“สถานะ”
[ชื่อ : แอชเชอร์ แอสลาส]
[อายุ : 15 ปี]
[ระดับซิงโครไนซ์ : SS ]
[พลังโจมตี 0 [11]]
[พลังป้องกัน 18 [11]]
[ความเร็ว 92 [11]]
[พลังต่อสู้ 715]
[ฟอสเอนเนอร์จี้ 1,150 ]
[แต้มสถานะคงเหลือ 0]
[ สถานะร่างกาย 100 % ]
สกิล >>
[วิ่งเร็ว{Max}][ระเบิดความเร็ว{Max}][วิ่งหลบหลีก{Max}][ปีนป่าย{Max}][ว่ายน้ำ{Max}][ปอดเหล็ก{max}][กระโดดสูง{Max}][พลิกตัวกลางอากาศ{Max}][เล็งจุดตาย{Max}]
[ลำแสงอาวุธ{Max}][ยิงต่อเนื่อง{Max}]][โจมตีต่อเนื่อง{Max}][ดับเบิ้ลสแลช{Max}][ทริปเปิ้ลสแลช{Max}][ปรมาจารย์มีด{Max}][ปรมาจารย์ดาบ{Max}][ตัดเงา{Max}]
[เชี่ยวชาญหมัดขั้นสูง{86%}]
[เชี่ยวชาญธนูขั้นสูง 45 %]
แอชเชอร์มองจ้องไปยังสถานะของเขาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจกับตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปหลายจุด แม้แต้สถานะคงเหลือของเขาจะเป็น 0 แต้มสถานะพลังป้องกันกลับเพิ่มมาเป็น 18 รวมกับแต้มที่ได้จากการฝึกอีก 11 แต้ม แม้ทั้งสองจะอยู่คนละช่องกันแต่พวกมันกลับถูกนำมารวมกันให้เป็นค่าสถานะพลังป้องกันเช่นเดิม
ค่าสถานะความเร็วของเขาที่เพิ่มมาเป็น 92 และ 11 แต้มยิ่งทำให้เขายิ้มหน้าบาน เนื่องจากว่าค่าสถานะความเร็วของเขาในตอนนี้เอง ทำให้เขากลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว ด้วยความเร็วที่เขาทดสอบภายในห้อง มันเป็นความเร็วที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ มีเพียงแค่มอนสเตอร์เท่านั้น แล้วมันก็ต้องเป็นมอนสเตอร์สายความรวดเร็วอีก ถึงจะเคลื่อนไหวได้ไม่ต่างจากตัวของเขาในตอนนี้
ค่าสถานะทั้งหมดที่แอชเชอร์มีทำให้พลังต่อสู้ของเขาเพิ่มเป็น 715 หน่วยแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องสวมใส่ชุดเกราะก็สามารถแสดงความสามารถออกมาได้ไม่ต่างจากตอนที่เขาสวมชุดเกราะมาร์คเซเว่นที่มีพลังต่อสู้ 650 หน่วย แม้การป้องกันของเขาจะไม่ได้ดีเหมือนชุดเกราะ แต่ความเร็วของเขากลับเป็นตัวชูโรงจนชุดเกราะมาร์คเซเว่นก็ยากจะเทียบได้
ด้วยพลังต่อสู้ของเขาในตอนนี้ทำให้แอชเชอร์รู้สึกอุ่นใจ ต่อให้การทดสอบจะมีอะไรแปลกประหลาดเกิดขึ้น เขาเชื่อว่าตัวเองสามารถเอาตัวรอดแล้วหาจังหวะสวนกลับได้ ด้วยความเร็วในตอนนี้หากอีกฝ่ายสวมชุดเกราะมาร์คเอท ถ้าเขาวิ่งห่างจากผู้คนจนอยู่กับคนสวมชุดเกราะมาร์คเอทสองต่อสอง เขาก็สามารถจบปัญหาทุกอย่างได้ด้วยระบบหลักที่จะปรับความสามารถของเขาให้เท่ากับศัตรู
ปัก ~! แก้วน้ำถูกวางเอาไว้บนโต๊ะ จากนั้นแอชเชอร์ก็ได้ซื้อมีด 1 ดาวจากระบบมาถือเอาไว้ในมือ พลางมองไปยังแก้วน้ำด้วยใจที่จดจ่อ
“หวังว่ามันจะเป็นเหมือนที่เราคิดเอาไว้นะ”
ในความคิดของแอชเชอร์จากที่เขาดูวีดีโอหลายๆแห่งมา ได้อธิบายเอาไว้ว่า หากมนุษย์เร็วพอพวกเขาสามารถใช้ความเร็วตัดทุกๆอย่างได้ เขาจึงอยากรู้เช่นกันว่าความเร็วของเขาในตอนนี้มีมากพอจะทำแบบนั้นได้หรือยัง ด้วยความบางของมีดที่กำลังจะใช้ตัด น่าจะพอให้เขาฟันผ่านแก้วได้
สองตาจับจ้องไปยังจุดที่ต้องการฟัน ร่างกายของเขาเปิดใช้งานสกิลปรมาจารย์มีดเพิ่มความเฉียบคมในการโจมตีขึ้นไปอีก จากนั้นเขาก็ออกแรงไปยังแขนข้างที่ถือมีดแล้วตวัดออกไปด้วยความเร็ว
กริ๊ง~!
