คำสัญญาระหว่างหลิงเอ๋อร์และลู่เฟิงได้ถูกผนึกไว้ด้วยความสิ้นหวังของเด็กสาวและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของจอมโจรเฒ่า บัดนี้ หลิงเอ๋อร์ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน เส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและจิติญญาของนางไปตลอดกาล
หลังจากที่ได้รับคำยินยอมจากหลิงเอ๋อร์แล้ว ลู่เฟิงก็ยิ้มอย่างผู้มีชัย เขาเห็นความหมดหวังในดวงตาของนางเปลี่ยนเป็ความหวังใหม่ที่ริบหรี่ แต่ยังคงมีอยู่ เขารู้ดีว่าในยามที่คนเราตกอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง พวกเขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนา แม้กระทั่งการขายิญญาให้กับปีศาจ
"ดีมาก หลิงเอ๋อร์" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "แต่ก่อนที่ข้าจะเริ่มสอนเ้า เ้าต้องเข้าใจก่อนว่า 'วิชาลับมัดใจชาย' นั้นไม่ใช่เื่เล่น มันเป็ศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งร่างกายและจิตใจ เ้าต้องพร้อมที่จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ที่อาจจะทำให้เ้ารู้สึกอึดอัดหรือแปลกใจในตอนแรก"
หลิงเอ๋อร์พยักหน้าอย่างเร่งรีบ ในสภาพจิตใจที่หมดหวังเช่นนี้ นางพร้อมที่จะทำทุกอย่าง "ข้าพร้อมแล้วเ้าค่ะท่านตาหลี่ ข้าจะทำทุกอย่างตามที่ท่านสอน"
"เช่นนั้น..." ลู่เฟิงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปปิดประตูเรือนพัก เสียงกิ่งไผ่ที่เสียดสีกันในสายลมเย็นดังขึ้นเป็ระยะๆ ทำให้บรรยากาศดูลึกลับและน่าขนลุก "บทเรียนแรกจะเริ่มในคืนนี้ เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน และความมืดปกคลุมคฤหาสน์แล้ว เ้าจงมาหาข้าที่นี่ จงแต่งกายด้วยชุดสีขาวที่สะอาดที่สุด และอย่าได้บอกใครเป็อันขาด"
ความลึกลับในคำพูดของเขาทำให้หลิงเอ๋อร์รู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย แต่ความปรารถนาที่จะได้อาซานกลับคืนมานั้นมีพลังเหนือกว่าความกลัว นางจึงพยักหน้ารับคำแล้วจากไป
ตลอดทั้งวัน หลิงเอ๋อร์ทำงานไปด้วยใจที่ฟุ้งซ่าน นางไม่สามารถมีสมาธิในการทำงานได้เลย ใจคิดแต่เื่บทเรียนลึกลับที่จะได้รับในคืนนี้ นางสงสัยว่ามันจะเป็อย่างไร และจะช่วยให้นางได้อาซานกลับคืนมาได้จริงหรือไม่
ในขณะเดียวกัน อาซานก็ยังคงปฏิบัติตามคำแนะนำของลู่เฟิงอย่างเคร่งครัด เขาทำตัวเ็าและเมินเฉยต่อหลิงเอ๋อร์อย่างต่อเนื่อง แม้ใจของเขาจะปวดร้าวทุกครั้งที่เห็นสีหน้าเศร้าโศกของนาง แต่เขาก็บอกตัวเองว่าต้องอดทน เพื่อความสำเร็จในอนาคต
เมื่อราตรีมาเยือน หลิงเอ๋อร์ในชุดสีขาวบริสุทธิ์เดินย่างเท้ามายังเรือนพักคนสวนด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ความมืดรอบกายดูน่าสะพรึงกลัวกว่าทุกคืน แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากลับขับเน้นให้เงาของต้นไม้ดูราวกับอสูรกายที่กำลังจ้องมองนางอยู่ทุกฝีก้าว
นางรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่โลกที่ไม่คุ้นเคย โลกที่เต็มไปด้วยความลึกลับและอันตราย แต่ความรักที่มีต่ออาซานทำให้นางมีกำลังใจที่จะก้าวต่อไป นางทั้งหวาดกลัวและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงในจิตใจ แต่ความปรารถนาที่จะได้หัวใจของอาซานนั้นมีพลังเหนือกว่าสิ่งอื่นใด
