กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 51 เสียงของหัวใจและจดหมายจากลูฟัส


    “คุณคอยเฝ้าดูแลผมอยู่ตลอดเวลาเลยเหรอครับ” อิกนัสถามออกไป
    “ก็ใช่นะสิ ก็นายเล่นปกป้องพวกชั้นจากลำแสงนั่นจนตัวเองเป็นแบบนี้ ชั้นก็เลยมาตอบแทนแค่นั้นเอง ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก” มีอาเมื่อรู้สึกไม่เป็นตัวเองก็รีบหันหน้าไปอีกทาง เธอรู้สึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่มานอนเฝ้าคนที่ตัวเองพึ่งรู้จักตั้งหลายวัน แถมยังภาวนาให้เขารีบตื่นขึ้นมาไวๆอย่างปวดใจ มองดูเขาเจ็บปวดราวกับเป็นความเจ็บปวดของตัวเอง บางครั้งเมื่อมองดูเขาตัวเธอเองก็มีน้ำตาไหลออกมาอย่างปวดร้าว เป็นความรู้สึกที่เธอไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกเลย แต่พอเขาฟื้นขึ้นมาตัวเราก็ดีใจราวกับว่าเป็นเรื่องของตัวเอง
    “ขอบคุณนะครับ คุณมีอา” อิกนัสกล่าวออกไปด้วยความซาบซึ้งและอบอุ่นในหัวใจ
    “ไม่เป็นไรหรอก ชั้นทำเพราะอยากทำมันก็แค่นั้น นายฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว งั้นเดี๋ยวชั้นไปหยิบจดหมายที่ลูฟัสฝากไว้ให้ก็แล้วกัน” เมื่อกล่าวเสร็จมีอาก็ลุกขึ้นไปหยิบจดหมายบนโต๊ะ
    “ยังไม่ต้องก็ได้ครับ ผมพอจะรู้ว่าลูฟัสให้ไว้ทำไมเหมือนกัน” อิกนัสกล่าวออกมาพร้อมกับเอี้ยวตัวไปคว้ามือของมีอาไว้ในทันทีที่เธอลุกออกไป
    “รู้แล้วๆ นายจะปล่อยมือชั้นได้หรือยัง” มีอาเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น แต่เธอก็ไม่ได้คลายมือที่ถูกจับเอาไว้เลย
    อิกนัสที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ได้ปล่อยมือของมีอาออก อิกนัสสัมผัสถึงไออุ่นจากของมือของมีอาส่งผ่านมายังมือของเขา ผิวที่เรียบเนียนราวกับกระจก เขาทำเพียงแค่จับมือของเธอไว้อย่างนุ่นนวลเท่านั้น เพียงแค่มีอาดึงมือของเธอออก มือของทั้งสองก็จะหลุดออกจากกันอย่างง่ายดาย เพียงแต่เธอและเขาไปไม่ได้ทำแค่นั้นเอง
    มีอานั่งลงที่เดิมพร้อมกับจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เธอหัวใจของเธอเต้นแรงราวกับว่ามันจะกระเด็นออกมาข้างนอกอย่างไงอย่างนั้น ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตเกิดขึ้นภายในจิตใจของเธอ
    เมื่อมีอานั่งลงอิกนัสก็กุมมือของเธอไว้แน่นขึ้น พร้อมกับมองไปที่ใบหน้าอันงดงามของหญิงสาว ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรต่อกันเลยแม้แต่น้อย พวกเขาทำเพียงจ้องมองกันและกันอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานท่ามกลางความเงียบงัน
    ภายในดวงตาของทั้งสองมีภาพของกันและกันอยู่ภายในนั้น ความรู้สึกมากมายก่อเกิดขึ้นภายในจิตใจของทั้งคู่ และราวกับทั้งคู่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นของกันและกัน มันดังกึกก้องอยู่ภายในจิตใจของพวกเขา
    “แก็ก...” ในตอนนั้นเองเสียงเปิดประตูดังขึ้น
    “โย่ว...เจ้าหนูอิกนัสฟื้นแล้วเหรอ?” เสียงของอีริกดังรอดผ่านประตูเข้ามา แล้วเขาก็เดินตรงเข้ามาที่เตียงทันที
    อิกนัสและมีอารีบปล่อยมือของกันและกันทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดประตู จากนั้นทั้งคู่หันหน้าไปคนละทางอย่างไม่ทันรู้ตัว พร้อมกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของทั้งคู่