เสียงใสๆเหมือนคนนำช้อนมาเคาะแก้วดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่แอชเชอร์จะรีบมองไปยังแก้วที่เขาตัด ด้วยความเร็วเมื่อครู่นั้นแม้แต่เขาก็ตกใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากมันเป็นความเร็วที่เขาไม่เคยทำได้มาก่อน ในตอนที่เขาสวมชุดเกราะมาร์คเซเว่นความเร็วของเขาช้ากว่านี้ราว 50 % หากจะให้เขาเปรียบเทียบกับชุดเกราะมาร์คเอทก็เปรียบเทียบยากเกินไป เขาจึงสรุปง่ายๆว่าตอนนี้ใครก็ตามที่คิดจะฆ่าเขาด้วยการสวมใส่ชุดเกราะมาร์คเซเว่นพวกมันไม่สามารถทำได้ง่ายๆ มอนสเตอร์ 6 ดาวก็ไม่สามารถฆ่าเขาได้หากเขายังมีสติ ด้วยความเร็วที่เขาสร้างขึ้นมันมากพอจะชดเชยพลังป้องกันได้
“แอชเชอร์ แอชเชอร์ ครูฝึกเรียกให้นายไปพบ”
แอชเชอร์เอียงคอเล็กน้อยหลังจากได้ยินเพื่อนเรียกจากนอกห้อง เขาจึงเดินออกไปด้วยท่าทางสงสัยพลางมองจ้องไปยังเพื่อนของเขาที่วิ่งนำหน้าไปแล้วด้วยความกลัว ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นที่สนามฝึก เขาจึงรีบวิ่งตามไปด้วยความเร็วที่กดเอาไว้ ระหว่างวิ่งเขาก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนของนักเรียนดังก้องมาแต่ไกลจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เมื่อรู้ว่าตัวเองจะไม่ได้พัก
“ร้อยสิบสอง !”
“ร้อยสิบสาม !”
ท่ามกลางแสงแดดสาดส่องในช่วงเที่ยงวัน แอชเชอร์มองไปกลางสนามพบเจอเข้ากับนักเรียนมากมายกำลังวิดพื้นจากคำสั่งของครูฝึก ระดับ A ที่มาก่อนหน้าล้วนแล้วลงไปวิดพื้นด้วยเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงถูกทำโทษแบบนี้
“ทำต่อไป!”
ไม่มีความสงสัย ต่อให้จะสงสัยการถามครูฝึกมักจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอยู่บ่อยครั้งเพราะจำนวนการวิดพื้นของพวกเขาจะเพิ่มขึ้น แอชเชอร์ที่อยากลองทดสอบร่างกายตัวเองในตอนนี้เช่นเดียวกันจึงทำการวิดพื้นทดสอบความอึดตัวเอง
“พวกแกเข้าใจแล้วหรือยัง”
“เข้าใจแล้วครับ!!!”
“ดี เข้าใจแล้วก็ดี หากยังคิดว่าตัวเองเหนือกว่าอยู่อีกก็จงสำนึกผิดในระหว่างที่วิดพื้นนี้ไปซะ ทำต่อไป!”
การร้องตะโกนของครูฝึกยังคงดำเนินต่อไปแอชเชอร์ที่พยายามจับต้นชนปลายเรื่องราวที่ทำให้พวกเขาต้องมาวิดพื้นก็รู้ได้ว่าสาเหตุมันมาจากเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างนักเรียนที่พึ่งกลับมาจากค่ายฝึกพิเศษ กับนักเรียนที่ฝึกอยู่ที่นี่
ดูเหมือนว่าคนที่ออกมาจากห้องพักตามที่ได้ชวนแอชเชอร์ พวกเขาจะมานั่งมองเพื่อนในค่ายฝึกกัน ทำให้ครูฝึกเห็นถึงการแบ่งชนชั้นของนักเรียนที่มาจากค่ายฝึกพิเศษ จึงได้ให้พวกเขามารับโทษพร้อมกับเพื่อนเพราะตอนนี้ สถานะของพวกเขาที่มาจากค่ายฝึกพิเศษหายไปแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเขาเป็นนักเรียนของค่ายฝึกกองทัพที่ 7
“พอ พอ วันนี้พอแค่นี้ แถวตรง~!”