เมื่อเดินผ่านสวนที่คุ้นเคย นางนึกถึง่เวลาที่เคยเดินเล่นกับอาซานในบริเวณนี้ นึกถึงเสียงหัวเราะของเขา นึกถึงรอยยิ้มอบอุ่นที่เขาเคยมอบให้ และนึกถึงจุมพิตแรกที่ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวจนถึงทุกวันนี้ ความทรงจำเ่าั้ทำให้นางยิ่งมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขากลับคืนมา
นางมาถึงหน้าเรือนพักที่มืดสนิท ประตูไม้แง้มเปิดอยู่เล็กน้อยราวกับเชื้อเชิญ แสงตะเกียงริบหรี่ลอดผ่านช่องว่างออกมา สร้างบรรยากาศที่ลึกลับและน่าขนลุก นางสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดแล้วผลักประตูเข้าไป
ภาพที่เห็นทำให้นางต้องหยุดชะงัก ลู่เฟิงในชุดผ้าไหมสีเข้มกำลังนั่งรออยู่กลางห้อง บนโต๊ะเตี้ยๆ ตรงหน้าเขามีสุราหนึ่งไหและจอกสองใบ แสงตะเกียงสาดส่องให้เห็นรอยยิ้มอันเป็มิตรของเขา แต่ในแววตานั้นกลับฉายประกายบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
ห้องนั้นได้รับการจัดแต่งใหม่ ผ้าไหมสีแดงเข้มถูกแขวนไว้ที่หน้าต่าง ทำให้แสงจันทร์ที่ส่องเข้ามากลายเป็สีแดงอมชมพู กลิ่นธูปหอมๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง สร้างบรรยากาศที่แปลกประหลาดและเร้าใจ
"มาแล้วรึ... นั่งลงก่อนสิ" เขาเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลผิดปกติ
หลิงเอ๋อร์ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามเขาอย่างเชื่องช้า นางรู้สึกประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ก้มหน้างุด มองปลายนิ้วของตัวเองที่กำลังบีบกันแน่น ใจของนางเต้นแรงจนเกือบจะได้ยินเสียง
"ไม่ต้องกลัวไปหรอกแม่หนู" ลู่เฟิงรินสุราใส่จอกแล้วยื่นให้นาง กลิ่นหอมของสุราผสมกับกลิ่นธูปทำให้บรรยากาศยิ่งเร้าใจ "ดื่มนี่เสียก่อน จะได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น"
นางรับจอกสุรามาถือไว้ในมือที่สั่นเทา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันลอยขึ้นมาแตะจมูก มันมีกลิ่นหวานๆ ผสมกับกลิ่นหอมของดอกไม้บางชนิดที่นางไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน นางไม่เคยดื่มสุรามาก่อนในชีวิต แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามคำสั่งของเขา นางยกจอกขึ้นจรดริมฝีปากแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดสิ้น
ความร้อนของสุราแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางแดงก่ำขึ้นมาทันที หัวใจที่เคยเต้นระรัวเริ่มสงบลง ความประหม่าค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกกล้าหาญอย่างประหลาด นางรู้สึกเหมือนร่างกายของตัวเองเบาขึ้น และจิตใจก็ผ่อนคลายลง
"ดีมาก" ลู่เฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงในดวงตาของนาง เห็นความตึงเครียดค่อยๆ คลายลง "ตอนนี้เ้าพร้อมสำหรับบทเรียนแรกแล้วหรือยัง"
หลิงเอ๋อร์พยักหน้าช้าๆ แม้จะยังไม่เข้าใจว่าบทเรียนที่ว่านั้นคืออะไรกันแน่ แต่สุราที่ดื่มเข้าไปทำให้นางรู้สึกกล้าหาญขึ้น ความกลัวและความลังเลที่เคยมีเริ่มจางหายไป
"บทเรียนแรกของ 'วิชาลับมัดใจชาย' นั้นเรียบง่ายที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุดเช่นกัน" ลู่เฟิงเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ช้าๆ และมีน้ำหนัก "มันคือการทำความเข้าใจ 'จุดอ่อน' ของบุรุษเพศ บุรุษนั้นแม้จะดูแข็งแกร่งปานใด แต่ทั่วทั้งร่างกายของพวกเขากลับเต็มไปด้วยจุดที่เปราะบางและไวต่อัั หากเ้ารู้จักตำแหน่งของมันและรู้วิธีกระตุ้นอย่างถูกต้อง เ้าก็จะสามารถควบคุมพวกเขาให้เป็ไปตามใจปรารถนาได้"