    “เอ่อ...นี่ชั้นเข้ามาผิดเวลาอะไรหรือเปล่าเนี่ย?” เสียงของอีริกดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันหันหน้าไปมามองคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าเขา
    “เปล่าครับ ว่าแต่คุณอีริกมีอะไรหรือเปล่าครับ?” อิกนัสถามออกไป พร้อมกับมองดูไปที่แขนของอีริก ซึ่งมันขาดเสมอไปกับหัวไหล่ไปเลย
    “เปล่าหรอก ชั้นแค่มาเยี่ยมเฉยๆน่ะ มาดูว่าเธอเป็นอย่างไงบ้างเท่านั้นเอง” อีริกนั่งลงที่เก้าอี้ที่มีอาหามาให้ที่อีกฝั่งหนึ่งของเตียง
    “ผมไม่เป็นอะไรแล้วล่ะครับ ขอบคุณคุณอีริกมากที่มาเยี่ยมผม” อิกนัสผงกหัวขอบคุณอย่างจริงใจ
    “ดีแล้วที่เธอไม่เป็นอะไรมาก ว่าแต่ว่าเธอสนใจจะมาเป็นลูกศิษย์ชั้นมั้ยอิกนัส?” อีริกกล่าวออกด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผิดกับตอนแรกที่เข้ามา
    “ครับ? ให้ผมเป็นลูกศิษย์ของคุณ มันจะดีจริงๆเหรอครับ” อิกนัสกล่าวออกไปด้วยความตกใจและไม่มั่นใจในตัวเอง เขาไม่คิดว่าคนระดับหัวหน้าสาขาของสมาคมนักล่าอสูรจะมาขอให้เขาเป็นลูกศิษย์แบบนี้ เขาที่เคยถูกเรียกว่าเป็นขยะของตระกูล จะมาเป็นลูกศิษย์ของคนที่ถือว่ามีตำแหน่งสูงกว่าพ่อของเขาด้วยซ้ำไป
    สำหรับเจ้าเมืองของเมืองขนาดเล็กนั้นในทางฐานะของขุนนางแห่งราชวงศ์นั้นถือว่าต่ำกว่าเจ้าเมืองขนาดกลางอยู่หลายขั้น และเจ้าเมืองขนาดกลางถือมีตำแหน่งต่ำกว่าหัวหน้าสมาคมต่างๆตามกฎแห่งราชวงศ์และบทบัญญัติของอาณาจักรต่างๆ ที่ให้ถือว่าหรือยกเว้นตำแหน่งของหัวหน้าสมาคมต่างๆให้เทียบเท่าหรือสูงกว่าตำแหน่งเจ้าเมืองนั้นๆ ดังนั้นสมาคมต่างๆนั้นถือว่าอยู่ในขอบเขตของอำนาจราชวงศ์และไม่ได้อยู่ในขอบเขตของอำนาจราชวงศ์ในเวลาเดียวกัน เพราะในแทบทุกอาณาจักรของโลกอัชวาล หรือแม้แต่ในเผ่าต่างๆนั้นก็ยังมีสมาคมต่างๆเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้สมาคมนักล่าอสูรหรือสมาคมต่างๆนั้นมีอำนาจและขอบเขตครอบคลุมไปทั่วทุกที่ของโลกอัชวาลเลยทีเดียว ดังนั้นอีริกที่เป็นหัวหน้าสมาคมนักล่าอสูรของเมืองขนาดกลางซึ่งถือว่ามีศักดิ์ฐานะสูงกว่าพ่อของอิกนัสหรือก็คือ อารอนที่เป็นเจ้าเมืองซิลเวอร์ไนท์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองขนาดเล็กอยู่หลายขึ้นเช่นกัน
    “ไม่อยากเหรอ นั่นสิน้า ใครจะมาอยากเป็นลูกศิษย์คนแขนเดียวอย่างชั้น เห้อ...” อีริกกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
    “ไม่ครับ ผมตังหากที่ต้องเป็นฝ่ายพูดอย่างนั้น ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมขอเป็นลูกศิษย์ของคุณครับ โปรดรับการคารวะจากผมด้วยครับท่านอาจารย์” อิกนัสรีบพูดขึ้น พร้อมกับยันตัวขึ้นเตรียมที่จะคารวะอีริกเป็นอาจารย์อย่างเป็นทางการตามธรรมเนียมของโลกนี้ทีเขาเคยเห็นผ่านความทรงจำของอิกนัสคนเก่า
    “ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น แค่เธอยินดีที่จะเป็นลูกศิษย์ของชั้นมันก็ดีมากแล้ว ชั้นจะได้มีผู้สืบทอดวิชาซะที” อีริกกล่าวออกไป พร้อมกับโบกมือที่เหลือเพียงข้างเดียวห้ามปรามอิกนัสเอาไว้
    ในตอนนั้นเองมีเสียงหนึ่งดังผ่านเข้ามา “ผู้จัดการอยู่ที่นี่ใช่หรือเปล่าคะ รีบกลับไปทำงานต่อได้แล้วค่ะ ทุกคนเค้าก็ทำงานกันอยู่ ผู้จัดการก็อย่าหาเวลาอู้สิคะ”