การลงโทษจบลงหลังจากแอชเชอร์ออกมาวิดพื้นได้เพียง 10 นาทีเท่านั้น เขาไม่คิดอะไรมาก อีกไม่กี่เดือนการฝึกของเขาก็จบลงแล้ว เขาจึงทำตัวนิ่งๆต่อไป
“เอาล่ะ ฉันมีข่าวดีจะมาแจ้งให้พวกแกได้ทราบกัน”
ความรู้สึกไม่ต่างจากวันแรกที่เข้ามาในค่ายฝึกเริ่มถาโถมเข้ามาในร่างกายของแอชเชอร์ ค่ายฝึกพิเศษเขาไม่ต้องทำอะไรเคร่งครัด เนื่องจากที่นั่นทุกคนมีอิสระภายใต้กฎ แต่ที่นี่ต่อให้จะมีกฎพวกเขาก็ไม่มีอิสระที่จะทำตามอำเภอใจ
“ข่าวดีนั้นก็คือ พวกแกทุกๆคนจะได้พักเป็นเวลา 2 วัน ใครหิวรีบกินข้าว ใครบาดเจ็บรีบไปห้องพยาบาล”
จากคำพูดของครูฝึกทำให้หลายคนเกิดความสงสัยยกเว้นคนที่มาจากค่ายฝึกพิเศษ พวกเขารู้ข้อมูลนี้จากทางพี่เลี้ยงมาก่อนแล้ว
“ส่วนข่าวร้าย หลังจากที่พวกแกได้พัก เราจะเดินทางไปยังเขตทดสอบที่ทางกองทัพที่ 1 จัดขึ้น มันจะเป็นการทดสอบความสามารถของพวกแกในกระบวนการสุดท้ายของหลักสูตรฝึกทหาร หากพวกแกไม่ผ่านก็แบกกระเป๋ากลับบ้านไป แต่หากพวกแกผ่านไปได้ ตำแหน่ง ยศ สถานที่ประจำการ จะถูกระบุภายหลัง”
ทุกคนเริ่มรู้สึกยินดีเมื่อรู้ว่าใกล้จะได้เวลาจบหลักสูตรการฝึกของพวกเขาแล้ว หลายคนที่ทรมานมาเป็นเวลานานรู้สึกโล่งใจ
“อย่างที่ฉันได้บอกพวกแกไปก่อนหน้า ทุกๆการกระทำของพวกแกมีคนตรวจสอบอยู่เสมอ หากทำได้ดีก็มีแต้มเก็บ หากทำได้แย่ก็ถูกลบแต้ม เอาล่ะ แยกย้ายได้ อย่าลืมเก็บข้าวของที่จำเป็น ในวันทดสอบพวกแกจะต้องช่วยตัวเองเพราะไม่มีใครช่วยเหลือพวกแกได้”
พรึ่บ~!
นักเรียนเตรียมทหารตบเท้าพลางแยกย้ายกันออกไปจากสนาม แอชเชอร์ที่หมดธุระเขาจึงเดินกลับไปยังห้องของเขาเช่นเดิม แต่ทันใดนั้นกลับมีนักวิจัยวิ่งเข้ามาดักหน้าด้วยความรวดเร็ว
“แอชเชอร์ แอสลาส ทางเราได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพที่ 7 ตามเรามาด้วย”
“มีอะไรเหรอครับ”
“ทางเรามีเรื่องต้องการจะแจ้งให้ทราบ”
“ได้ครับ”
แอชเชอร์เดินตามนักวิจัยไปติดๆกระทั่งมาถึงห้องๆหนึ่งที่เต็มไปด้วยเครื่องตรวจจึงเดินไปนั่งยังเก้าอี้พลางเหงื่อแตกพลักเมื่อนึกไปว่าตอนนี้ร่างกายของเขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาไปแล้ว
“ระบบ มีสิ่งที่ใช้ปกปิดร่างกายของฉันที่พัฒนาจนเกินขอบเขตมนุษย์ไปบ้างไหม”
[แจ้งเตือน โฮสต์สามารถล็อกค่าสถานะเอาไว้ได้ ในขณะล็อกร่างกายของโฮสต์จะไม่ต่างจากทหารทั่วไป ต้องการให้ระบบล็อกค่าสถานะหรือไม่]
“ล็อก”
แอชเชอร์บอกให้ระบบล็อกค่าสถานะ ก่อนที่เขาจะพบว่าการตอบสนองของเขาลดลงเป็นอย่างมาก ระหว่างนี้เองเหล่านักวิจัยต่างก็เปิดใช้งานเครื่องตรวจเพื่อสำรวจหาสิ่งที่อาจจะผิดปกติในร่างกายของเขา การตรวจสอบเป็นเรื่องปกติที่นักวิจัยเหล่านี้สมควรทำ เนื่องจากว่าแอชเชอร์เปรียบเสมือนไม้ตายของกองทัพเพราะเขาเป็นถึงผู้ที่สามารถซิงโครไนซ์ระดับ S