นางฟังด้วยความตั้งใจ แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้ แต่นางรู้สึกว่ามันเป็ความรู้ที่ลึกลับและทรงพลัง
เขาหยุดพูด จ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เริ่มเยิ้มหวานของหลิงเอ๋อร์ "และวิธีที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้... ก็คือการสาธิต"
พูดจบลู่เฟิงก็ลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมานั่งลงข้างๆ นางอย่างช้าๆ หลิงเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเขามาอยู่ใกล้จนััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา กลิ่นหอมของเขาผสมกับกลิ่นธูปทำให้นางรู้สึกมึนงง
"อย่าเกร็ง... ทำตัวตามสบาย" เขากระซิบข้างหู เสียงของเขาแหบพร่าและทรงพลังอย่างน่าประหลาด "ข้าเป็เพียง 'อาจารย์' ของเ้าเท่านั้น และนี่คือส่วนหนึ่งของบทเรียน"
จากนั้น เขาก็ค่อยๆ ยื่นมือออกมา ััลงบนหลังมือของนางอย่างแ่เบา ปลายนิ้วของเขาลูบไล้ไปตามผิวเนื้ออันเนียนละเอียดของนางอย่างเชื่องช้า สร้างความรู้สึกซาบซ่านจนนางขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"จุดแรก... คือฝ่ามือและปลายนิ้ว" เขาอธิบายด้วยเสียงที่เบาและชัดเจน "มันเป็จุดที่บุรุษมักจะใช้ในการััโลกภายนอก แต่กลับเป็จุดที่ถูกละเลยมากที่สุด การััที่นุ่มนวลและจงใจบริเวณนี้ จะเป็การส่งสัญญาณบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าคำพูดใดๆ"
นิ้วของเขายังคงลูบไล้ไม่หยุด มันเคลื่อนจากหลังมือไปยังข้อมือ ไล่ขึ้นไปตามท่อนแขนอันเรียวงามของนาง ทุกััของเขาราวกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่าน ทำให้ร่างกายของนางสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
หลิงเอ๋อร์รู้สึกแปลกใจกับตัวเอง นางไม่เคยรู้ว่าการััเพียงเล็กน้อยจะสามารถสร้างความรู้สึกที่รุนแรงเช่นนี้ได้ มันเป็ความรู้สึกที่ทั้งน่าอายและน่าตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน
"จุดที่สอง... คือต้นคอและหลังใบหู" เขากระซิบต่อ พลางเคลื่อนมือขึ้นไปัับริเวณต้นคอของนางอย่างแ่เบา ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดที่ข้างแก้มของนาง ทำให้ใบหน้าของนางยิ่งร้อนผ่าวขึ้นไปอีก
ปลายนิ้วของเขานวดคลึงเบาๆ ที่บริเวณต้นคอ ก่อนจะไล่ขึ้นไปััที่ติ่งหูของนางอย่างจงใจ หลิงเอ๋อร์เผลอครางออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกวาบหวามที่แล่นไปทั่วร่าง มันเป็ความรู้สึกที่ทั้งน่าอายและน่าพึงพอใจในเวลาเดียวกัน
"บริเวณนี้เป็จุดที่ไวต่อความรู้สึกอย่างยิ่ง" ลู่เฟิงอธิบายต่อ เสียงของเขาเบาลงเป็กระซิบ "เพียงแค่ลมหายใจอุ่นๆ หรือการกระซิบแ่เบา ก็สามารถทำให้บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดอ่อนระทวยลงได้"
เขาหยุดััชั่วครู่ แล้วจึงพูดต่อ "แต่ที่สำคัญที่สุด... คือการรู้จักใช้สายตา" เขาจับคางของนางเบาๆ ให้หันมามองหน้าเขา "ดวงตาคือหน้าต่างสู่จิติญญา เมื่อเ้ามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ด้วยความรักที่ลึกซึ้ง เขาจะไม่สามารถต้านทานได้"
ดวงตาของหลิงเอ๋อร์เริ่มเยิ้มด้วยน้ำตาแห่งความรู้สึก ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า แต่เป็น้ำตาแห่งความตื่นเต้นและความหวัง นางเริ่มเห็นภาพของอาซานที่จะต้องหลงใหลในเสน่ห์ของนาง
