นไร เจ้าเข้าใจแล้วก็ดี”

     

            มองเห็นการกระทำทั้งคู่จากระยะไกล ชิลก็ยิ้มเหยเก ถ้อยคำมากมายถูกรวมในหัวหมุนสองสามตลบสุดท้ายก็ออกมาเป็นคำว่า

     

             ‘พวกเสียสติ’

     

            เขาส่ายหัวพลางถอนหายใจ ความคาดหวังจักเห็นพวกระดับเหนือสัมผัสปะทะกันถูกสลายทั้งโดนบดซ้ำจนไม่เหลือซาก ถึงอย่างนั้นในช่วงที่กำลังทำท่าเซ็งแซ่หลับตาคิดเรื่องมากมาย จู่ๆเสียงอันคุ้นหูก็ดังขึ้น

     

             “หืม? วัฏจักรเคลื่อนย้าย เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”

     

            ทันทีชิลดีดร่าง ทิ้งระยะห่างกว่าสิบเมตรมองคู่บุรุษสตรีที่ปรากฏตัวตรงจุดเดิมที่เขาอยู่

     

             ‘เป็นไปไม่ได้’

     

            นัยน์ตาองุ่นหรี่แคบ พร้อมท่าทางตึงเครียด ปัจจุบันเขาไม่รู้ว่าทั้งคู่เป็นมิตรหรือศัตรู หากเป็นมิตรก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าเป็นศัตรูคงนับได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าคราเจอคลายสมดุลเมื่อคราอยู่ผสานกาย อีกทั้งเขาไม่ทราบว่าเหตุใดอาคมกำบังกายที่ร่ายซ้อนมากถึงสองชั้นจึงถูกตรวจพบ แม้เป็นระดับสัมผัสก็ไม่น่าหาเจอรวดเร็วและง่ายดายเช่นนี้

     

             “คนจากล่างน้ำตกขึ้นมาได้อย่างไร”

     

            สตรีผมสีบัวบานกล่าวเสียงเรียบ

     

             “โอ้ ไม่เลวเลย”

     

            ชายผมดำเสริม นี่ทำให้สตรีด้านข้างหันมอง 

     

             “หมายความว่าอย่างไร”

     

             “ศิษย์น้องสังเกตดูกระแสพลังงานบนตัวเขาดีๆสิ”

     

             “หืม”

     

            จบประโยคสตรีผมสีบัวบานจึงเลื่อนสายตามาทางชิล

     

            เห็นเด็กชายตรงหน้ามีท่าทีระมัดระวัง เลยเพ่งสัมผัสจิตวิญญาณเข้าตรวจสอบ 

     

             “อาคมกำบังกาย ไม่สิ”

     

            ดวงตาคู่งามจ้องมองอยู่หลายลมหายใจ สักพักก็เบิกกว้าง

     

             “ร่ายอาคมสองชั้น เป็นไปได้อย่างไร!”

     

             “ไม่ทราบว่าเขาร่ายเองหรือมีผู้ร่ายให้ หากมีผู้ร่ายให้ก็มองเห็นเพียงสองคนในหมู่เกาะหมื่นอสรพิษที่สามารถ ซึ่งเราก็รู้จักกันดี”

     

            บทสนทนาอันผ่อนคลายของทั้งคู่ ส่งให้ชิลจริงจังมากกว่าเดิม การที่สามารถมองกระแสพลังงานจากการร่ายบทอาคมออก แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจด้านอาคมวงเวทของทั้งสองไม่ต่ำเตี้ย ทั้งยังมีสัมผัสจิตวิญญาณเฉียบคมกว่าคนปกติ ด้วยรากฐานฝึกฝนอันสูงส่ง พอนำทุกสิ่งมารวมกันก็แสดงให้เห็นความน่ากลัวของพวกเขา

     

             ‘มิใช่พวกระดับสัมผัสธรรมดา’

     

            ชิลกดตัวลงเล็กน้อย ใคร่คิดหาทางออกเผื่อสถานการณ์ไม่คาดฝันอยู่หลายแบบ ราวกับในหัวมีหนังสือนับแสนเล่มถูกเปิดพร้อมกัน ระหว่างที่สัตว์ประหลาดสองตนกำลังยืนคุยสัพเพเหระ ไม่นานรอยยิ้มจางก็ผุดขึ้น พร้อมท่าทางอันเคร่งเครียดแปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย

     

            เมื่อทั้งสองพบว่าภาษากายเด็กชายผิดแปลก จึงพากันปั้นหน้ามึนงง ก่อนที่ร่างของบุรุษผมดำจะเข้าประชิดตัวชิลราวภาพตัด

     

            เพียงเสี้ยววิดาบวารีหลั่งไหลได้ปรากฎ พร้อมขีดเส้นแสงสีขาวลงมาจากฟากฟ้า

     

            ฟึบ~

     

            บุรุษผมดำมองทักษะดาบอันทรงพลังด้วยความตกใจ สาเหตุหนึ่งเพราะเขาไม่คิดว่าชิลจะโจมตีฉับพลันเช่นนี้ ทว่าอีกสาเหตุก็คือ เพลงดาบเมื่อครู่ช่างงดงามนัก อย่างไรการชื่นชมความงามจำต้องมาทีหลัง เขาทำการยื่นมือที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานสวรรค์ บีบไปยังเส้นแสง ทำลายมันราวกับของไร้ค่า

     

            ถึงอย่างนั้นในระหว่างที่เส้นแสงสีขาวแหลกสลายกระจายเป็นพลังงานดิบออกไปด้านข้าง สีหน้าบุรุษผมดำกลับหม่นเศร้าเล็กน้อย

     

             “น่าเสียดาย”