    “อิกนัส อาจารย์คงต้องไปก่อนแล้วไว้หายดีแล้วรีบแวะไปหาชั้นที่สมาคมนักล่าอสูรก็แล้วกันนะ ถึงตอนนั้นเราถึงจะเริ่มฝึกนรกกันตกลงมั้ย ตอนนี้พักผ่อนให้หายดีก่อน หนูมีอาฝากดูแลลูกศิษย์ชั้นด้วยนะ” อีริกที่ได้ยินเสียงของซาเบลดังรอดก็รีบกล่าวลาอิกนัสและมีอาทันที
    “ชั้นอยู่นี่ซาเบล เข้ามาได้เลย” อีริกกล่าวพร้อมลุกออกไป
    ซาเบลเลขาและรองผู้จัดการของสมาคมนักล่าอสูรก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับรีบเข้ามาล็อคตัวของอีริกไว้ทันทีราวกับกลัวว่าเขาจะหนีไปอีก จากนั้นเมื่อเห็นว่าอิกนัสรู้สึกตัวแล้วเธอจึงกล่าวทักทายออกไปตามมารยาท “เธอรู้สึกตัวแล้วเหรออิกนัส ขอโทษด้วยที่ผู้จัดการเข้ามารบกวน พอดีเขาอยากได้เธอเป็นลูกศิษย์เอามากๆตั้งแต่แขนขาดไปน่ะ เขาชื่นชมเธอเอาไว้มากพยายามเข้าล่ะ ชั้นขอตัวพาเขาไปทำงานที่ค้างเอาไว้ก่อนก็แล้วกันนะ”
    “ครับคุณซาเบล ฝากดูแลอาจารย์ด้วยนะครับ” อิกนัสกล่าวออกไป
    “อาจารย์!! นี่ผู้จัดการรับอิกนัสเป็นศิษย์เรียบร้อยแล้วเหรอคะเนี่ย ยินดีด้วยนะคะผู้จัดการมีคนสืบทอดวิชาสักที งั้นชั้นขอตัวเลยนะ หายไวๆล่ะอิกนัส” ซาเบลลากอีริกออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
    “เอานี่จดหมายของหมอนั่น งั้นชั้นขอกลับบ้านก่อนแล้วเดี๋ยวตอนเย็นจะทำอะไรมาให้กินก็แล้วกันนะ” เมื่อเห็นว่าคนอื่นออกไปกันหมดแล้วมีอาก็กล่าวออกมา เพราะถ้าไม่รีบไปเธอต้องเจอกับบรรยากาศแบบเมื่อครู่อีกแน่ๆ มันไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้สึกดี เพียงแต่เธอทำอะไรไม่ถูกเท่านั้นเอง
    “ครับแล้วเจอกันตอนเย็น” อิกนัสโบกมือให้พร้อมกับยิ้มรับรอยยิ้มของสาวเจ้าที่กำลังเดินออกไปจากห้อง
    ในมือของอิกนัสมีจดหมายฉบับหนึ่งที่ใส่ซองอย่างลวกๆ ซองนั้นยับยู่ยี่ราวเป็นกระดาษชำระ เหมือนกับว่าไม่ได้ตั้งใจจะส่งให้กับผู้รับเลยแม้แต่น้อย ในซองจดหมายนั้นมีของอยู่สองสิ่งด้วยกัน หนึ่งก็คือ กระดาษจดหมายที่เขียนถึงเขา และอีกสิ่งหนึ่งก็เป็นตราสีทองที่สลักหมายเลขสามกับอีกด้านที่เป็นรูปสายฟ้าซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าตรานี้มีความหมายว่าอย่างไร แต่มันก็เป็นสิ่งที่ลูฟัสใส่ไว้กับจดหมายที่มอบให้กับเขา
    เมื่อมองดูลายมือในจดหมายนั้น มันดูแย่ยิ่งกว่าซองจดหมายด้วยซ้ำไป ตัวหนังสือติดกันเป็นพรืดจนแทบจะอ่านไม่ออก ในจดหมายนั้นเขียนเอาไว้ว่า
    “ถึงเพื่อนของชั้นอิกนัส ถ้านายได้อ่านจดหมายฉบับนี้ นั่นก็แสดงว่าถึงเวลาที่ชั้นต้องกลับไปแล้ว นายคงสงสัยว่าชั้นจะไปไหน ทำไมถึงไม่ล่ำลากันก่อนแล้วค่อยไป ชั้นต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ลานายก่อนไป แต่ชั้นก็เป็นอย่างนี้แหละ นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป เหมือนวันนั้นวันแรกที่เราพบกัน เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันเลยก็แล้วกัน ชื่อที่แท้จริงของชั้น คือ ลูฟัส ทรี. เอเรนิก และที่ที่ชั้นต้องกลับไปก็คือ เมืองหลวงของอาณาจักร ชั้นกลับไปในฐานะของเจ้าชายลำดับที่สามแห่งราชวงศ์ของอาณาจักรเอเรนิกแห่งนี้ เพื่อเตรียมที่จะเข้าร่วมพิธีฉลองการขึ้นเป็นองค์รัชทายาทของพี่ชายของชั้นในอีกสี่เดือนข้างหน้า และนี่ก็คือความลับของชั้น ชั้นต้องขอโทษด้วยที่ไม่เคยบอกนาย ชั้นเคยคิดว่าจะบอกกับนายตั้งหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป สำหรับตราสีทองนั้นมีไว้สำหรับผ่านเข้าไปในพระราชวังซึ่งนายที่เป็นคนนอกสามารถใช้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น มันเป็นตราประจำตัวของชั้น ชั้นขอให้นายเก็บมันเอาไว้ ซึ่งงานฉลองจะเริ่มขึ้นหลังจากหอคอยแห่งปัญญาสิ้นสุดลง ซึ่งในทุกๆสิบปีจะเปิดให้นักล่าของอาณาจักรเอเรนิกที่อายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีเข้าร่วมได้ และชั้นคิดว่าคนอย่างนายคงไม่พลาดที่จะเข้าร่วมหอคอยแห่งปัญญาแน่ๆ ชั้นหวังว่าพวกเราจะได้พบกันในวันนั้น สำหรับชั้นช่วงสั้นๆที่ได้ผจญภัยร่วมกับนายนั้นมีคุณค่ากับชั้นมากเลย และชั้นก็อยากที่จะออกไปผจญภัยกับนายอีก แต่มันคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว อ่อแล้วก็ผลึกอสูรกับแต้มภารกิจที่ได้จากสงครามชั้นยกให้พวกนายหมดเลยก็แล้วกัน ฝากบอกยัยตัวป่วนด้วยนะ ลาก่อนเพื่อนรักของชั้น”
    อิกนัสจ้องมองดูกระดาษจดหมายในมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย มันทำให้เขาได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับลูฟัสมากขึ้น และอิกนัสนั้นไม่เคยคิดว่าลูฟัสนั้นจะเป็นถึงเจ้าชายของอาณาจักรนี้ แต่มันก็เป็นจริงอย่างที่ริโอเคยพูดเอาไว้เลยว่าเพื่อนของเขานั้นเป็นคนใหญ่คนโต
    จากนั้นอิกนัสก็เดินออกไปจากโรงแรมสายลมสีขาว เขามองไปยังซากเมืองที่ถูกทำลายและชาวเมืองที่กำลังช่วยกันฟื้นฟูเมืองขึ้นมาใหม่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้ว่าในจิตใจของทุกคนจะเต็มไปด้วยความขมขื่นก็ตาม เมืองไวท์ชาโดว์ถูกลำแสงที่ดำทมิฬทำลายล้างไปครึ่งเมืองโดยที่ทุกคนไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
    เมื่อมองดูทุกคนที่กำลังช่วยกันฟื้นฟูเมือง ความช่วยเหลือ ความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ทุกคนมีต่อกัน สิ่งเหล่านี้มันหาได้ยากในโลกที่เขาจากมา มันทำให้อิกนัสก็รู้สึกว่าไม่อยากให้เมืองแห่งนี้ถูกทำลายอีกต่อไป คราวหน้าเขาจะต้องทำอะไรได้มากกว่านี้อิกนัสรู้สึกอย่างนั้นออกมาจากหัวใจ
    สำหรับคนที่ถูกฆ่าตายไปภายในสงครามอิกนัสนั้นไม่รู้สึกอะไรมานัก เพราะเขาไม่มีกำลังพอที่จะปกป้องใครทั้งนั้นในสงครามครั้งนี้แค่เอาตัวเองให้รอดยังยากสำหรับเขาเลยด้วยซ้ำ และสำหรับอิกนัสแล้วคนที่ตายไปไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรใครทั้งนั้น เขาไม่ใช่ฮีโร่หรือพระเอกในนิยายที่ต้องผดุงความยุติธรรมหรือช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน เขาเพียงทำสิ่งที่เขาอยากทำมันก็แค่นั้นเอง
    อิกนัสถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงปรับอารมณ์ของตัวเองโดยการเดินกลับเข้าไปสูดอากาศภายในสวนของโรงแรม กลิ่นหอมของดอกไม้จากสวนช่วยให้อิกนัสรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้จิตใจของเขาสงบขึ้นเป็นอย่างมาก ความตั้งใจของเขาแจ่มชัดขึ้นภายในจิตใจ

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์นักล่า ที่คุณอ่าน