“กลับมาแล้วสินะ ยินดีต้อนรับกลับ”
“สวัสดีครับผู้บัญชาการ”
แอชเชอร์รีบทำความเคารพผู้บัญชาการที่เข้ามาหาระหว่างกำลังตรวจสอบร่างกาย
“เอาล่ะ ฉันมีหลายอย่างอยากจะพูดกับนาย มันดีต่อตัวของฉันเองแล้วก็ดีต่อตัวของนายด้วยเช่นกัน”
“ครับ”
“เรื่องแรก นายได้คิดเอาไว้แล้วหรือยังว่าจะไปเข้าสังกัดหน่วยไหน ด้วยคะแนนของนายที่ทางค่ายฝึกพิเศษส่งมา ทำให้หลายหน่วยต้องการตัวนายมาก”
“ผมอยากจะเข้าหน่วยพิเศษดาวมฤตยูครับ”
“ฮ่าๆๆ ไม่ต่างจากที่ฉันคิดเท่าไหร่ แต่ว่านะ ฉันจะบอกบางอย่างให้ก็แล้วกัน การแข่งขันมันสูงมากนะ อีกอย่างการตรวจสอบเบื้องลึกเบื้องหลังของระดับ S ที่จะเข้าหน่วยก็มากด้วยเช่นกัน หากว่านายมีความลับ หากว่านายมีเรื่องบาดหมางกับผู้มีอำนาจ ยิ่งทำให้นายเข้าหน่วยนี้ได้ยาก”
“ครับ” แอชเชอร์รู้สึกได้เหมือนกับว่าผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 กำลังเตือนเขาบางอย่าง
“ส่วนเรื่องที่สอง ฉันอยากจะเตือนนายสักหน่อย” แอชเชอร์รู้สึกวิตกเล็กน้อยกับคำเตือนที่ผู้บัญชาการกำลังจะบอก
“หลังจากที่นายปะทะกับพวกสวมชุดเกราะสีดำในเมือง V45 มีคนตรวจสอบแฟ้มประวัติของนาย เพราะงั้นฉันจึงอยากให้นายเตรียมพร้อมเอาไว้สักหน่อย ในการทดสอบที่จัดขึ้นอาจจะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นโดยมันระบุเจาะจงไปที่ตัวของนายก็ได้”
“ครับ”
“นายไม่ต้องวิตกไปมากก็ได้ หลังจากที่ฉันค้นประวัติของนายในวันที่นายเป็นระดับ S ฉันได้เข้ารหัสข้อมูลเอาไว้ คนที่ได้ข้อมูลนายไป รู้เพียงแค่ชื่อเท่านั้นแหละ แต่ไม่รู้ต้นกำเนิดของนาย”
“ผู้บัญชาการอยากให้ผมทำอะไรให้อย่างนั้นเหรอครับ” แอชเชอร์ถามออกไปตรงๆ การที่ผู้บัญชาการบอกข้อมูลนี้จะต้องมีสิ่งที่อยากให้เขาทำอย่างแน่นอน ภายใต้คำถามของแอชเชอร์ ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 ได้ฉีกยิ้มกว้าง
“ไม่มีอะไรมากหรอกแอชเชอร์ ฉันก็แค่อยากให้นายเข้าร่วมหน่วยที่ฉันจะจัดตั้งขึ้น โดยหน่วยนี้จะขึ้นตรงกับกองทัพที่ 7 มีระดับ S 5 คน พวกเขาแต่ละคนล้วนแล้วเป็นคนที่อยากเข้าหน่วยพิเศษดาวมฤตยูเช่นเดียวกันกับนาย เพียงแต่พวกเขาทำไม่ได้ เนื่องจากมีเบื้องหลังที่สหพันธ์มองว่าเป็นอันตราย”
“มีข้อมูลไหมครับ ผมจะลองคิดดู”
“ มีสิ ไว้นายนำกลับไปอ่าน หากพอใจฉันจะช่วยนายในเรื่องการบรรจุเป็นทหาร”
ผู้บัญชาการเดินจากไป แอชเชอร์ทำได้เพียงมองตามหลัง จากประสบการณ์ชีวิตก่อน ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 เป็นหนึ่งในคนที่เชื่อถือได้ แม้การทำงานของผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 จะดูเสี่ยงจนเข้าข่ายพวกที่ทำงานสีเทาก็ตาม ถึงอย่างนั้นแอชเชอร์ก็ยังคงต้องระวังตัว เผื่อชีวิตนี้ผู้บัญชาการไม่เหมือนชีวิตก่อน