ร่างกายของหลิงเอ๋อร์เริ่มตอบสนองต่อััของเขาอย่างไม่อาจควบคุม นางเอนศีรษะพิงไหล่ของเขาอย่างลืมตัว ดวงตาของนางปิดพริ้มลง รับรู้เพียงััอันน่าตื่นเต้นที่เขามอบให้ สติสัมปชัญญะของนางเริ่มเลือนลาง ถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งความปรารถนา
"จุดที่สาม..." เขากระซิบเบาๆ "คือการรู้จักใช้ริมฝีปาก ไม่ใช่เพียงแค่การจูบ แต่เป็การััที่ละเอียดอ่อน การหายใจที่ริมฝีปาก การกระซิบคำหวานๆ ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเป็คนพิเศษ"
เขาเอนหน้าลงมาใกล้ใบหน้าของนาง จนลมหายใจของทั้งคู่ปะทะกัน "แต่ที่สำคัญที่สุด... คือจังหวะ เ้าต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเข้าใกล้ เมื่อไหร่ควรถอยห่าง เมื่อไหร่ควรให้ และเมื่อไหร่ควรปฏิเสธ"
ลู่เฟิงยิ้มอย่างผู้มีชัย เขารู้ดีว่านางติดกับของเขาเข้าแล้วอย่างสมบูรณ์ แต่เขายังไม่้าที่จะรวบรัดทุกอย่างในคืนนี้ 'การรอคอยจะยิ่งเพิ่มพูนความปรารถนา' เขาคิดในใจ
เขาค่อยๆ ผละมือออกจากร่างของนาง แล้วถอยกลับไปนั่งที่เดิม ทิ้งให้หลิงเอ๋อร์จมอยู่ในห้วงแห่งความรู้สึกที่ยังค้างคา
หลิงเอ๋อร์ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกซาบซ่านเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ทั่วทุกอณูของร่างกาย นางรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันที่แสนหวาน แต่กลับพบว่าตัวเองอยู่ในความเป็จริงที่แปลกประหลาด นางมองหน้าลู่เฟิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความปรารถนาที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม
"สำหรับบทเรียนแรก... คงต้องพอแค่นี้ก่อน" ลู่เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม "มากไปกว่านี้ข้าเกรงว่าเ้าจะรับไม่ไหว"
"แต่... แต่ข้ายังไม่เข้าใจเลยเ้าค่ะ" หลิงเอ๋อร์พูดเสียงอ่อย นางรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับคนที่เพิ่งได้ลิ้มรสอาหารอร่อยแล้วถูกเอาไปก่อนที่จะได้กินให้อิ่ม
"เ้าไม่จำเป็ต้องเข้าใจทุกอย่างในตอนนี้" ลู่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่มั่นคง "สิ่งที่เ้าต้องทำคือกลับไปทบทวนความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันนี้ จำมันไว้ให้ขึ้นใจ แล้วนำมันไปใช้กับอาซาน"
"ใช้กับพี่อาซานหรือเ้าคะ" หลิงเอ๋อร์ถามด้วยความสงสัย นางยังไม่เข้าใจว่าจะนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้อย่างไร
"ไปลองใช้บทเรียนที่ข้าสอนให้เ้า" ลู่เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มลึกลับ "เมื่อเ้าได้ลองแล้ว เ้าจะรู้ว่ามันมีพลังแค่ไหน แต่จงอย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ในทันที บางครั้งบุรุษนั้น้าเวลาในการตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง"
เขาหยุดพูดชั่วครู่ แล้วจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "และจำไว้ว่า... เ้าต้องใช้สิ่งที่เรียนรู้อย่างชาญฉลาด อย่าให้เขารู้สึกว่าเ้ากำลังพยายามจงใจ ทุกอย่างต้องดูเป็ธรรมชาติ เหมือนกับว่ามันเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ"
หลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับคำ ความหวังใหม่ลุกโชนขึ้นในใจของนาง นางรู้สึกว่าตัวเองได้รับอาวุธลับที่จะช่วยให้นางได้อาซานกลับคืนมา นางรู้สึกว่าตัวเองพร้อมที่จะลองใช้บทเรียนที่ได้รับ
ลู่เฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงในดวงตาของนาง เขาเห็นความสิ้นหวังที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นและความตื่นเต้น "และเมื่อถึงเวลา หากบทเรียนแรกนี้ยังไม่เพียงพอ เ้าก็จะได้เรียนรู้บทเรียนต่อไป... บทเรียนที่จะทำให้เ้าสามารถควบคุมร่างกายและจิติญญาของบุรุษได้อย่างสมบูรณ์"
คำพูดของลู่เฟิงราวกับมนต์สะกด มันทำให้หลิงเอ๋อร์รู้สึกถึงพลังอำนาจที่นางไม่เคยมีมาก่อน ความรู้สึกของการเป็ผู้ควบคุมเกมทำให้ความผิดหวังเมื่อครู่จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวังสำหรับบทเรียนในครั้งต่อไป
นางจินตนาการถึงภาพที่อาซานจะหันกลับมาสนใจนาง จินตนาการถึงสายตาที่เคยเ็ากลับมาเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนา จินตนาการถึงวันที่เขาจะมาขอร้องให้นางให้อภัยและขอให้นางกลับมาอยู่กับเขา
"กลับไปได้แล้ว" ลู่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "จงจำไว้ว่าอย่าได้แพร่งพรายเื่นี้ให้ใครรู้เป็อันขาด และจงอดทนรอ... รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม แล้วเ้าจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เ้าปรารถนา"
หลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับคำแล้วลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายของนางยังคงรู้สึกอ่อนแรงจากััเมื่อครู่ แต่จิตใจของนางกลับเต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น นางโค้งคำนับให้เขาเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินจากไป ในใจของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความหวัง ความตื่นเต้น และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้เรียนรู้ 'ศาสตร์มืด' นี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นางเดินกลับเรือนพักของตนเองในความมืด แต่ครั้งนี้นางไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป แสงจันทร์ที่เคยดูน่ากลัวกลับดูงดงามและเป็ใจ เงาของต้นไม้ที่เคยดูเหมือนอสูรกายกลับดูราวกับกำลังเต้นรำเฉลิมฉลองให้กับก้าวแรกของนางบนเส้นทางสายใหม่... เส้นทางแห่งเสน่หาและอำนาจที่นางเพิ่งจะเริ่มต้นเรียนรู้
ตลอดทางเดินกลับ นางทบทวนทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ทบทวนทุกัั ทุกคำพูด ทุกความรู้สึก นางรู้สึกเหมือนได้เปิดหนังสือเล่มใหม่ที่เต็มไปด้วยความลึกลับและความน่าตื่นเต้น นางตั้งใจว่าจะศึกษามันให้ถี่ถ้วนและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เมื่อถึงเรือนพัก นางนอนลงบนเตียงเล็กๆ แต่ไม่สามารถหลับได้ ใจของนางเต็มไปด้วยแผนการและความหวัง นางคิดถึงวิธีที่จะนำบทเรียนที่ได้รับไปใช้กับอาซาน คิดถึงจังหวะที่เหมาะสม และคิดถึงวิธีที่จะทำให้ทุกอย่างดูเป็ธรรมชาติ
ส่วนลู่เฟิงนั้น หลังจากที่หลิงเอ๋อร์จากไป เขาก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดสิ้น รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง เขารู้ดีว่าเมล็ดพันธุ์แห่งราคะที่เขาได้หว่านลงไปในใจของเด็กสาวผู้บริสุทธิ์นั้นได้เริ่มหยั่งรากลึกลงไปแล้ว และอีกไม่นานมันก็จะเติบโตขึ้นเป็ต้นไม้แห่งความปรารถนาที่พร้อมจะแผ่กิ่งก้านสาขาเข้าครอบงำทุกชีวิตที่อยู่รอบกาย... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตของเ้าหนุ่มอาซานผู้โง่เขลา ที่กำลังเดินเข้าสู่กับดักที่เขาได้วางไว้อย่างไม่รู้ตัว
เขาหัวเราะในลำคออย่างชั่วร้าย 'บทละครฉากต่อไป... คงจะสนุกว่านี้อีกหลายเท่านัก' เขาคิดพลางรินสุราให้ตัวเองอีกจอก